หมวดหมู่: เวชศาสตร์มะเร็งวิทยา — มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma) รังสีรักษา และการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative care)

มะเร็งต่อมน้ำเหลืองระยะ 3 หลังคีโม 5 รอบและฉายแสง 33 ครั้ง: หมอเคมีบอกก้อนหาย หมอรังสีบอกไม่ยุบ แม่ขอหยุดฉายแสง — ดูแลแบบประคับประคองอย่างไร และอาการที่ต้องเฝ้าระวัง

AI Overview / คำตอบด่วน (BLUF)

ก้อนหายกับก้อนไม่ยุบมักพูดถึงคนละการตรวจ: CT วัดขนาด ส่วน PET-CT วัดว่าเนื้อที่เหลือยังมีเซลล์มะเร็งทำงานไหม (Deauville 1–3 = ตอบสนองสมบูรณ์)
ก้อนที่เหลือมักเป็นพังผืดแต่ไม่เสมอไป ต้องยืนยันด้วย PET ที่ 8–12 สัปดาห์หลังฉายแสง — หยุดฉายแสงไม่ใช่ระยะสุดท้าย ดูแลประคับประคองควบคู่ได้
(Cheson 2014)

หน้านี้เน้นเรื่องอะไร และอ่านคู่กับหน้าไหน

สถานการณ์ที่พบบ่อย: “หมอเคมีบอกก้อนหาย หมอรังสีบอกไม่ยุบ แม่บอกพอแล้ว”

“แม่เป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองระยะ 3 ให้คีโมครบ 5 รอบ ฉายแสงไป 33 ครั้ง หมอเคมีบอกว่าก้อนหายแล้ว แต่หมอรังสีบอกว่าก้อนไม่ยุบ ฉายแสงทรมานมากจนแม่บอกว่าพอแล้ว ไม่ไปต่อ ตอนนี้ควรดูแลแบบประคับประคองอย่างไร และจะมีอาการอะไรบ้าง” — ตัวอย่างสถานการณ์ที่สรุปจากคำถามของครอบครัวผู้ป่วย

คำตอบตรง: คำพูดของสองหมออาจไม่ได้ขัดกันจริง — มักอ้างอิงการตรวจคนละชนิดหรือคนละช่วงเวลา และการที่แม่ขอหยุดฉายแสงไม่ได้แปลว่าเข้าสู่ระยะสุดท้าย
มะเร็งต่อมน้ำเหลืองระยะที่ 3 ที่ตอบสนองดีต่อคีโมยังมีโอกาสโรคสงบระยะยาวได้ สิ่งที่ครอบครัวทำได้ตอนนี้คือ (1) ขอให้ทีมสรุปผล PET-CT ให้ชัด (2) ถามว่าฉายแสงไปแล้วกี่ครั้งจากที่วางแผนไว้ (3) ดูแลอาการทุกข์ทรมานจากรังสีให้ดีที่สุด และ (4) รู้ว่าอาการแบบไหนต้องรีบกลับโรงพยาบาล

1. ทำไม “หมอเคมีบอกก้อนหาย” แต่ “หมอรังสีบอกก้อนไม่ยุบ”

คำตอบตรง: CT วัดขนาด ส่วน PET-CT วัดการทำงานของเซลล์ — ตามเกณฑ์ Lugano การตอบสนองของมะเร็งต่อมน้ำเหลืองส่วนใหญ่ประเมินด้วย PET-CT และถ้าได้คะแนน Deauville 1–3 ถือว่าตอบสนองสมบูรณ์ทางเมตาบอลิกแม้ยังเห็นก้อนเหลือใน CT
ก้อนที่เหลือจึงมักเป็นพังผืดหรือเนื้อตาย แต่ไม่เสมอไป ต้องให้ PET-CT ในเวลาที่เหมาะสมเป็นตัวตัดสิน
(Cheson BD, J Clin Oncol 2014 — Lugano;
Barrington SF, J Clin Oncol 2014)

ก้อนที่เหลือหลังรักษา (residual mass) พบบ่อย

  • ก้อนมะเร็งต่อมน้ำเหลืองประกอบด้วยเซลล์มะเร็งปนกับเนื้อเยื่อพยุงและพังผืด เมื่อคีโมฆ่าเซลล์มะเร็งแล้ว โครงพังผืดยังคงอยู่ และยุบช้า — พบบ่อยเป็นพิเศษในก้อนใหญ่ตั้งแต่แรก (bulky disease)
  • งานทบทวนในมะเร็งฮอดจ์กิน: PET หลังคีโมที่ผลลบมีค่าทำนายผลลบราว 86–94% แต่ PET ที่ผลบวกมีค่าทำนายผลบวกเพียงราว 25–40% — คือ PET บวกไม่ได้แปลว่ามะเร็งยังอยู่เสมอ
    (Gallamini A, Cancers 2021)
  • ในผู้ป่วย non-Hodgkin 93 ราย: PET ปกติหลังคีโม 67 ราย กลับเป็นซ้ำเพียง 11 ราย ขณะที่ PET ยังผิดปกติ 26 ราย กลับเป็นซ้ำทั้งหมด
    (Spaepen K, J Clin Oncol 2001) — PET จึงสำคัญกว่าขนาดก้อน

คะแนน Deauville 5 ระดับ: อ่านผล PET-CT อย่างไร

คะแนน 1–3 = ตอบสนองสมบูรณ์ทางเมตาบอลิก (complete metabolic response) แม้ยังมีก้อนเหลือ · คะแนน 4–5 = อาจยังมีโรค ต้องแปลผลร่วมกับขนาดก้อน เวลาที่ตรวจ และบางครั้งต้องตัดชิ้นเนื้อยืนยัน

