หมวดหมู่: โรคไต · โภชนาการโรคไต · โซเดียม

ไตเสื่อมระยะ 4–5 กินปลาทูนึ่งได้ไหม: โซเดียมแฝงในปลาทูเค็ม บวมและน้ำท่วมปอด โปรตีนเท่าไรพอดี และปลาสดที่เลือกแทนได้

AI Overview / คำตอบด่วน (BLUF)

ปลาทูนึ่งแบบไทยต้มในน้ำเกลือ จึงเค็มกว่าปลาสดชัดเจน ข้อมูล USDA ระบุปลาทูเค็มมีโซเดียม 4,450 มก. ต่อ 100 กรัม เทียบปลาทูสด 90 มก. ขณะที่ผู้ป่วยโรคไตควรได้โซเดียมน้อยกว่า 2,000 มก. ต่อวัน เกลือที่เกินทำให้บวม ความดันสูง และน้ำท่วมปอดได้ ทางที่ปลอดภัยกว่าคือปลาสดนึ่งหรือต้มกับสมุนไพร

บทความนี้ครอบคลุม:
แนวทาง KDIGO 2024 เรื่องโรคไตเรื้อรัง,
แนวทางโภชนาการ KDOQI,
งานทบทวนการลดเกลือในโรคไต
และข้อมูลพื้นฐานเรื่องการกินสำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังจาก NIDDK
สัญญาณอันตราย ·
โซเดียมในปลาทู ·
เกลือกับอาการบวม ·
โปรตีนและฟอสฟอรัส ·
ปลาสดและวิธีปรุง ·
ตารางเปรียบเทียบ ·
คำถามที่พบบ่อย

จากกลุ่มผู้ป่วยโรคไต: ไตระยะ 4–5 ยังกินปลาทูนึ่งได้ไหม

สมาชิกท่านหนึ่งที่ดูแลโรคไตระยะ 4–5 ซึ่งยังไม่ฟอกไต ถามว่าปลาทูนึ่งเป็นกับข้าวประจำบ้าน ยังกินได้ไหม และถ้าต้องเลี่ยง ควรกินปลาอะไรแทน
หลายคนในกลุ่มถามต่อว่า ต้มน้ำทิ้งก่อนกินช่วยได้ไหม และอาการบวมหรือหอบแบบไหนที่ต้องรีบไปโรงพยาบาล

คำตอบสั้นๆ: ปัญหาหลักของปลาทูนึ่งคือเกลือ ไม่ใช่ตัวปลา เนื้อปลาทูเป็นโปรตีนที่ดี แต่การต้มในน้ำเกลือทำให้โซเดียมสูง
ในไตระยะ 4–5 ไตขับเกลือและน้ำได้น้อยลง เกลือที่เกินจึงกลายเป็นน้ำค้างในร่างกาย ถ้าคำถามเรื่องเกลือชมพูหรือก้างปลาด้วย อ่านต่อได้ที่
ไตเสื่อมระยะ 4 กินปลานิลทอดเกลือชมพูได้ไหม

1. ปลาทูนึ่งมีโซเดียมแฝงแค่ไหน

คำตอบตรง: เนื้อปลาทูสดมีโซเดียมต่ำ แต่ปลาทูที่ผ่านการต้มน้ำเกลือหรือหมักเกลือมีโซเดียมสูงกว่าหลายสิบเท่า
ส่วนต่างนี้มาจากกระบวนการถนอมอาหาร ไม่ใช่จากชนิดปลา
(USDA FoodData Central,
KDIGO 2024)

4,450 มก.โซเดียมในปลาทูเค็ม 100 กรัม
90 มก.โซเดียมในปลาทูสด 100 กรัม
<2,000 มก.เพดานโซเดียมต่อวันตาม KDIGO 2024
~1,400 มก.โซเดียมในน้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ

ตัวเลขจาก USDA เทียบกับเพดานต่อวัน

ฐานข้อมูล USDA FoodData Central ระบุว่าปลาทูเค็ม (FDC ID 168149) 100 กรัม มีโซเดียม 4,450 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 254 มิลลิกรัม
โพแทสเซียม 520 มิลลิกรัม และโปรตีน 18.5 กรัม ขณะที่ปลาทูแอตแลนติกสด (FDC ID 175119) มีโซเดียมเพียง 90 มิลลิกรัม
และปลานิลสด (FDC ID 175176) มี 52 มิลลิกรัม ปลาทูเค็มเพียงราว 45 กรัมก็ได้โซเดียมเท่ากับเพดานทั้งวันแล้ว
ส่วนน้ำปลา (FDC ID 174531) มีโซเดียม 7,850 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม หรือราว 1,400 มิลลิกรัมต่อ 1 ช้อนโต๊ะ

ปลาทูเค็ม 100 กรัม

4,450 มก.
เพดานต่อวัน (KDIGO 2024)

2,000 มก.
น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ

~1,400 มก.
ปลาทูสด 100 กรัม

90 มก.
ปลานิลสด 100 กรัม

52 มก.

