หมวด: มะเร็งวิทยา · โลหิตวิทยา · มะเร็งต่อมน้ำเหลือง

ผู้ป่วยทาลาสซีเมียมีต่อมน้ำเหลืองโตที่คอ: สาเหตุที่เป็นไปได้ อันตรายแค่ไหน ต้องตรวจอะไรบ้าง และเมื่อไรต้องตัดชิ้นเนื้อแยกมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

AI Overview / คำตอบด่วน (BLUF)

ต่อมน้ำเหลืองโตที่คอมักเกิดจากการติดเชื้อและยุบได้เอง แต่ผู้ป่วยทาลาสซีเมียเสี่ยงมะเร็งระบบเลือดสูงกว่าคนทั่วไป ก้อนที่ใหญ่เกิน 1.5 ซม. แข็ง ติดแน่น ไม่ยุบใน 2 สัปดาห์ หรือมีไข้ เหงื่อออกกลางคืน น้ำหนักลด ควรได้อัลตราซาวนด์และเจาะหรือตัดชิ้นเนื้อตรวจโดยเร็ว

เหมาะกับใคร:
ผู้ป่วย ทาลาสซีเมีย (NHLBI) ที่มีก้อนหรือต่อมน้ำเหลืองโตที่คอ และครอบครัวที่กำลังพาไปตรวจ ·
อาการอันตราย ·
สาเหตุที่เป็นไปได้ ·
ก้อนแบบไหนน่ากังวล ·
ขั้นตอนตรวจ ·
การรักษาและการดูแล ·
คำถามที่พบบ่อย

เสียงจากผู้อ่าน: พี่ชายเป็นทาลาสซีเมีย หมอพบต่อมน้ำเหลืองโตที่คอ อันตรายไหม รักษาอย่างไร

คำตอบสั้นๆ: ก้อนที่คอในผู้ป่วยทาลาสซีเมียมีได้หลายสาเหตุ ทั้งที่ไม่ร้ายแรงและที่ต้องรักษาเร็ว สิ่งสำคัญคือให้แพทย์ตรวจจนได้คำตอบ ไม่ปล่อยรอให้ยุบเอง

สมาชิกในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งท่านหนึ่งเล่าว่า พี่ชายซึ่งเป็นทาลาสซีเมียไปพบแพทย์แล้วพบต่อมน้ำเหลืองโตที่คออย่างเห็นได้ชัด และอยากรู้ว่าอันตรายแค่ไหนและรักษาอย่างไร บทความนี้สรุปหลักฐานเรื่องสาเหตุที่เป็นไปได้ ลักษณะก้อนที่น่ากังวล ขั้นตอนตรวจ และข้อควรระวังเฉพาะผู้ป่วยทาลาสซีเมีย โดยไม่ได้ประเมินกรณีของบุคคลใด และไม่แทนคำแนะนำของแพทย์เจ้าของไข้

1. ทำไมผู้ป่วยทาลาสซีเมียจึงอาจมีต่อมน้ำเหลืองโตที่คอ

คำตอบสั้นๆ: สาเหตุส่วนใหญ่คือการติดเชื้อ แต่ผู้ป่วยทาลาสซีเมียทั้งติดเชื้อง่ายกว่าและเสี่ยงมะเร็งระบบเลือดสูงกว่าคนทั่วไป จึงต้องตรวจให้ได้คำตอบ

5.32 เท่าความเสี่ยงมะเร็งระบบเลือดในผู้ป่วยทาลาสซีเมีย 2,655 คน เทียบกับคนทั่วไป 10,620 คน
9.31 เท่าผู้ป่วยที่ได้รับเลือด เสี่ยงมะเร็งระบบเลือดสูงกว่าผู้ป่วยที่ไม่ได้รับเลือด
1.5 ซม.ก้อนที่คอใหญ่กว่านี้ แข็ง หรือติดแน่น จัดเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ต้องตรวจต่อ
97%การผ่าตัดเอาทั้งต่อมให้ผลวินิจฉัยได้ เทียบกับ 79% ของเข็มแกน (373 ราย)

ทาลาสซีเมียกับร่างกายที่ต้องทำงานหนัก

ทาลาสซีเมียเป็นโรคทางพันธุกรรมที่ร่างกายสร้างสายโกลบินของฮีโมโกลบินได้ไม่สมดุล เม็ดเลือดแดงจึงแตกง่ายและสร้างไม่พอ ผู้ป่วยหลายคนต้องรับเลือดประจำ ซึ่งทำให้ธาตุเหล็กสะสมเกิน และต้องใช้ยาขับเหล็ก เช่น deferoxamine, deferiprone หรือ deferasirox บางคนเคยตัดม้ามเพื่อลดการทำลายเม็ดเลือด ทั้งหมดนี้ส่งผลต่อภูมิคุ้มกันและสาเหตุของก้อนที่คอ

