เวชศาสตร์สตรี · วัยทอง · การอ่านหลักฐานทางคลินิก

สูตร Dong Quai ในโฆษณา Estella คืองานวิจัยกระปุกนี้ไหม?

คำตอบตรง (BLUF):
ไม่ใช่ Hirata 1997 (PMID 9418683) ทดสอบรากโกฐเชียงเดี่ยวประมาณ 4.5 กรัมต่อวัน 24 สัปดาห์ ในผู้หญิง 71 คน
ไม่ดีกว่ายาหลอกต่อร้อนวูบวาบ และไม่ใช่ RCT ของสูตรผสมกระปุกนี้

อาการเตือนที่ต้องหยุดหาข้อมูลจากโฆษณาแล้วไปพบแพทย์

ถ้ามีข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ ให้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุก่อน
เพราะอาการเหล่านี้ต้องการการวินิจฉัย ไม่ใช่การเปรียบเทียบสูตรอาหารเสริม

  • เลือดออกทางช่องคลอดหลังหมดประจำเดือน แม้เพียงกระปริดกระปรอย ต้องตรวจหาสาเหตุที่เยื่อบุโพรงมดลูกทุกราย
  • คลำได้ก้อนที่เต้านมหรือรักแร้ ผิวเต้านมบุ๋ม หรือมีน้ำหรือเลือดออกจากหัวนมข้างเดียว
  • เลือดออกผิดปกติหรือจ้ำเลือดขึ้นง่าย โดยเฉพาะในผู้ที่ใช้ warfarin หรือยาต้านเกล็ดเลือด
  • ขาบวมข้างเดียว ปวดน่องกดเจ็บ หรือหายใจเหนื่อยฉับพลันและเจ็บอกเวลาหายใจเข้า
  • อาการทางระบบประสาทเฉียบพลัน เช่น ปากเบี้ยว แขนขาอ่อนแรงข้างเดียว พูดไม่ชัด หรือตามัวฉับพลัน
  • ตาเหลือง ตัวเหลือง หรือปวดท้องด้านขวาบนรุนแรง หลังเริ่มผลิตภัณฑ์ใหม่
  • ผื่นลมพิษทั่วตัว บวมที่หน้าหรือลิ้น หรือหายใจไม่ออก ซึ่งเป็นภาพของปฏิกิริยาแพ้รุนแรง ให้ไปห้องฉุกเฉินทันที

Hirata 1997 ทดสอบรากโกฐเชียงเดี่ยว และผลคือไม่ต่างจากยาหลอก

ตอบตรง: การทดลองที่ถูกยกมาอ้างบ่อยที่สุดในบริบท dong quai กับวัยทอง
คือการศึกษาแบบสุ่ม ปิดสองทาง มีกลุ่มยาหลอกของ Hirata และคณะ ปี 1997

อ่านรายละเอียดได้ที่
PubMed PMID 9418683

สิ่งที่การทดลองนั้นทำจริงมีสี่จุดที่ต้องจำ
หนึ่ง ผู้เข้าร่วมเป็นผู้หญิงหลังหมดประจำเดือน 71 คน
สอง สิ่งที่ให้คือรากโกฐเชียงหรือ Angelica sinensis เพียงชนิดเดียว ในขนาดประมาณ 4.5 กรัมต่อวัน
สาม ระยะเวลาติดตาม 24 สัปดาห์ ซึ่งยาวพอที่จะเห็นแนวโน้ม
และสี่ มีกลุ่มยาหลอกเปรียบเทียบ ซึ่งจำเป็นมากในอาการวัยทองที่ตอบสนองต่อยาหลอกได้สูง

ผลลัพธ์ตอบสองคำถามพร้อมกัน คำถามแรกคือช่วยอาการหรือไม่
คำตอบคือกลุ่มที่ได้รับสมุนไพรไม่ได้ดีกว่ากลุ่มยาหลอกในการลดอาการร้อนวูบวาบ
คำถามที่สองคือมีฤทธิ์คล้ายเอสโตรเจนหรือไม่
คำตอบคือไม่พบการเปลี่ยนแปลงแบบที่คาดจากฤทธิ์เอสโตรเจน
ทั้งความหนาของเยื่อบุโพรงมดลูกและระดับการเจริญของเซลล์เยื่อบุช่องคลอด