ตรวจ PET-CT เร็วเกินไป = เสี่ยงผลบวกลวง

  • หลังคีโม: เว้นอย่างน้อยราว 3 สัปดาห์ และดีที่สุด 6–8 สัปดาห์
  • หลังฉายแสง: ราว 8–12 สัปดาห์หลังครั้งสุดท้าย เพราะการอักเสบจากรังสีทำให้เนื้อเยื่อดูดสาร FDG ได้เหมือนมะเร็ง
    (Juweid ME, J Clin Oncol 2007)
  • ถ้าหมอรังสีประเมินจาก CT ระหว่างฉายหรือเพิ่งจบ อาจยังเห็นก้อนขนาดเดิม — ไม่ได้แปลว่าการรักษาล้มเหลว

ชนิดย่อยของมะเร็งต่อมน้ำเหลืองสำคัญมาก

มะเร็งต่อมน้ำเหลืองมีหลายชนิด เช่น ฮอดจ์กิน (Hodgkin), DLBCL หรือ NK/T-cell ชนิดโพรงจมูก บทบาทและขนาดของรังสีต่างกันมาก
การฉายแสงเสริมหลังคีโมในหลายชนิดมักใช้ขนาดรวมราว 30–36 Gy ในไม่กี่สัปดาห์
(Illidge T, ILROG 2014)
ส่วนการฉาย 33 ครั้งเป็นคอร์สที่ยาวกว่า ซึ่งบางชนิด เช่น NK/T-cell ใช้ขนาดรวมราว 50 Gy ขึ้นไป
(Qi SN, ILROG 2021)
— ข้อนี้ไม่ใช่การเดาชนิดโรค แต่เป็นเหตุผลให้ถามทีมว่าแม่เป็นชนิดใด และเป้าหมายของรังสีในแผนนี้คืออะไร

คำถามที่ควรถามทีมทั้งสอง (ขอให้คุยกันเองหรือนัดพร้อมกัน)

  1. แม่เป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดใด และระยะที่ 3 หมายถึงกระจายบริเวณใดบ้าง?
  2. คำว่า “ก้อนหาย” กับ “ไม่ยุบ” อ้างอิงผลตรวจชนิดใด (CT, PET-CT, ตรวจร่างกาย) และตรวจวันที่เท่าไร?
  3. PET-CT ล่าสุดได้คะแนน Deauville เท่าไร และถือว่าตอบสนองสมบูรณ์หรือยัง?
  4. ควรตรวจ PET-CT ครั้งต่อไปเมื่อไร ถ้าหยุดฉายแสงวันนี้?
  5. ถ้าก้อนยังดูดสาร จำเป็นต้องตัดชิ้นเนื้อยืนยันก่อนเปลี่ยนการรักษาไหม?

2. แม่ขอ “พอแล้ว” — หยุดฉายแสงได้ไหม และควรถามอะไรก่อน

คำตอบตรง: ได้ — ผู้ป่วยที่ตัดสินใจได้เองมีสิทธิปฏิเสธหรือหยุดการรักษา และครอบครัวควรเคารพ แต่ก่อนหยุดถาวร ควรถามทีมรังสีรักษาว่าวางแผนไว้กี่ครั้ง เหลืออีกกี่ครั้ง
ถ้าฉายไปใกล้ครบแล้ว ขนาดรังสีส่วนใหญ่ได้รับไปแล้ว และการหยุดฉายแสงไม่ได้แปลว่าระยะสุดท้าย

เคารพการตัดสินใจ โดยให้ข้อมูลครบ

  • ถามแม่ว่า “ทรมานตรงไหนมากที่สุด” — ปวด กลืนไม่ได้ แผลในปาก เพลีย หรือการเดินทาง หลายอย่างแก้ได้ด้วยยาและการดูแล จนแม่อาจเปลี่ยนใจหรือไม่ก็ได้
  • หลีกเลี่ยงการกดดันด้วยความรู้สึกผิด การตัดสินใจที่ดีคือการตัดสินใจที่แม่เข้าใจข้อมูลครบและสอดคล้องกับคุณค่าของแม่
  • การตัดสินใจเปลี่ยนได้เสมอ — ถ้าอาการดีขึ้นแล้วอยากกลับมารักษา ให้แจ้งทีม

คำถามสำคัญก่อนหยุดฉายแสงถาวร

  1. วางแผนไว้ทั้งหมดกี่ครั้ง และเหลืออีกกี่ครั้ง? ขนาดรวมที่ได้ไปแล้วเท่าไร?
  2. ถ้าพักสั้น ๆ ให้แผลในปากหรือผิวดีขึ้น แล้วกลับมาฉายส่วนที่เหลือได้ไหม? การพักนานเกินไปมีผลต่อการควบคุมโรคอย่างไร?
  3. ถ้าหยุดเลย ความเสี่ยงที่โรคจะกลับมาบริเวณนั้นเพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด เมื่อเทียบกับผลตอบสนองต่อคีโมที่ได้แล้ว?
  4. ระหว่างนี้ ทีมช่วยคุมปวด แผลในปาก และการกลืนให้ดีขึ้นได้อย่างไร? ส่งปรึกษาทีมดูแลแบบประคับประคองได้ไหม?
  5. แผนติดตามหลังหยุดคืออะไร: นัดตรวจ PET-CT นัดเลือด และอาการที่ต้องกลับมาก่อนนัด?

หยุดฉายแสง ≠ ระยะสุดท้าย

มะเร็งต่อมน้ำเหลืองหลายชนิดตอบสนองต่อคีโมได้ดีมาก และระยะที่ 3 ที่ตอบสนองสมบูรณ์หลังคีโมยังมีโอกาสโรคสงบระยะยาว
ถ้าคีโมทำให้ PET-CT ตอบสนองสมบูรณ์แล้ว บทบาทของรังสีในบางแผนเป็นการ “เสริม” เพื่อลดโอกาสกลับเป็นซ้ำ ไม่ใช่การรักษาหลักเพียงอย่างเดียว
— ความหมายสำหรับแม่ต้องให้ทีมประเมินตามชนิดโรคและผล PET จริง

อาการของแม่หลังฉายแสงตอนนี้ ต้องรีบแจ้งทีมแค่ไหน?