ติดเชื้อง่ายกว่าคนทั่วไป

บทความทบทวนใน Lancet Infectious Diseases (Vento 2006) ระบุว่าการติดเชื้อเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับสองของผู้ป่วยทาลาสซีเมีย ปัจจัยเสี่ยงคือ ภาวะซีดรุนแรง ธาตุเหล็กเกิน การตัดม้าม และความผิดปกติของภูมิคุ้มกัน เชื้อแบคทีเรียที่พบบ่อยในเอเชียคือ Klebsiella ซึ่งทำให้เกิดฝีได้หลายตำแหน่ง ต่อมน้ำเหลืองที่คอจึงอาจโตจากการติดเชื้อในคอ ฟัน หรือหู หรือกลายเป็นฝีที่ต้องระบาย

ความเสี่ยงมะเร็งระบบเลือดที่สูงขึ้น

งานวิจัยระดับประเทศในไต้หวัน (Chung 2015) ติดตามผู้ป่วยทาลาสซีเมีย 2,655 คนเทียบกับคนทั่วไป 10,620 คน พบว่าความเสี่ยงมะเร็งโดยรวมสูงขึ้น 1.54 เท่า มะเร็งระบบเลือดสูงขึ้น 5.32 เท่า และผู้ที่ได้รับเลือดเสี่ยงมะเร็งระบบเลือดสูงกว่าผู้ที่ไม่ได้รับเลือด 9.31 เท่า แต่อุบัติการณ์มะเร็งทุกชนิดยังอยู่ที่ราว 3.96 รายต่อ 1,000 คนต่อปี ความเสี่ยงสัมพัทธ์จึงสูง แต่จำนวนจริงยังน้อย ก้อนที่คอส่วนใหญ่จึงไม่ใช่มะเร็ง แต่ไม่ควรสรุปเองโดยไม่ตรวจ

วัณโรคต่อมน้ำเหลือง สาเหตุที่ไม่ควรลืมในประเทศไทย

บทความทบทวน (Fontanilla 2011) ระบุว่าวัณโรคต่อมน้ำเหลืองมักมาด้วยก้อนที่คอโตช้าๆ ไม่เจ็บ เป็นกลุ่มเดียว นาน 1–2 เดือน พบมากในคนเชื้อสายเอเชียตะวันออก การผ่าตัดเอาต่อมออกตรวจให้ความไวในการวินิจฉัยสูงสุดราว 80% วัณโรคต่อมน้ำเหลืองจึงหน้าตาคล้ายมะเร็งต่อมน้ำเหลืองได้ และเป็นอีกเหตุผลที่ต้องใช้ชิ้นเนื้อ

การสร้างเม็ดเลือดนอกไขกระดูก (EMH): เป็นไปได้ แต่พบที่คอน้อย

เมื่อไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดแดงได้ไม่พอ ร่างกายจะสร้างเนื้อเยื่อสร้างเม็ดเลือดขึ้นนอกไขกระดูก (Haidar 2010) พบมากในผู้ป่วยที่ไม่ได้รับเลือดประจำ และมักเกิดที่ม้าม ตับ และข้างกระดูกสันหลัง ซึ่งอาจกดไขสันหลังจนขาอ่อนแรง การวินิจฉัยต้องอาศัยภาพ MRI หรือชิ้นเนื้อ EMH ที่ต่อมน้ำเหลืองคอพบได้น้อย จึงไม่ควรสรุปว่าก้อนที่คอเป็น EMH ก่อนตรวจแยกการติดเชื้อและมะเร็ง

สรุปจากงานวิจัย ใช้ประกอบการพูดคุยกับแพทย์ ไม่ใช่การวินิจฉัย (บนมือถือแสดงเป็นการ์ด)

สาเหตุของก้อนที่คอในผู้ป่วยทาลาสซีเมีย และวิธีตรวจยืนยัน
สาเหตุกลไกลักษณะที่มักพบวิธีตรวจยืนยัน
ต่อมน้ำเหลืองตอบสนองต่อการติดเชื้อต่อมน้ำเหลืองขยายตัวเพื่อกำจัดเชื้อจากคอ ฟัน หรือหูเจ็บ นุ่ม ขยับได้ เกิดหลังหวัดหรือเจ็บคอ ยุบใน 2–4 สัปดาห์ตรวจร่างกาย ติดตามขนาด อัลตราซาวนด์ถ้าไม่ยุบ
ฝีหรือการติดเชื้อแบคทีเรียธาตุเหล็กเกินและการตัดม้ามทำให้แบคทีเรีย เช่น Klebsiella เติบโตง่ายแดง ร้อน ปวดมาก โตเร็ว มีไข้ อาจมีหนองอัลตราซาวนด์หรือ CT เจาะหนองเพาะเชื้อ เพาะเชื้อในเลือด
วัณโรคต่อมน้ำเหลืองเชื้อวัณโรคทำให้ต่อมอักเสบเรื้อรังและเนื้อตายโตช้า ไม่ค่อยเจ็บ หลายต่อมติดกันเป็นกลุ่ม นาน 1–2 เดือนเจาะหรือตัดชิ้นเนื้อ ย้อมเชื้อ เพาะเชื้อ หรือตรวจสารพันธุกรรมของเชื้อ
มะเร็งต่อมน้ำเหลืองเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์แบ่งตัวผิดปกติแบบโคลนเดียวกดไม่เจ็บ คล้ายยาง โตขึ้นเรื่อยๆ อาจมีหลายตำแหน่ง ร่วมกับ B-symptomsเข็มแกนหรือผ่าตัดเอาทั้งต่อม ย้อมพิเศษ แล้วตรวจ PET-CT ดูระยะ
มะเร็งอื่นที่ลามมาที่คอมะเร็งในช่องปาก คอหอย กล่องเสียง หรือต่อมไทรอยด์ ลามมาต่อมน้ำเหลืองแข็ง ติดแน่น พบในผู้ใหญ่ โดยเฉพาะผู้ที่สูบบุหรี่หรือดื่มสุราส่องกล้องตรวจคอหอยและกล่องเสียง CT หรือ MRI และ FNA
การสร้างเม็ดเลือดนอกไขกระดูก (EMH)ไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดไม่พอ ร่างกายสร้างเนื้อเยื่อสร้างเม็ดเลือดที่อื่นพบน้อยที่คอ มักอยู่ที่ม้าม ตับ หรือข้างกระดูกสันหลังMRI หรือ CT และชิ้นเนื้อเมื่อจำเป็น