สรุปแบบใช้งานได้

  • ประชากร: ผู้หญิงหลังหมดประจำเดือน 71 คน
  • สิ่งที่ทดสอบ: รากโกฐเชียงเดี่ยว ประมาณ 4.5 กรัมต่อวัน
  • ระยะเวลา: 24 สัปดาห์ เทียบกับยาหลอก
  • ผลต่ออาการ: ไม่ดีกว่ายาหลอกในการลดร้อนวูบวาบ
  • ผลด้านกลไก: ไม่พบการเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุโพรงมดลูกหรือเซลล์เยื่อบุช่องคลอดแบบที่คาดจากฤทธิ์เอสโตรเจน

การทดลองสารเดี่ยวไม่ใช่หลักฐานของสูตรผสมหลายสารสกัดในกระปุก

ตอบตรง: ในทางระเบียบวิธี สูตรผสมคือผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ต้องทดสอบเอง
จึงไม่สามารถยืมผลของ Hirata 1997 มาสนับสนุนกระปุกที่มีส่วนประกอบหลายชนิดได้

เหตุผลอยู่ที่ตัวแปรทุกตัวที่เปลี่ยนไป

เมื่อเปลี่ยนจากรากเดี่ยวเป็นสูตรผสม สิ่งที่เปลี่ยนได้แก่ ชนิดของส่วนประกอบ สัดส่วนของแต่ละตัว
ขนาดต่อหน่วยบริโภค วิธีสกัดและความเข้มข้นของสารสำคัญ รูปแบบผลิตภัณฑ์ที่มีผลต่อการดูดซึม
และปฏิกิริยาระหว่างส่วนประกอบเองที่อาจเสริมหรือหักล้างกัน
เมื่อทุกอย่างเปลี่ยน ผลลัพธ์ก็เปลี่ยนได้ทั้งสองทาง ทั้งดีขึ้นและแย่ลง
ซึ่งเป็นเหตุผลที่การอ้างข้ามผลิตภัณฑ์ไม่ถูกยอมรับ

NCCIH
สรุปว่ามีงานวิจัยน้อยมากเรื่อง dong quai กับอาการวัยทอง
เมื่อฐานหลักฐานของสารเดี่ยวยังบางอยู่แล้ว การขยายไปสรุปแทนสูตรผสมจึงยิ่งไม่มีอะไรรองรับ
คำถามที่ควรถามผู้ขายจึงเป็นคำถามเดียวสั้น ๆ คือมีงานวิจัยของสูตรนี้เองหรือไม่ และตีพิมพ์ที่ไหน

โฆษณาอ้าง: มีงานวิจัยรองรับ Dong Quai
ตรวจ: งานวิจัยนั้นทดสอบสารเดี่ยว หรือทดสอบสูตรสำเร็จของกระปุกนี้
Hirata 1997 ทดสอบรากโกฐเชียงเดี่ยว 4.5 กรัมต่อวัน 24 สัปดาห์
สรุป: เป็นหลักฐานของสารเดี่ยว ไม่ใช่หลักฐานของสูตรผสมในกระปุก

ขั้นตอนตรวจว่างานวิจัยที่ถูกอ้างตรงกับผลิตภัณฑ์ที่ขายอยู่หรือไม่

“ปราศจาก estrogenic activity” ไม่ใช่ทั้งคำตอบเรื่องผลลัพธ์และเรื่องมะเร็ง

ตอบตรง: ข้อความนี้เป็นข้อมูลเชิงกลไก ซึ่งตอบได้เพียงว่าสารนั้นไม่ได้ทำงานผ่านตัวรับเอสโตรเจนในสิ่งที่วัด
แต่ไม่ใช่คำตอบว่ารักษาอาการได้ และไม่ใช่คำตอบว่าปลอดความเสี่ยงมะเร็ง