วิเคราะห์ระดับความรุนแรงและรับคำแนะนำเฉพาะบุคคลจาก Advisory team ของเรา

ถ้ามีไข้ ≥38.0°C ดื่มน้ำไม่ได้ หายใจเหนื่อย เลือดออก หรือซึมสับสน ให้ไปโรงพยาบาลก่อน — ไม่ต้องทำแบบประเมินก่อน
คลิกทำแบบประเมินสัญญาณระหว่างการรักษามะเร็ง (ฟรี)

3. ทางเลือกหลังหยุดฉายแสง: เปรียบเทียบเป้าหมาย ความเหมาะสม และข้อแลกเปลี่ยน

คำตอบตรง: หลังหยุดฉายแสงมีทางเลือกมากกว่าสองทาง (ฉายต่อ หรือ “ปล่อย”) — ส่วนใหญ่คือติดตามด้วย PET-CT พร้อมดูแลอาการแบบประคับประคองควบคู่ และตัดสินใจขั้นต่อไปตามผล PET
(Cheson 2014)

ตารางเปรียบเทียบทางเลือกหลังหยุดฉายแสง: ฉายต่อหลังพัก ติดตาม PET-CT ดูแลประคับประคอง รักษาแนวที่สอง และ hospice

ทางเลือกเป้าหมายเหมาะกับใครสิ่งที่ต้องทำข้อแลกเปลี่ยน
พักสั้น ๆ แล้วฉายส่วนที่เหลือจนครบ (ถ้าทีมเห็นด้วย)ได้รับขนาดรังสีครบตามแผน เพื่อลดโอกาสโรคกลับมาบริเวณที่ฉายยังเหลือหลายครั้ง ทีมเห็นว่าส่วนที่เหลือสำคัญ และผู้ป่วยยินดีหลังอาการดีขึ้นคุมปวด แผลในปาก การกลืน และโภชนาการให้ดีก่อนกลับไปฉายการพักนานอาจลดผลของรังสี ผลข้างเคียงอาจกลับมาอีก ต้องให้ทีมกำหนดระยะพัก
หยุดฉายแสง + ติดตามด้วย PET-CT ตอนจบการรักษารู้สถานะโรคจริง โดยไม่เพิ่มผลข้างเคียงฉายไปมากแล้ว หรือทีมเห็นว่าขนาดที่ได้พอสมควร และผู้ป่วยไม่ต้องการฉายต่อPET-CT ราว 8–12 สัปดาห์หลังฉายครั้งสุดท้าย นัดตรวจเลือดและตรวจร่างกายตามแผนไม่มีผลข้างเคียงเพิ่ม แต่ถ้ายังมีโรคอาจต้องตัดสินใจเรื่องการรักษาใหม่
ดูแลแบบประคับประคองควบคู่การติดตามคุมอาการ ลดความทุกข์ทรมาน และเพิ่มคุณภาพชีวิตทุกคนที่ยังมีอาการทุกข์ทรมาน ไม่ว่าอยู่ระยะใดของโรคขอส่งปรึกษาทีม palliative care คุมปวด ดูแลปากและผิว โภชนาการ ใจ และช่วยผู้ดูแลไม่ขัดกับการรักษาอื่น อาจต้องมีนัดเพิ่มหรือทีมเยี่ยมบ้าน
การรักษาแนวที่สอง (ถ้า PET พบโรคยังทำงาน)ควบคุมโรคหรือทำให้โรคสงบอีกครั้งPET Deauville 4–5 ที่ยืนยันด้วยชิ้นเนื้อ ผู้ป่วยแข็งแรงพอและต้องการรักษาตัดชิ้นเนื้อยืนยัน เคมีบำบัดสูตรอื่น ± ปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด หรือยาภูมิคุ้มกันบำบัด/ยามุ่งเป้าตามชนิดโรคบางรายโรคสงบได้อีก แต่การรักษาหนักขึ้น ต้องชั่งน้ำหนักกับสภาพร่างกายและความต้องการของผู้ป่วย
Hospice / มุ่งความสบาย (ถ้าโรคลุกลามและผู้ป่วยไม่ต้องการรักษาต่อ)สบายที่สุด อยู่ในที่ที่ผู้ป่วยต้องการ ตามคุณค่าของผู้ป่วยโรคลุกลามแม้รักษาแล้ว และผู้ป่วยเลือกไม่รับการรักษาเพื่อควบคุมโรคอีกวางแผนการรักษาล่วงหน้า หนังสือแสดงเจตนามาตรา 12 ดูแลที่บ้านหรือหน่วยประคับประคองลดการรักษาที่เป็นภาระ แต่ไม่ได้มุ่งควบคุมโรค — เปลี่ยนใจได้เสมอ

ตารางนี้สรุปหลักการทั่วไปจาก Lugano 2014 และ Temel 2010 — ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะบุคคล ทางเลือกที่เหมาะกับแม่ขึ้นกับชนิดโรค ผล PET และความต้องการของแม่

4. ไทม์ไลน์ผลข้างเคียงหลังฉายครั้งสุดท้าย: อะไรจะดีขึ้นเมื่อไร

คำตอบตรง: ผลข้างเคียงเฉียบพลัน เช่น แผลในปาก เจ็บคอ และผิวอักเสบ มักหนักที่สุดราว 1–2 สัปดาห์หลังฉายครั้งสุดท้าย แล้วค่อย ๆ หายใน 2–4 สัปดาห์ ความอ่อนเพลียอาจอยู่หลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน
อาการยังแย่ต่อหลังหยุดเพราะเนื้อเยื่อที่ถูกทำลายยังอักเสบและซ่อมตัวต่อ — ไม่ได้มีรังสีค้างอยู่ในร่างกาย
(Elad S, MASCC/ISOO 2020;
Behroozian T, MASCC 2023)

ตารางผลข้างเคียงจากรังสี: เริ่ม หนักสุด ทุเลาเมื่อไร สิ่งที่ช่วยได้ และเมื่อไรต้องโทรหาทีม