2. ก้อนแบบไหนน่ากังวล และ B-symptoms คืออะไร

คำตอบสั้นๆ: ก้อนที่แข็ง ติดแน่น ใหญ่เกิน 1.5 ซม. หรือคงอยู่เกิน 2 สัปดาห์ ควรได้รับการตรวจต่อ แม้ยังไม่มีอาการอื่น

ลักษณะก้อนที่ต้องตรวจต่อ

แนวทางการประเมินก้อนที่คอในผู้ใหญ่ของสมาคมแพทย์หูคอจมูกสหรัฐฯ (Pynnonen 2017) ระบุว่าในผู้ใหญ่ ก้อนที่คอที่คงอยู่นานมักเป็นเนื้องอกมากกว่าการติดเชื้อ และให้ถือว่ามีความเสี่ยงมะเร็งเมื่อ

  • ก้อนคงอยู่ 2 สัปดาห์ขึ้นไปโดยไม่ยุบ และไม่มีประวัติติดเชื้อที่อธิบายได้ หรือไม่ทราบว่าเป็นมานานเท่าไร
  • ก้อนแข็ง ติดแน่นกับเนื้อรอบข้าง ใหญ่เกิน 1.5 เซนติเมตร หรือผิวหนังเหนือก้อนเป็นแผล

บทความใน American Family Physician (Gaddey 2016) ระบุปัจจัยเสี่ยงมะเร็งเพิ่มเติม ได้แก่ อายุมากกว่า 40 ปี เพศชาย ต่อมที่อยู่เหนือกระดูกไหปลาร้า และอาการทั่วร่างกาย เช่น ไข้ เหงื่อออกกลางคืน และน้ำหนักลด

B-symptoms คืออะไร

B-symptoms คืออาการทั่วร่างกาย 3 อย่างที่ใช้ประเมินมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ได้แก่ ไข้เกิน 38 องศาเซลเซียสโดยหาสาเหตุไม่ได้ เหงื่อออกท่วมตัวตอนกลางคืนจนต้องเปลี่ยนเสื้อ และน้ำหนักลดเกิน 10% ใน 6 เดือนโดยไม่ได้ตั้งใจ ก้อนที่แข็งหรือโตเร็วไม่ใช่ B-symptoms แต่เป็นลักษณะของก้อนที่น่ากังวล ทั้งสองอย่างควรแจ้งแพทย์

ไม่ควรกินสเตียรอยด์หรือยาฆ่าเชื้อเองก่อนได้คำวินิจฉัย

Gaddey 2016 เตือนว่าไม่ควรใช้สเตียรอยด์กับต่อมน้ำเหลืองโตที่ยังไม่ทราบสาเหตุ เพราะอาจทำให้ก้อนมะเร็งต่อมน้ำเหลืองยุบชั่วคราวจนผลชิ้นเนื้อคลาดเคลื่อน ส่วน Pynnonen 2017 แนะนำไม่ให้ยาปฏิชีวนะเป็นประจำ เว้นแต่มีอาการติดเชื้อแบคทีเรีย ถ้าแพทย์ให้ยาฆ่าเชื้อแล้วก้อนยังไม่ยุบ ควรตรวจต่อจนได้คำตอบ ไม่ควรเปลี่ยนยาไปเรื่อยๆ

ใช้ประกอบการตัดสินใจว่าควรไปพบแพทย์เร็วแค่ไหน (บนมือถือแสดงเป็นการ์ด)