สามคำถามนี้ต้องการข้อมูลสามชุดที่ต่างกัน

ทำไมจึงไม่ใช่คำตอบเรื่องประสิทธิผล

อาการ vasomotor ลดลงเมื่อช่วงอุณหภูมิที่ร่างกายยอมรับได้ใน hypothalamus กว้างขึ้น
ซึ่งเป็นสิ่งที่เอสโตรเจนทำได้ ถ้าสูตรประกาศว่าไม่มีฤทธิ์คล้ายเอสโตรเจน
ก็เท่ากับประกาศว่าไม่ได้ทำงานผ่านเส้นทางนั้น จึงต้องอธิบายกลไกอื่นและต้องมีข้อมูลทางคลินิกมาสนับสนุนแทน
การใช้ข้อความเดียวเป็นทั้งเหตุผลว่าปลอดภัยและเหตุผลว่าได้ผล เป็นการอ้างที่ขัดกันเอง

ทำไมจึงไม่ใช่คำตอบเรื่องความเสี่ยงมะเร็ง

คำถามเรื่องมะเร็งต้องตอบด้วยการติดตามกลุ่มผู้ป่วยหลายปี
แล้วเทียบอัตราการเกิดโรคใหม่หรือการกลับเป็นซ้ำระหว่างกลุ่มที่ได้รับและไม่ได้รับสิ่งที่ศึกษา
การไม่พบฤทธิ์คล้ายเอสโตรเจนในการวัดบางอย่างเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของสมมติฐานความปลอดภัย
ไม่ใช่ข้อสรุป และผู้ที่มีประวัติมะเร็งที่ไวต่อฮอร์โมนยังต้องให้แพทย์ผู้รักษาพิจารณาส่วนประกอบทั้งหมดก่อนอยู่ดี

ทำไมสิทธิบัตรและรางวัลจึงไม่นับเป็นหลักฐานทางคลินิก

สิทธิบัตรรับรองความใหม่และขั้นการประดิษฐ์ของกรรมวิธีหรือองค์ประกอบตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา
ไม่ได้รับรองผลลัพธ์ในคน ส่วนรางวัลจากงานแสดงสินค้าเป็นการยอมรับในเวทีการค้า
ไม่ใช่การประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญด้านคลินิก
ทั้งสองอย่างจึงอยู่คนละหมวดกับการทดลองแบบสุ่มมีกลุ่มควบคุมที่ตีพิมพ์และตรวจสอบได้

ข้อควรระวังที่ต้องรู้ก่อน: dong quai อาจมีปฏิกิริยากับ warfarin

ตอบตรง: NCCIH ระบุไว้ชัดว่า dong quai อาจมีปฏิกิริยากับ warfarin
ซึ่งเป็นยาต้านการแข็งตัวของเลือดที่ต้องคุมค่า INR ให้อยู่ในช่วงแคบ

ผลที่ตามมาคือค่า INR แกว่งจนเลือดออกง่ายหรือกลับไปเสี่ยงเกิดลิ่มเลือด
และผู้ใช้มักไม่รู้ตัวจนกระทั่งมีอาการ