ผลข้างเคียงเริ่ม / หนักสุด / ทุเลาสิ่งที่ช่วยได้เมื่อไรต้องโทรหาทีม
ผิวหนังอักเสบจากรังสี (radiation dermatitis)เริ่มราวสัปดาห์ที่ 2–3 ของการฉาย · หนักสุดราว 1–2 สัปดาห์หลังครั้งสุดท้าย · ทุเลาใน 2–4 สัปดาห์ (สีคล้ำอาจอยู่นานหลายเดือน)ล้างด้วยน้ำอุ่นและสบู่อ่อน ซับแห้ง ทามอยส์เจอไรเซอร์ไม่มีน้ำหอม ห้ามแกะ แผลเปียกใช้แผ่นปิดแผลตามทีม เลี่ยงแดดมีหนอง กลิ่นเหม็น แดงร้อนลาม ไข้ แผลลึกหรือเลือดออก
เยื่อบุช่องปาก/คออักเสบ (mucositis) และกลืนเจ็บเริ่มสัปดาห์ที่ 2–3 (ถ้าฉายศีรษะและลำคอ) · หนักสุด 1–2 สัปดาห์หลังจบ · ทุเลาใน 2–4 สัปดาห์บ้วนน้ำเกลือผสมเบกกิ้งโซดาบ่อย ๆ น้ำยาบ้วนปาก benzydamine ยาชา lidocaine ชนิดหนืดก่อนมื้อตามทีม อาหารนุ่มเย็น อาหารสูตรครบถ้วนเสริมดื่มน้ำไม่ได้ ปัสสาวะน้อย น้ำหนักลดเร็ว ฝ้าขาวทั่วปาก ไข้
หลอดอาหารอักเสบ (esophagitis) ถ้าฉายช่องอกเริ่มสัปดาห์ที่ 2–3 · หนักสุดช่วงท้ายถึง 1–2 สัปดาห์หลังจบ · ทุเลาใน 2–4 สัปดาห์กินคำเล็ก อาหารนุ่มอุณหภูมิห้อง เลี่ยงเผ็ด เปรี้ยว แอลกอฮอล์ ยาชาเฉพาะที่หรือยาลดกรดตามทีมกลืนไม่ลงเลย สำลักบ่อย เจ็บหน้าอกรุนแรง อาเจียนเป็นเลือด
อ่อนเพลีย (fatigue)สะสมระหว่างฉาย · หนักสุดช่วงท้าย · ทุเลาในหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือนเดินเบา ๆ วันละ 10–15 นาที งีบสั้น จัดลำดับกิจกรรม ให้ทีมตรวจภาวะโลหิตจาง ไทรอยด์ และอารมณ์ซึมเศร้าเพลียจนลุกไม่ไหว หน้ามืด ใจสั่น หอบเหนื่อย
คลื่นไส้ (ถ้าฉายช่องท้องส่วนบน)เกิดระหว่างฉาย · มักดีขึ้นภายในไม่กี่สัปดาห์หลังจบยาต้านอาเจียน เช่น กลุ่ม 5-HT3 antagonist (ondansetron) หรือ metoclopramide ตามทีม มื้อเล็กบ่อย อาหารไม่มันอาเจียนจนดื่มน้ำไม่ได้นานกว่า 24 ชั่วโมง
เม็ดเลือดต่ำพบได้ถ้าเพิ่งจบคีโมหรือฉายบริเวณไขกระดูกกว้าง · อาจต่ำอยู่หลายสัปดาห์ตรวจเลือด CBC ตามนัด ล้างมือบ่อย เลี่ยงคนป่วยและที่แออัด อาหารสุกสะอาดไข้ ≥38.0°C หนาวสั่น เลือดออก จ้ำเลือด
ปอดอักเสบจากรังสี (radiation pneumonitis) ถ้าฉายทรวงอกราว 1–6 เดือนหลังจบฉายแจ้งทีมเมื่อเริ่มไอแห้ง ทีมอาจตรวจเอกซเรย์หรือ CT และพิจารณาให้ยาสเตียรอยด์ไอแห้งต่อเนื่อง หายใจเหนื่อยเวลาออกแรง ไข้ต่ำ ๆ
ไทรอยด์ทำงานต่ำ (hypothyroidism) ถ้าฉายลำคอหลายเดือนถึงหลายปีหลังฉายตรวจเลือด TSH อย่างน้อยปีละครั้งตามทีม ถ้าต่ำให้ยาไทรอยด์ฮอร์โมนทดแทน (levothyroxine)เพลียมาก หนาวง่าย น้ำหนักขึ้น ท้องผูก หน้าบวม

ปอดอักเสบจากรังสี: พบบ่อยแค่ไหน

ในผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลือง 150 รายที่ฉายแสงบริเวณช่องอกกลางด้วย IMRT พบปอดอักเสบจากรังสีโดยรวม 14% — ราว 10% เมื่อฉายเสริมหลังการรักษาครั้งแรก และ 25% เมื่อฉายในโรคที่กลับเป็นซ้ำหรือดื้อยา
(Pinnix CC, Int J Radiat Oncol Biol Phys 2015)
อาการหลักคือไอแห้ง หายใจเหนื่อย และไข้ต่ำ ๆ ส่วนใหญ่รักษาได้ด้วยยาสเตียรอยด์เมื่อพบเร็ว
(Hanania AN, Chest 2019)

ไทรอยด์หลังฉายแสงลำคอ

ถ้าบริเวณที่ฉายครอบคลุมลำคอ ต่อมไทรอยด์อาจค่อย ๆ ทำงานลดลงในหลายเดือนถึงหลายปี จึงควรตรวจ TSH เป็นระยะ
(Pinnix CC, Int J Radiat Oncol Biol Phys 2018)
อาการไทรอยด์ต่ำคล้ายความอ่อนเพลียจากรังสี จึงมักถูกมองข้าม

5. เสาหลักการดูแลแบบประคับประคองที่บ้าน

คำตอบตรง: การดูแลแบบประคับประคองที่บ้านมี 7 เรื่องหลัก — ปวด ปากและคอ ผิว อ่อนเพลีย โภชนาการ จิตใจ และผู้ดูแล — ทุกเรื่องทำได้ตั้งแต่วันนี้ ควบคู่กับการติดตามโรค
(Fallon M, ESMO Ann Oncol 2018)

1) คุมปวดให้ได้ ไม่ต้องทน

  • ใช้หลักขั้นบันไดขององค์การอนามัยโลก: ปวดน้อยเริ่มด้วย paracetamol ปวดปานกลางถึงมากใช้ยากลุ่มโอปิออยด์ เช่น morphine ที่ทีมปรับขนาดทีละขั้น
  • โอปิออยด์ที่ปรับขนาดโดยทีมปลอดภัยและเป็นยาหลักของการคุมปวดจากมะเร็ง — การติดยาในผู้ป่วยที่ใช้ตามสั่งพบได้น้อย
  • แผ่นแปะ fentanyl ชนิดแปะผิวหนัง เหมาะกับผู้ที่ปวดคงที่และเคยได้โอปิออยด์มาก่อน — ไม่ใช่ยาเริ่มต้น
  • ปวดแสบร้อนหรือเสียวแปลบแบบเส้นประสาท ทีมอาจเพิ่มยากลุ่ม gabapentinoid (gabapentin, pregabalin)
  • ใช้ยาระบายควบคู่โอปิออยด์ตั้งแต่วันแรก ดื่มน้ำพอ — ท้องผูกเป็นผลข้างเคียงที่พบบ่อยที่สุด
  • จดคะแนนปวด 0–10 วันละ 2–3 ครั้ง พร้อมเวลาที่กินยา นำไปให้ทีมดูเพื่อปรับยา

2) ปากและคอ: แผลในปาก กลืนเจ็บ

  • บ้วนปากทุก 2–3 ชั่วโมงขณะตื่นด้วยน้ำเกลือผสมเบกกิ้งโซดาอ่อน ๆ (เบกกิ้งโซดาหนึ่งในสี่ช้อนชา + เกลือหนึ่งในแปดช้อนชา ในน้ำอุ่น 1 แก้ว)
  • เลี่ยงน้ำยาบ้วนปากที่มีแอลกอฮอล์ อาหารเผ็ด เปรี้ยว ร้อนจัด และกรอบแข็ง
  • ทีมอาจให้น้ำยาบ้วนปาก benzydamine และยาชา lidocaine ชนิดหนืดก่อนมื้ออาหาร — ใช้ตามคำแนะนำ เพราะยาชาทำให้สำลักได้ถ้ากลืนทันที
    (MASCC/ISOO 2020)
  • อาหารนุ่ม เย็นหรืออุณหภูมิห้อง เช่น โจ๊ก ไข่ตุ๋น เต้าหู้ไข่ สมูทตี้ และอาหารสูตรครบถ้วน (oral nutrition supplement) จิบระหว่างวัน
  • กลืนลำบากหรือสำลัก → ขอพบนักกำหนดอาหารและนักแก้ไขการกลืน ถ้าดื่มน้ำไม่ได้หรือน้ำหนักลดเร็ว ทีมอาจให้สารน้ำหรือสายให้อาหารชั่วคราว

3) ผิวบริเวณที่ฉาย

  • อาบน้ำอุ่น สบู่อ่อนไม่มีน้ำหอม ซับเบา ๆ ไม่ขัดถู
  • ทามอยส์เจอไรเซอร์ไม่มีน้ำหอม วันละ 2–3 ครั้ง ห้ามแกะสะเก็ดหรือตุ่มน้ำ
    (MASCC radiation dermatitis 2023)
  • ผิวลอกเปียก (moist desquamation) ใช้แผ่นปิดแผลชนิดที่ทีมแนะนำ ไม่ใช้พลาสเตอร์ติดบนผิวที่ฉาย
  • เลี่ยงแดด สวมเสื้อผ้าฝ้ายหลวม — การฟื้นฟูผิวแบบละเอียดอ่านใน คู่มือดูแลผิวหลังฉายแสง

4) อ่อนเพลีย: ขยับเบา ๆ ดีกว่านอนทั้งวัน

  • เดินในบ้านหรือรอบบ้านวันละ 10–15 นาที 1–2 ครั้ง ตามแรงที่มี การนอนทั้งวันทำให้กล้ามเนื้อลีบและเพลียมากขึ้น
  • ทำกิจกรรมสำคัญช่วงที่มีแรงที่สุดของวัน งีบสั้นไม่เกิน 30–45 นาที
  • ถ้าเพลียมากผิดปกติ ขอให้ทีมตรวจโลหิตจาง ไทรอยด์ เกลือแร่ และภาวะซึมเศร้า

5) โภชนาการ

6) จิตใจและจิตวิญญาณ

  • คำว่า “พอแล้ว” อาจหมายถึงความเหนื่อยล้า กลัว หรือไม่อยากเป็นภาระ — ฟังโดยไม่รีบแก้ ถามว่าแม่ต้องการอะไรมากที่สุดตอนนี้
  • กิจกรรมที่มีความหมาย เช่น ทำบุญ สวดมนต์ พบลูกหลาน หรือทำสิ่งที่ชอบ ช่วยลดความทุกข์ใจได้จริง
  • ถ้าแม่ซึมเศร้า นอนไม่หลับ หรือกังวลมาก ขอให้ทีมส่งปรึกษานักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์

7) ผู้ดูแลก็ต้องได้รับการดูแล

  • แบ่งเวรดูแลในครอบครัว เขียนตารางยาและนัดไว้ที่เดียว
  • ผู้ดูแลที่พักผ่อนพอดูแลได้นานกว่า — ความรู้สึกผิดเมื่อพักเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่ความผิด

6. Palliative care ไม่ใช่การยอมแพ้ — ทำควบคู่การรักษาและการติดตามได้

คำตอบตรง: การดูแลแบบประคับประคอง (palliative care) คือการดูแลที่เน้นอาการและคุณภาพชีวิตในทุกระยะของโรค ไม่ใช่เฉพาะช่วงท้ายชีวิต
ในงานวิจัยแบบสุ่ม 151 ราย ของผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะแพร่กระจาย การเริ่ม palliative care ตั้งแต่เนิ่น ๆ ทำให้คุณภาพชีวิตดีกว่า (คะแนน 98.0 เทียบกับ 91.5) อาการซึมเศร้าน้อยกว่า (16% เทียบกับ 38%)
และมัธยฐานการรอดชีวิต 11.6 เทียบกับ 8.9 เดือน
(Temel JS, N Engl J Med 2010)

