หมวด: สุขภาพผู้หญิง · วัยทอง · ปวดศีรษะและไมเกรน

ปวดหัวช่วงวัยทอง: ทำไมไมเกรนกำเริบ แมกนีเซียม วิตามินบี 2 น้ำ และประคบเย็นช่วยได้แค่ไหน และอาการไหนต้องรีบไปโรงพยาบาล

AI Overview / คำตอบด่วน (BLUF)

ช่วงก่อนหมดประจำเดือน เอสโตรเจนขึ้นลงไม่สม่ำเสมอ ไมเกรนจึงกำเริบบ่อยขึ้น และมักดีขึ้นหลังหมดประจำเดือน
การนอนให้เป็นเวลา ประคบเย็น จดบันทึกอาการ ร่วมกับแมกนีเซียมหรือวิตามินบี 2 ซึ่งมีหลักฐานระดับปานกลาง ช่วยลดความถี่ได้
ยาแก้ปวดใช้ได้แต่ไม่ควรเกิน 10–15 วันต่อเดือน ส่วนปวดหัวเฉียบพลันรุนแรง หรือปวดแบบใหม่หลังอายุ 50 ต้องพบแพทย์

บทความนี้ครอบคลุม:
ไมเกรน (MedlinePlus, NIH) ·
ปวดศีรษะ (MedlinePlus, NIH) ·
วัยหมดประจำเดือน (MedlinePlus, NIH) ·
สัญญาณอันตราย ·
ทำไมปวดหัวบ่อยขึ้น ·
บรรเทาโดยไม่ใช้ยา ·
แมกนีเซียมและวิตามินบี 2 ·
ยาแก้ปวด ความดัน และฮอร์โมน ·
คำถามที่พบบ่อย

หมายเหตุ: บทความนี้ไม่ได้วินิจฉัยบุคคลใด และเรื่องเล่าด้านล่างเขียนใหม่โดยไม่ระบุตัวตน

คำถามจากกลุ่มวัยทอง: ปวดหัวช่วงนี้ มีวิธีไหนช่วยบรรเทาได้บ้าง

สมาชิกท่านหนึ่งในกลุ่มวัยทองถามว่าช่วงนี้ปวดหัวบ่อยขึ้น มีวิธีไหนช่วยบรรเทาได้บ้าง
หลายคนในกลุ่มแชร์วิธีที่ตัวเองใช้ เช่น กินแมกนีเซียมร่วมกับวิตามินบี จิบน้ำบ่อยๆ ประคบเย็นที่ต้นคอหรือหน้าผาก
และบางคนแนะนำให้สังเกตก่อนว่าปวดตอนไหน หลังอะไร ก่อนตัดสินใจซื้อวิตามินมากิน

คำแนะนำจากเพื่อนในกลุ่มหลายข้อมีงานวิจัยรองรับจริง แต่ได้ผลไม่เท่ากัน
ข้อที่ควรทำเป็นอย่างแรกคือ สังเกตและจดบันทึกอาการก่อน เพราะช่วยแยกว่าเป็นไมเกรน ปวดจากความตึงเครียด
ปวดจากการใช้ยาแก้ปวดบ่อย หรือปวดหัวแบบที่ต้องไปโรงพยาบาล

ปวดหัวแบบไหนต้องไปโรงพยาบาลทันที (Red Flags)

  • ปวดหัวรุนแรงเฉียบพลัน ถึงขีดสุดภายในไม่ถึง 1 นาที เหมือนถูกตีที่ศีรษะ — โทร 1669 อาจเป็นเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง
  • ปวดร่วมกับแขนขาอ่อนแรงหรือชาซีกเดียว ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด ตามัวหรือเห็นภาพซ้อน — โทร 1669 ทันที
  • มีไข้ร่วมกับคอแข็ง ผื่น ชัก สับสน หรือซึมลง
  • ปวดหัวแบบใหม่ที่เพิ่งเริ่มหลังอายุ 50 โดยเฉพาะปวดขมับ กดเจ็บหนังศีรษะ เคี้ยวแล้วปวดกราม หรือตามัว — พบแพทย์ภายในวันเดียวกัน
  • ความดันตั้งแต่ 180/120 mmHg ขึ้นไป ร่วมกับปวดหัวรุนแรง ตามัว เจ็บหน้าอก หายใจหอบ หรือสับสน — ไปห้องฉุกเฉิน
  • รูปแบบการปวดเปลี่ยนไปจากเดิม ปวดมากขึ้นเรื่อยๆ ปวดจนตื่นกลางดึกพร้อมอาเจียน หรือปวดมากขึ้นเมื่อไอ จาม เบ่ง
  • ปวดหัวหลังศีรษะกระแทก โดยเฉพาะผู้ที่กินยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรือมีประวัติมะเร็ง

อาการกลุ่มนี้ไม่ควรกินยาแก้ปวดแล้วรอดูที่บ้าน เพราะยาอาจกลบอาการชั่วคราว ส่วนปวดหัวแบบเดิมที่เป็นมานานและไม่มีอาการเหล่านี้ ดูแลตามขั้นตอนด้านล่างได้

1. ทำไมช่วงวัยทองถึงปวดหัวบ่อยขึ้น

เอสโตรเจนที่ขึ้นลง ไม่ใช่แค่ที่ลดลง

งานวิจัยคลาสสิก (Somerville 1972)
พบว่าการลดลงของเอสโตรเจนเป็นตัวกระตุ้นไมเกรนช่วงมีประจำเดือน
ในช่วงก่อนหมดประจำเดือน (perimenopause) เอสโตรเจนขึ้นลงไม่สม่ำเสมอ บางเดือนสูง บางเดือนดิ่ง ไมเกรนจึงกำเริบได้บ่อยขึ้น
บทความทบทวน (MacGregor 2018)
สรุปว่าการลดลงของเอสโตรเจนกระตุ้นไมเกรนแบบไม่มีออร่า ส่วนเอสโตรเจนที่สูงมากกระตุ้นออร่าได้

ข้อมูลจากการสำรวจผู้หญิง 3,664 คน

การสำรวจ AMPP ในผู้หญิงที่เป็นไมเกรนอายุ 35–65 ปี (Martin 2016)
พบผู้ที่ปวดหัวตั้งแต่ 10 วันต่อเดือนขึ้นไป 8.0% ในช่วงที่ประจำเดือนยังมาปกติ 12.2% ในช่วงก่อนหมดประจำเดือน และ 12.0% หลังหมดประจำเดือน
ช่วงก่อนหมดประจำเดือนมีโอกาสปวดบ่อยเพิ่มขึ้นราว 1.62 เท่า และยังเพิ่ม 1.42 เท่าหลังปรับปัจจัยอื่น เช่น ภาวะซึมเศร้า น้ำหนัก และการใช้ยาเกิน

หลังหมดประจำเดือน มักดีขึ้น

การทบทวนอย่างเป็นระบบ (Ripa 2015)
พบว่าในประชากรทั่วไป ไมเกรนมักดีขึ้นหลังหมดประจำเดือนไปแล้ว โดยดีขึ้นได้มากกว่าในผู้ที่หมดประจำเดือนตามธรรมชาติเทียบกับหลังผ่าตัดรังไข่
แต่ผู้ที่ไมเกรนรุนแรงจนต้องรักษาที่คลินิกปวดหัวบางส่วนไม่ดีขึ้น ช่วงที่ยากคือช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งมักใช้เวลาหลายปี

หลอดเลือดขยายไม่ใช่ต้นเหตุหลักของไมเกรน
ความเชื่อว่าไมเกรนเกิดจาก “หลอดเลือดในสมองขยายตัวผิดปกติ” เป็นแนวคิดเก่า งานทบทวนกลไก (Goadsby 2017)
สรุปว่าไมเกรนเป็นความผิดปกติของการรับรู้ในสมอง เส้นประสาทไตรเจมินัลปล่อยสาร CGRP ทำให้ปวด การเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดเป็นผลตามมา ไม่จำเป็นต่อการเกิดอาการ

ปัจจัยร่วมที่พบบ่อยในวัยนี้

  • นอนไม่พอหรือตื่นกลางดึกจากร้อนวูบวาบ — การนอนกับไมเกรนส่งผลต่อกันสองทาง (Vgontzas 2018)
  • ความเครียดและกล้ามเนื้อคอบ่าตึง — ทำให้เกิดปวดหัวจากความตึงเครียดซ้อนกับไมเกรน
  • ใช้ยาแก้ปวดบ่อย — ทำให้ปวดหัวบ่อยขึ้นจากตัวยาเอง (ดูหัวข้อที่ 4)
  • ดื่มกาแฟไม่สม่ำเสมอ — หยุดกะทันหันทำให้ปวดหัวได้ ควรดื่มปริมาณใกล้เคียงกันทุกวันและไม่ดื่มช่วงบ่าย
  • อดอาหารหรือกินไม่ตรงเวลา และดื่มน้ำน้อย — เป็นตัวกระตุ้นที่หลายคนพบ
12.2%ผู้หญิงที่เป็นไมเกรนช่วงก่อนหมดประจำเดือนที่ปวดหัวตั้งแต่ 10 วันต่อเดือน เทียบกับ 8.0% (Martin 2016)
59% เทียบกับ 15%ผู้ที่วันปวดหัวลดลงอย่างน้อยครึ่งหนึ่งด้วยวิตามินบี 2 เทียบกับยาหลอก (Schoenen 1998)
ราว 32%ความปวดที่ลดลงใน 30 นาทีหลังประคบเย็นที่ต้นคอ (Sprouse-Blum 2013)
15 / 10 วันวันต่อเดือนที่ใช้ยาแก้ปวดทั่วไป / ยาทริปแทนแล้วเสี่ยงปวดหัวจากยา (ICHD-3)

ตาราง: ปวดหัวแบบไหน และควรจัดการอย่างไร

ใช้สังเกตเบื้องต้นเท่านั้น การแยกชนิดที่แน่ชัดต้องให้แพทย์ประเมิน บนมือถือจะแสดงเป็นการ์ด

ตารางที่ 1: ลักษณะปวดหัวที่พบบ่อยช่วงวัยทอง และแนวทางจัดการ
ชนิดลักษณะที่พบบ่อยจัดการเบื้องต้นเมื่อไรควรพบแพทย์
ไมเกรนปวดตุบๆ มักข้างเดียว คลื่นไส้ ไม่ชอบแสงหรือเสียง เดินแล้วปวดมากขึ้นพักในห้องมืดเงียบ ประคบเย็น ยาแก้ปวดตั้งแต่เริ่มปวดปวดหลายวันต่อเดือน กระทบงาน หรือยาแก้ปวดเอาไม่อยู่
ปวดจากความตึงเครียดตื้อๆ บีบรัดรอบศีรษะ ปวดต้นคอ บ่า ไม่คลื่นไส้ยืดคอบ่า พักสายตา นวดเบาๆ ออกกำลังกายปวดเกือบทุกวัน หรือมีอาการชาร่วม
ปวดจากการใช้ยาแก้ปวดบ่อยปวดเกือบทุกวัน มักปวดตอนตื่นนอน กินยาแล้วหายแป๊บเดียวจดจำนวนวันที่ใช้ยา อย่าเพิ่มยาเองใช้ยาใกล้หรือเกินเกณฑ์ 10–15 วันต่อเดือน
ปวดจากนอนไม่พอหรือหยุดกาแฟตื้อทั้งศีรษะหลังนอนน้อย หรือวันที่ไม่ได้ดื่มกาแฟนอนตื่นเวลาเดิม ดื่มกาแฟปริมาณคงที่นอนไม่หลับต่อเนื่องหรือร้อนวูบวาบรบกวนการนอนมาก
ปวดที่อาจมีสาเหตุอื่นปวดแบบใหม่หลังอายุ 50 ปวดเฉียบพลันรุนแรง มีไข้ อ่อนแรง ตามัวไม่ควรกินยาแล้วรอดูที่บ้านทันทีหรือภายในวันเดียวกัน ตามหัวข้อสัญญาณอันตราย

ปวดหัว นอนไม่หลับ ร้อนวูบวาบ อารมณ์แปรปรวน อาการวัยทองของคุณอยู่ระดับไหน?

วิเคราะห์ระดับความรุนแรงและรับคำแนะนำเฉพาะบุคคลจาก Advisory team ของเรา —
แบบประเมินนี้ช่วยจัดระดับอาการวัยทองว่าดูแลเองได้ หรือควรปรึกษาแพทย์ ไม่ใช่การวินิจฉัยโรค
ถ้าปวดหัวเฉียบพลันรุนแรง หรือมีอ่อนแรง ปากเบี้ยว ตามัว ให้ไปโรงพยาบาลตามหัวข้อสัญญาณอันตรายโดยไม่ต้องรอคะแนน

คลิกทำแบบประเมินอาการวัยทอง (ฟรี)

2. บรรเทาปวดหัวโดยไม่ใช้ยา: อะไรมีหลักฐาน

เริ่มจากจดบันทึกอาการ

คำแนะนำให้ “สังเกตก่อนซื้อวิตามิน” ตรงกับหลักการดูแลปวดหัว จดอย่างน้อย 1–2 เดือนว่า ปวดวันไหน ปวดกี่ชั่วโมง ปวดระดับไหน
นอนกี่ชั่วโมง กินหรือดื่มอะไรก่อนปวด ประจำเดือนมาไหม และใช้ยาแก้ปวดกี่วัน
ข้อมูลนี้ช่วยหาตัวกระตุ้นของตัวเอง และช่วยแพทย์แยกไมเกรนออกจากปวดหัวจากการใช้ยาบ่อย

เริ่มปวดหยุดพักในที่มืดและเงียบ ลดแสงหน้าจอ
10 นาทีแรกจิบน้ำ ถ้ายังไม่ได้กินข้าวให้กินของว่างเบาๆ
ประคบเย็นเจลเย็นห่อผ้าที่ต้นคอหรือหน้าผาก 15–20 นาที
ถ้ายังปวดใช้ยาแก้ปวดตั้งแต่เนิ่นๆ ตามขนาดบนฉลาก
หลังหายจดลงบันทึก รวมจำนวนวันที่ใช้ยาในเดือนนั้น

ดื่มน้ำ: ช่วยได้บ้าง แต่ไม่ใช่การรักษาหลัก

การทดลองแบบสุ่ม (Spigt 2012)
ในผู้ที่ปวดหัวบ่อยและดื่มน้ำน้อยกว่า 2.5 ลิตรต่อวัน 102 คน ให้กลุ่มหนึ่งดื่มเพิ่มวันละ 1.5 ลิตรนาน 3 เดือน
พบว่าคะแนนคุณภาพชีวิตดีขึ้น 4.5 คะแนน และ 47% รู้สึกว่าดีขึ้นชัด เทียบกับ 25% ในกลุ่มควบคุม แต่จำนวนวันที่ปวดหัวไม่ได้ลดลง

ดื่มน้ำเพิ่มช่วยให้รู้สึกดีขึ้น แต่ไม่ได้ลดจำนวนวันปวดหัว
ยังไม่มีงานวิจัยที่กำหนดปริมาณน้ำตายตัวสำหรับป้องกันปวดหัว และคำอธิบายว่า “ดื่มน้ำน้อยแล้วเลือดข้นจนปวดหัว” ไม่ได้มีหลักฐานรองรับในคนทั่วไป
ให้ดื่มจนปัสสาวะสีเหลืองอ่อนและไม่กระหายน้ำ ผู้ที่เป็นโรคหัวใจล้มเหลวหรือโรคไตที่แพทย์สั่งจำกัดน้ำ ให้ทำตามแพทย์

ประคบเย็นที่ต้นคอ

การทดลองแบบไขว้ในผู้ป่วยไมเกรน 55 คน (Sprouse-Blum 2013)
ใช้ผ้าพันคอที่มีเจลแช่แข็งวางบริเวณหลอดเลือดแดงที่คอตั้งแต่เริ่มปวด พบว่าความปวดลดลงราว 32% ที่ 30 นาที
ขณะที่กลุ่มควบคุมปวดเพิ่มขึ้น เป็นงานขนาดเล็ก แต่วิธีนี้ราคาถูกและผลข้างเคียงน้อย ห่อผ้าบางๆ ไม่วางน้ำแข็งบนผิวโดยตรง และไม่ประคบนานเกิน 20 นาทีต่อครั้ง

นอนตื่นเวลาเดิม

การนอนไม่พอและนอนมากเกินไปกระตุ้นไมเกรนได้ และไมเกรนเองก็ทำให้นอนแย่ลง (Vgontzas 2018)
ให้เข้านอนและตื่นเวลาเดิมทุกวันรวมวันหยุด ถ้าร้อนวูบวาบรบกวนการนอนมาก ดูวิธีจัดการที่
ช่วงก่อนหมดประจำเดือน: นอนไม่หลับ ประจำเดือนขาด

ออกกำลังกายและฝึกผ่อนคลาย

การทดลองแบบสุ่ม (Varkey 2011)
ในผู้ป่วยไมเกรน 91 คน เทียบการออกกำลังกาย 40 นาที 3 วันต่อสัปดาห์ การฝึกผ่อนคลาย และยาป้องกันไมเกรน นาน 3 เดือน
ทั้งสามกลุ่มลดจำนวนครั้งของไมเกรนได้ใกล้เคียงกัน ราว 1 ครั้งต่อเดือน การออกกำลังกายจึงเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ไม่อยากกินยาป้องกันทุกวัน
เริ่มจากเดินเร็วหรือปั่นจักรยานระดับปานกลาง วอร์มอัปให้พอ เพราะการออกแรงหนักทันทีอาจกระตุ้นอาการในบางคน

นวดไทยและฝังเข็ม

การทดลองในผู้ป่วยปวดหัวจากความตึงเครียดเรื้อรัง 60 คนในไทย (Damapong 2015)
พบว่านวดไทยแบบราชสำนัก 45 นาที สัปดาห์ละ 2 ครั้งนาน 4 สัปดาห์ ลดความปวดได้ดีกว่ากลุ่มที่ได้ยาป้องกันขนาดต่ำ
ส่วนไมเกรน การทบทวน Cochrane (Linde 2016)
จาก 22 งานวิจัย 4,985 คน พบว่าการฝังเข็มทำให้ความถี่ลดลงอย่างน้อยครึ่งหนึ่งใน 41% เทียบกับ 17% ในกลุ่มที่ไม่ได้ฝังเข็ม
แต่เมื่อเทียบกับการฝังเข็มหลอก ผลต่างเหลือน้อย (50% เทียบกับ 41%)

นวดคอบ่าให้เน้นคลายกล้ามเนื้อเบาถึงปานกลาง หลีกเลี่ยงการบิดหรือดัดคอแรงๆ และไม่ควรนวดขณะปวดหัวที่มีสัญญาณอันตราย
ผู้ที่กินยาต้านการแข็งตัวของเลือดควรแจ้งผู้นวดหรือผู้ฝังเข็มก่อน

3. แมกนีเซียมและวิตามินบี 2 ช่วยได้แค่ไหน

ระดับหลักฐานจากแนวทางเวชปฏิบัติ

แนวทางของสถาบันประสาทวิทยาและสมาคมปวดศีรษะอเมริกัน (Holland 2012)
จัดแมกนีเซียม วิตามินบี 2 (ไรโบฟลาวิน) และยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์บางตัว เป็น “น่าจะได้ผล” ในการป้องกันไมเกรน (หลักฐานระดับ B)
หมายความว่ามีงานวิจัยที่ดีสนับสนุน แต่จำนวนยังไม่มากพอจะจัดเป็นระดับสูงสุด

แมกนีเซียม

การวิเคราะห์รวม (Chiu 2016)
จาก 10 งานวิจัยแบบสุ่ม 789 คน พบว่าแมกนีเซียมชนิดกินลดทั้งความถี่และความรุนแรงของไมเกรน แต่บางงานมีวิธีสุ่มที่ไม่รัดกุม
งานวิจัยใช้หลายรูปแบบ เช่น ซิเตรต ออกไซด์ ไกลซิเนต ยังไม่มีหลักฐานว่ารูปแบบใดลดไมเกรนได้ดีกว่า ให้เลือกแบบที่ทนได้
ขนาดในงานวิจัยมักอยู่ราว 400–600 มิลลิกรัมต่อวัน (คิดเป็นธาตุแมกนีเซียม) ซึ่งสูงกว่าขีดสูงสุดจากอาหารเสริมสำหรับคนทั่วไปที่ 350 มิลลิกรัมต่อวัน
ตามสำนักงานอาหารเสริม NIH
จึงควรใช้ขนาดนี้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร

วิตามินบี 2 (ไรโบฟลาวิน)

การทดลองแบบสุ่ม (Schoenen 1998)
ให้ไรโบฟลาวิน 400 มิลลิกรัมต่อวันเทียบกับยาหลอกนาน 3 เดือนในผู้ป่วยไมเกรน 55 คน
พบผู้ที่วันปวดหัวลดลงอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง 59% เทียบกับ 15% ผลข้างเคียงพบน้อย เช่น ถ่ายเหลว ปัสสาวะบ่อย
ปัสสาวะจะมีสีเหลืองสดซึ่งไม่อันตราย (ข้อมูลเพิ่มเติม: NIH ODS: Riboflavin)
ขนาดนี้สูงกว่าวิตามินบีรวมทั่วไปหลายสิบเท่า วิตามินบีรวมเม็ดเดียวจึงอาจไม่ได้ผลแบบในงานวิจัย

แมกนีเซียมและวิตามินบี 2 ใช้ป้องกัน ไม่ใช่ยาแก้ปวดเฉียบพลัน
ต้องกินทุกวันต่อเนื่องราว 3 เดือนจึงประเมินผลได้ ถ้าไม่ดีขึ้นหลังจากนั้นควรหยุดและปรึกษาแพทย์
ทั้งสองตัวไม่ได้ทำให้ไมเกรนหายไป แต่ช่วยให้ปวดห่างขึ้นและเบาลงในบางคน

ข้อควรระวังก่อนกิน

  • โรคไต — ไตขับแมกนีเซียมได้น้อยลง เสี่ยงแมกนีเซียมสะสม ห้ามกินขนาดสูงเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์
  • ถ่ายเหลว — ผลข้างเคียงที่พบบ่อยที่สุดของแมกนีเซียม โดยเฉพาะชนิดซิเตรตและออกไซด์ เริ่มขนาดต่ำแล้วค่อยเพิ่ม
  • ยาที่ต้องกินห่างกัน — ยาปฏิชีวนะกลุ่มเตตราไซคลินและควิโนโลน และยารักษากระดูกพรุนกลุ่มบิสฟอสโฟเนต ควรกินห่างจากแมกนีเซียมอย่างน้อย 2 ชั่วโมง
  • อาหารเสริมสูตรรวม — ดูปริมาณแมกนีเซียมและวิตามินบี 2 ต่อเม็ดจริง ไม่ใช่ดูชื่อสูตร และอย่ากินหลายผลิตภัณฑ์ซ้อนกัน

ตาราง: อาหารเสริมและพฤติกรรมที่มีหลักฐาน

ขนาดที่ระบุคือขนาดในงานวิจัย ไม่ใช่ขนาดที่ทุกคนควรกิน บนมือถือจะแสดงเป็นการ์ด

ตารางที่ 2: อาหารเสริมและพฤติกรรมสำหรับป้องกันปวดหัวช่วงวัยทอง
ตัวช่วยกลไกที่เสนอขนาดหรือวิธีในงานวิจัยข้อควรระวังหลักฐาน
แมกนีเซียมช่วยให้เซลล์ประสาทตื่นตัวน้อยลงราว 400–600 มก./วัน ต่อเนื่อง 3 เดือนถ่ายเหลว ห้ามกินเองถ้าเป็นโรคไตระดับ B (Holland 2012, Chiu 2016)
วิตามินบี 2ช่วยการสร้างพลังงานของไมโทคอนเดรียในเซลล์ประสาท400 มก./วัน ต่อเนื่อง 3 เดือนปัสสาวะสีเหลืองสด ถ่ายเหลวได้บ้างระดับ B (Holland 2012, Schoenen 1998)
ประคบเย็นลดการส่งสัญญาณปวดและความร้อนบริเวณคอเจลเย็นที่ต้นคอตั้งแต่เริ่มปวด ราว 30 นาทีห่อผ้า ไม่วางน้ำแข็งบนผิวตรงการทดลองขนาดเล็ก (Sprouse-Blum 2013)
ดื่มน้ำเพิ่มลดตัวกระตุ้นจากการขาดน้ำเพิ่มวันละ 1.5 ลิตรในผู้ที่ดื่มน้อยผู้ที่ถูกจำกัดน้ำให้ทำตามแพทย์ดีขึ้นด้านคุณภาพชีวิต ไม่ลดวันปวด (Spigt 2012)
ออกกำลังกายลดความเครียด ช่วยการนอน ปรับระบบควบคุมความปวด40 นาที 3 วันต่อสัปดาห์วอร์มอัปให้พอ เริ่มระดับปานกลางการทดลองแบบสุ่ม (Varkey 2011)
นอนตื่นเวลาเดิมลดตัวกระตุ้นจากการนอนไม่สม่ำเสมอเวลาเข้านอนและตื่นเดียวกันทุกวันถ้านอนไม่หลับต่อเนื่อง ควรรักษาต้นเหตุการทบทวน (Vgontzas 2018)

4. ยาแก้ปวด ความดัน และฮอร์โมน: ใช้อย่างไรให้ปลอดภัย

ยาแก้ปวดไม่ใช่ศัตรู แต่ต้องนับวัน

เกณฑ์การจำแนกโรคปวดศีรษะสากลฉบับที่ 3 (ICHD-3)
ระบุว่าผู้ที่ปวดหัวเรื้อรังอยู่แล้ว ถ้าใช้ยาแก้ปวดทั่วไป เช่น พาราเซตามอล หรือยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) อย่างไอบูโพรเฟนหรือนาพรอกเซน
ตั้งแต่ 15 วันต่อเดือนขึ้นไป หรือใช้ยากลุ่มทริปแทน ยาแก้ปวดสูตรผสม ตั้งแต่ 10 วันต่อเดือนขึ้นไป ต่อเนื่องเกิน 3 เดือน
อาจเกิดปวดหัวจากการใช้ยามากเกินไป บทความทบทวน (Diener 2019)
ระบุว่าพบได้ 1–2% ของประชากรต่อปี พบในผู้หญิงมากกว่า และรักษาได้ด้วยการให้ความรู้ ลดหรือหยุดยาที่ใช้เกินภายใต้การดูแล และเริ่มยาป้องกัน

ยาแก้ปวดใช้ได้ แต่ให้นับวันที่ใช้
การกินยาแก้ปวดตามขนาดเมื่อปวดเป็นครั้งคราวไม่ได้ทำให้ “ตับไตเสีย” ในคนส่วนใหญ่ สิ่งที่ต้องระวังคือ
พาราเซตามอลไม่เกินขนาดสูงสุดบนฉลาก (ผู้ใหญ่ทั่วไปไม่เกิน 4 กรัมต่อวัน และน้อยกว่านี้ถ้ามีโรคตับหรือดื่มสุราประจำ)
ส่วน NSAIDs ควรกินหลังอาหาร และหลีกเลี่ยงถ้ามีแผลในกระเพาะ โรคไต หัวใจล้มเหลว หรือกินยาต้านการแข็งตัวของเลือด
ยากลุ่มทริปแทนต้องใช้ตามแพทย์สั่ง และไม่เหมาะกับผู้มีโรคหลอดเลือดหัวใจหรือความดันที่ยังคุมไม่ได้

เมื่อไรควรคุยเรื่องยาป้องกัน

ถ้าปวดหลายวันต่อเดือน ปวดจนทำงานไม่ได้ หรือต้องใช้ยาแก้ปวดใกล้เกณฑ์ข้างต้น ควรพบแพทย์เพื่อพิจารณายาป้องกันไมเกรน
ยาป้องกันมีหลายกลุ่ม แพทย์จะเลือกตามโรคร่วม เช่น ความดันสูง นอนไม่หลับ หรือร้อนวูบวาบ
อ่านเรื่องยาแก้ปวดกับไมเกรนที่สัมพันธ์กับรอบเดือนเพิ่มที่
ปวดหัวหนักพร้อมคลื่นไส้ก่อนประจำเดือน: ไมเกรนรอบเดือนและการใช้ยา

ความดันกับปวดหัว

แนวทางความดันโลหิตของอเมริกา (Whelton 2017)
ระบุว่าภาวะความดันสูงวิกฤตคือความดันมากกว่า 180/120 mmHg ร่วมกับมีอวัยวะถูกทำลายใหม่ เช่น สมอง หัวใจ ไต หรือตา
ความดันสูงเล็กน้อยถึงปานกลางส่วนใหญ่ไม่มีอาการ จึงไม่ควรสรุปว่าปวดหัวทุกครั้งมาจากความดัน หรือความดันปกติแปลว่าปวดหัวไม่อันตราย

ความดัน 140/90 คือเกณฑ์ความดันสูง ไม่ใช่เกณฑ์ฉุกเฉิน
ถ้าวัดได้ 140/90 ขึ้นไปโดยไม่มีอาการอื่น ให้นั่งพัก 5 นาทีแล้ววัดซ้ำ จดค่าหลายวัน แล้วนัดพบแพทย์
ส่วนที่ต้องไปห้องฉุกเฉินคือ 180/120 ขึ้นไปร่วมกับปวดหัวรุนแรง ตามัว เจ็บหน้าอก หายใจหอบ สับสน หรืออ่อนแรง
อ่านการแยกระดับความเร่งด่วนเพิ่มที่ ความดันสูงและหัวใจเต้นเร็ว: แบบไหนต้องรีบไปโรงพยาบาล

ปวดหัวแบบใหม่หลังอายุ 50

รายการสัญญาณอันตราย SNNOOP10 (Do 2019)
ถือว่าปวดหัวแบบใหม่ หรือรูปแบบการปวดที่เปลี่ยนไป เป็นสัญญาณที่ต้องหาสาเหตุอื่น
โรคหลอดเลือดแดงอักเสบชนิดเซลล์ยักษ์ (giant cell arteritis) พบเกือบทั้งหมดในผู้อายุ 50 ปีขึ้นไป
อาการคือปวดขมับ กดเจ็บหนังศีรษะ เคี้ยวแล้วปวดกราม และอาจทำให้ตาบอดถ้ารักษาช้า (Bosch 2024)
ผู้หญิงที่ไม่เคยปวดหัวแบบนี้มาก่อนแล้วเริ่มปวดหลังอายุ 50 จึงไม่ควรสรุปเองว่าเป็นอาการวัยทอง

ฮอร์โมนทดแทนกับไมเกรน

การทบทวน (Ripa 2015)
พบว่าในการศึกษาเชิงสังเกต การใช้ฮอร์โมนทดแทนสัมพันธ์กับไมเกรนที่แย่ลงในบางคน
ขณะที่ (MacGregor 2018)
แนะนำว่า ถ้าต้องใช้ฮอร์โมนเพื่อบรรเทาร้อนวูบวาบ ให้ใช้เอสโตรเจนแบบแปะหรือทาผิวหนังขนาดต่ำสุดที่คุมอาการได้ เพื่อให้ระดับฮอร์โมนคงที่
ไมเกรนที่มีออร่าไม่ได้เป็นข้อห้ามของเอสโตรเจนธรรมชาติขนาดทดแทน ต่างจากยาเม็ดคุมกำเนิด และควรใช้โปรเจสโตเจนแบบต่อเนื่องมากกว่าแบบเป็นรอบ
แถลงการณ์ (NAMS 2022)
ย้ำว่าการใช้ฮอร์โมนต้องพิจารณาประโยชน์และความเสี่ยงรายบุคคลกับแพทย์

5. เปรียบเทียบวิธีรับมือปวดหัวช่วงวัยทอง

ตารางนี้เทียบวิธีที่พบบ่อย ตั้งแต่ดูแลเองจนถึงการใช้ยาตามแพทย์ ใช้ชื่อกลุ่มยาและชื่อสามัญเท่านั้น บนมือถือจะแสดงเป็นการ์ด

ตารางที่ 3: วิธีบรรเทาและป้องกันปวดหัวช่วงวัยทอง
วิธีใช้ตอนไหนผลที่คาดได้ข้อควรระวัง
จดบันทึกอาการทุกวัน 1–2 เดือนแรกรู้ตัวกระตุ้นและจำนวนวันที่ใช้ยาไม่มี นำไปให้แพทย์ดูได้
ประคบเย็นตั้งแต่เริ่มปวดปวดลดลงราว 32% ใน 30 นาทีในงานขนาดเล็กห่อผ้า ไม่เกิน 20 นาทีต่อครั้ง
นอนเป็นเวลา ออกกำลังกายทุกวัน เป็นการป้องกันลดไมเกรนราว 1 ครั้งต่อเดือน ใกล้เคียงยาป้องกันในการทดลองหนึ่งวอร์มอัปให้พอ
นวดไทย ฝังเข็มเป็นคอร์ส สัปดาห์ละ 1–2 ครั้งลดปวดจากความตึงเครียด และลดความถี่ไมเกรนได้บ้างไม่บิดหรือดัดคอแรง แจ้งถ้ากินยาต้านการแข็งตัวของเลือด
แมกนีเซียมทุกวัน ประเมินผลที่ 3 เดือนลดความถี่และความรุนแรงได้บ้าง (ระดับ B)ถ่ายเหลว ห้ามกินเองถ้าเป็นโรคไต
วิตามินบี 2 (ไรโบฟลาวิน)ทุกวัน ประเมินผลที่ 3 เดือน59% วันปวดลดลงอย่างน้อยครึ่งหนึ่งในการทดลอง (ระดับ B)ปัสสาวะสีเหลืองสด ไม่อันตราย
ยาแก้ปวดทั่วไป (พาราเซตามอล, NSAIDs)เมื่อปวด กินตั้งแต่เนิ่นๆบรรเทาอาการแต่ละครั้งไม่เกิน 15 วันต่อเดือน NSAIDs ระวังกระเพาะ ไต และความดัน
ยากลุ่มทริปแทนไมเกรนที่ยาทั่วไปเอาไม่อยู่ ตามแพทย์สั่งหยุดอาการไมเกรนได้ดีกว่ายาแก้ปวดทั่วไปในหลายคนไม่เกิน 10 วันต่อเดือน ไม่ใช้ในผู้มีโรคหลอดเลือดหัวใจ
ยาป้องกันไมเกรนตามแพทย์ปวดหลายวันต่อเดือนหรือกระทบชีวิตลดความถี่ ลดการใช้ยาแก้ปวดแพทย์เลือกตามโรคร่วม ต้องกินต่อเนื่อง
ฮอร์โมนทดแทนมีร้อนวูบวาบรบกวนชีวิตร่วมด้วยอาจช่วยไมเกรนที่เกิดจากฮอร์โมนลด หรืออาจทำให้แย่ลงในบางคนแบบแปะหรือทาขนาดต่ำ ตัดสินใจรายบุคคลกับแพทย์

ที่มา: Holland 2012, Chiu 2016, Schoenen 1998, Sprouse-Blum 2013, Varkey 2011, Linde 2016, ICHD-3, MacGregor 2018 ผลของแต่ละคนต่างกัน

6. ความเชื่อที่แชร์กัน: ถูกแค่ไหน

  • “ไมเกรนเกิดจากหลอดเลือดในสมองขยายผิดปกติ” — เป็นแนวคิดเก่า ปัจจุบันถือว่าไมเกรนเริ่มจากสมองและเส้นประสาท หลอดเลือดเปลี่ยนตามมา
  • “ดื่มน้ำน้อยแล้วเลือดข้นจนปวดหัว” — การขาดน้ำกระตุ้นปวดหัวได้ แต่ดื่มน้ำเพิ่มในงานวิจัยไม่ได้ลดจำนวนวันปวด ดื่มให้พอ ไม่ต้องฝืนดื่มมาก
  • “ยาแก้ปวดกินแล้วตับไตเสียทุกคน ห้ามกินเลย” — ใช้ตามขนาดเป็นครั้งคราวปลอดภัยในคนส่วนใหญ่ สิ่งที่ต้องเลี่ยงคือใช้บ่อยเกิน 10–15 วันต่อเดือนและเกินขนาด
  • “กินแมกนีเซียมแล้วปวดหัวหายทันที” — แมกนีเซียมชนิดกินใช้ป้องกัน ต้องกินต่อเนื่องราว 3 เดือน ไม่ใช่ยาแก้ปวดเฉียบพลัน
  • “ความดันเกิน 140/90 ต้องไปห้องฉุกเฉินทันที” — เป็นเกณฑ์ความดันสูงที่ต้องนัดพบแพทย์ ส่วนฉุกเฉินคือ 180/120 ขึ้นไปร่วมกับอาการ
  • “ปวดหัวต้องซื้อวิตามินมากินก่อน” — ควรสังเกตและจดบันทึกก่อน เพราะบางคนปวดจากการนอน กาแฟ หรือยาแก้ปวดบ่อย ซึ่งแก้ได้โดยไม่ต้องซื้ออะไรเพิ่ม

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ทำไมช่วงวัยทองถึงปวดหัวบ่อยขึ้น และไมเกรนกำเริบ?

ช่วงก่อนหมดประจำเดือน ระดับเอสโตรเจนขึ้นลงไม่สม่ำเสมอ และการลดลงของเอสโตรเจนเป็นตัวกระตุ้นไมเกรนที่รู้จักกันดี การสำรวจผู้หญิงที่เป็นไมเกรน 3,664 คนพบว่าช่วงก่อนหมดประจำเดือนมีผู้ปวดหัวตั้งแต่ 10 วันต่อเดือนขึ้นไป 12.2% เทียบกับ 8.0% ในช่วงที่ประจำเดือนยังมาปกติ ร่วมกับการนอนไม่หลับจากร้อนวูบวาบและความเครียด ข่าวดีคือการศึกษาในประชากรทั่วไปพบว่าไมเกรนมักดีขึ้นหลังหมดประจำเดือนไปแล้ว

แมกนีเซียมและวิตามินบี 2 ช่วยป้องกันไมเกรนได้แค่ไหน ควรกินเท่าไร?

แนวทางของสถาบันประสาทวิทยาและสมาคมปวดศีรษะอเมริกันปี 2012 จัดทั้งสองตัวเป็น “น่าจะได้ผล” ในการป้องกันไมเกรน (หลักฐานระดับ B) การทดลองวิตามินบี 2 ขนาด 400 มิลลิกรัมต่อวันนาน 3 เดือนพบว่าจำนวนวันปวดหัวลดลงอย่างน้อยครึ่งหนึ่งใน 59% เทียบกับ 15% ในกลุ่มยาหลอก ส่วนแมกนีเซียมในงานวิจัยมักใช้ราว 400–600 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งสูงกว่าขีดสูงสุดจากอาหารเสริมสำหรับคนทั่วไป จึงควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร ผู้ที่เป็นโรคไตไม่ควรกินเอง ทั้งสองตัวใช้ป้องกัน ไม่ใช่ยาแก้ปวดเฉียบพลัน และต้องกินต่อเนื่องราว 3 เดือนจึงประเมินผล

บรรเทาปวดหัวช่วงวัยทองโดยไม่ใช้ยาทำอย่างไรได้บ้าง?

วิธีที่มีงานวิจัยรองรับ ได้แก่ ประคบเย็นที่ต้นคอเมื่อเริ่มปวด ซึ่งการทดลองพบว่าความปวดลดลงราว 32% ใน 30 นาที นอนและตื่นเวลาเดิม ออกกำลังกายแอโรบิก 40 นาที 3 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งลดความถี่ไมเกรนได้ใกล้เคียงยาป้องกันในการทดลองหนึ่ง นวดไทยแบบราชสำนักสำหรับปวดหัวจากความตึงเครียด และการฝังเข็มสำหรับไมเกรน นอกจากนี้ควรจดบันทึกว่าปวดวันไหน หลังกินอะไร นอนกี่ชั่วโมง และใช้ยากี่วัน เพื่อหาตัวกระตุ้นของตัวเอง

กินยาแก้ปวดบ่อยแค่ไหนถึงเสี่ยงปวดหัวจากการใช้ยามากเกินไป?

ตามเกณฑ์การจำแนกโรคปวดศีรษะสากลฉบับที่ 3 ถ้าใช้ยาแก้ปวดทั่วไป เช่น พาราเซตามอลหรือยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ตั้งแต่ 15 วันต่อเดือนขึ้นไป หรือใช้ยากลุ่มทริปแทนหรือยาแก้ปวดสูตรผสมตั้งแต่ 10 วันต่อเดือนขึ้นไป ต่อเนื่องเกิน 3 เดือน อาจทำให้ปวดหัวบ่อยขึ้นจากตัวยาเอง ยาแก้ปวดใช้ได้ แต่ให้นับวันที่ใช้ และถ้าต้องใช้บ่อยใกล้เกณฑ์นี้ ควรพบแพทย์เพื่อพิจารณายาป้องกัน ไม่ควรหยุดหรือเพิ่มยาเองโดยไม่มีแผน

ดื่มน้ำเยอะๆ ช่วยลดปวดหัวได้จริงไหม?

ได้บ้าง การทดลองแบบสุ่มให้ผู้ที่ปวดหัวบ่อยและดื่มน้ำน้อยกว่า 2.5 ลิตรต่อวันดื่มเพิ่มวันละ 1.5 ลิตรนาน 3 เดือน พบว่าคุณภาพชีวิตดีขึ้น และ 47% รู้สึกว่าดีขึ้นชัด เทียบกับ 25% ในกลุ่มควบคุม แต่จำนวนวันที่ปวดหัวไม่ได้ลดลง ดื่มน้ำเพิ่มช่วยให้รู้สึกดีขึ้น แต่ไม่ได้ลดจำนวนวันปวดหัว จึงเป็นตัวเสริม ไม่ใช่การรักษาหลัก ผู้ที่เป็นโรคหัวใจล้มเหลวหรือโรคไตที่แพทย์สั่งจำกัดน้ำ ให้ทำตามแพทย์

ความดัน 140/90 ร่วมกับปวดหัว ต้องไปโรงพยาบาลทันทีไหม?

ไม่จำเป็นต้องไปห้องฉุกเฉินถ้าไม่มีอาการอื่น ความดัน 140/90 คือเกณฑ์ความดันสูง ไม่ใช่เกณฑ์ฉุกเฉิน ควรวัดซ้ำหลังนั่งพัก 5 นาที จดค่าหลายวัน แล้วนัดพบแพทย์ ส่วนที่ต้องไปโรงพยาบาลทันทีคือความดันตั้งแต่ 180/120 ขึ้นไปร่วมกับปวดหัวรุนแรง ตามัว เจ็บหน้าอก หายใจหอบ สับสน หรือแขนขาอ่อนแรง ความดันสูงเล็กน้อยถึงปานกลางมักไม่ทำให้ปวดหัว จึงไม่ควรสรุปว่าปวดหัวทุกครั้งมาจากความดัน

ฮอร์โมนทดแทนช่วยหรือทำให้ไมเกรนแย่ลง?

ได้ทั้งสองทาง การศึกษาเชิงสังเกตในประชากรพบว่าการใช้ฮอร์โมนทดแทนสัมพันธ์กับไมเกรนที่แย่ลงในบางคน แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านไมเกรนและวัยหมดประจำเดือนแนะนำว่า ถ้าจำเป็นต้องใช้ฮอร์โมนเพื่อบรรเทาร้อนวูบวาบ เอสโตรเจนแบบแปะหรือทาผิวหนังขนาดต่ำสุดที่คุมอาการได้ ช่วยให้ระดับฮอร์โมนคงที่และอาจลดไมเกรนที่เกิดจากฮอร์โมนลด และไมเกรนที่มีออร่าไม่ได้เป็นข้อห้ามของเอสโตรเจนธรรมชาติขนาดทดแทน ต่างจากยาเม็ดคุมกำเนิด การตัดสินใจต้องทำรายบุคคลกับแพทย์

ปวดหัวแบบไหนที่ต้องไปโรงพยาบาลทันที?

ไปโรงพยาบาลหรือโทร 1669 ทันทีถ้าปวดหัวรุนแรงเฉียบพลันถึงขีดสุดภายในไม่ถึง 1 นาที ปวดร่วมกับแขนขาอ่อนแรง ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด ตามัวหรือเห็นภาพซ้อน มีไข้ร่วมกับคอแข็ง ชัก หรือสับสน ส่วนปวดหัวแบบใหม่ที่เพิ่งเริ่มหลังอายุ 50 โดยเฉพาะเมื่อกดเจ็บหนังศีรษะ เคี้ยวแล้วปวดกราม หรือตามัว ควรพบแพทย์ภายในวันเดียวกัน เพราะอาจเป็นหลอดเลือดแดงอักเสบที่ทำให้ตาบอดได้ และถ้ารูปแบบการปวดเปลี่ยนไปจากเดิม ปวดมากขึ้นเรื่อยๆ ปวดจนตื่นกลางดึกพร้อมอาเจียน ควรรีบนัดตรวจ

กลไกทางวิทยาศาสตร์โดยสรุป

สรุปโดย :
ไมเกรนเริ่มจากสมองที่ไวต่อสิ่งกระตุ้นมากกว่าปกติ เมื่อถูกกระตุ้น ระบบเส้นประสาทไตรเจมินัลที่เลี้ยงเยื่อหุ้มสมองจะปล่อยสาร CGRP
ทำให้เกิดการอักเสบรอบปลายประสาทและส่งสัญญาณปวดไปยังก้านสมองและสมองส่วนรับรู้ ระบบนี้ไวขึ้นเรื่อยๆ ถ้าถูกกระตุ้นบ่อย
เอสโตรเจนช่วยปรับระดับเซโรโทนินและความไวของระบบไตรเจมินัล เมื่อเอสโตรเจนลดลงเร็ว เกณฑ์การเกิดไมเกรนจึงต่ำลง
ช่วงก่อนหมดประจำเดือนที่ฮอร์โมนขึ้นลงไม่แน่ชัด สมองต้องเจอการลดลงของเอสโตรเจนบ่อยกว่าเดิม จึงกำเริบได้บ่อย
และเมื่อหมดประจำเดือนไปแล้ว ระดับฮอร์โมนต่ำแต่คงที่ ตัวกระตุ้นนี้จึงลดลง
แมกนีเซียมช่วยกั้นตัวรับ NMDA และลดการตื่นตัวของเซลล์ประสาท ส่วนวิตามินบี 2 ช่วยการสร้างพลังงานในไมโทคอนเดรียซึ่งพบว่าทำงานลดลงในสมองผู้ป่วยไมเกรน
การใช้ยาแก้ปวดบ่อยเกินไปทำให้ระบบควบคุมความปวดในสมองปรับตัวจนไวขึ้น จึงปวดถี่ขึ้นแม้กินยามากขึ้น

แหล่งอ้างอิงวิชาการ (E-E-A-T)

  1. Martin VT, et al. Perimenopause and Menopause Are Associated With High Frequency Headache in Women With Migraine: Results of the American Migraine Prevalence and Prevention Study. Headache 2016.
  2. Ripa P, et al. Migraine in menopausal women: a systematic review. Int J Womens Health 2015.
  3. MacGregor EA. Migraine, menopause and hormone replacement therapy. Post Reprod Health 2018.
  4. Somerville BW. The role of estradiol withdrawal in the etiology of menstrual migraine. Neurology 1972.
  5. Goadsby PJ, et al. Pathophysiology of Migraine: A Disorder of Sensory Processing. Physiol Rev 2017.
  6. Holland S, et al. Evidence-based guideline update: NSAIDs and other complementary treatments for episodic migraine prevention in adults. Neurology 2012.
  7. Chiu HY, et al. Effects of Intravenous and Oral Magnesium on Reducing Migraine: A Meta-analysis of Randomized Controlled Trials. Pain Physician 2016.
  8. Schoenen J, et al. Effectiveness of high-dose riboflavin in migraine prophylaxis. A randomized controlled trial. Neurology 1998.
  9. Headache Classification Committee of the International Headache Society. The International Classification of Headache Disorders, 3rd edition. Cephalalgia 2018.
  10. Diener HC, et al. Pathophysiology, prevention, and treatment of medication overuse headache. Lancet Neurol 2019.
  11. Do TP, et al. Red and orange flags for secondary headaches in clinical practice: SNNOOP10 list. Neurology 2019.
  12. Bosch P, et al. Cranial involvement in giant cell arteritis. Lancet Rheumatol 2024.
  13. Whelton PK, et al. 2017 ACC/AHA Guideline for the Prevention, Detection, Evaluation, and Management of High Blood Pressure in Adults. Hypertension 2018.
  14. Spigt M, et al. A randomized trial on the effects of regular water intake in patients with recurrent headaches. Fam Pract 2012.
  15. Sprouse-Blum AS, et al. Randomized controlled trial: targeted neck cooling in the treatment of the migraine patient. Hawaii J Med Public Health 2013.
  16. Damapong P, et al. A Randomized Controlled Trial on the Effectiveness of Court-Type Traditional Thai Massage versus Amitriptyline in Patients with Chronic Tension-Type Headache. Evid Based Complement Alternat Med 2015.
  17. Linde K, et al. Acupuncture for the prevention of episodic migraine. Cochrane Database Syst Rev 2016.
  18. Varkey E, et al. Exercise as migraine prophylaxis: a randomized study using relaxation and topiramate as controls. Cephalalgia 2011.
  19. Vgontzas A, Pavlović JM. Sleep Disorders and Migraine: Review of Literature and Potential Pathophysiology Mechanisms. Headache 2018.
  20. The 2022 hormone therapy position statement of The North American Menopause Society. Menopause 2022.

เรียบเรียงและตรวจทานโดย · ใช้ชื่อกลุ่มยาและชื่อสามัญเท่านั้น ไม่ระบุชื่อการค้า

ข้อจำกัดความรับผิดชอบทางการแพทย์

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไปจากงานวิจัยและแนวทางเวชปฏิบัติ ไม่ใช่การวินิจฉัย ไม่ใช่ใบสั่งยา และไม่ได้แทนการตรวจโดยแพทย์ ขนาดอาหารเสริมที่ระบุเป็นขนาดในงานวิจัย ผู้ที่เป็นโรคไต โรคตับ โรคหัวใจ ตั้งครรภ์ หรือใช้ยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเริ่มอาหารเสริมหรือยาแก้ปวด ห้ามหยุดหรือปรับยาความดัน ยาป้องกันไมเกรน หรือฮอร์โมนเอง แบบประเมินใช้จัดลำดับความเร่งด่วนเท่านั้น หากมีสัญญาณอันตรายข้างต้นให้ไปโรงพยาบาลหรือโทร 1669 ในภาวะฉุกเฉิน