  • ผู้ที่ใช้ warfarin หรือยาต้านการแข็งตัวของเลือดอื่น: ปรึกษาแพทย์และเภสัชกรก่อนเริ่มทุกครั้ง
    และถ้าได้รับอนุญาตให้ใช้ร่วม ต้องนัดตรวจ INR ถี่ขึ้นในช่วงแรก
  • ผู้ที่ใช้ยาต้านเกล็ดเลือด: แจ้งชื่อผลิตภัณฑ์และส่วนประกอบทั้งหมด เพราะความเสี่ยงเลือดออกอาจเพิ่มขึ้น
  • ผู้ที่จะเข้ารับการผ่าตัด ทำหัตถการ หรือถอนฟัน: แจ้งทีมผู้ดูแลล่วงหน้า เพราะอาจต้องหยุดก่อนตามคำแนะนำ
  • ผู้ที่มีประวัติมะเร็งที่ไวต่อฮอร์โมน: ให้แพทย์ผู้รักษาดูรายการส่วนประกอบทั้งหมดก่อนเริ่ม
  • ผู้ที่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร: ไม่ควรใช้สมุนไพรกลุ่มนี้เองโดยไม่ปรึกษาแพทย์
อาการที่ต้องแจ้งแพทย์ทันทีเมื่อใช้ร่วมกับยาต้านการแข็งตัวของเลือด ได้แก่ จ้ำเลือดขึ้นง่ายผิดปกติ
เลือดกำเดาไหลไม่หยุด เหงือกเลือดออกมาก อุจจาระสีดำเหมือนยางมะตอย ปัสสาวะเป็นเลือด
หรือปวดศีรษะรุนแรงฉับพลัน

อยากรู้ว่าอาการของคุณควรเริ่มประเมินจากจุดไหน?

วิเคราะห์ระดับความรุนแรงและรับคำแนะนำเฉพาะบุคคลจาก Advisory team ของเรา

คลิกทำแบบประเมินอาการวัยทอง (ฟรี)

หมวดเวชศาสตร์สตรี:
วัยทองและสุขภาพผู้หญิง

ตารางตรวจข้ออ้าง: สิ่งที่โฆษณายกมา เทียบกับสิ่งที่ถูกทดสอบจริง

ตอบตรง: ข้ออ้างส่วนใหญ่ในโฆษณาเป็นข้อมูลเชิงสูตร เชิงทรัพย์สินทางปัญญา หรือเชิงกลไก
ไม่ใช่ผลการทดลองของสูตรสำเร็จที่ขายอยู่