ความยาวแถบปรับสเกลเพื่อเปรียบเทียบ ตัวเลขจริงอยู่ในแถบ (USDA FDC) แถบสั้นมากแสดงความกว้างขั้นต่ำเพื่อให้อ่านตัวเลขได้

ปลาทูนึ่งแบบไทยต่างจากปลาทูเค็มในฐานข้อมูลอย่างไร

ปลาทูนึ่งแบบไทยมักเป็นปลาทูสายพันธุ์เอเชีย ต้มหรือนึ่งในน้ำเกลือเข้มข้นแล้วจัดใส่เข่ง ส่วนปลาทูเค็มใน USDA เป็นปลาหมักเกลือ
ความเค็มของปลาทูนึ่งจึงน่าจะต่ำกว่าปลาทูเค็มตากแห้ง แต่ขึ้นกับความเข้มของน้ำเกลือและเวลาต้มของแต่ละเจ้า
และยังไม่มีค่าที่วัดมาตรฐานในฐานข้อมูลสากล สิ่งที่บอกได้คือเค็มกว่าปลาสดชัดเจน และเมื่อรวมน้ำปลาหรือน้ำพริกที่กินคู่กัน โซเดียมในมื้อเดียวอาจใกล้เพดานทั้งวัน

ข้อแก้ไขจากข้อมูลที่แชร์กันในโซเชียล: ตัวเลข “500–1,000 มิลลิกรัมขึ้นไปต่อตัว” ยังไม่มีแหล่งอ้างอิงที่วัดจริงในปลาทูนึ่งไทย
ตัวเลขที่ตรวจสอบได้คือค่าต่อ 100 กรัมจาก USDA ข้างต้น ข้อสรุปเชิงปฏิบัติไม่เปลี่ยน ปลาทูนึ่งไม่ใช่อาหารประจำวันของไตระยะ 4–5

ตาราง: ปลาทูเค็ม ปลาสด และปลาแปรรูป ต่อ 100 กรัม

ค่าจาก USDA FoodData Central ปลาแปรรูปแสดงเป็นแนวโน้ม เพราะสูตรต่างกันมาก

โซเดียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และโปรตีน ในปลาแต่ละแบบ
ชนิดปลาโซเดียมฟอสฟอรัสโพแทสเซียมโปรตีน
ปลาทูเค็ม (FDC 168149)4,450 มก.254 มก.520 มก.18.5 กรัม
ปลาทูแอตแลนติกสด (FDC 175119)90 มก.217 มก.314 มก.18.6 กรัม
ปลานิลสด (FDC 175176)52 มก.170 มก.302 มก.20.1 กรัม
ลูกชิ้นปลา ปูอัด ปลาแปรรูปมักสูง จากเกลือและผงปรุงรสมักมีสารเติมแต่งฟอสเฟตที่ดูดซึมได้เกือบทั้งหมดขึ้นกับสูตร บางสูตรใช้เกลือโพแทสเซียมต่ำกว่าปลาสดต่อน้ำหนัก เพราะผสมแป้ง

2. ทำไมเกลือทำให้บวม ความดันขึ้น และน้ำท่วมปอดในไตระยะ 4–5

คำตอบตรง: เมื่อไตขับโซเดียมได้น้อยลง ร่างกายเก็บน้ำไว้เพื่อเจือจางเกลือ น้ำนอกเซลล์จึงเพิ่มขึ้น
ผลคือขาบวม ความดันสูง และในรายที่น้ำเกินมาก น้ำซึมเข้าถุงลมปอด งานทดลองแบบสุ่มพบว่าการลดเกลือในโรคไตลดทั้งความดันและโปรตีนรั่วในปัสสาวะ
(McMahon 2013,
McMahon 2021)

−10/4มม.ปรอท ความดันลดเมื่อลดเกลือ ในไตระยะ 3–4
−6.91/−3.91มม.ปรอท จาก 19 งานวิจัย 1,405 คน
−36%อัลบูมินรั่วในปัสสาวะลดลง
18.2 vs 6.1ไตวายระยะสุดท้ายต่อ 100 คน-ปี กินเค็มมาก เทียบเค็มน้อย

เกลือ 1 ส่วน พาน้ำตามมา

งานทดลองแบบสุ่มไขว้ปกปิดสองทางในผู้ป่วยไตระยะ 3–4 ที่ความดันสูง 20 คน พบว่าช่วงลดเกลือ ความดันเฉลี่ยลดลง 10/4 มิลลิเมตรปรอท
ปริมาตรน้ำนอกเซลล์ลดลง และโปรตีนกับอัลบูมินรั่วในปัสสาวะลดลง ผู้วิจัยระบุว่าขนาดผลมากกว่าที่พบในคนไตปกติ
แปลว่าผู้ป่วยโรคไตไวต่อเกลือเป็นพิเศษ
(McMahon 2013)

