หมวด: โรคไตเรื้อรัง · โภชนบำบัดโรคไต · ผู้ดูแลผู้สูงอายุ

ไตเสื่อมระยะ 4 กินปลานิลทอดเกลือชมพูได้ไหม: โปรตีนเท่าไรดี เกลือชมพูดีกว่าจริงหรือ กระดูกปลากับฟอสฟอรัส และวิธีปรุงที่ถนอมไต

AI Overview / คำตอบด่วน (BLUF)

ปลานิลเป็นโปรตีนที่ดีสำหรับผู้ป่วยไตเสื่อมระยะ 4 เพราะให้ฟอสฟอรัสต่อโปรตีนต่ำ แต่ต้องกำหนดปริมาณตามน้ำหนักตัวและผลเลือด เกลือชมพูยังเป็นโซเดียมคลอไรด์ราว 98% ไม่ได้ดีต่อไตกว่าเกลือทั่วไป ให้นับรวมโซเดียมทั้งวันไม่เกิน 2,000 มก. เลี่ยงกระดูกปลาทอดกรอบ และเลือกนึ่งหรือต้มบ่อยกว่าทอด

เหมาะกับใคร:
ผู้ป่วยไตเสื่อมระยะ 4 (eGFR 15–29) ที่ยังไม่ได้ฟอกไต และผู้ดูแลที่ทำอาหารให้ · ข้อมูลพื้นฐานจาก NIDDK (NIH): Eating Right for Chronic Kidney Disease และค่าสารอาหารจาก USDA FoodData Central ·
อาการอันตราย ·
ปลานิลกินได้เท่าไร ·
เกลือชมพู ·
กระดูกปลากับฟอสฟอรัส ·
ทอดหรือนึ่ง ·
คำถามที่พบบ่อย

คำถามจากผู้ดูแล: พ่อเป็นไตระยะ 4 ทอดปลานิลด้วยน้ำมันรำข้าว ใส่เกลือชมพูนิดเดียว แบบนี้ดีไหม?

คำตอบสั้นๆ: ผู้ดูแลมาถูกทางแล้วหลายข้อ ปลานิลเป็นโปรตีนที่เหมาะกับไตเสื่อม การไม่ใช้น้ำปลา ซีอิ๊ว หรือผงปรุงรสช่วยลดโซเดียมแฝงได้มาก ส่วนที่ควรปรับคือ กำหนดปริมาณปลาตามน้ำหนักตัว เข้าใจว่าเกลือชมพูยังเป็นเกลือ เลี่ยงกระดูกปลาทอดกรอบ และสลับไปนึ่งหรือต้มบ้าง

สมาชิกในกลุ่มผู้ดูแลผู้ป่วยโรคไตท่านหนึ่งเล่าว่า คุณพ่อเป็นไตเสื่อมระยะ 4 จึงทอดปลานิลด้วยน้ำมันรำข้าว ใส่เกลือชมพูเพียงเล็กน้อย ไม่ปรุงอย่างอื่นเลย และอยากรู้ว่าแบบนี้ดีหรือไม่ บทความนี้สรุปหลักฐานเรื่องปริมาณโปรตีน เกลือชมพูเทียบเกลือทั่วไป เกลือลดโซเดียมที่มีโพแทสเซียม กระดูกปลากับฟอสฟอรัส และผลของการทอดเทียบการนึ่ง โดยไม่ได้ประเมินกรณีของบุคคลใด และไม่แทนคำแนะนำของแพทย์เจ้าของไข้หรือนักกำหนดอาหาร

1. ปลานิลกินได้ไหม และกินได้เท่าไร

คำตอบสั้นๆ: กินได้ และเป็นตัวเลือกที่ดี แต่ปริมาณไม่ได้ตายตัวเป็นจำนวนช้อน ต้องคำนวณจากน้ำหนักตัว ผลเลือด และภาวะโภชนาการ ซึ่งเป็นงานของแพทย์โรคไตร่วมกับนักกำหนดอาหาร

26 กรัมโปรตีนในเนื้อปลานิลสุก 100 กรัม (USDA)
56 มก.โซเดียมในเนื้อปลานิลสุก 100 กรัม ก่อนเติมเกลือ
0.8 กรัมโปรตีนต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน ตาม KDIGO 2024
2,000 มก.เพดานโซเดียมต่อวันจากอาหารทั้งหมด ตาม KDIGO 2024

ทำไมปลานิลจึงเหมาะกับไตเสื่อม

ข้อมูล USDA FoodData Central ระบุว่าเนื้อปลานิลสุก 100 กรัมมีโปรตีนราว 26 กรัม ฟอสฟอรัสราว 200 มก. โพแทสเซียมราว 380 มก. และโซเดียมราว 56 มก. คิดเป็นฟอสฟอรัสราว 8 มก. ต่อโปรตีน 1 กรัม ซึ่งต่ำเมื่อเทียบกับเนื้อแปรรูป ชีส หรือเครื่องในสัตว์ บทความทบทวนเรื่องแหล่งฟอสฟอรัส (Kalantar-Zadeh 2010) และแนวทางของนักกำหนดอาหารโรคไต (Byrne 2021) แนะนำให้ดูสัดส่วนฟอสฟอรัสต่อโปรตีน และเลือกโปรตีนที่สัดส่วนนี้ต่ำ