ตารางนี้ใช้ชื่อกลุ่มยาและชื่อสามัญเท่านั้น เพื่อให้เทียบระดับหลักฐานได้ตรง

สิ่งที่ถูกยกมาอ้างสิ่งที่ถูกทดสอบจริงผลที่รายงานใช้อ้างกับกระปุกที่ขายได้ไหม
Dong quai (Angelica sinensis) — Hirata 1997 (PMID 9418683)รากโกฐเชียงเดี่ยว ประมาณ 4.5 กรัมต่อวัน 24 สัปดาห์ ในผู้หญิงหลังหมดประจำเดือน 71 คน เทียบยาหลอกไม่ดีกว่ายาหลอกต่ออาการร้อนวูบวาบ และไม่พบการเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุโพรงมดลูกหรือเซลล์เยื่อบุช่องคลอดแบบที่คาดจากฤทธิ์เอสโตรเจนไม่ได้ เพราะเป็นหลักฐานของสารเดี่ยว ไม่ใช่ของสูตรผสม
สูตรผสมหลายสารสกัดของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ขายอยู่ยังไม่พบการทดลองแบบสุ่มมีกลุ่มควบคุมของสูตรสำเร็จเดียวกันที่ตีพิมพ์และตรวจสอบได้ไม่มีข้อมูลผลลัพธ์ที่เทียบกับยาหลอกให้ประเมินไม่ได้ เพราะยังไม่มีผลการทดลองของสูตรนั้นให้อ้าง
สิทธิบัตรจากต่างประเทศความใหม่และขั้นการประดิษฐ์ของกรรมวิธีหรือองค์ประกอบตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาการรับรองสิทธิ ไม่ใช่ผลลัพธ์ทางคลินิกในคนอ้างได้เฉพาะเรื่องสิทธิบัตร ไม่ใช่เรื่องประสิทธิผล
รางวัลจากงานแสดงสินค้า และจำนวนสารสกัดจากหลายประเทศข้อมูลเชิงการค้าและเชิงแหล่งวัตถุดิบไม่ใช่การประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญด้านคลินิก และไม่มีตัวชี้วัดผลลัพธ์ไม่ได้ในเชิงประสิทธิผลหรือความปลอดภัย
ข้อความปราศจากฤทธิ์คล้ายเอสโตรเจนการวัดเชิงกลไกว่าสารจับหรือไม่จับกับตัวรับเอสโตรเจนในสิ่งที่วัดเป็นข้อมูลกลไก ไม่ใช่ข้อมูลผลลัพธ์ต่ออาการ และไม่ใช่ข้อมูลติดตามระยะยาวอ้างได้เฉพาะเรื่องกลไก แต่ยิ่งขัดกับข้ออ้างว่าลดอาการได้
ข้อความไม่เสี่ยงมะเร็งต้องใช้การติดตามกลุ่มผู้ป่วยหลายปีเพื่อเทียบอัตราการเกิดโรคใหม่หรือการกลับเป็นซ้ำไม่มีข้อมูลลักษณะนี้ปรากฏในเอกสารโฆษณาไม่ได้ และไม่ใช่การอนุญาตทางมะเร็งวิทยา
MHT (estradiol หรือ conjugated estrogens ร่วมกับ progestogen เมื่อยังมีมดลูก)มีการทดลองและการทบทวนอย่างเป็นระบบจำนวนมาก สรุปไว้ใน position statement ของ NAMS ปี 2022ได้ผลที่สุดต่ออาการ vasomotor และ genitourinary syndrome of menopause โดยสมดุลประโยชน์ต่อความเสี่ยงเป็นบวกในกลุ่มอายุน้อยกว่า 60 ปี หรือภายใน 10 ปีหลังหมดประจำเดือนและไม่มีข้อห้ามไม่ได้ เป็นหลักฐานของยา ไม่ใช่ของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
ทางเลือกที่ไม่ใช่ฮอร์โมน (SSRIs และ SNRIs อย่าง paroxetine และ venlafaxine, gabapentin, NK3 receptor antagonist อย่าง fezolinetant)มีการทดลองทางคลินิกในผู้ที่มีอาการ vasomotor และไม่ใช้ฮอร์โมนลดความถี่หรือความรุนแรงของอาการได้ในระดับปานกลาง พร้อมข้อมูลผลข้างเคียงที่ติดตามเป็นระบบไม่ได้ ต้องสั่งจ่ายและติดตามโดยแพทย์

กลไกทางวิทยาศาสตร์: ทำไมผลของสารเดี่ยวจึงยืมมาใช้กับสูตรผสมไม่ได้

โดย

(Asst. Prof. Dr. Norawit Raatpiboon):
อาการ vasomotor เกิดจากช่วงอุณหภูมิที่ร่างกายยอมรับได้ใน hypothalamus แคบลงเมื่อ estradiol ต่ำและผันผวน
การรักษาที่ได้ผลจึงต้องเข้าไปแทรกที่วงจรควบคุมอุณหภูมินี้ ไม่ว่าจะผ่านการเติมเอสโตรเจน
หรือผ่านการปรับสัญญาณของนิวรอนกลุ่ม KNDy ซึ่งเป็นเป้าหมายของยากลุ่ม NK3 receptor antagonist
อย่าง fezolinetant การทดลองของ Hirata ปี 1997 ตอบไว้แล้วว่ารากโกฐเชียงเดี่ยวไม่ได้แสดงฤทธิ์คล้ายเอสโตรเจน
ทั้งที่เยื่อบุโพรงมดลูกและเซลล์เยื่อบุช่องคลอด จึงสอดคล้องกับการที่ไม่พบผลเหนือยาหลอก

เมื่อเปลี่ยนไปเป็นสูตรผสม เภสัชวิทยาของผลิตภัณฑ์เปลี่ยนทั้งชุด
สารสกัดแต่ละตัวมีสารสำคัญคนละกลุ่ม มีความเข้มข้นต่างกันตามวิธีสกัด
และอาจแข่งกันที่เอนไซม์ตับกลุ่มไซโตโครม P450 ที่ใช้เปลี่ยนรูปยาหลายชนิด
ผลรวมจึงไม่ใช่ผลบวกเชิงเส้นของแต่ละตัว และไม่สามารถทำนายได้จากการศึกษาสารเดี่ยว
นี่คือเหตุผลเชิงกลไกว่าทำไมสูตรผสมต้องมีการทดลองของตัวเอง