อาการเตือนและสิ่งที่ควรทำ
อาการอาจเกิดจากระดับความเร่งด่วนสิ่งที่ควรทำ
หายใจลำบาก กลืนลำบาก เสียงแหบก้อนกดทางเดินหายใจหรือหลอดอาหารฉุกเฉินไปห้องฉุกเฉินทันที หรือโทร 1669
ไข้ในผู้ที่ตัดม้าม หรือขณะกินยา deferiproneติดเชื้อรุนแรง หรือเม็ดเลือดขาวต่ำมากจากยาฉุกเฉินไปโรงพยาบาลทันที แจ้งประวัติตัดม้ามและยาที่ใช้
ก้อนแดง ร้อน ปวดมาก มีไข้ฝีหรือการติดเชื้อแบคทีเรียภายในวันเดียวกันพบแพทย์เพื่อตรวจภาพ เพาะเชื้อ และอาจต้องระบายหนอง
B-symptoms: ไข้ไม่ทราบสาเหตุ เหงื่อท่วมกลางคืน น้ำหนักลดเกิน 10%มะเร็งต่อมน้ำเหลือง วัณโรค หรือการติดเชื้อเรื้อรังภายในไม่กี่วันขอนัดแพทย์โลหิตวิทยาให้เร็วขึ้น เพื่อตรวจภาพและชิ้นเนื้อ
ก้อนแข็ง ติดแน่น ใหญ่เกิน 1.5 ซม. หรือเหนือไหปลาร้าเนื้องอกหรือมะเร็งภายใน 1–2 สัปดาห์อัลตราซาวนด์หรือ CT และเจาะหรือตัดชิ้นเนื้อ
ก้อนเล็ก นุ่ม เจ็บ หลังเป็นหวัดต่อมน้ำเหลืองตอบสนองต่อการติดเชื้อติดตามได้ถ่ายรูปและวัดขนาด ถ้าไม่ยุบใน 2 สัปดาห์ให้กลับไปตรวจ

อาการตอนนี้อยู่ในระดับไหน ควรไปโรงพยาบาลทันทีหรือรอนัดได้?

วิเคราะห์ระดับความรุนแรงและรับคำแนะนำเฉพาะบุคคลจาก Advisory team ของเรา แบบประเมินช่วยผู้ป่วยและครอบครัวที่กำลังตรวจหรือรักษาโรคมะเร็ง จัดระดับสัญญาณอันตราย เช่น ไข้ หายใจลำบาก หรืออาการที่แย่ลง ว่าดูแลต่อที่บ้านได้ ควรติดต่อแพทย์ หรือควรไปโรงพยาบาลทันที ใช้ร่วมกับสัญญาณอันตรายด้านบน แบบประเมินนี้ไม่ใช่การวินิจฉัยโรค และไม่ได้บอกว่าก้อนเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองหรือไม่

คลิกทำแบบประเมินสัญญาณระหว่างการรักษามะเร็ง (ฟรี)

3. ขั้นตอนตรวจ: อัลตราซาวนด์ เจาะดูดเซลล์ หรือตัดชิ้นเนื้อ

คำตอบสั้นๆ: คำตอบสุดท้ายมาจากชิ้นเนื้อ แพทย์มักเริ่มจากวิธีที่เจ็บน้อยก่อน และผ่าตัดเอาทั้งต่อมเมื่อสงสัยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองหรือยังไม่ได้คำตอบ

อัลตราซาวนด์และ CT ช่วยอะไร

อัลตราซาวนด์ไม่มีรังสีและทำได้เร็ว บทความของ Ahuja 2005 ระบุลักษณะที่บ่งว่าต่อมผิดปกติ ได้แก่ รูปร่างกลม ไม่เห็นขั้วต่อม มีเนื้อตายข้างใน หลายต่อมติดกัน เนื้อรอบต่อมบวม และเส้นเลือดเลี้ยงที่ขอบต่อม ซึ่งช่วยเลือกต่อมที่ควรเจาะ ส่วนผู้ใหญ่ที่มีก้อนกลุ่มเสี่ยง Pynnonen 2017 แนะนำ CT หรือ MRI ฉีดสีบริเวณคอ และอาจต้องส่องกล้องดูคอหอยและกล่องเสียงร่วมด้วย

เจาะดูดเซลล์ เข็มแกน หรือผ่าตัดเอาทั้งต่อม

การเจาะดูดเซลล์ด้วยเข็มเล็ก (FNA) เจ็บน้อยและช่วยวินิจฉัยการติดเชื้อ วัณโรค และมะเร็งที่ลามมาได้ดี แนวทาง Pynnonen 2017 จึงแนะนำให้ทำ FNA ก่อนการผ่าตัดเปิด แต่มะเร็งต่อมน้ำเหลืองต้องดูโครงสร้างของต่อมและย้อมพิเศษหลายตัวเพื่อแยกชนิด เซลล์จาก FNA อย่างเดียวจึงมักไม่พอ การศึกษาชิ้นเนื้อ 373 ราย (Assaf 2020) พบว่าเข็มแกนให้ผลวินิจฉัยได้ 79% ส่วนการผ่าตัดเอาทั้งต่อมได้ 97% สาเหตุที่เข็มแกนไม่ได้คำตอบส่วนใหญ่คือเนื้อเยื่อไม่พอ

ผ่าตัดชิ้นเนื้อเจ็บไหม ผู้ป่วยทาลาสซีเมียต้องเตรียมอะไร

การผ่าตัดเอาต่อมน้ำเหลืองที่คอมักใช้ยาชาเฉพาะที่หรือดมยาสลบระยะสั้น แผลยาวราว 2–4 เซนติเมตร และมักหายในราว 1–2 สัปดาห์ ผู้ป่วยทาลาสซีเมียควรแจ้งแพทย์เรื่องค่าความเข้มข้นเลือดล่าสุด วันที่รับเลือดครั้งก่อน การตัดม้าม และยาขับเหล็กที่ใช้ แพทย์อาจนัดให้เลือดก่อนหัตถการหากซีดมาก

ผลเลือดช่วยอะไร และอะไรที่ผลเลือดตอบไม่ได้

  • ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด: ผู้ป่วยทาลาสซีเมียมีค่าผิดปกติอยู่แล้ว แพทย์จึงดูการเปลี่ยนแปลงจากค่าเดิม เช่น เม็ดเลือดขาวสูงหรือต่ำผิดปกติ
  • ค่าธาตุเหล็กสะสม (ferritin): ใช้ปรับยาขับเหล็ก แต่ไม่ได้บอกว่าก้อนที่คอเป็นอะไร และค่าอาจสูงขึ้นได้เมื่อมีการอักเสบ
  • การติดเชื้อที่เกี่ยวกับการรับเลือด: ไวรัสตับอักเสบบี ซี และเอชไอวี เพราะมีผลต่อการวินิจฉัยและการรักษา
  • ผลเลือดเพียงอย่างเดียวไม่สามารถยืนยันหรือตัดมะเร็งต่อมน้ำเหลืองได้ ต้องใช้ชิ้นเนื้อเสมอ

ถ้าผลชิ้นเนื้อเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

แนวทาง Lugano 2014 ใช้ PET-CT ตรวจระยะโรคในมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดที่จับสารเภสัชรังสี และแบ่งการรักษาตามระยะจำกัดหรือระยะลุกลาม มะเร็งต่อมน้ำเหลืองหลายชนิดรักษาให้หายได้ แต่ผลขึ้นกับชนิดย่อยและระยะ ผู้ป่วยทาลาสซีเมียต้องวางแผนร่วมกันระหว่างแพทย์โลหิตวิทยาและแพทย์มะเร็ง เพราะการให้เลือด ธาตุเหล็ก และภาวะซีดมีผลต่อการรับยาเคมีบำบัด อ่านขั้นตอนหลังทราบผลเพิ่มเติมใน ตรวจเจอมะเร็งต่อมน้ำเหลืองแล้วต้องย้ายโรงพยาบาล

4. รักษาตามสาเหตุ และการดูแลระหว่างรอผล

คำตอบสั้นๆ: การรักษาขึ้นกับผลชิ้นเนื้อ ระหว่างรอ ให้ดูแลทาลาสซีเมียตามเดิม เฝ้าระวังไข้ และเตรียมข้อมูลให้แพทย์ครบ

ดูแลทาลาสซีเมียต่อตามเดิมระหว่างรอผล

  • รับเลือดและกินยาขับเหล็กตามนัดเดิม ไม่หยุดยาเอง เว้นแต่แพทย์สั่ง
  • ผู้ที่กินยา deferiprone ต้องตรวจเม็ดเลือดขาวทุกสัปดาห์ งานวิจัยรวม 20 ปี (Tricta 2016) พบเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิลต่ำมาก 1.5% โดย 61% เกิดใน 6 เดือนแรก และ 78% ในปีแรก ถ้ามีไข้หรือเจ็บคอ ให้ติดต่อแพทย์และเจาะเลือดด่วน
  • วัดไข้เมื่อรู้สึกไม่สบาย ผู้ที่ตัดม้ามแล้วถ้ามีไข้ ให้ไปโรงพยาบาลทันที
  • ถ่ายรูปก้อนและวัดขนาดด้วยสายวัดทุกสัปดาห์ในท่าเดิม เพื่อให้แพทย์เห็นการเปลี่ยนแปลง

เตรียมข้อมูลอะไรไปพบแพทย์

  • ชนิดทาลาสซีเมีย ความถี่ในการรับเลือด และค่าความเข้มข้นเลือดล่าสุด
  • ประวัติตัดม้าม ยาขับเหล็กที่ใช้ และยาอื่นทั้งหมด
  • วันที่เริ่มเห็นก้อน ก้อนโตเร็วแค่ไหน รูปถ่ายก้อนตั้งแต่ต้น
  • อาการร่วม เช่น ไข้ เหงื่อออกกลางคืน น้ำหนักลด เจ็บคอ ปวดฟัน ไอเรื้อรัง
  • ประวัติสัมผัสผู้ป่วยวัณโรค การสูบบุหรี่ และการดื่มสุรา

คำถามที่ควรถามแพทย์

  • ก้อนนี้เข้ากลุ่มเสี่ยงที่ต้องเจาะหรือตัดชิ้นเนื้อหรือยัง ถ้ายัง ควรกลับมาตรวจเมื่อไร
  • จะเริ่มด้วย FNA เข็มแกน หรือผ่าตัดเอาทั้งต่อม เพราะอะไร
  • ผลชิ้นเนื้อใช้เวลากี่วัน และใครจะเป็นผู้แจ้งผล
  • ต้องให้เลือดหรือปรับยาขับเหล็กก่อนทำหัตถการไหม

ดูแลใจของครอบครัว

ช่วงรอผลชิ้นเนื้อเป็นช่วงที่ครอบครัวกังวลมากที่สุด การจดคำถามไปถามแพทย์ การมีคนในครอบครัวไปด้วยทุกนัด และการพักจากการค้นข้อมูลในอินเทอร์เน็ตบ้าง ช่วยให้รับมือได้ดีขึ้น ถ้าความกังวลกระทบการนอนหรือการใช้ชีวิตมาก ปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

แนวทางรักษาหลักตามสาเหตุที่ยืนยันจากผลตรวจ แพทย์จะเลือกตามผลชิ้นเนื้อและสภาพผู้ป่วย (บนมือถือแสดงเป็นการ์ด)

เปรียบเทียบแนวทางรักษาก้อนที่คอตามสาเหตุ
สาเหตุที่ยืนยันแล้วแนวทางรักษาหลักระยะเวลาโดยประมาณข้อควรรู้ในผู้ป่วยทาลาสซีเมีย
ต่อมน้ำเหลืองตอบสนองต่อการติดเชื้อรักษาจุดติดเชื้อต้นเหตุ เช่น คอหรือฟัน และติดตามขนาด2–4 สัปดาห์ถ้าไม่ยุบ ต้องกลับไปตรวจต่อ
ฝีหรือการติดเชื้อแบคทีเรียยาปฏิชีวนะตามผลเพาะเชื้อ และระบายหนองเมื่อจำเป็น1–3 สัปดาห์ผู้ที่ตัดม้ามหรือเม็ดเลือดขาวต่ำมักต้องนอนโรงพยาบาล
วัณโรคต่อมน้ำเหลืองยาต้านวัณโรคหลายตัวร่วมกันอย่างน้อย 6 เดือนก้อนอาจโตขึ้นชั่วคราวระหว่างรักษาได้ราว 20% ไม่ได้แปลว่ายาไม่ได้ผล และต้องตรวจตับเป็นระยะ
มะเร็งต่อมน้ำเหลืองเคมีบำบัดร่วมกับแอนติบอดีตามชนิด บางรายฉายรังสีหลายเดือน ตามชนิดและระยะต้องวางแผนการให้เลือดและยาขับเหล็กร่วมกับแพทย์มะเร็ง
การสร้างเม็ดเลือดนอกไขกระดูก (EMH)เพิ่มการให้เลือด ยา hydroxyurea ฉายรังสี หรือผ่าตัดในบางรายขึ้นกับตำแหน่งและอาการยังไม่มีแนวทางรักษาที่ดีที่สุดชัดเจน แพทย์เลือกเป็นรายบุคคล
กินสเตียรอยด์ ยาฆ่าเชื้อ หรือสมุนไพรเองโดยไม่ตรวจไม่แนะนำไม่มีอาจบดบังผลชิ้นเนื้อ ทำให้วินิจฉัยช้า และเพิ่มภาระต่อตับ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

คำถามที่ผู้ป่วยทาลาสซีเมียและครอบครัวมักถามเมื่อพบต่อมน้ำเหลืองโตที่คอ

ผู้ป่วยทาลาสซีเมียมีต่อมน้ำเหลืองโตที่คอ เกิดจากอะไรได้บ้าง?

สาเหตุที่พบบ่อยคือต่อมน้ำเหลืองตอบสนองต่อการติดเชื้อในคอ ฟัน หรือหู ซึ่งมักยุบลงใน 2–4 สัปดาห์ สาเหตุอื่นที่ต้องแยก ได้แก่ การติดเชื้อแบคทีเรียจนเป็นฝี วัณโรคต่อมน้ำเหลือง มะเร็งต่อมน้ำเหลือง และมะเร็งอื่นที่ลามมาที่คอ ส่วนการสร้างเม็ดเลือดนอกไขกระดูก (EMH) มักเกิดที่ม้าม ตับ และข้างกระดูกสันหลัง พบที่ต่อมน้ำเหลืองคอได้น้อย สาเหตุที่แท้จริงต้องยืนยันด้วยการตรวจภาพและชิ้นเนื้อ

ต่อมน้ำเหลืองโตจากการอักเสบ ต่างจากมะเร็งต่อมน้ำเหลืองอย่างไร?

ก้อนจากการอักเสบมักเจ็บ นุ่ม ขยับได้ เกิดหลังเจ็บคอหรือเป็นหวัด และเล็กลงใน 2–4 สัปดาห์ ก้อนที่น่ากังวลมักกดไม่เจ็บ แข็ง ติดแน่นกับเนื้อรอบข้าง ใหญ่เกิน 1.5 เซนติเมตร อยู่เหนือกระดูกไหปลาร้า หรือคงอยู่เกิน 2 สัปดาห์โดยไม่มีประวัติติดเชื้อ แต่ลักษณะภายนอกแยกโรคได้ไม่สมบูรณ์ การวินิจฉัยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองต้องใช้ผลชิ้นเนื้อเสมอ

ผู้ป่วยทาลาสซีเมียเสี่ยงมะเร็งต่อมน้ำเหลืองมากกว่าคนทั่วไปจริงไหม?

งานวิจัยระดับประเทศในไต้หวันที่ติดตามผู้ป่วยทาลาสซีเมีย 2,655 คนเทียบกับคนทั่วไป 10,620 คน พบว่าความเสี่ยงมะเร็งระบบเลือดสูงขึ้นราว 5.32 เท่า และผู้ป่วยที่ได้รับเลือดเสี่ยงสูงกว่าผู้ป่วยที่ไม่ได้รับเลือดราว 9.31 เท่า แต่จำนวนจริงยังน้อย อุบัติการณ์มะเร็งทุกชนิดอยู่ที่ราว 4 รายต่อ 1,000 คนต่อปี ความเสี่ยงนี้จึงเป็นเหตุผลให้ตรวจก้อนให้ชัดเจน ไม่ใช่เหตุผลให้ตื่นตระหนก

การสร้างเม็ดเลือดนอกไขกระดูก (EMH) ทำให้เกิดก้อนที่คอได้ไหม?

เป็นไปได้แต่พบน้อย EMH เกิดเมื่อไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดแดงได้ไม่พอ ร่างกายจึงสร้างเนื้อเยื่อสร้างเม็ดเลือดขึ้นที่อื่น พบมากในผู้ป่วยที่ไม่ได้รับเลือดประจำ และมักเกิดที่ม้าม ตับ และข้างกระดูกสันหลัง ซึ่งอาจกดไขสันหลังจนขาอ่อนแรงได้ ก้อนที่ต่อมน้ำเหลืองคอจึงไม่ควรสรุปว่าเป็น EMH ก่อนตรวจแยกการติดเชื้อและมะเร็ง

ต้องตัดชิ้นเนื้อต่อมน้ำเหลืองไหม เจ็บไหม เจาะดูดเซลล์อย่างเดียวพอไหม?

แพทย์มักเริ่มด้วยการเจาะดูดเซลล์ด้วยเข็มเล็ก (FNA) ภายใต้อัลตราซาวนด์ ใช้เวลาไม่กี่นาทีและเจ็บคล้ายเจาะเลือด แต่ถ้าสงสัยมะเร็งต่อมน้ำเหลือง มักต้องใช้เข็มแกนใหญ่หรือผ่าตัดเอาทั้งต่อม เพราะต้องดูโครงสร้างต่อมและย้อมพิเศษเพื่อแยกชนิด งานวิจัย 373 ราย พบว่าเข็มแกนให้ผลวินิจฉัยได้ 79% ส่วนการผ่าตัดเอาทั้งต่อมได้ 97% การผ่าตัดมักใช้ยาชาเฉพาะที่หรือดมยาสลบระยะสั้น แผลเล็กและมักหายในราว 1–2 สัปดาห์

อาการ B-symptoms คืออะไร ต่างจากก้อนโตเร็วอย่างไร?

B-symptoms คืออาการทั่วร่างกาย 3 อย่างที่ใช้ประเมินมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ได้แก่ ไข้เกิน 38 องศาเซลเซียสโดยหาสาเหตุไม่ได้ เหงื่อออกท่วมตัวตอนกลางคืนจนต้องเปลี่ยนเสื้อ และน้ำหนักลดเกิน 10% ใน 6 เดือนโดยไม่ได้ตั้งใจ ส่วนก้อนที่แข็ง โตเร็ว หรือกดไม่เจ็บ เป็นลักษณะของก้อนที่น่ากังวล ไม่ใช่ B-symptoms แต่ทั้งสองอย่างควรแจ้งแพทย์โดยเร็ว

ระหว่างรอผล ควรกินยาฆ่าเชื้อ ยาสเตียรอยด์ หรือสมุนไพรเองไหม?

ไม่ควร แนวทางการประเมินก้อนที่คอในผู้ใหญ่แนะนำไม่ให้ยาปฏิชีวนะเป็นประจำ เว้นแต่มีอาการติดเชื้อแบคทีเรียชัดเจน และไม่ควรใช้สเตียรอยด์ก่อนได้การวินิจฉัย เพราะอาจทำให้ก้อนมะเร็งต่อมน้ำเหลืองยุบชั่วคราวจนผลชิ้นเนื้อคลาดเคลื่อน ส่วนสมุนไพรหรือยาหม้อไม่มีหลักฐานว่าทำให้ก้อนยุบ และอาจเพิ่มภาระให้ตับที่รับธาตุเหล็กเกินอยู่แล้ว ให้ใช้เฉพาะยาที่แพทย์สั่ง

ผู้ป่วยทาลาสซีเมียที่ตัดม้ามหรือกินยาขับเหล็ก ต้องระวังอะไรเป็นพิเศษ?

การติดเชื้อเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับสองของผู้ป่วยทาลาสซีเมีย ผู้ที่ตัดม้ามแล้วหากมีไข้ควรไปโรงพยาบาลทันที เพราะติดเชื้อรุนแรงได้เร็ว และในเอเชียเชื้อที่พบบ่อยคือ Klebsiella ผู้ที่กินยา deferiprone ต้องตรวจเม็ดเลือดขาวทุกสัปดาห์ เพราะยาทำให้เม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิลต่ำมากได้ราว 1.5% ส่วนใหญ่ในปีแรก ถ้ามีไข้หรือเจ็บคอขณะใช้ยา ให้ติดต่อแพทย์และเจาะเลือดด่วน

กลไกทางวิทยาศาสตร์ (Scientific mechanism)

สรุปโดย :
ในทาลาสซีเมีย สายโกลบินที่ไม่สมดุลทำให้เซลล์ตั้งต้นของเม็ดเลือดแดงตายในไขกระดูกก่อนเจริญเต็มที่ ร่างกายจึงกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดอย่างหนักจนไขกระดูกขยายตัวและเกิดเนื้อเยื่อสร้างเม็ดเลือดนอกไขกระดูก ส่วนใหญ่ที่ม้าม ตับ และข้างกระดูกสันหลัง
ธาตุเหล็กอิสระที่เกินจากการรับเลือดเป็นอาหารของแบคทีเรีย เช่น Klebsiella และกดการทำงานของเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิลและแมคโครฟาจ ขณะที่การตัดม้ามทำให้เสียตัวกรองเชื้อแบคทีเรียที่มีแคปซูล ต่อมน้ำเหลืองที่คอจึงโตจากการตอบสนองต่อเชื้อได้ง่าย
นักวิจัยตั้งสมมติฐานว่าความเสี่ยงมะเร็งระบบเลือดที่สูงขึ้นอาจเกี่ยวกับการกระตุ้นภูมิคุ้มกันเรื้อรัง ภาวะเครียดออกซิเดชันจากธาตุเหล็ก และไวรัสที่เคยติดจากการรับเลือดในอดีต ซึ่งยังต้องการการศึกษาเพิ่ม
ความต่างสำคัญคือ ต่อมที่ตอบสนองต่อการติดเชื้อมีเซลล์หลายชนิดและโครงสร้างต่อมยังอยู่ ส่วนมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเกิดจากลิมโฟไซต์โคลนเดียวแบ่งตัวจนโครงสร้างต่อมเสีย การแยกสองภาวะนี้จึงต้องดูชิ้นเนื้อที่มีโครงสร้างครบ ร่วมกับการย้อมพิเศษและการตรวจเซลล์ด้วยเครื่อง flow cytometry

แหล่งอ้างอิงทางวิชาการ (E-E-A-T)

  1. Chung WS, et al. Thalassaemia and risk of cancer: a population-based cohort study. J Epidemiol Community Health 2015.
  2. Gaddey HL, Riegel AM. Unexplained Lymphadenopathy: Evaluation and Differential Diagnosis. Am Fam Physician 2016.
  3. Pynnonen MA, et al. Clinical Practice Guideline: Evaluation of the Neck Mass in Adults. Otolaryngol Head Neck Surg 2017.
  4. Tricta F, et al. Deferiprone-induced agranulocytosis: 20 years of clinical observations. Am J Hematol 2016.
  5. Vento S, Cainelli F, Cesario F. Infections and thalassaemia. Lancet Infect Dis 2006.
  6. Fontanilla JM, Barnes A, von Reyn CF. Current diagnosis and management of peripheral tuberculous lymphadenitis. Clin Infect Dis 2011.
  7. Haidar R, Mhaidli H, Taher AT. Paraspinal extramedullary hematopoiesis in patients with thalassemia intermedia. Eur Spine J 2010.
  8. Ahuja AT, Ying M. Sonographic evaluation of cervical lymph nodes. AJR Am J Roentgenol 2005.
  9. Assaf N, et al. Diagnosing Lymphoproliferative Disorders Using Core Needle Biopsy Versus Surgical Excisional Biopsy: Three-Year Experience of a Reference Center in Lebanon. Clin Lymphoma Myeloma Leuk 2020.
  10. Cheson BD, et al. Recommendations for initial evaluation, staging, and response assessment of Hodgkin and non-Hodgkin lymphoma: the Lugano classification. J Clin Oncol 2014.
  11. National Heart, Lung, and Blood Institute (NHLBI): Thalassemia.

เรียบเรียงและตรวจทานโดย · การวินิจฉัยและการรักษาต้องผ่านแพทย์เจ้าของไข้

ข้อจำกัดความรับผิดชอบทางการแพทย์ (Medical Disclaimer)

บทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อการศึกษาจากงานวิจัยและแนวทางสากล ไม่ใช่การวินิจฉัยโรค ไม่ใช่การสั่งหรือปรับยาเฉพาะบุคคล และไม่แทนการพบแพทย์ ก้อนที่คอแต่ละก้อนต้องได้รับการตรวจร่างกาย ตรวจภาพ และชิ้นเนื้อตามที่แพทย์เห็นสมควร อย่าหยุดหรือปรับยาขับเหล็กเอง และอย่ากินสเตียรอยด์หรือยาฆ่าเชื้อโดยไม่มีคำสั่งแพทย์ หากมีอาการอันตรายตามที่ระบุไว้ ให้ไปโรงพยาบาลทันที หรือโทร 1669