แนวทางปริมาณโปรตีนสำหรับไตระยะ 4

  • KDIGO 2024 (Kidney Int 2024): ผู้ป่วยไตเสื่อมระยะ 3–5 ที่ยังไม่ฟอกไต ให้โปรตีนราว 0.8 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน และเลี่ยงการกินเกิน 1.3 กรัม
  • KDOQI 2020 (Ikizler 2020): ผู้ป่วยที่อาการคงที่อาจใช้อาหารโปรตีนต่ำ 0.55–0.6 กรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน ภายใต้การดูแลใกล้ชิดของนักกำหนดอาหาร ผู้ป่วยเบาหวานมักใช้ 0.6–0.8 กรัม และต้องได้พลังงาน 25–35 กิโลแคลอรีต่อกิโลกรัมต่อวัน

ตัวอย่างการคำนวณ: ผู้ป่วยหนัก 60 กิโลกรัม

โปรตีนรวมทั้งวันราว 36–48 กรัม (0.6–0.8 กรัมต่อกิโลกรัม) ซึ่งรวมโปรตีนจากข้าว ผัก และไข่แล้ว เนื้อปลาสุก 1 ช้อนโต๊ะหนักราว 15 กรัม ให้โปรตีนราว 4 กรัม เนื้อปลาขนาดฝ่ามือราว 60 กรัมให้โปรตีนราว 16 กรัม ถ้ากินปลาวันละ 2 มื้อ มื้อละขนาดฝ่ามือ จะได้โปรตีนจากปลาราว 32 กรัม ส่วนที่เหลือมาจากข้าวและอาหารอื่น ตัวเลขนี้เป็นตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพเท่านั้น ปริมาณจริงต้องปรับตามผลเลือดและคำแนะนำของนักกำหนดอาหาร

ข้อยกเว้นสำคัญ: ถ้าน้ำหนักลดหรือกินได้น้อย

บทความทบทวนที่ ESPEN และ ERA รับรอง (Piccoli 2023) ระบุว่าผู้สูงอายุโรคไตที่มีภาวะขาดโปรตีนและพลังงาน (PEW) ควรเลี่ยงหรือเลื่อนการจำกัดโปรตีน ขณะที่แนวทางผู้สูงอายุทั่วไปแนะนำโปรตีนมากกว่า 1.0 กรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน ถ้าคุณพ่อน้ำหนักลด กล้ามเนื้อลีบ หรือกินได้น้อย การกินปลาให้พอและเพิ่มพลังงานจากน้ำมันอาจสำคัญกว่าการลดปลา ควรให้แพทย์โรคไตชั่งน้ำหนักระหว่างการชะลอไตเสื่อมกับการป้องกันขาดสารอาหาร

อาการของคุณพ่อเฝ้าดูที่บ้านได้ หรือควรพบแพทย์เร็วขึ้น?

วิเคราะห์ระดับความรุนแรงและรับคำแนะนำเฉพาะบุคคลจาก Advisory team ของเรา แบบประเมินช่วยให้ผู้ดูแลดูว่าอาการอย่างบวม เหนื่อย ปัสสาวะน้อย ใจสั่น หรือเบื่ออาหาร เข้ากับรูปแบบที่ควรเฝ้าระวังแค่ไหน รุนแรงระดับใด และเมื่อไรไม่ควรรอ ใช้ร่วมกับสัญญาณอันตรายด้านบน แบบประเมินนี้ไม่ใช่การวินิจฉัยโรค และไม่ได้แทนการตรวจของแพทย์

คลิกทำแบบประเมินสัญญาณชั้นไต (ฟรี)

2. เกลือชมพูดีกว่าเกลือทั่วไปจริงไหม

คำตอบสั้นๆ: ไม่ได้ดีต่อไตกว่า เกลือชมพูยังเป็นโซเดียมคลอไรด์เกือบทั้งหมด สิ่งที่มีผลต่อไตคือปริมาณเกลือรวมต่อวัน ไม่ใช่สีหรือแหล่งที่มาของเกลือ การใส่ “นิดเดียว” ของผู้ดูแลจึงเป็นแนวทางที่ถูก แค่ต้องนับรวมกับโซเดียมจากอาหารอื่น

เกลือชมพูมีโซเดียมเท่าไร

เกลือชมพูเป็นโซเดียมคลอไรด์ราว 98% เกลือ 1 กรัมจึงให้โซเดียมราว 380–390 มก. ใกล้เคียงเกลือป่น เกลือเกล็ดใหญ่อาจดูเหมือนใส่น้อยกว่าเพราะช้อนเดียวกันบรรจุได้น้อยกว่า แต่ถ้าชั่งน้ำหนักเท่ากัน โซเดียมแทบไม่ต่างกัน

แร่ธาตุในเกลือชมพูมีประโยชน์ไหม

การวิเคราะห์เกลือชมพู 31 ตัวอย่างในออสเตรเลีย (Fayet-Moore 2020) พบแร่ธาตุแตกต่างกันมากในแต่ละตัวอย่าง แต่ต้องกินมากกว่า 30 กรัมต่อวัน หรือราว 6 ช้อนชา จึงจะได้แร่ธาตุอื่นในปริมาณที่มีความหมาย ซึ่งเท่ากับได้โซเดียมเกินอันตราย และพบ 1 ตัวอย่างมีตะกั่วเกินเกณฑ์ความปลอดภัยของอาหาร สีที่เข้มกว่าไม่ได้แปลว่าปลอดภัยกว่า