ข้อสรุปเชิงปฏิบัติสำหรับผู้อ่านมีสองข้อ
ข้อแรก การเห็นชื่องานวิจัยในโฆษณาไม่ได้แปลว่าผลิตภัณฑ์นั้นถูกทดสอบ
ให้ตรวจว่างานวิจัยนั้นทดสอบอะไร ในใครและนานเท่าไร
ข้อที่สอง ถ้าอาการรบกวนชีวิต ทางที่เร็วกว่าคือพาข้อมูลอาการไปคุยกับสูตินรีแพทย์
เพื่อประเมินว่าอยู่ในกรอบที่ MHT หรือทางเลือกที่ไม่ใช่ฮอร์โมนจะช่วยได้หรือไม่

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

งานวิจัย dong quai ที่โฆษณายกมาอ้าง คือการทดลองของกระปุกนี้หรือไม่?

ไม่ใช่ งานวิจัยที่ถูกอ้างถึงบ่อยที่สุดคือการทดลองของ Hirata และคณะ ปี 1997 (PMID 9418683)
ซึ่งทดสอบรากโกฐเชียงหรือ Angelica sinensis เพียงชนิดเดียวเทียบกับยาหลอก
การทดลองนั้นไม่ได้ทดสอบสูตรผสมหลายสารสกัดของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดในตลาด
จึงไม่สามารถนำผลมาอ้างกับสูตรสำเร็จของกระปุกที่ขายอยู่ได้
ถ้าโฆษณาต้องการอ้างผลของสูตรตัวเอง ต้องมีการทดลองที่ทดสอบสูตรเดียวกัน ขนาดเดียวกัน
ในประชากรวัยทอง และรายงานตัวชี้วัดของอาการ vasomotor อย่างชัดเจน

Hirata 1997 ทดสอบอะไร และผลออกมาอย่างไร?

เป็นการทดลองแบบสุ่ม ปิดสองทาง มีกลุ่มยาหลอกเปรียบเทียบ ในผู้หญิงหลังหมดประจำเดือน 71 คน
ให้รากโกฐเชียงประมาณ 4.5 กรัมต่อวันเป็นเวลา 24 สัปดาห์
ผลคือกลุ่มที่ได้รับสมุนไพรไม่ได้ดีกว่ากลุ่มยาหลอกในการลดอาการร้อนวูบวาบ
และไม่พบการเปลี่ยนแปลงแบบที่คาดจากฤทธิ์เอสโตรเจน
ทั้งความหนาของเยื่อบุโพรงมดลูกและระดับการเจริญของเซลล์เยื่อบุช่องคลอด
ผลนี้จึงตอบสองเรื่องพร้อมกัน คือไม่พบประโยชน์ต่ออาการ และไม่พบสัญญาณของฤทธิ์คล้ายเอสโตรเจน

ถ้า dong quai เดี่ยวไม่ได้ผล สูตรผสม 15 สารสกัดจะได้ผลกว่าหรือไม่?

ไม่มีใครตอบได้จากข้อมูลที่มีอยู่ เพราะการเพิ่มจำนวนสารสกัดไม่ได้ทำให้หลักฐานเพิ่มตามไปด้วย
ในทางระเบียบวิธี สูตรผสมคือผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ต้องทดสอบเอง
เนื่องจากสัดส่วน ขนาด วิธีสกัด และปฏิกิริยาระหว่างส่วนประกอบล้วนเปลี่ยนไปจากการศึกษาสารเดี่ยว
การนำผลการทดลองของสารเดี่ยวชนิดหนึ่งมาสนับสนุนสูตรผสมจึงเป็นการอ้างข้ามผลิตภัณฑ์
NCCIH ระบุว่ามีงานวิจัยน้อยมากเรื่อง dong quai กับอาการวัยทอง
ซึ่งยิ่งทำให้ข้ออ้างเรื่องสูตรผสมขาดฐานรองรับ

ข้อความว่าปราศจาก estrogenic activity แปลว่าปลอดภัยจากมะเร็งหรือไม่?