ภาพรวมจากงานทบทวน 21 งานวิจัย

งานทบทวนอย่างเป็นระบบของ Cochrane รวม 21 งานวิจัย 1,197 คน พบว่าการลดเกลือราว 4.2 กรัมต่อวัน (โซเดียม 1,690 มิลลิกรัม)
ลดความดัน 6.91/3.91 มิลลิเมตรปรอท ด้วยหลักฐานความเชื่อมั่นสูง และลดอัลบูมินในปัสสาวะร้อยละ 36 ในโรคไตระยะต้น
ขณะเดียวกันพบว่าความดันต่ำจนมีอาการเพิ่มขึ้น (RR 6.70) ผู้ที่กินยาลดความดันหลายตัวจึงควรลดเกลือภายใต้การติดตามของแพทย์
(McMahon 2021)

กินเค็มมาก ทำให้ยาปกป้องไตได้ผลน้อยลง

การวิเคราะห์ผู้ป่วยโรคไตที่ไม่เป็นเบาหวาน 500 คนที่ได้ยากลุ่ม ACE inhibitor (ramipril) พบว่ากลุ่มที่กินเกลือมาก
เกิดไตวายระยะสุดท้าย 18.2 ต่อ 100 คน-ปี เทียบกับ 6.1 ในกลุ่มที่กินเกลือน้อย และฤทธิ์ลดโปรตีนรั่วของยาลดลง
แม้ความดันใกล้เคียงกัน กลุ่มที่กินเค็มมากในงานนี้คือเกลือมากกว่า 14 กรัมต่อวัน
(Vegter 2012)

กินเค็มโซเดียมเข้าเลือด ไตขับออกได้ช้า
กระหายน้ำร่างกายเก็บน้ำไว้เจือจางเกลือ
น้ำนอกเซลล์เพิ่มขาบวม น้ำหนักขึ้น ความดันสูง
น้ำเกินมากน้ำซึมเข้าปอด หอบ นอนราบไม่ได้

เป้าหมายความดัน และเมื่อไรจึงเป็นภาวะฉุกเฉิน

แนวทาง KDIGO 2021 เสนอเป้าหมายความดันตัวบนต่ำกว่า 120 มิลลิเมตรปรอท เมื่อวัดแบบมาตรฐานในคลินิก สำหรับผู้ป่วยโรคไตส่วนใหญ่ที่ยังไม่ฟอกไต
ถ้าทนได้ ตัวเลขจริงของแต่ละคนให้แพทย์ผู้ดูแลกำหนด
(KDIGO 2021)

ข้อแก้ไข: ความดัน 140/90 สูงกว่าเป้าหมาย ควรนัดแพทย์ แต่ไม่ได้เป็นภาวะฉุกเฉินด้วยตัวเลขนี้อย่างเดียว
ภาวะฉุกเฉินคือความดันตั้งแต่ 180/120 ร่วมกับอาการ เช่น ปวดหัวรุนแรง เจ็บหน้าอก ตามัว หรือหอบ หรือมีอาการน้ำท่วมปอดไม่ว่าความดันเท่าไร

บวม หอบ ความดันสูง หรือปัสสาวะน้อยลง อยู่ในระดับไหน?

วิเคราะห์ระดับความรุนแรงและรับคำแนะนำเฉพาะบุคคลจาก Advisory team ของเรา แบบประเมินนี้ช่วยจัดระดับสัญญาณเตือนของผู้ป่วยโรคไต
ว่าเฝ้าดูได้ ควรนัดแพทย์ หรือควรรีบไปโรงพยาบาล ไม่ใช่การวินิจฉัยโรค และไม่ได้แทนผลเลือด ใช้ร่วมกับรายการสัญญาณอันตรายด้านบน

คลิกทำแบบประเมินสัญญาณชั้นไต (ฟรี)

3. โปรตีนและฟอสฟอรัสในปลา: ไตระยะ 4–5 กินได้เท่าไร

คำตอบตรง: ปลาสดเป็นโปรตีนที่เหมาะ แต่ต้องคุมปริมาณ KDOQI 2020 แนะนำโปรตีน 0.55–0.6 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน
ในผู้ป่วยไตระยะ 3–5 ที่ยังไม่ฟอกไตและไม่เป็นเบาหวาน ภายใต้การดูแลของนักกำหนดอาหาร ส่วน KDIGO 2024 เสนอ 0.8 กรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน
(KDOQI 2020,
KDIGO 2024)

ตัวอย่างงบโปรตีนของคนน้ำหนัก 60 กิโลกรัม

ที่ 0.55–0.6 กรัมต่อกิโลกรัม จะได้โปรตีนราว 33–36 กรัมต่อวัน ที่ 0.8 กรัมต่อกิโลกรัมได้ราว 48 กรัมต่อวัน
ปลานิลสด 100 กรัมมีโปรตีน 20.1 กรัม ข้าว ผัก และไข่ในมื้ออื่นก็มีโปรตีนด้วย ปลาในแต่ละมื้อจึงมักอยู่ราว 40–60 กรัม
ตัวเลขของแต่ละคนขึ้นกับระยะโรค เบาหวาน และภาวะโภชนาการ ควรให้นักกำหนดอาหารคำนวณ

ข้อแก้ไข: ตัวเลข “0.6–0.8 กรัมต่อกิโลกรัม” ใน KDOQI 2020 ใช้กับผู้ป่วยโรคไตที่เป็นเบาหวานร่วมด้วย
ส่วนผู้ไม่เป็นเบาหวานคือ 0.55–0.6 หรือ 0.28–0.43 ร่วมกับคีโตแอนะล็อกภายใต้การติดตามใกล้ชิด
และการงดโปรตีนมากเกินไปเองเสี่ยงภาวะขาดโปรตีนและพลังงาน เมื่อเริ่มฟอกไต ความต้องการโปรตีนเพิ่มเป็น 1.0–1.2 กรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน

ตาราง: เป้าหมายโปรตีนตามสถานการณ์

ตามแนวทาง KDOQI 2020 และ KDIGO 2024 ใช้ร่วมกับนักกำหนดอาหาร

สถานการณ์ โปรตีนต่อวัน ตัวอย่างน้ำหนัก 60 กิโลกรัม และข้อควรระวัง
สถานการณ์โปรตีนต่อวันตัวอย่าง 60 กก.ข้อควรระวัง
ไตระยะ 3–5 ยังไม่ฟอกไต ไม่เป็นเบาหวาน0.55–0.6 กรัม/กก. (KDOQI 2020)33–36 กรัมต้องได้พลังงานพอ 25–35 กิโลแคลอรี/กก. เพื่อไม่ให้สลายกล้ามเนื้อ
ไตระยะ 3–5 ยังไม่ฟอกไต เป็นเบาหวาน0.6–0.8 กรัม/กก. (KDOQI 2020)36–48 กรัมคุมน้ำตาลไปพร้อมกัน
โปรตีนต่ำมากร่วมกับคีโตแอนะล็อก0.28–0.43 กรัม/กก. (KDOQI 2020)17–26 กรัมทำเฉพาะภายใต้การติดตามของแพทย์และนักกำหนดอาหาร
แนวทางทั่วไป ไตระยะ 3–5 (KDIGO 2024)0.8 กรัม/กก. เลี่ยงเกิน 1.348 กรัมผู้สูงอายุที่เปราะบางอาจต้องการมากกว่านี้
ฟอกเลือดหรือล้างไตทางช่องท้อง1.0–1.2 กรัม/กก. (KDOQI 2020)60–72 กรัมการฟอกไตดึงโปรตีนออกบางส่วน จึงต้องกินเพิ่ม

ฟอสฟอรัสต่อโปรตีนในปลา

ปลาทูสดมีฟอสฟอรัสราว 11.7 มิลลิกรัมต่อโปรตีน 1 กรัม ปลานิลสดราว 8.5 มิลลิกรัม ในผู้ป่วยฟอกเลือด
การกินที่สัดส่วนตั้งแต่ 16 มิลลิกรัมต่อโปรตีน 1 กรัม สัมพันธ์กับความเสี่ยงเสียชีวิต 1.99 เท่า
(Noori 2010)
เนื้อปลาสดจึงอยู่ในกลุ่มสัดส่วนปานกลาง ส่วนที่ควรระวังกว่าคือปลาแปรรูปที่ใส่สารเติมแต่งฟอสเฟต ซึ่งดูดซึมได้เกือบทั้งหมด
และการกินก้างปลาที่นิ่มหรือปลาตัวเล็กทั้งตัว ซึ่งเพิ่มทั้งแคลเซียมและฟอสฟอรัส
(Benini 2011,
Kalantar-Zadeh 2010)

หินปูนเกาะหลอดเลือด และภาวะ calciphylaxis

ฟอสฟอรัสในเลือดที่สูงต่อเนื่องเป็นเดือนถึงปี สัมพันธ์กับหินปูนในหลอดเลือดและกระดูกบาง ส่วน calciphylaxis เป็นภาวะที่พบน้อย
ส่วนใหญ่ในผู้ฟอกไต หลอดเลือดเล็กใต้ผิวหนังมีหินปูนและอุดตัน เกิดแผลที่เจ็บมาก และเป็นภาวะที่อันตราย มีหลายปัจจัยร่วมกัน
ไม่ได้เกิดจากปลาทูมื้อเดียว
(Nigwekar 2018)

ข้อแก้ไข: ชื่อที่ถูกคือ calciphylaxis (ไม่ใช่ “Calciphyxis”) และไม่ควรใช้เป็นเหตุผลขู่ให้กลัวอาหารชนิดเดียว
การคุมฟอสฟอรัสดูจากผลเลือดเป็นแนวโน้มร่วมกับแพทย์โรคไต

4. ปลาสดและวิธีปรุงที่เลือกแทนได้

คำตอบตรง: เลือกปลาสด ปรุงด้วยการนึ่งหรือต้ม และใช้สมุนไพรแทนเกลือกับน้ำปลา
วิธีนี้ได้โปรตีนเท่าเดิมโดยโซเดียมลดลงจากหลักพันเหลือหลักสิบมิลลิกรัมต่อ 100 กรัม
(NIDDK,
KDIGO 2024)

ปลาสดที่หาง่าย

  • ปลานิล ปลาทับทิม ปลาช่อน ปลากะพง: เนื้อขาว โซเดียมต่ำเมื่อสด เลือกส่วนที่ไม่มีก้างเล็กมาก
  • ปลาทูสด: ซื้อแบบยังไม่ผ่านการต้มเกลือ แล้วนึ่งเองที่บ้าน ได้ไขมันโอเมก้า 3 โดยไม่ได้เกลือจากโรงงาน
  • เลี่ยงเป็นประจำ: ปลาทูนึ่งเข่ง ปลาเค็ม ปลาแห้ง ปลาร้า ลูกชิ้นปลา ปูอัด และปลากระป๋องในซอส

ปรุงรสด้วยสมุนไพรแทนเกลือ

นึ่งหรือต้มปลากับข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด กระเทียม พริกไทย และบีบมะนาวตอนกิน ช่วยให้มีกลิ่นและรสโดยไม่ต้องเติมเกลือ
ถ้าต้องใช้น้ำปลา ให้วัดด้วยช้อนชา 1 ช้อนชามีโซเดียมราว 470 มิลลิกรัม และนับรวมกับทั้งวัน
ผู้ที่โพแทสเซียมในเลือดสูงควรถามนักกำหนดอาหารเรื่องปริมาณสมุนไพรและน้ำมะนาว แม้ใช้ในปริมาณน้อยก็ตาม

ต้มหรือแช่น้ำทิ้ง ช่วยลดเค็มได้แค่ไหน

การล้างหรือต้มน้ำทิ้งช่วยดึงเกลือที่ผิวออกได้บางส่วน แต่ยังไม่มีงานวิจัยที่วัดว่าวิธีนี้ลดโซเดียมในปลาทูนึ่งไทยได้เท่าไร
งานวิจัยการคืนความเค็มของปลาค็อดเค็มใช้การแช่น้ำเย็นเป็นวัน และทดสอบนานถึง 72 ชั่วโมง พร้อมเตือนว่าแช่ที่อุณหภูมิสูงกว่า 10 องศาเซลเซียสเสี่ยงเชื้อเจริญเติบโต
(Oliveira 2015)
การต้มทิ้ง 2–3 รอบในครัวบ้านจึงลดเค็มได้ไม่ทราบปริมาณ ไม่ควรถือเป็นใบอนุญาตให้กินเป็นประจำ

ถ้าอยากกินปลาทูนึ่งเป็นครั้งคราว: กินครั้งละไม่เกินครึ่งตัวเล็ก ไม่จิ้มน้ำปลาหรือน้ำพริกเพิ่ม
มื้ออื่นของวันนั้นเลือกอาหารไม่ปรุงเค็ม และชั่งน้ำหนักตัวเช้าวันถัดไปเพื่อดูว่าบวมเพิ่มหรือไม่

เกลือทดแทนและซอสลดโซเดียม

เกลือทดแทนและเครื่องปรุงสูตรลดโซเดียมหลายชนิดใช้โพแทสเซียมคลอไรด์แทนเกลือ ในไตระยะ 4–5 ไตขับโพแทสเซียมได้น้อย
งานทบทวนรายงานผู้ป่วยภาวะโพแทสเซียมสูงจากอาหาร 44 เหตุการณ์ พบว่าเกลือทดแทนเป็นสาเหตุ 12 เหตุการณ์ และระดับโพแทสเซียมเฉลี่ยสูงถึง 8.2 มิลลิอิควิวาเลนต์ต่อลิตร
(Te Dorsthorst 2019)
อ่านฉลากหาคำว่า potassium chloride และถามแพทย์ก่อนใช้

ขั้นตอนเปลี่ยนจากปลาทูนึ่งเป็นปลาสด

ซื้อปลาสดแทนปลาทูนึ่งเข่ง
ปรุงนึ่งหรือต้มกับข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด
ชั่งตวงปลามื้อละราว 40–60 กรัม ตามที่นักกำหนดอาหารกำหนด
ติดตามชั่งน้ำหนักเช้า วัดความดัน จดไว้ให้แพทย์ดู

5. เปรียบเทียบแนวทางคุมเกลือ น้ำ และความดันในไตระยะ 4–5

คำตอบตรง: การคุมเกลือในอาหารเป็นฐานที่ทำให้ยาความดันและยาขับปัสสาวะได้ผลดีขึ้น
ส่วนการต้มน้ำทิ้งหรือเกลือทดแทนไม่ใช่ทางลัดที่ปลอดภัย
(Vegter 2012,
KDIGO 2021)

ตาราง: เปรียบเทียบอาหาร ยา และพฤติกรรม ในการคุมเกลือและน้ำ

ชื่อยาเป็นชื่อสามัญ ใช้ตามแผนของแพทย์เจ้าของไข้เท่านั้น

แนวทาง ช่วยอย่างไร หลักฐาน และข้อควรระวัง
แนวทางช่วยอย่างไรหลักฐานข้อควรระวัง
ลดโซเดียมให้ต่ำกว่า 2,000 มก. ต่อวันลดน้ำนอกเซลล์ ความดัน และโปรตีนรั่วKDIGO 2024, McMahon 2013, McMahon 2021ผู้ที่กินยาความดันหลายตัวอาจเวียนหัวจากความดันต่ำ ควรติดตามความดัน
ปลาสดนึ่งหรือต้มกับสมุนไพร แทนปลาทูนึ่งและปลาเค็มได้โปรตีนเท่าเดิม โซเดียมลดลงหลายสิบเท่าUSDA FDC, NIDDKคุมปริมาณตามงบโปรตีน ระวังก้างนิ่ม
ยากลุ่ม ACE inhibitor หรือ ARB (เช่น ramipril, losartan)ลดความดันและโปรตีนรั่ว ชะลอไตเสื่อมKDIGO 2021, Vegter 2012 (กินเค็มมากทำให้ฤทธิ์ลดลง)ตรวจโพแทสเซียมและครีเอตินินตามนัด
ยาขับปัสสาวะกลุ่ม loop (เช่น furosemide)ขับเกลือและน้ำออก ลดบวมและน้ำท่วมปอดใช้ตามดุลยพินิจแพทย์ในไตระยะท้ายได้ผลน้อยลงถ้ากินเค็มต่อเนื่อง ระวังขาดน้ำและเกลือแร่ผิดปกติ
จำกัดน้ำดื่มตามที่แพทย์กำหนดลดน้ำเกินในผู้ที่ปัสสาวะออกน้อยปรับตามปริมาณปัสสาวะของแต่ละคนกินเค็มแล้วกระหายน้ำ ทำให้จำกัดน้ำยากขึ้น
ต้มหรือแช่ปลาทูนึ่งในน้ำทิ้งลดเกลือที่ผิวได้บางส่วนยังไม่มีการวัดในปลาทูนึ่งไทย (Oliveira 2015 ศึกษาปลาค็อดเค็ม)ไม่ทราบปริมาณที่ลดได้ ใช้ได้เฉพาะกินเป็นครั้งคราว
เกลือทดแทนที่มีโพแทสเซียมคลอไรด์ลดโซเดียมในการปรุงTe Dorsthorst 2019 (รายงานโพแทสเซียมสูง)ไม่ควรใช้เองในไตระยะ 4–5 เสี่ยงหัวใจเต้นผิดจังหวะ

ความเชื่อที่ควรแก้

ปลาทูนึ่งไม่ได้ทอด จึงไม่เค็ม

คำว่านึ่งหมายถึงวิธีทำให้สุก แต่ปลาทูนึ่งเข่งส่วนใหญ่ผ่านน้ำเกลือเข้มข้น โซเดียมจึงสูงกว่าปลาสดชัดเจน แม้ไม่มีน้ำมัน

ต้มน้ำทิ้ง 2–3 รอบแล้วกินได้ทุกวัน

ลดเกลือได้บางส่วน แต่ไม่ทราบปริมาณ และยังไม่มีการวัดในปลาทูนึ่งไทย ปลาสดเป็นทางที่ควบคุมโซเดียมได้ชัดเจนกว่า

ปลาทะเลทุกชนิดอันตรายต่อไต

ไม่จริง ปลาทูสดมีโซเดียม 90 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม ใกล้เคียงปลาน้ำจืด ปัญหาคือการถนอมด้วยเกลือ เรื่องพิวรีนสำคัญในผู้ที่เป็นเกาต์หรือกรดยูริกสูง ซึ่งควรคุยกับแพทย์แยกต่างหาก

ความดัน 140/90 ต้องไปห้องฉุกเฉินทันที

ตัวเลขนี้สูงกว่าเป้าหมายและควรนัดแพทย์ แต่ภาวะฉุกเฉินคือความดันตั้งแต่ 180/120 ร่วมกับอาการ หรือมีอาการน้ำท่วมปอด

ใช้เกลือโซเดียมต่ำแทนก็ปลอดภัย

เกลือโซเดียมต่ำหลายชนิดใช้โพแทสเซียมแทน ซึ่งเสี่ยงโพแทสเซียมสูงในไตระยะ 4–5 ควรถามแพทย์ก่อนใช้

ยิ่งงดโปรตีน ไตยิ่งเสื่อมช้า

การลดโปรตีนช่วยลดของเสีย แต่ถ้าลดจนพลังงานและโปรตีนไม่พอ ร่างกายจะสลายกล้ามเนื้อ ควรได้ตามงบที่นักกำหนดอาหารคำนวณ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ไตเสื่อมระยะ 4–5 กินปลาทูนึ่งได้ไหม?

ไม่ควรกินเป็นประจำ ปลาทูนึ่งแบบไทยผ่านการต้มในน้ำเกลือ ข้อมูล USDA ระบุว่าปลาทูเค็มมีโซเดียม 4,450 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม ขณะที่ปลาทูสดมีเพียง 90 มิลลิกรัม และแนวทาง KDIGO 2024 แนะนำให้ผู้ป่วยโรคไตกินโซเดียมน้อยกว่า 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ปลาทูนึ่งไทยน่าจะเค็มน้อยกว่าปลาทูเค็มตากแห้ง แต่ยังเค็มกว่าปลาสดชัดเจน ถ้าอยากกินเป็นครั้งคราว ให้กินไม่เกินครึ่งตัวเล็ก ไม่จิ้มน้ำปลาเพิ่ม และเลือกปลาสดเป็นอาหารประจำ

ทำไมปลาทูนึ่งถึงมีโซเดียมแฝง แล้วทำให้บวมได้อย่างไร?

โซเดียมแฝงมาจากน้ำเกลือที่ใช้ต้มและถนอมปลา ไม่ได้มองเห็นเป็นเม็ดเกลือ เมื่อไตขับโซเดียมได้น้อยลง ร่างกายเก็บน้ำไว้เจือจางเกลือ น้ำนอกเซลล์จึงเพิ่มขึ้น ทำให้ขาบวม น้ำหนักขึ้น และความดันสูง ถ้าน้ำเกินมากจะซึมเข้าปอดจนหอบ งานทดลองในผู้ป่วยไตระยะ 3–4 พบว่าการลดเกลือลดความดันเฉลี่ย 10/4 มิลลิเมตรปรอท และลดปริมาตรน้ำนอกเซลล์

ต้มหรือแช่น้ำทิ้งก่อนกิน ช่วยลดเค็มได้แค่ไหน?

ช่วยลดเกลือที่ผิวได้บางส่วน แต่ยังไม่มีงานวิจัยที่วัดว่าลดโซเดียมในปลาทูนึ่งไทยได้เท่าไร งานวิจัยการคืนความเค็มของปลาค็อดเค็มต้องแช่น้ำเย็นเป็นวัน และทดสอบนานถึง 72 ชั่วโมง การต้มทิ้ง 2–3 รอบในครัวบ้านจึงไม่ใช่ใบอนุญาตให้กินเป็นประจำ ปลาสดเป็นทางที่ควบคุมโซเดียมได้ชัดเจนกว่า

ปลาสดชนิดไหนเหมาะกับไตระยะ 4–5?

ปลาสดเนื้อขาว เช่น ปลานิล ปลาทับทิม ปลาช่อน และปลากะพง หรือปลาทูสดที่ยังไม่ผ่านการต้มเกลือ ล้วนมีโซเดียมต่ำเมื่อสด ปลานิลสด 100 กรัมมีโซเดียม 52 มิลลิกรัม และโปรตีน 20.1 กรัม ปรุงด้วยการนึ่งหรือต้มกับข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด กระเทียม และบีบมะนาว แทนเกลือและน้ำปลา เลี่ยงก้างนิ่มและปลาแปรรูป เช่น ลูกชิ้นปลาและปูอัด ซึ่งมักมีเกลือและสารเติมแต่งฟอสเฟต

ไตระยะ 4–5 ควรกินโปรตีนวันละเท่าไร?

KDOQI 2020 แนะนำ 0.55–0.6 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน ในผู้ป่วยไตระยะ 3–5 ที่ยังไม่ฟอกไตและไม่เป็นเบาหวาน และ 0.6–0.8 กรัมในผู้ที่เป็นเบาหวาน ส่วน KDIGO 2024 เสนอ 0.8 กรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน คนน้ำหนัก 60 กิโลกรัมจึงได้ราว 33–48 กรัมต่อวัน ซึ่งรวมโปรตีนจากข้าวและอาหารอื่นด้วย ต้องได้พลังงานพอ 25–35 กิโลแคลอรีต่อกิโลกรัม และเมื่อเริ่มฟอกไตจะต้องการโปรตีนมากขึ้น ตัวเลขของแต่ละคนให้นักกำหนดอาหารคำนวณ

เกลือโซเดียมต่ำหรือเกลือทดแทนใช้แทนได้ไหม?

ไม่ควรใช้เองในไตระยะ 4–5 เกลือทดแทนหลายชนิดใช้โพแทสเซียมคลอไรด์ ซึ่งไตที่เสื่อมขับออกได้น้อย งานทบทวนรายงานภาวะโพแทสเซียมสูงจากอาหาร 44 เหตุการณ์ พบว่าเกลือทดแทนเป็นสาเหตุ 12 เหตุการณ์ โพแทสเซียมที่สูงมากทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะได้ ทางที่ปลอดภัยกว่าคือใช้สมุนไพรปรุงรส และอ่านฉลากหาคำว่า potassium chloride

ความดัน 140/90 ต้องไปห้องฉุกเฉินไหม?

ถ้าไม่มีอาการ ยังไม่ใช่ภาวะฉุกเฉิน แต่สูงกว่าเป้าหมาย KDIGO 2021 ที่เสนอความดันตัวบนต่ำกว่า 120 มิลลิเมตรปรอทเมื่อวัดแบบมาตรฐานในผู้ป่วยโรคไตส่วนใหญ่ ควรจดบันทึกความดันและนัดแพทย์ ภาวะฉุกเฉินคือความดันตั้งแต่ 180/120 ร่วมกับปวดหัวรุนแรง เจ็บหน้าอก ตามัว แขนขาอ่อนแรง หรือมีอาการหอบนอนราบไม่ได้

อาการบวมหรือแน่นหน้าอกแบบไหนต้องรีบไปโรงพยาบาล?

ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669 เมื่อหอบเหนื่อย นอนราบไม่ได้ ต้องลุกนั่งกลางดึก ไอมีเสมหะเป็นฟองสีชมพู เจ็บหน้าอก ใจสั่น ชีพจรผิดจังหวะ หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรงทั้งตัว นัดพบแพทย์ภายในไม่กี่วันเมื่อขาบวมกดบุ๋ม น้ำหนักขึ้นเร็วหลายกิโลกรัมในไม่กี่วัน หรือปัสสาวะออกน้อยลงชัดเจน

กลไกทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Mechanism)

ทำไมไตระยะ 4–5 ไวต่อเกลือ: เมื่อจำนวนหน่วยไตลดลง ปริมาณโซเดียมที่กรองออกได้ต่อวันลดลงตาม
โซเดียมที่กินเกินจึงค้างในน้ำนอกเซลล์ ร่างกายตอบสนองด้วยการกระหายน้ำและเก็บน้ำไว้ ปริมาตรเลือดและความดันจึงเพิ่มขึ้น
งานทดลองในไตระยะ 3–4 พบว่าผลของการลดเกลือต่อความดันมากกว่าในคนไตปกติ
(McMahon 2013)

เกลือกับยาปกป้องไต: ยากลุ่ม ACE inhibitor และ ARB ลดแรงดันในหน่วยกรองของไต จึงลดโปรตีนรั่ว
แต่เมื่อกินเกลือมาก ฤทธิ์ลดโปรตีนรั่วของยาลดลง และความเสี่ยงไตวายระยะสุดท้ายเพิ่มขึ้น แม้ความดันใกล้เคียงกัน
(Vegter 2012)

จากน้ำเกินสู่น้ำท่วมปอด: เมื่อน้ำนอกเซลล์เพิ่มต่อเนื่อง แรงดันในหลอดเลือดฝอยของปอดสูงขึ้น
น้ำซึมเข้าช่องว่างระหว่างถุงลม การแลกเปลี่ยนออกซิเจนแย่ลง จึงหอบโดยเฉพาะเมื่อนอนราบ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ต้องรีบรักษา

โพแทสเซียมจากเกลือทดแทน: ไตเป็นทางขับโพแทสเซียมหลัก เมื่อไตเสื่อมร่วมกับใช้ยากลุ่ม ACE inhibitor หรือ ARB
ความสามารถขับโพแทสเซียมลดลงอีก โพแทสเซียมคลอไรด์ในเกลือทดแทนจึงทำให้ระดับในเลือดสูงจนกระทบการนำไฟฟ้าของหัวใจได้
(Te Dorsthorst 2019)

เรียบเรียงและทบทวนโดย

เอกสารอ้างอิงทางวิชาการ (E-E-A-T)

อ่านประวัติผู้เขียน

ข้อจำกัดความรับผิดชอบทางการแพทย์ (Medical Disclaimer)

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไปเพื่อการศึกษาเรื่องโซเดียม โปรตีน และการเลือกปลาในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะ 4–5 ไม่ใช่การวินิจฉัย การสั่งยา หรือแผนการรักษาเฉพาะบุคคล
ตัวเลขสารอาหารเป็นค่าจากฐานข้อมูล ปริมาณจริงขึ้นกับชนิดปลา สูตรน้ำเกลือ และวิธีปรุง ชื่อยาเป็นชื่อสามัญเพื่อการศึกษาเท่านั้น
ห้ามเริ่ม ปรับ หรือหยุดยาความดัน ยาขับปัสสาวะ หรือยาอื่นเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์เจ้าของไข้ แผนอาหารควรวางร่วมกับแพทย์โรคไตและนักกำหนดอาหาร ในภาวะฉุกเฉินโทร 1669