เกลือชมพูกับไอโอดีน

เกลือชมพูส่วนใหญ่ไม่ได้เสริมไอโอดีน การศึกษาผู้สูงอายุ 46 คนที่เปลี่ยนจากเกลือไอโอดีนเป็นเกลือไม่เสริมไอโอดีน 6 เดือน (Li 2023) พบค่ามัธยฐานไอโอดีนในปัสสาวะลดจาก 155.7 เหลือ 69.7 ไมโครกรัมต่อลิตร และสัดส่วนผู้ที่ต่ำกว่า 50 ไมโครกรัมต่อลิตรเพิ่มเป็น 36.0% ถ้าบ้านใช้เกลือชมพูเป็นหลักและแทบไม่กินอาหารทะเล ควรถามแพทย์เรื่องไอโอดีน

กับดักที่อันตรายกว่า: เกลือและซอสสูตรลดโซเดียม

เกลือและซอสที่โฆษณาว่าโซเดียมต่ำหลายชนิดใช้โพแทสเซียมคลอไรด์แทนโซเดียมบางส่วน การทดลอง SSaSS (Neal 2021) ในผู้เข้าร่วม 20,995 คนใช้เกลือทดแทนสูตรโซเดียมคลอไรด์ 75% กับโพแทสเซียมคลอไรด์ 25% และพบว่าลดโรคหลอดเลือดสมอง (rate ratio 0.86) แต่การศึกษานี้คัดผู้ป่วยโรคไตรุนแรงออก บทความทบทวนแนวทางปี 2024 (Xu 2024) จึงระบุให้ยกเว้นผู้ป่วยไตเสื่อมระยะรุนแรง ผู้ที่กินยาเสริมโพแทสเซียม หรือยาขับปัสสาวะชนิดเก็บโพแทสเซียม สำหรับไตระยะ 4 เกลือทดแทนจึงอาจอันตรายกว่าเกลือชมพูปริมาณน้อย

เปรียบเทียบเครื่องปรุงรสเค็มที่พบบ่อยในครัวไทย สำหรับผู้ป่วยไตเสื่อมระยะ 4 ใช้ประกอบการคุยกับแพทย์ ไม่ใช่การวินิจฉัย (บนมือถือแสดงเป็นการ์ด)

เกลือชมพู เกลือป่น เกลือทดแทน และเครื่องปรุงอื่น: โซเดียม โพแทสเซียม และไอโอดีน
เครื่องปรุงโซเดียมโพแทสเซียมไอโอดีนสำหรับไตระยะ 4
เกลือชมพูราว 380–390 มก. ต่อเกลือ 1 กรัมน้อยมาก ไม่มีผลทางคลินิกส่วนใหญ่ไม่เสริมใช้ได้ในปริมาณน้อย นับรวมในงบโซเดียม ไม่ได้ดีกว่าเกลือป่น
เกลือป่นเสริมไอโอดีนราว 390 มก. ต่อเกลือ 1 กรัมแทบไม่มีเสริมไอโอดีนใช้ได้ในปริมาณน้อย ได้ไอโอดีนด้วย
เกลือหรือซอสสูตรลดโซเดียมลดลงราว 25% ขึ้นไปตามสูตรสูง จากโพแทสเซียมคลอไรด์แล้วแต่ผลิตภัณฑ์ไม่ควรใช้เอง เสี่ยงโพแทสเซียมสูง ต้องถามแพทย์ก่อน
น้ำปลา ซีอิ๊ว ผงปรุงรส ซุปก้อนสูงมาก และมักใช้หลายช้อนโดยไม่รู้ตัวบางสูตรเติมโพแทสเซียมน้ำปลาบางชนิดเสริมจำกัดให้น้อยที่สุด การไม่ใช้เลยของผู้ดูแลจึงเป็นข้อดี
มะนาว พริกไทย กระเทียม ขิง ตะไคร้ ใบมะกรูดแทบไม่มีต่ำในปริมาณที่ใช้ปรุงไม่มีช่วยเพิ่มรสโดยไม่เพิ่มเกลือ มะนาวยังช่วยลด AGEs ขณะปรุง

งบโซเดียมทั้งวัน: นิดเดียวคือเท่าไร

แนวทาง KDIGO 2024 แนะนำโซเดียมน้อยกว่า 2,000 มก. ต่อวัน หรือเกลือรวมไม่เกินราว 5 กรัม ซึ่งรวมโซเดียมแฝงในอาหารทุกอย่างแล้ว เกลือ 1 ช้อนชาให้โซเดียมราว 2,300 มก. ซึ่งเกินงบทั้งวันในช้อนเดียว การรวม 21 งานวิจัยในผู้ป่วยโรคไต 1,197 คนของ Cochrane (McMahon 2021) พบว่าการลดเกลือลงราว 4.2 กรัมต่อวันลดความดันตัวบนและตัวล่างได้ 6.91 และ 3.91 มม.ปรอท และลดโปรตีนรั่วในปัสสาวะ 36% แต่เพิ่มความเสี่ยงหน้ามืดจากความดันต่ำ (RR 6.70) ในผู้ที่กินยาลดความดัน การวิเคราะห์ 43 งานวิจัยในผู้เข้าร่วม 1,759 คน (Iwelomene 2025) พบว่าการลดเกลือราว 2.4 กรัมต่อวันลดความดันในผู้ป่วยโรคไตได้ 4.5 และ 2.2 มม.ปรอท

เนื้อปลานิลสุก 100 กรัม (ไม่เติมเกลือ)ราว 3%
เกลือ ¼ ช้อนชา (ราว 580 มก.)ราว 29%
เกลือ ½ ช้อนชา (ราว 1,150 มก.)ราว 58%
เกลือ ¾ ช้อนชา (ราว 1,730 มก.)ราว 87%

3. ทำไมต้องเลี่ยงกระดูกปลาทอดกรอบ และฟอสเฟตแฝง

คำตอบสั้นๆ: ฟอสฟอรัสส่วนใหญ่ของปลาอยู่ในกระดูก เนื้อปลาล้วนจึงปลอดภัยกว่าปลาทอดกรอบที่กินได้ทั้งก้าง และปลาแปรรูปอาจมีสารเติมแต่งฟอสเฟตที่ร่างกายดูดซึมได้มาก

กระดูกปลากับฟอสฟอรัส

กระดูกและก้างปลาประกอบด้วยแคลเซียมฟอสเฟตในรูปไฮดรอกซีอะพาไทต์ ปลาตัวเล็กทอดกรอบ ก้างปลาทอด หรือปลาป่น จึงให้ฟอสฟอรัสมากกว่าเนื้อปลาล้วนหลายเท่า ไตระยะ 4 ขับฟอสฟอรัสได้น้อย ฟอสฟอรัสที่สะสมกระตุ้นฮอร์โมน FGF23 และพาราไทรอยด์ ทำให้กระดูกเปราะ และสัมพันธ์กับหลอดเลือดแข็งตัว ปลานิลทอดที่แล่เนื้อออกจากก้างแล้วจึงต่างจากปลาทอดกรอบที่เคี้ยวได้ทั้งตัว

ฟอสเฟตแฝงในปลาแปรรูป

บทความทบทวน (Kalantar-Zadeh 2010) อธิบายว่าฟอสฟอรัสอินทรีย์จากเนื้อสัตว์ดูดซึมได้ราวครึ่งหนึ่ง ส่วนฟอสเฟตอนินทรีย์จากสารเติมแต่งในอาหารแปรรูปดูดซึมได้เกือบทั้งหมด และมักไม่แสดงในตารางโภชนาการ ลูกชิ้นปลา ปลาเส้น ปูอัด และอาหารแช่แข็งปรุงรสบางชนิดจึงเพิ่มภาระฟอสฟอรัสมากกว่าที่คิด ให้อ่านฉลากหาคำว่า ฟอสเฟต หรือรหัสวัตถุเจือปนอาหาร INS 338–343 และ 450–452 แล้วเลือกปลาสดแทน

จัดกลุ่มแหล่งโปรตีนจากปลาและไข่ตามภาระฟอสฟอรัสและโซเดียม สำหรับไตระยะ 4 เป็นแนวทางทั่วไป (บนมือถือแสดงเป็นการ์ด)

ตารางสีจัดกลุ่มโปรตีน: เลือกบ่อย เลือกบางครั้ง และควรเลี่ยง
อาหารฟอสฟอรัสโซเดียมข้อแนะนำ
เขียว: เนื้อปลานิลนึ่ง ต้ม หรือต้มส้ม ไม่มีก้างราว 200 มก. ต่อ 100 กรัม สัดส่วนต่อโปรตีนต่ำราว 56 มก. ก่อนปรุงโปรตีนหลักที่ดี กำหนดปริมาณตามน้ำหนักตัว
เขียว: ไข่ขาวต้มสุกต่ำมากเมื่อเทียบกับโปรตีนปานกลางใช้สลับกับปลาได้ดี
เหลือง: ปลานิลทอดที่แล่ก้างออกเท่ากับเนื้อปลาขึ้นกับเกลือที่เติมกินได้ สลับวิธีปรุง เพิ่ม AGEs และพลังงานจากน้ำมัน
ส้ม: ปลาเค็ม ปลาแดดเดียว ปลาร้า ปลาส้มปานกลางสูงมากเลี่ยง หรือกินน้อยมากเป็นครั้งคราว
แดง: ปลาตัวเล็กทอดกรอบทั้งตัว ก้างปลาทอด ปลาป่นสูงมาก จากกระดูกมักเติมเกลือมากควรเลี่ยงในไตระยะ 4
แดง: ลูกชิ้นปลา ปลาเส้น ปูอัด ปลากระป๋องบางชนิดฟอสเฟตแฝงที่ดูดซึมได้มากสูงอ่านฉลาก เลือกปลาสดแทน

4. ทอดด้วยน้ำมันรำข้าวทำร้ายไตไหม และปรุงอย่างไรให้ถนอมไต

คำตอบสั้นๆ: การทอดไม่ได้ทำลายไตโดยตรง น้ำมันรำข้าวใช้ได้ ประเด็นคือความร้อนแห้งสร้างสาร AGEs มากกว่าความร้อนชื้น การสลับไปนึ่ง ต้ม หรือต้มส้มจึงดีกว่าการทอดทุกมื้อ แต่ถ้าผู้ป่วยน้ำหนักลด น้ำมันเป็นพลังงานที่มีประโยชน์

สาร AGEs จากความร้อนแห้ง

การวิเคราะห์อาหารจำนวนมาก (Uribarri 2010) พบว่าการปรุงด้วยความร้อนแห้ง เช่น ทอด ย่าง อบ เพิ่มสาร AGEs ราว 10–100 เท่าเมื่อเทียบกับอาหารดิบ โดยเฉพาะอาหารจากสัตว์ที่มีโปรตีนและไขมันสูง สาร AGEs สัมพันธ์กับการอักเสบและภาวะเครียดออกซิเดชัน และไตที่เสื่อมขับออกได้น้อยลง การปรุงด้วยความร้อนชื้น ใช้เวลาสั้น อุณหภูมิต่ำกว่า และหมักด้วยมะนาวหรือน้ำส้มสายชูก่อนปรุง ช่วยลดการเกิด AGEs ได้ชัดเจน

น้ำมันกับพลังงาน: อย่าตัดทิ้งถ้าน้ำหนักลด

ผู้ป่วยไตระยะ 4 จำนวนมากกินได้น้อยและน้ำหนักลด แนวทาง KDOQI แนะนำพลังงาน 25–35 กิโลแคลอรีต่อกิโลกรัมต่อวัน ถ้าพลังงานไม่พอ ร่างกายจะสลายกล้ามเนื้อมาใช้และสร้างของเสียเพิ่ม น้ำมันรำข้าว 1 ช้อนโต๊ะให้พลังงานราว 120 กิโลแคลอรีโดยไม่มีโปรตีน ฟอสฟอรัส หรือโพแทสเซียม จึงเป็นแหล่งพลังงานที่เหมาะสำหรับผู้ที่ผอมลง สิ่งที่ควรเลี่ยงคือการใช้น้ำมันทอดซ้ำหลายครั้งจนดำและมีกลิ่นหืน

4 ขั้นจัดจานปลาให้ถนอมไต

1. ชั่งปริมาณใช้เนื้อปลาตามที่นักกำหนดอาหารคำนวณ เช่น ขนาดฝ่ามือต่อมื้อ แทนการกะด้วยสายตา
2. แล่ก้างออกใช้เฉพาะเนื้อปลา ไม่ทอดจนก้างกรอบ และไม่กินหัวหรือหางทอดกรอบ
3. สลับวิธีปรุงนึ่งมะนาว ต้มส้มรสอ่อน แกงจืด หรือจี่น้ำมันน้อย แทนการทอดทุกมื้อ
4. ปรุงด้วยสมุนไพรมะนาว กระเทียม พริกไทย ขิง ตะไคร้ ใบมะกรูด แล้วเติมเกลือเพียงเล็กน้อยตอนท้าย

ปลานิลมีโพแทสเซียมราว 380 มก. ต่อ 100 กรัม ซึ่งไม่สูงมาก แต่ถ้าผลเลือดโพแทสเซียมสูง ต้องระวังน้ำแกงที่ใส่มะเขือเทศ มะขามเปียกมาก หรือผักบางชนิด และไม่ใช้เกลือลดโซเดียม ควรถามนักกำหนดอาหารว่าต้องจำกัดโพแทสเซียมหรือไม่ เพราะผู้ป่วยแต่ละคนต่างกันตามผลเลือด

5. ทางเลือกในการดูแลไตระยะ 4 ผ่านอาหารและยา

คำตอบสั้นๆ: อาหารเป็นแกนหลัก แต่ยาบางกลุ่มจำเป็นเมื่อผลเลือดผิดปกติ ตารางนี้เปรียบเทียบวิธีปรุงและแนวทางทางการแพทย์ที่พบบ่อย ใช้ชื่อสามัญและกลุ่มยาเท่านั้น

ตารางเปรียบเทียบวิธีปรุงและแนวทางดูแล

เปรียบเทียบวิธีปรุง อาหาร และยาตามหลักฐาน สำหรับไตเสื่อมระยะ 4 ที่ยังไม่ฟอกไต (บนมือถือแสดงเป็นการ์ด)

แนวทางทำอะไรหลักฐานข้อควรรู้
นึ่ง ต้ม ต้มส้ม แกงจืดใช้ความร้อนชื้น ไม่เพิ่มไขมันสร้าง AGEs น้อยกว่าความร้อนแห้งชัดเจนระวังน้ำปลาในน้ำแกง ถ้าโพแทสเซียมสูงให้ระวังมะขามเปียกและมะเขือเทศ
จี่หรือทอดน้ำมันน้อยคงรสชาติที่ผู้ป่วยชอบ ได้พลังงานเพิ่มAGEs มากกว่าการนึ่ง แต่ไม่ได้ทำลายไตโดยตรงเหมาะเมื่อผู้ป่วยน้ำหนักลด ไม่ใช้น้ำมันซ้ำ
ทอดน้ำมันท่วมจนกรอบทั้งก้างทำให้กินได้ทั้งก้างAGEs สูง และได้ฟอสฟอรัสจากกระดูกควรเลี่ยงในไตระยะ 4
อบหรือหม้อทอดไร้น้ำมันลดน้ำมันยังเป็นความร้อนแห้ง จึงยังเกิด AGEsหมักมะนาวก่อนช่วยลด AGEs ถ้าผอมลงอาจได้พลังงานไม่พอ
ปรุงด้วยสมุนไพรแทนเกลือลดโซเดียมโดยไม่ลดรสชาติลดเกลือ 4.2 กรัมต่อวัน ลดความดัน 6.91/3.91 มม.ปรอท (Cochrane)ผู้ที่กินยาลดความดันอาจหน้ามืด แจ้งแพทย์เมื่อลดเกลือมาก
เกลือหรือซอสสูตรลดโซเดียมใช้โพแทสเซียมแทนโซเดียมบางส่วนลดโรคหลอดเลือดสมองในคนทั่วไป แต่คัดผู้ป่วยไตรุนแรงออกไม่ควรใช้เองในไตระยะ 4 เสี่ยงโพแทสเซียมสูง
อาหารโปรตีนต่ำ 0.55–0.6 กรัมต่อกิโลกรัมลดภาระของเสียและการกรองของไตแนวทาง KDOQI 2020 ในผู้ป่วยที่อาการคงที่ต้องมีนักกำหนดอาหารดูแล เลี่ยงหรือเลื่อนถ้ามีภาวะขาดสารอาหาร
ยาจับฟอสเฟต (calcium carbonate, sevelamer, lanthanum carbonate)จับฟอสฟอรัสในอาหารไม่ให้ดูดซึมใช้เมื่อฟอสฟอรัสในเลือดสูงแม้ปรับอาหารแล้วกินพร้อมมื้ออาหาร แพทย์เป็นผู้สั่งและปรับขนาด
ยาจับโพแทสเซียม (sodium zirconium cyclosilicate, patiromer)ลดการดูดซึมโพแทสเซียมในลำไส้ใช้เมื่อโพแทสเซียมในเลือดสูงใช้ตามแพทย์สั่งเท่านั้น บางชนิดมีโซเดียม

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

คำถามที่ผู้ดูแลผู้ป่วยไตเสื่อมระยะ 4 มักถามเรื่องปลา เกลือ และวิธีปรุง

ผู้ป่วยไตเสื่อมระยะ 4 กินปลานิลทอดได้ไหม และกินได้มื้อละเท่าไร?

กินได้ ถ้าแพทย์ไม่ได้สั่งงดเป็นพิเศษ เนื้อปลานิลสุก 100 กรัมมีโปรตีนราว 26 กรัม ฟอสฟอรัสราว 200 มก. และโซเดียมเพียงราว 56 มก. จึงเป็นโปรตีนที่ให้ฟอสฟอรัสต่อโปรตีนต่ำ ปริมาณที่เหมาะขึ้นกับน้ำหนักตัวและผลเลือด แนวทาง KDIGO 2024 แนะนำโปรตีนราว 0.8 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน ส่วน KDOQI 2020 ใช้ 0.55–0.6 กรัมภายใต้การดูแลของนักกำหนดอาหาร ผู้ป่วยหนัก 60 กิโลกรัมจึงได้โปรตีนรวมราว 36–48 กรัมต่อวันจากทุกแหล่ง เนื้อปลาสุก 1 ช้อนโต๊ะให้โปรตีนราว 4 กรัม ไม่มีจำนวนช้อนที่ตายตัวสำหรับทุกคน ควรให้นักกำหนดอาหารคำนวณ

เกลือชมพูดีต่อไตกว่าเกลือทั่วไปจริงไหม?

ไม่จริง เกลือชมพูยังเป็นโซเดียมคลอไรด์ราว 98% เกลือ 1 กรัมให้โซเดียมราว 380–390 มก. ใกล้เคียงเกลือป่น การวิเคราะห์เกลือชมพู 31 ตัวอย่างในออสเตรเลียพบว่าต้องกินมากกว่า 30 กรัมต่อวันจึงจะได้แร่ธาตุอื่นในปริมาณที่มีความหมาย ซึ่งเท่ากับได้โซเดียมเกินอันตราย และพบ 1 ตัวอย่างมีตะกั่วเกินเกณฑ์ เกลือชมพูส่วนใหญ่ยังไม่เสริมไอโอดีน ผู้สูงอายุที่เปลี่ยนจากเกลือไอโอดีนเป็นเกลือไม่เสริมไอโอดีน 6 เดือนมีค่าไอโอดีนในปัสสาวะลดจาก 155.7 เหลือ 69.7 ไมโครกรัมต่อลิตร สิ่งที่สำคัญคือปริมาณเกลือรวม ไม่ใช่สีของเกลือ

ใช้เกลือโซเดียมต่ำหรือซอสสูตรลดโซเดียมแทนได้ไหม?

ต้องระวังมากในไตเสื่อมระยะ 4 เกลือและซอสสูตรลดโซเดียมหลายชนิดใช้โพแทสเซียมคลอไรด์แทนโซเดียมบางส่วน เช่น สูตรโซเดียมคลอไรด์ 75% กับโพแทสเซียมคลอไรด์ 25% การทดลอง SSaSS ในผู้เข้าร่วม 20,995 คนพบว่าเกลือทดแทนลดโรคหลอดเลือดสมอง แต่คัดผู้ป่วยโรคไตรุนแรงออก และบทความทบทวนแนวทางปี 2024 ระบุให้ยกเว้นผู้ป่วยไตเสื่อมระยะรุนแรง ผู้ที่กินยาเสริมโพแทสเซียม หรือยาขับปัสสาวะชนิดเก็บโพแทสเซียม เพราะไตที่เสื่อมขับโพแทสเซียมได้น้อย อาจทำให้โพแทสเซียมในเลือดสูงจนหัวใจเต้นผิดจังหวะ ควรอ่านฉลากและถามแพทย์ก่อนใช้

ทำไมต้องเลี่ยงกระดูกปลาทอดกรอบและปลาตัวเล็กทอดทั้งตัว?

กระดูกปลาประกอบด้วยแคลเซียมฟอสเฟตในรูปไฮดรอกซีอะพาไทต์ การกินปลาทอดกรอบทั้งก้าง ปลาตัวเล็กทอด หรือปลาป่น จึงได้ฟอสฟอรัสมากกว่าการกินเนื้อปลาล้วนหลายเท่า ไตระยะ 4 ขับฟอสฟอรัสได้น้อย ฟอสฟอรัสที่สะสมกระตุ้นฮอร์โมนพาราไทรอยด์และ FGF23 ทำให้กระดูกเปราะ และสัมพันธ์กับหลอดเลือดแข็งตัว ควรแล่เนื้อปลาออกจากก้างก่อนปรุง และระวังปลาแปรรูป เช่น ลูกชิ้นปลา ปลาเส้น ซึ่งอาจมีสารเติมแต่งฟอสเฟตที่ร่างกายดูดซึมได้มากกว่าฟอสฟอรัสจากธรรมชาติ

ทอดด้วยน้ำมันรำข้าวทำร้ายไตโดยตรงไหม ทำไมแนะนำให้นึ่งหรือต้มแทน?

การทอดไม่ได้ทำลายไตโดยตรง และน้ำมันรำข้าวเป็นน้ำมันที่ใช้ได้ ประเด็นคือความร้อนแห้งสูงสร้างสาร AGEs เพิ่มขึ้นราว 10–100 เท่าเมื่อเทียบกับอาหารดิบ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการอักเสบและภาวะเครียดออกซิเดชัน และไตที่เสื่อมขับ AGEs ได้น้อยลง การนึ่ง ต้ม หรือต้มส้มใช้ความร้อนชื้นจึงสร้าง AGEs น้อยกว่า การหมักด้วยมะนาวหรือน้ำส้มสายชูก่อนปรุงก็ช่วยลดได้ ถ้าผู้ป่วยน้ำหนักลด น้ำมันเป็นแหล่งพลังงานที่มีประโยชน์ จึงไม่จำเป็นต้องงดทอดทั้งหมด แต่ควรสลับวิธีปรุง และไม่ใช้น้ำมันทอดซ้ำ

ไตเสื่อมระยะ 4 ต้องงดโปรตีนให้มากที่สุดใช่ไหม?

ไม่ใช่ การกินโปรตีนน้อยเกินไปเสี่ยงภาวะขาดโปรตีนและพลังงาน กล้ามเนื้อลีบ และอ่อนเพลีย บทความทบทวนที่ ESPEN และ ERA รับรองในปี 2023 ระบุว่าผู้สูงอายุโรคไตที่มีภาวะขาดสารอาหารหรือน้ำหนักลด ควรเลี่ยงหรือเลื่อนการจำกัดโปรตีนออกไป ส่วนผู้ที่ภาวะโภชนาการดีและไตเสื่อมเร็ว อาจได้ประโยชน์จากการจำกัดโปรตีนภายใต้การดูแลใกล้ชิด แนวทาง KDOQI ยังแนะนำพลังงาน 25–35 กิโลแคลอรีต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน เพื่อไม่ให้ร่างกายสลายกล้ามเนื้อมาใช้ การตัดสินใจจึงควรทำร่วมกับแพทย์โรคไตและนักกำหนดอาหาร

วันหนึ่งใส่เกลือได้เท่าไร?

แนวทาง KDIGO 2024 แนะนำโซเดียมน้อยกว่า 2,000 มก. ต่อวัน หรือเกลือรวมไม่เกินราว 5 กรัม ซึ่งรวมโซเดียมแฝงในอาหารทั้งหมดแล้ว ไม่ใช่ปริมาณที่เติมได้ เกลือ 1 ช้อนชาให้โซเดียมราว 2,300 มก. เกลือ ¼ ช้อนชาราว 580 มก. ส่วนน้ำปลา ซีอิ๊ว ผงปรุงรส ซุปก้อน และอาหารแปรรูปมีโซเดียมแฝงมาก การรวม 21 งานวิจัยของ Cochrane พบว่าการลดเกลือลงราว 4.2 กรัมต่อวันลดความดันตัวบนและตัวล่างได้ 6.91 และ 3.91 มม.ปรอท และลดโปรตีนรั่วในปัสสาวะ 36% แต่ผู้ที่กินยาลดความดันอาจหน้ามืดจากความดันต่ำได้ ควรปรับร่วมกับแพทย์

อาการแบบไหนในผู้ป่วยไตเสื่อมระยะ 4 ที่ต้องไปโรงพยาบาลทันที?

ไปห้องฉุกเฉินทันทีถ้ามีใจสั่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ กล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือชาผิดปกติ ซึ่งอาจเป็นโพแทสเซียมในเลือดสูง หายใจเหนื่อยหอบ นอนราบไม่ได้ บวมมากขึ้นเร็ว ปัสสาวะออกน้อยมากหรือไม่ออก ซึมสับสน ชัก เจ็บแน่นหน้าอก อาเจียนมากจนกินไม่ได้ หรือหน้ามืดเป็นลมหลังลดเกลือร่วมกับกินยาลดความดัน ให้นำรายการยาและผลเลือดล่าสุดไปด้วย และอย่าเพิ่มยาหรืออาหารเสริมเองระหว่างรอ

กลไกทางวิทยาศาสตร์ (Scientific mechanism)

สรุปโดย :
ไตเสื่อมระยะ 4 เหลือหน่วยไตที่ทำงานได้ราวหนึ่งในสี่หรือน้อยกว่า หน่วยไตที่เหลือต้องกรองหนักขึ้น โซเดียมที่กินเข้าไปดึงน้ำไว้ในร่างกาย เพิ่มปริมาตรเลือดและความดัน แรงดันที่สูงในหน่วยกรองทำให้โปรตีนรั่วในปัสสาวะและเร่งการเกิดพังผืด การลดเกลือจึงลดทั้งความดันและโปรตีนรั่ว ไม่ว่าเกลือนั้นจะเป็นสีใด เพราะไตตอบสนองต่อโซเดียม ไม่ใช่ต่อแร่ธาตุปริมาณน้อยที่ทำให้เกลือมีสี
ฟอสฟอรัสก็คั่งได้ง่ายเมื่อหน่วยไตลดลง ร่างกายชดเชยโดยหลั่งฮอร์โมน FGF23 และพาราไทรอยด์เพื่อเร่งขับฟอสฟอรัส แต่ฮอร์โมนที่สูงต่อเนื่องดึงแคลเซียมออกจากกระดูกและสัมพันธ์กับการสะสมแคลเซียมในผนังหลอดเลือด กระดูกปลาเป็นแคลเซียมฟอสเฟต ส่วนสารเติมแต่งฟอสเฟตดูดซึมได้เกือบทั้งหมด จึงเพิ่มภาระนี้มากกว่าฟอสฟอรัสในเนื้อปลา
ไตยังเป็นทางหลักในการขับโพแทสเซียม เมื่อไตเสื่อมมาก โพแทสเซียมจากเกลือทดแทนจะสะสมจนรบกวนไฟฟ้าหัวใจได้ ส่วนโปรตีนที่กินเกินความต้องการถูกเผาผลาญเป็นยูเรียและกรดที่ไตต้องขับ แต่ถ้ากินโปรตีนและพลังงานน้อยเกินไป ร่างกายจะสลายกล้ามเนื้อมาใช้แทน ซึ่งก็สร้างของเสียเช่นกัน สมดุลที่ดีจึงเป็นโปรตีนพอดีร่วมกับพลังงานเพียงพอ สุดท้าย สาร AGEs ที่เกิดจากความร้อนแห้งถูกดูดซึมบางส่วน และปกติไตเป็นผู้ขับออก เมื่อไตเสื่อม AGEs จึงสะสมและกระตุ้นการอักเสบได้มากขึ้น

แหล่งอ้างอิงทางวิชาการ (E-E-A-T)

  1. Ikizler TA, et al. KDOQI Clinical Practice Guideline for Nutrition in CKD: 2020 Update. Am J Kidney Dis 2020.
  2. Kidney Disease: Improving Global Outcomes (KDIGO) CKD Work Group. KDIGO 2024 Clinical Practice Guideline for the Evaluation and Management of Chronic Kidney Disease. Kidney Int 2024.
  3. Piccoli GB, et al. Nutritional status and the risk of malnutrition in older adults with chronic kidney disease – implications for low protein intake and nutritional care: A critical review endorsed by ERN-ERA and ESPEN. Clin Nutr 2023.
  4. Fayet-Moore F, et al. An Analysis of the Mineral Composition of Pink Salt Available in Australia. Foods 2020.
  5. Li M, et al. Changes of Iodine Nutritional Status in the Elderly after Replacing Iodized Salt with Non-Iodized Salt for Half a Year. Biol Trace Elem Res 2023.
  6. McMahon EJ, et al. Altered dietary salt intake for people with chronic kidney disease. Cochrane Database Syst Rev 2021.
  7. Iwelomene O, et al. Dietary sodium reduction and blood pressure: a dose-response meta-analysis in hypertensive and chronic kidney disease patients. Clin Kidney J 2025.
  8. Neal B, et al. Effect of Salt Substitution on Cardiovascular Events and Death. N Engl J Med 2021.
  9. Xu X, et al. Potassium-Enriched Salt Substitutes: A Review of Recommendations in Clinical Management Guidelines. Hypertension 2024.
  10. Kalantar-Zadeh K, et al. Understanding sources of dietary phosphorus in the treatment of patients with chronic kidney disease. Clin J Am Soc Nephrol 2010.
  11. Byrne FN, et al. Revising Dietary Phosphorus Advice in Chronic Kidney Disease G3-5D. J Ren Nutr 2021.
  12. Uribarri J, et al. Advanced glycation end products in foods and a practical guide to their reduction in the diet. J Am Diet Assoc 2010.
  13. National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases (NIDDK, NIH): Eating Right for Chronic Kidney Disease.
  14. U.S. Department of Agriculture: FoodData Central (fish, tilapia, cooked, dry heat; salt, table).

เรียบเรียงและตรวจทานโดย · การวินิจฉัยและการรักษาต้องผ่านแพทย์เจ้าของไข้

ข้อจำกัดความรับผิดชอบทางการแพทย์ (Medical Disclaimer)

บทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อการศึกษาจากงานวิจัยและแนวทางสากล ไม่ใช่การวินิจฉัยโรค ไม่ใช่การสั่งอาหารหรือยาเฉพาะบุคคล และไม่แทนการพบแพทย์หรือนักกำหนดอาหาร ปริมาณโปรตีน โซเดียม โพแทสเซียม และฟอสฟอรัสที่เหมาะสมขึ้นกับน้ำหนักตัว ผลเลือด ยาที่ใช้ และโรคร่วมของผู้ป่วยแต่ละคน ค่าสารอาหารเป็นค่าโดยประมาณจากฐานข้อมูลอาหาร ซึ่งแตกต่างตามวัตถุดิบและวิธีปรุง อย่าหยุดหรือปรับยาเอง และอย่าใช้เกลือทดแทน สมุนไพร หรืออาหารเสริมโดยไม่ปรึกษาแพทย์ หากมีอาการอันตรายตามที่ระบุไว้ ให้ไปโรงพยาบาลทันที หรือโทร 1669