ไม่ได้แปลอย่างนั้น การไม่พบฤทธิ์คล้ายเอสโตรเจนในการวัดบางอย่างเป็นข้อมูลเชิงกลไก
ไม่ใช่ผลการติดตามผู้ป่วยระยะยาวที่แสดงว่าไม่มีผลต่อการเกิดหรือการกลับเป็นซ้ำของมะเร็งที่ไวต่อฮอร์โมน
คำถามเรื่องความเสี่ยงมะเร็งต้องตอบด้วยการติดตามกลุ่มผู้ป่วยเป็นเวลาหลายปีและเปรียบเทียบอัตราการเกิดโรค
นอกจากนี้ข้อความเดียวกันยังทำงานสวนทางกับข้ออ้างด้านประสิทธิผล
เพราะถ้าสูตรไม่มีฤทธิ์คล้ายเอสโตรเจนจริง
ก็ไม่มีกลไกที่จะทดแทนสิ่งที่ฮอร์โมนบำบัดทำเพื่อลดอาการ vasomotor

สิทธิบัตรจากต่างประเทศหรือรางวัลจากงานแสดงสินค้า ใช้แทนงานวิจัยทางคลินิกได้ไหม?

ใช้แทนไม่ได้ สิทธิบัตรรับรองว่ากรรมวิธีหรือองค์ประกอบมีความใหม่และมีขั้นการประดิษฐ์เพียงพอ
ตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา ไม่ได้รับรองว่าผลิตภัณฑ์ลดอาการวัยทองได้ในคน
ส่วนรางวัลจากงานแสดงสินค้าเป็นการยอมรับในเวทีการค้า
ไม่ใช่การประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญด้านคลินิก
หลักฐานที่ตอบคำถามเรื่องประสิทธิผลต้องเป็นการทดลองแบบสุ่มมีกลุ่มควบคุมที่ตีพิมพ์และตรวจสอบได้
พร้อมระบุจำนวนผู้เข้าร่วม ระยะเวลา ขนาดที่ใช้ และตัวชี้วัดผลลัพธ์

dong quai มีข้อควรระวังอะไรที่ต้องรู้ก่อนรับประทาน?

ข้อควรระวังที่ NCCIH ระบุไว้ชัดเจนคือ dong quai อาจมีปฏิกิริยากับ warfarin
ซึ่งเป็นยาต้านการแข็งตัวของเลือด
ผลที่ตามมาคือค่า INR แกว่งจนเลือดออกง่ายหรือเกิดลิ่มเลือด
ผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด
หรือกำลังจะเข้ารับการผ่าตัดหรือถอนฟัน ควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกรก่อนทุกครั้ง
ผู้ที่มีประวัติมะเร็งที่ไวต่อฮอร์โมนควรให้แพทย์ผู้รักษาดูรายการส่วนประกอบทั้งหมดก่อน
และควรแจ้งทุกครั้งที่มีจ้ำเลือดง่าย เลือดกำเดาไหลไม่หยุด หรือถ่ายอุจจาระสีดำ

ถ้ายังอยากลองผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ควรตรวจอะไรก่อนตัดสินใจ?