งานวิจัยนี้ทำในมะเร็งปอด ไม่ใช่มะเร็งต่อมน้ำเหลือง — ตัวเลขใช้บอกว่าการดูแลอาการตั้งแต่เนิ่น ๆ ไม่ได้ทำให้แย่ลง ไม่ใช่การทำนายผลของแม่

ตารางเปรียบเทียบการรักษาเพื่อควบคุมโรค การดูแลแบบประคับประคอง และการทำทั้งสองอย่างร่วมกัน

มิติการรักษาเพื่อควบคุมโรคการดูแลแบบประคับประคองทำทั้งสองอย่างร่วมกัน
เป้าหมายทำให้โรคสงบหรือควบคุมโรคบรรเทาอาการ ความทุกข์ใจ และช่วยครอบครัวควบคุมโรคไปพร้อมกับอยู่ได้สบายขึ้น
เริ่มเมื่อไรตั้งแต่วินิจฉัยตามแผนการรักษาทุกระยะ เมื่อมีอาการหรือความทุกข์ยิ่งเริ่มเร็วยิ่งดี ไม่ต้องรอให้หยุดรักษาก่อน
ใครดูแลอายุรแพทย์โลหิตวิทยา/มะเร็ง ทีมรังสีรักษาทีม palliative care แพทย์ พยาบาล เภสัชกร นักสังคมสงเคราะห์ทีมมะเร็งและทีมประคับประคองสื่อสารกันเป็นทีมเดียว
ตัวอย่างการดูแลคีโม รังสี ยามุ่งเป้า ยาภูมิคุ้มกัน ปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดคุมปวด ดูแลแผลในปาก โภชนาการ นอนหลับ อารมณ์ วางแผนล่วงหน้าติดตาม PET-CT พร้อมคุมอาการจากรังสีที่บ้าน
ผลต่อคุณภาพชีวิตอาจมีผลข้างเคียงระหว่างรักษาคุณภาพชีวิตและอารมณ์ดีขึ้นในงานวิจัยทนการรักษาได้ดีขึ้นเมื่ออาการถูกคุม
การตัดสินใจผู้ป่วยเลือกรับ ปฏิเสธ หรือหยุดได้ช่วยให้ผู้ป่วยบอกคุณค่าและความต้องการของตัวเองปรับแผนได้ทุกเมื่อตามผลตรวจและความต้องการ

Palliative care กับ hospice ต่างกันอย่างไร

Hospice คือส่วนหนึ่งของ palliative care สำหรับช่วงที่โรคลุกลามและผู้ป่วยเลือกไม่รับการรักษาเพื่อควบคุมโรคอีก — สถานการณ์ของแม่ตอนนี้ยังไม่ใช่จุดนั้นโดยอัตโนมัติ
ถ้าวันหนึ่งต้องคุยเรื่องนี้ การวางแผนการรักษาล่วงหน้าและหนังสือแสดงเจตนาตามมาตรา 12 อ่านได้ใน
คู่มือ Palliative Care และ Living Will

7. บริบทประเทศไทย: ขอส่งปรึกษาทีมประคับประคองอย่างไร

คำตอบตรง: บอกแพทย์เจ้าของไข้ตรง ๆ ว่า “ขอส่งปรึกษาทีมดูแลแบบประคับประคอง” — โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย และโรงพยาบาลจังหวัดหลายแห่งมีหน่วยหรือคลินิก palliative care และทีมเยี่ยมบ้าน
สิทธิบัตรทอง ประกันสังคม และสิทธิข้าราชการครอบคลุมการดูแลแบบประคับประคองในหลายรูปแบบ แต่รายละเอียดแตกต่างตามโรงพยาบาล ควรตรวจสอบกับโรงพยาบาล

  • ถามที่ห้องตรวจเคมีบำบัด ห้องรังสีรักษา หรือศูนย์มะเร็งว่าหน่วย palliative care เปิดวันใด และขอนัดได้ทันทีโดยไม่ต้องหยุดการติดตามกับหมอเดิม
  • ถ้าเดินทางลำบาก ขอให้ส่งต่อทีมเยี่ยมบ้านหรือโรงพยาบาลใกล้บ้าน/หน่วยบริการปฐมภูมิ พร้อมสรุปการรักษาและรายการยา
  • ถ้าต้องใช้มอร์ฟีนที่บ้าน ถามวิธีรับยาต่อเนื่องและเบอร์ติดต่อนอกเวลา
  • สอบถามงานสังคมสงเคราะห์เรื่องค่าเดินทาง อุปกรณ์ที่บ้าน และสิทธิที่ใช้ได้
  • ฉุกเฉิน โทร 1669

กลไกทางวิทยาศาสตร์ (สังเคราะห์โดยผู้เขียน)

สังเคราะห์โดย
:
ก้อนมะเร็งต่อมน้ำเหลืองไม่ได้มีแต่เซลล์มะเร็ง แต่มีเนื้อเยื่อพยุง หลอดเลือด และเซลล์อักเสบปนอยู่ เมื่อคีโมฆ่าเซลล์มะเร็ง เซลล์ที่ตายจะถูกกำจัดช้า ๆ และถูกแทนที่ด้วยพังผืด
ขนาดก้อนใน CT จึงยุบช้ากว่าการตายของเซลล์มาก ส่วน PET-CT ใช้น้ำตาลติดสารกัมมันตรังสี (FDG) ซึ่งเซลล์มะเร็งที่ยังมีชีวิตดูดเข้าไปมากผ่านตัวขนส่งกลูโคสและเอนไซม์ hexokinase พังผืดที่ไม่มีเซลล์มะเร็งจึงแทบไม่ดูดสาร
แต่หลังฉายแสง เซลล์อักเสบอย่างแมคโครฟาจก็ดูด FDG ได้ จึงต้องรอราว 8–12 สัปดาห์เพื่อลดผลบวกลวง
ด้านผลข้างเคียง รังสีทำให้ดีเอ็นเอของเซลล์ที่แบ่งตัวเร็ว เช่น เซลล์ชั้นฐานของเยื่อบุช่องปากและผิวหนัง แตกหัก เซลล์เหล่านี้ไม่ได้ตายทันที แต่ตายเมื่อพยายามแบ่งตัวครั้งถัดไป
ขณะที่เซลล์ผิวชั้นบนหลุดลอกไปตามปกติโดยไม่มีเซลล์ใหม่มาแทน แผลจึงหนักที่สุดหลังจบฉายราว 1–2 สัปดาห์ แล้วเซลล์ต้นกำเนิดที่รอดจะค่อย ๆ สร้างเยื่อบุใหม่ใน 2–4 สัปดาห์
— อาการที่ต่อเนื่องจึงมาจากการอักเสบและการซ่อมแซมของเนื้อเยื่อ ไม่ได้มาจากรังสีที่สะสมหรือค้างอยู่ในร่างกาย
ส่วนปอดอักเสบจากรังสีเกิดช้ากว่าเพราะต้องอาศัยสารสื่ออักเสบอย่าง TGF-beta และการบาดเจ็บของเซลล์ถุงลมที่สะสมเป็นสัปดาห์ถึงเดือน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ทำไมหมอเคมีบอกว่าก้อนหาย แต่หมอรังสีบอกว่าก้อนไม่ยุบ ใครพูดถูก?

อาจถูกทั้งคู่ เพราะมักพูดถึงผลตรวจคนละแบบ CT หรือ MRI วัดขนาดก้อน ส่วน PET-CT วัดว่าเนื้อเยื่อที่เหลือยังมีเซลล์มะเร็งที่ใช้น้ำตาลอยู่หรือไม่ ตามเกณฑ์ Lugano ถ้า PET ได้คะแนน Deauville 1–3 ถือว่าตอบสนองสมบูรณ์ทางเมตาบอลิก แม้ยังเห็นก้อนเหลือใน CT ก็ตาม ก้อนที่เหลือจึงอาจเป็นพังผืดหรือเนื้อตาย แต่ไม่เสมอไป ควรขอให้ทีมทั้งสองอธิบายร่วมกันว่าอ้างอิงผลตรวจชนิดใด ตรวจวันที่เท่าไร และได้คะแนน Deauville เท่าไร

ก้อนที่เหลือหลังรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลือง เป็นมะเร็งเสมอไหม?

ไม่เสมอไป ก้อนที่เหลือหลังรักษาพบได้บ่อย โดยเฉพาะเมื่อก้อนใหญ่ตั้งแต่แรก และหลายครั้งเป็นพังผืดหรือเนื้อตายที่ไม่มีเซลล์มะเร็งทำงาน งานทบทวนในมะเร็งฮอดจ์กินพบว่า PET หลังคีโมที่ผลลบมีค่าทำนายผลลบราว 86–94% แต่ PET ที่ผลบวกมีค่าทำนายผลบวกเพียงราว 25–40% จึงอาจต้องตัดชิ้นเนื้อยืนยันก่อนเปลี่ยนการรักษา การตัดสินต้องใช้ PET-CT ในเวลาที่เหมาะสมร่วมกับความเห็นของทีม ไม่ใช่ดูขนาดก้อนอย่างเดียว

ควรตรวจ PET-CT เมื่อไรหลังจบฉายแสง?

แนวทางด้านภาพวินิจฉัยแนะนำให้เว้นอย่างน้อยราว 3 สัปดาห์ และดีที่สุด 6–8 สัปดาห์หลังคีโม และราว 8–12 สัปดาห์หลังฉายแสงครั้งสุดท้าย เพราะการอักเสบจากรังสีทำให้เนื้อเยื่อดูดน้ำตาลกัมมันตรังสีได้เหมือนมะเร็ง จนเกิดผลบวกลวง การตรวจเร็วเกินไปจึงอาจทำให้กังวลโดยไม่จำเป็น ควรถามทีมว่านัดตรวจ PET-CT ครั้งต่อไปคือเมื่อไร

แม่ขอหยุดฉายแสงกลางคันได้ไหม และมีผลอย่างไร?

ได้ ผู้ป่วยที่ตัดสินใจได้เองมีสิทธิปฏิเสธหรือหยุดการรักษา แต่ก่อนตัดสินใจควรถามทีมรังสีรักษาว่าวางแผนไว้กี่ครั้ง เหลืออีกกี่ครั้ง ถ้าพักสั้น ๆ ให้แผลในปากหรือผิวดีขึ้นแล้วฉายต่อได้ไหม และถ้าหยุดเลยจะเพิ่มความเสี่ยงให้โรคกลับมามากน้อยเพียงใด ถ้าฉายไปเกือบครบแล้ว ขนาดรังสีส่วนใหญ่ได้รับไปแล้ว การหยุดฉายแสงไม่ได้แปลว่าเป็นระยะสุดท้าย และยังติดตามผลด้วย PET-CT ได้ตามปกติ

หลังหยุดฉายแสง ผลข้างเคียงจะอยู่นานแค่ไหน?

ผลข้างเคียงเฉียบพลัน เช่น แผลในปาก เจ็บคอ กลืนเจ็บ และผิวอักเสบ มักหนักที่สุดราว 1–2 สัปดาห์หลังฉายครั้งสุดท้าย แล้วค่อย ๆ หายใน 2–4 สัปดาห์ ความอ่อนเพลียอาจอยู่หลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน อาการไม่หายทันทีเพราะเนื้อเยื่อที่ถูกรังสีทำลายยังซ่อมตัวต่อ ไม่ได้มีรังสีค้างอยู่ในร่างกาย ส่วนผลระยะหลัง เช่น ปอดอักเสบจากรังสีในช่วง 1–6 เดือนหลังฉายบริเวณทรวงอก และไทรอยด์ทำงานต่ำหลังฉายบริเวณลำคอ ต้องเฝ้าระวังต่อ

แผลในปากและกลืนเจ็บหลังฉายแสง ดูแลอย่างไร?

บ้วนปากบ่อย ๆ ด้วยน้ำเกลือผสมเบกกิ้งโซดาอ่อน ๆ เช่น เบกกิ้งโซดาหนึ่งในสี่ช้อนชาและเกลือหนึ่งในแปดช้อนชาในน้ำอุ่น 1 แก้ว เลี่ยงน้ำยาบ้วนปากที่มีแอลกอฮอล์ และแปรงฟันด้วยแปรงขนนุ่ม ทีมอาจให้น้ำยาบ้วนปาก benzydamine ยาชาเฉพาะที่ lidocaine ชนิดหนืดก่อนมื้ออาหาร และยาแก้ปวดตามระดับความปวด กินอาหารนุ่ม เย็น ไม่เผ็ด ไม่เปรี้ยว และใช้อาหารสูตรครบถ้วนเสริม ถ้ากลืนลำบากควรพบนักกำหนดอาหาร และถ้าดื่มน้ำไม่ได้หรือน้ำหนักลดเร็ว ต้องแจ้งทีมเพื่อพิจารณาให้สารน้ำหรือสายให้อาหารชั่วคราว

การดูแลแบบประคับประคองคือการยอมแพ้หรือไม่?

ไม่ใช่ การดูแลแบบประคับประคอง (palliative care) คือการดูแลที่เน้นบรรเทาอาการ ความปวด และความทุกข์ใจ พร้อมช่วยครอบครัว ทำได้ทุกระยะของโรค และทำควบคู่กับการรักษามะเร็งหรือการติดตามผลได้ ในงานวิจัยแบบสุ่ม 151 รายของผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะแพร่กระจาย กลุ่มที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคองตั้งแต่เนิ่น ๆ มีคุณภาพชีวิตดีกว่า และมีอาการซึมเศร้าน้อยกว่า คือ 16% เทียบกับ 38% ส่วน hospice เป็นเพียงส่วนหนึ่งของ palliative care สำหรับช่วงที่โรคลุกลามและผู้ป่วยเลือกเน้นความสบาย

มอร์ฟีนหรือยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์ทำให้ติดยาหรือเสียชีวิตเร็วขึ้นไหม?

เมื่อแพทย์ปรับขนาดอย่างเหมาะสมเพื่อคุมปวดจากมะเร็ง ยากลุ่มโอปิออยด์ เช่น morphine ถือว่าปลอดภัยและเป็นยาหลักตามแนวทาง ESMO และองค์การอนามัยโลก การติดยาในผู้ป่วยมะเร็งที่ใช้ยาตามสั่งพบได้น้อย และไม่มีหลักฐานว่ายาที่ปรับขนาดถูกต้องทำให้เสียชีวิตเร็วขึ้น ผลข้างเคียงที่ต้องป้องกันคือท้องผูก จึงมักใช้ยาระบายควบคู่ ส่วนอาการง่วงมาก สับสน หรือหายใจช้าผิดปกติ ต้องแจ้งทีมทันที แผ่นแปะ fentanyl เหมาะกับผู้ที่ปวดคงที่และเคยได้รับยากลุ่มโอปิออยด์มาก่อนแล้ว

อาการแบบไหนที่อาจหมายถึงโรคกลับมา และต้องรีบพบแพทย์?

ควรพบแพทย์เร็วกว่านัดถ้ามีก้อนหรือต่อมน้ำเหลืองโตขึ้นใหม่ที่คอ รักแร้ หรือขาหนีบ ไข้ไม่ทราบสาเหตุ เหงื่อออกมากตอนกลางคืนจนเปียกชุด น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจมากกว่า 10% ใน 6 เดือน คันทั้งตัว หรือไอ แน่นหน้าอก ปวดท้องที่เป็นมากขึ้น อาการเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าโรคกลับมาเสมอไป แต่ต้องตรวจยืนยันด้วยการตรวจร่างกาย ตรวจเลือด และภาพถ่ายรังสีตามที่แพทย์เห็นสมควร ถ้ามีไข้ 38.0 องศาเซลเซียสขึ้นไปในช่วงที่เม็ดเลือดขาวอาจต่ำ ให้ไปโรงพยาบาลทันที

E-E-A-T และการอ้างอิงวิชาการ

เรียบเรียงโดย (Asst. Prof. Dr. Norawit Raatpiboon) — สังเคราะห์จากเกณฑ์ Lugano แนวทาง ILROG แนวทาง MASCC/ISOO และ ESMO และงานวิจัยบน PubMed

เกี่ยวกับผู้เขียน · Author Hub

ข้อจำกัดความรับผิดชอบทางการแพทย์ (Medical Disclaimer)

เนื้อหานี้ให้ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการแปลผลการตอบสนองของมะเร็งต่อมน้ำเหลือง การหยุดฉายแสง ผลข้างเคียงจากรังสี และการดูแลแบบประคับประคอง —
ไม่ใช่คำวินิจฉัย การพยากรณ์โรค หรือคำสั่งการรักษาเฉพาะบุคคล ตัวเลขจากงานวิจัยเป็นค่าของกลุ่มผู้ป่วยเฉพาะ และไม่ได้ทำนายผลของผู้ป่วยรายใด
ชื่อยาในหน้านี้เป็นชื่อสามัญหรือกลุ่มยา ไม่ใช่ชื่อการค้า การใช้ยาแก้ปวด ยาชา หรือยาอื่นใดต้องเป็นไปตามคำสั่งของแพทย์เจ้าของไข้
สิทธิการรักษาแตกต่างตามหน่วยบริการ ควรตรวจสอบกับโรงพยาบาล หากมีไข้ ≥38.0°C หายใจลำบาก เลือดออก ซึมสับสน หรือมีอาการฉุกเฉิน ให้ไปโรงพยาบาลหรือโทร 1669 ทันที