ตรวจสี่เรื่องก่อนจ่ายเงิน
เรื่องแรกคืออ่านฉลากส่วนประกอบและปริมาณต่อหน่วยบริโภคจริง ไม่ใช่อ่านเฉพาะข้อความบนภาพโฆษณา
เรื่องที่สองคือถามหางานวิจัยของสูตรนั้นโดยตรง โดยขอชื่อวารสาร ปี จำนวนผู้เข้าร่วม และตัวชี้วัดที่ใช้
เรื่องที่สามคือตรวจว่ามีอาการเตือนที่ต้องพบแพทย์ก่อนหรือไม่
โดยเฉพาะเลือดออกทางช่องคลอดหลังหมดประจำเดือน
และเรื่องที่สี่คือแจ้งแพทย์และเภสัชกรที่ดูแลยาประจำของคุณ
โดยเฉพาะเมื่อใช้ warfarin ยาต้านเกล็ดเลือด หรือยารักษามะเร็งที่ไวต่อฮอร์โมน

แหล่งอ้างอิงทางวิชาการ (E-E-A-T)

  • Hirata JD และคณะ 1997 — Does dong quai have estrogenic effects in postmenopausal women? (PMID 9418683)
    — การทดลองแบบสุ่มปิดสองทางเทียบยาหลอก n=71 ให้รากโกฐเชียงประมาณ 4.5 กรัมต่อวัน 24 สัปดาห์
    ไม่ดีกว่ายาหลอกต่อร้อนวูบวาบ และไม่พบการเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุโพรงมดลูกหรือเซลล์เยื่อบุช่องคลอดแบบที่คาดจากฤทธิ์เอสโตรเจน
  • NCCIH — Menopausal Symptoms: In Depth
    — ระบุว่ามีงานวิจัยน้อยมากเรื่อง dong quai กับอาการวัยทอง และอาจมีปฏิกิริยากับ warfarin
  • NAMS 2022 hormone therapy position statement (PMID 35797481)
    — MHT ได้ผลที่สุดต่อ vasomotor symptoms และ genitourinary syndrome of menopause
    โดยสมดุลประโยชน์ต่อความเสี่ยงเป็นบวกในผู้ที่อายุน้อยกว่า 60 ปี
    หรือภายใน 10 ปีหลังหมดประจำเดือนและไม่มีข้อห้าม
  • National Institute on Aging — What Is Menopause?
    — นิยามเมโนพอสว่าเป็นจุดที่ผ่านไปครบ 12 เดือนหลังประจำเดือนครั้งสุดท้าย
  • ACOG — Hormone Therapy FAQ
    — ข้อมูลสำหรับผู้ป่วยเรื่องการตัดสินใจร่วมเกี่ยวกับฮอร์โมนบำบัด
  • dr9ohm.com — คู่มืออาการ Perimenopause วัย 40+
    — พื้นฐานกลไกฮอร์โมนของช่วงเปลี่ยนผ่าน

ผู้เขียนและผู้ทบทวนเนื้อหา:

(Asst. Prof. Dr. Norawit Raatpiboon)

อ่านโปรไฟล์ผู้เขียน

ข้อจำกัดความรับผิดชอบทางการแพทย์

บทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อการศึกษาเรื่องการอ่านและตรวจสอบข้ออ้างทางวิชาการที่ปรากฏในโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
ไม่ใช่การวินิจฉัย ไม่ใช่การสั่งจ่ายยา และไม่ใช่การประเมินผลิตภัณฑ์ใดเป็นรายบุคคล
การกล่าวถึงชื่อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็นการอธิบายสถานะหมวดสินค้าและวิธีตรวจข้ออ้างเท่านั้น
ไม่ใช่การรับรองหรือการกล่าวหาว่าผลิตภัณฑ์ใดมีสรรพคุณหรือไม่มีสรรพคุณในการรักษาโรค

การเริ่มหรือหยุดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารขณะใช้ยาประจำ โดยเฉพาะ warfarin ยาต้านเกล็ดเลือด
หรือยารักษามะเร็งที่ไวต่อฮอร์โมน ต้องปรึกษาแพทย์และเภสัชกรก่อน
หากมีเลือดออกทางช่องคลอดหลังหมดประจำเดือน คลำได้ก้อนที่เต้านม เลือดออกผิดปกติ
หรืออาการแพ้รุนแรง ให้ไปพบแพทย์ทันที
หากมีความคิดทำร้ายตนเอง โทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง