หมวด: สุขภาพผู้หญิง · วัยหมดประจำเดือน · เวียนศีรษะ · หูชั้นใน
อายุ 53 หินปูนในหูหลุด 2 ข้าง (Bilateral BPPV) หลังออกกำลังกาย: สาเหตุที่เป็นไปได้ วัยหมดประจำเดือน อาการมึนตกค้างหลังทำท่าจัดตะกอน และการดูแลตัวเอง
AI Overview / คำตอบด่วน (BLUF)
บ้านหมุนจากหินปูนในหูหลุดทั้ง 2 ข้าง (Bilateral BPPV) พบไม่บ่อย มักพบในผู้สูงวัยหรือหลังศีรษะกระแทก
ท่านอนหงายแล้วลุกเร็วเป็นตัวกระตุ้นอาการ แต่ยังไม่มีหลักฐานว่าการปั่นจักรยานอากาศเป็นสาเหตุ
รักษาด้วยท่าจัดตะกอนทีละข้าง อาจต้องทำหลายครั้ง หลังรักษามึนโคลงเคลงต่อได้ราว 38% และไม่จำเป็นต้องนอนหนุนหมอนสูง
จากกลุ่มผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน: ออกกำลังกายท่านอนแล้วลุกขึ้น บ้านหมุนจนต้องนอนโรงพยาบาล
สมาชิกท่านหนึ่งวัย 50 ต้นๆ เล่าว่าเวียนหัวเป็นพักๆ มาระยะหนึ่ง นอนไม่ค่อยหลับ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ
วันหนึ่งหลังทำท่านอนหงายปั่นจักรยานอากาศแล้วลุกขึ้น เกิดบ้านหมุนรุนแรงแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จนต้องนอนโรงพยาบาล
และแพทย์ตรวจพบว่าหินปูนในหูหลุดทั้ง 2 ข้าง
บทความนี้สรุปจากงานวิจัยว่า ภาวะนี้พบบ่อยแค่ไหน ท่าออกกำลังกายเกี่ยวข้องอย่างไร วัยหมดประจำเดือนมีส่วนแค่ไหน
ทำไมรักษาแล้วยังมึน และควรดูแลตัวเองอย่างไรหลังกลับบ้าน ถ้าเพิ่งทำท่าจัดตะกอนแล้วยังปวดหัวหรืออาเจียน อ่านเพิ่มที่
ทำท่าจัดตะกอนแล้วยังปวดหัว อาเจียน: ไมเกรนระบบทรงตัว
สัญญาณอันตราย ต้องโทร 1669 หรือไปห้องฉุกเฉินทันที
คำตอบตรง: บ้านหมุนจากหินปูนในหูเป็นช่วงสั้นเมื่อขยับศีรษะ ถ้าเวียนต่อเนื่องแม้นั่งนิ่ง ร่วมกับเดินเซจนยืนไม่ได้ ภาพซ้อน หน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรง หรือพูดไม่ชัด อาจเป็นโรคในสมอง ให้จำหลัก BE-FAST และโทร 1669 ทันที
โทร 1669 ทันที
- BE-FAST: B ทรงตัวไม่ได้ทันที (Balance) · E ตามัวหรือเห็นภาพซ้อน (Eyes) · F หน้าเบี้ยว (Face) · A แขนขาอ่อนแรงซีกเดียว (Arm) · S พูดไม่ชัด (Speech) · T จดเวลาที่เริ่มมีอาการแล้วโทรทันที (Time)
- เวียนหัวต่อเนื่องเป็นชั่วโมงแม้นอนนิ่ง หรือเดินเองไม่ได้เลย ไม่ใช่รูปแบบของหินปูนในหู แพทย์ห้องฉุกเฉินจะใช้การตรวจ HINTS แยกโรคในสมอง
- ปวดหัวรุนแรงแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ร่วมกับอาเจียนพุ่ง คอแข็ง หรือซึมลง
- หูข้างเดียวดับหรือได้ยินลดลงทันที ร่วมกับบ้านหมุนหรือเสียงในหู ควรไปโรงพยาบาลภายในวันนี้ เพราะการรักษาได้ผลดีกว่าเมื่อเริ่มเร็ว
- ล้มแล้วศีรษะกระแทก ปวดสะโพกจนลงน้ำหนักไม่ได้ หรือใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดอยู่แล้วล้ม
ติดต่อแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดภายในไม่กี่วัน
- บ้านหมุนเวลาพลิกตัวยังไม่ดีขึ้นหลังทำท่าจัดตะกอนไป 1 สัปดาห์ อาจต้องตรวจซ้ำว่ามีตะกอนเหลือในท่ออื่น
- อาเจียนจนกินน้ำหรือยาไม่ได้นานเกิน 1 วัน
- โคลงเคลงหรือเดินเซนานเกิน 4 สัปดาห์หลังรักษา หรือมากขึ้นแทนที่จะลดลง
- บ้านหมุนกลับมาซ้ำหลังหายไปแล้ว ทำท่าจัดตะกอนซ้ำได้ และควรคุยเรื่องกระดูกและวิตามินดี
- มีปัญหากระดูกคอ หลัง หรือข้อสะโพก ควรให้ผู้ทำท่าจัดตะกอนเลือกท่าที่เหมาะ
โดยเฉพาะเมื่อเป็น 2 ข้าง เพราะต้องรู้ว่าตะกอนอยู่ท่อไหน ข้างไหน การทำเองจากคลิปโดยไม่รู้ข้างอาจไม่ได้ผล และเสี่ยงล้มขณะเวียนหนัก
1. หินปูนในหูหลุด 2 ข้างคืออะไร และพบบ่อยไหม
คำตอบตรง: BPPV คือผลึกแคลเซียมคาร์บอเนตขนาดเล็กในหูชั้นในหลุดเข้าไปในท่อครึ่งวงกลม ทำให้บ้านหมุนช่วงสั้นๆ เมื่อขยับศีรษะ
ส่วนใหญ่เป็นข้างเดียว การเป็น 2 ข้างหรือหลายท่อพร้อมกันพบไม่บ่อย และพบมากขึ้นในผู้สูงวัยหรือหลังศีรษะกระแทก
หินปูนในหูอยู่ตรงไหน
หูชั้นในแต่ละข้างมีอวัยวะรับแรงโน้มถ่วงที่มีผลึกหินปูนเกาะอยู่บนแผ่นเยื่อ และมีท่อครึ่งวงกลม 3 ท่อรับการหมุนของศีรษะ
ถ้าผลึกหลุดลอยเข้าไปในท่อ เมื่อพลิกตัว ก้ม หรือเงยหน้า ผลึกจะไหลตามแรงโน้มถ่วงและดึงของเหลวในท่อ ทำให้สมองรับสัญญาณว่ากำลังหมุนทั้งที่นิ่งอยู่
การสำรวจประชากรเยอรมัน (von Brevern 2007)
พบความชุกตลอดชีวิต 2.4% และพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย
เป็น 2 ข้างพร้อมกันพบบ่อยแค่ไหน
ในผู้ป่วย 101 คนจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยในโปรตุเกส (Silva 2015)
พบตะกอนในหลายท่อเพียง 1% และส่วนใหญ่เป็นข้างเดียว การศึกษาผู้ป่วย 400 คนในจีน (Song 2023)
พบผู้หญิงมากกว่าผู้ชายในทุกช่วงอายุ สูงสุด 5.1:1 ในช่วง 50–59 ปี และพบแบบหลายท่อมากขึ้นในผู้ที่อายุ 60 ปีขึ้นไป
การที่แพทย์บอกว่าไม่ค่อยเจอแบบ 2 ข้าง จึงสอดคล้องกับข้อมูล แต่ภาวะนี้เป็นที่รู้จักและมีแนวทางรักษา
อะไรทำให้เป็นหลายท่อหรือ 2 ข้าง
การศึกษา 17 โรงพยาบาลในเกาหลี ผู้ป่วย 1,363 คน (Na 2025)
พบว่า 14.5% เป็น BPPV ที่มีสาเหตุนำ ส่วนใหญ่คือศีรษะกระแทก กลุ่มนี้เป็นหลายท่อบ่อยกว่า ต้องทำท่าจัดตะกอนหลายครั้งกว่า และมีอาการมึนตกค้างมากกว่า
การศึกษาผู้ป่วยหลังศีรษะกระแทกเล็กน้อย 33 คน (Balatsouras 2017)
พบการเป็นหลายท่อและ 2 ข้างบ่อยกว่ากลุ่มที่ไม่มีสาเหตุ และเป็นซ้ำได้มากกว่า ถ้าไม่มีประวัติศีรษะกระแทก อายุ กระดูกบาง และวิตามินดีต่ำเป็นปัจจัยที่ควรคุยกับแพทย์
2. ท่าปั่นจักรยานอากาศทำให้หินปูนในหูหลุดจริงไหม
คำตอบตรง: ยังไม่มีงานวิจัยที่แสดงว่าท่าปั่นจักรยานอากาศทำให้หินปูนในหูหลุด
ที่อธิบายได้ดีกว่าคือ ท่านอนหงายศีรษะเอนไปด้านหลังแล้วลุกขึ้นเร็ว เป็นท่าที่ทำให้ตะกอนที่หลุดอยู่แล้วไหลในท่อ จึงเห็นอาการชัดขึ้นในวันนั้น
ทำไมอาการโผล่ตอนลุกจากท่านอนหงาย
การทดสอบที่แพทย์ใช้วินิจฉัย (Dix-Hallpike) คือการพาผู้ป่วยจากท่านั่งลงนอนหงาย หันศีรษะ 45 องศา และเงยคอ 20 องศา
ตามแนวทางของสมาคมแพทย์หู คอ จมูก สหรัฐอเมริกา (Bhattacharyya 2017)
ท่านี้ทำให้ท่อครึ่งวงกลมด้านหลังอยู่ในแนวแรงโน้มถ่วง ตะกอนจึงไหลและเกิดบ้านหมุน
การนอนหงายบนเสื่อแล้วลุกขึ้นนั่งเร็วๆ เปลี่ยนแนวศีรษะในทิศทางคล้ายกัน ท่านอนจึงเป็นตัวกระตุ้นอาการ ไม่จำเป็นต้องเป็นตัวที่ทำให้ผลึกหลุด
สิ่งที่หลักฐานบอก และสิ่งที่ยังไม่รู้
ไม่พบการศึกษาที่วัดว่าแรงจากการปั่นขาในท่านอนทำให้ผลึกในหูทั้ง 2 ข้างหลุดพร้อมกัน คำอธิบายเรื่องแรงหมุนของของเหลวในหูที่แชร์กันจึงยังเป็นการคาดเดา
การที่สมาชิกเวียนหัวเป็นพักๆ มาก่อนหน้า อาจหมายความว่ามีตะกอนหลุดอยู่ก่อนแล้ว หรือมีสาเหตุอื่นของอาการมึนร่วมด้วย ซึ่งควรเล่าให้แพทย์ฟังเพื่อแยกต่อ
ผู้ที่เวียนหัวเป็นพักๆ มานานในวัยนี้ อ่านเพิ่มที่
อายุ 54 มึนหัวไม่หายหลังหมดประจำเดือน
กลับไปออกกำลังกายได้เมื่อไร
ไม่จำเป็นต้องเลิกออกกำลังกาย การออกกำลังกายแบบลงน้ำหนักช่วยกระดูก และการเคลื่อนไหวช่วยให้สมองปรับตัวกับระบบทรงตัว
ช่วงที่ยังบ้านหมุนเวลาพลิกตัว ให้เลี่ยงท่านอนหงายเงยศีรษะ ท่าก้มศีรษะต่ำกว่าเอว และการลุกพรวด เมื่อแพทย์ตรวจซ้ำแล้วไม่มีบ้านหมุนจากการเปลี่ยนท่า
ค่อยๆ กลับไปทำท่าบนเสื่อ โดยลุกจากท่านอนด้วยการตะแคงตัวแล้วใช้แขนดันขึ้นนั่ง นั่งพัก 30 วินาทีก่อนยืน
3. เอสโตรเจน กระดูกพรุน และวิตามินดี เกี่ยวข้องแค่ไหน
คำตอบตรง: ข้อมูลในคนพบว่าผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนที่เป็น BPPV มีระดับเอสโตรเจนต่ำกว่า และ BPPV สัมพันธ์กับกระดูกพรุน
แต่กลไกที่ว่าเอสโตรเจนลดแล้วผลึกเปราะ มาจากการทดลองในหนู ฮอร์โมนบำบัดไม่ได้ใช้เพื่อป้องกันหินปูนในหูหลุด
ข้อมูลในคน
การศึกษาผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนอายุ 50–80 ปีที่เพิ่งเป็น BPPV (Yang H 2018)
พบระดับเอสตราไดออลต่ำกว่ากลุ่มควบคุม ผู้วิจัยสรุปว่าเอสโตรเจนต่ำอาจเป็นปัจจัยเสี่ยง ข้อมูลนี้เป็นความสัมพันธ์ ยังไม่ได้พิสูจน์ว่าเป็นสาเหตุ
ข้อมูลจากสัตว์ทดลอง
หนูที่ถูกตัดรังไข่ทั้ง 2 ข้าง (Yang L 2018)
มีปัญหาการทรงตัว และสร้างโปรตีนที่ใช้ประกอบและยึดผลึกได้น้อยลง ผู้วิจัยรายงานว่าสารไฟโตเอสโตรเจนแก้ความผิดปกตินี้ได้ในหนู
ผลนี้ยังไม่มีการทดลองในคน จึงยังไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ไฟโตเอสโตรเจนเพื่อหวังป้องกัน BPPV
ฮอร์โมนบำบัดกับ BPPV
การศึกษาติดตามผู้หญิงหลังหมดประจำเดือน 157,245 คนใน UK Biobank (Li 2026, Maturitas)
พบว่าการใช้ฮอร์โมนบำบัดสัมพันธ์กับโอกาสเกิด BPPV สูงขึ้น (HR 1.22 ในผู้ที่ใช้อยู่) ไม่ใช่ลดลง ผู้วิจัยระบุว่าเป็นข้อมูลเชิงสังเกตที่ต้องยืนยันต่อ
แถลงการณ์ NAMS 2022 (NAMS 2022)
ระบุข้อบ่งชี้หลักของฮอร์โมนบำบัดคือร้อนวูบวาบและป้องกันการสูญเสียมวลกระดูก การตัดสินใจเรื่องฮอร์โมนจึงควรดูจากอาการวัยทองและความเสี่ยงของแต่ละคน ไม่ใช่จากหินปูนในหู
ต้องตรวจฮอร์โมนในเลือดไหม
ไม่จำเป็นต้องตรวจระดับฮอร์โมนในเลือดเพื่อดูแล BPPV ระดับฮอร์โมนไม่เปลี่ยนวิธีรักษาซึ่งคือท่าจัดตะกอน
และในผู้หญิงอายุ 50 ต้นๆ ที่ขาดประจำเดือนแล้ว การวินิจฉัยวัยหมดประจำเดือนใช้อาการและประวัติเป็นหลัก
การตรวจที่มีประโยชน์กว่าในผู้ที่เป็นซ้ำคือระดับวิตามินดี และการตรวจมวลกระดูกตามความเสี่ยง
กระดูกพรุนกับ BPPV
การวิเคราะห์อภิมาน 12 การศึกษา ผู้ป่วย BPPV 32,460 คน (Kim 2024)
พบกระดูกพรุนในผู้ที่เป็น BPPV มากกว่าคนทั่วไป (OR 1.73) และในผู้หญิง OR 2.14 ผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนที่เป็น BPPV จึงควรคุยกับแพทย์เรื่องประเมินกระดูก
ดูวิธีดูแลกระดูกได้ที่ กระดูกพรุน: ป้องกันการสูญเสียแคลเซียม
วิตามินดีลดการเป็นซ้ำในผู้ที่ขาด
การทดลองแบบสุ่มผู้ป่วย 1,050 คน (Jeong 2020)
ตรวจวิตามินดีในเลือดก่อน แล้วให้วิตามินดีร่วมกับแคลเซียมเฉพาะผู้ที่ต่ำกว่า 20 นาโนกรัม/มล. พบว่าอัตราการเป็นซ้ำลดลง (IRR 0.76)
ข้อมูลนี้รองรับการตรวจและเสริมในผู้ที่ขาด ไม่ใช่ให้ทุกคนกินโดยไม่ตรวจ ผู้ที่ออกแดดสม่ำเสมออาจมีระดับปกติอยู่แล้ว
อาการแบบนี้เมื่อไรควรพบแพทย์
อ่านสัญญาณในบทความนี้ก่อน หากเข้าข้อเร่งด่วนให้ติดต่อหน่วยแพทย์ทันที ไม่ต้องทำแบบประเมินก่อน
4. ท่าจัดตะกอนเมื่อเป็น 2 ข้าง
คำตอบตรง: ท่าจัดตะกอนได้ผลดีและปลอดภัย แต่ต้องเลือกท่าตามท่อและข้างที่มีตะกอน เมื่อเป็น 2 ข้างมักรักษาทีละข้าง
และอาจต้องทำหลายครั้งกว่าการเป็นข้างเดียว
ท่า Epley ได้ผลแค่ไหน
การทบทวนของ Cochrane 11 การทดลอง ผู้ป่วย 745 คน (Hilton 2014)
พบว่าท่า Epley เพิ่มสัดส่วนผู้ที่อาการหายจาก 21% เป็น 56% เมื่อเทียบกับท่าหลอกหรือไม่รักษา และไม่พบผลข้างเคียงร้ายแรง
ความยาวแท่ง = สัดส่วนผู้ที่อาการบ้านหมุนหายไป จาก Hilton 2014
ท่าต่างกันตามท่อที่มีตะกอน
การวิเคราะห์อภิมานแบบเครือข่าย 41 การทดลอง (Li 2022)
พบว่าสำหรับท่อด้านหลัง ท่า Epley และท่า Semont ได้ผลทั้งที่ 1 สัปดาห์และ 1 เดือน ส่วนท่อด้านข้างใช้ท่าอื่น เช่น การกลิ้งตัว (barbecue roll) หรือท่า Gufoni
ผู้ที่เป็น 2 ข้างจึงต้องได้รับการตรวจท่าศีรษะทั้ง 2 ข้างและการกลิ้งศีรษะในท่านอน (supine roll test) เพื่อบอกว่าต้องทำท่าไหน ข้างไหนก่อน
ทำไมอาจต้องทำหลายครั้ง
ในการศึกษา Song 2023 การทำท่าจัดตะกอน 2 ครั้งได้ผล 58.0% ในผู้ที่อายุ 60 ปีขึ้นไป เทียบกับ 72.6% ในผู้ที่อายุน้อยกว่า
และแบบหลายท่อพบบ่อยขึ้นตามอายุ ผู้ที่เป็น 2 ข้างจึงไม่ควรท้อถ้าครั้งแรกยังไม่หาย การนัดตรวจซ้ำในไม่กี่วันถึง 1 สัปดาห์เป็นเรื่องปกติของการรักษา
5. ทำไมทำท่าจัดตะกอนสำเร็จแล้วยังมึนโคลงเคลง
คำตอบตรง: หลังทำท่าจัดตะกอนสำเร็จ หลายคนไม่มีบ้านหมุนแล้วแต่ยังรู้สึกโคลงเคลง หัวลอย หรือเดินไม่มั่นคง พบราว 38%
ส่วนใหญ่ดีขึ้นเองในไม่กี่วันถึงไม่กี่สัปดาห์ และการฝึกการทรงตัวช่วยให้ดีขึ้นเร็วกว่า
พบบ่อยแค่ไหน และใครเสี่ยง
การศึกษาผู้ป่วย 86 คนที่ทำท่าจัดตะกอนสำเร็จ (Martellucci 2016)
พบอาการมึนตกค้าง 38% พบมากขึ้นในผู้สูงวัย และในผู้ที่มีคะแนนผลกระทบด้านอารมณ์จากอาการเวียนสูงตั้งแต่แรก ผู้วิจัยสรุปว่าเป็นอาการที่หายเองได้
Na 2025 พบว่าผู้ที่เป็นหลายท่อมีอาการมึนตกค้างมากกว่า ผู้ที่เป็น 2 ข้างจึงควรเผื่อเวลาฟื้นตัวนานกว่าคนทั่วไป
การฝึกการทรงตัวช่วยได้
การทดลองแบบสุ่มผู้ป่วย 207 คนที่ยังมีอาการหลังทำท่าจัดตะกอน (Li 2026, Otol Neurotol)
พบว่ากลุ่มที่ฝึกการทรงตัว 28 วัน เช่น ขยับศีรษะขณะมองจุดเดียว และฝึกเปลี่ยนท่าซ้ำๆ มีคะแนนผลกระทบจากอาการเวียนที่ 28 วัน 18 เทียบกับ 28 ในกลุ่มที่ได้ยาอย่างเดียว
และยืนหลับตาได้มั่นคงมากกว่า ควรเริ่มฝึกตามคำแนะนำของนักกายภาพบำบัด
ยา betahistine ช่วยไหม
การทบทวนการทดลองแบบสุ่ม 4 การศึกษา ราว 418 คน (Ortiz-Prado 2026)
พบว่า 2 การศึกษาเห็นผลดี อีก 2 การศึกษาไม่ต่างจากกลุ่มควบคุม ผู้วิจัยสรุปว่าอาจช่วยบางคน แต่ไม่สนับสนุนให้ใช้กับทุกคน
นอนไม่หลับและความกังวลทำให้มึนนานขึ้น
หลังบ้านหมุนรุนแรงจนต้องนอนโรงพยาบาล การกลัวว่าจะเป็นอีกพบได้บ่อย และทำให้ระวังตัวจนไม่กล้าขยับศีรษะ ซึ่งยิ่งทำให้สมองปรับตัวช้า
การศึกษาผู้สูงอายุ (Oghalai 2000)
พบ BPPV ที่ไม่ได้รับการวินิจฉัย 9% และกลุ่มนี้หกล้มและมีภาวะซึมเศร้ามากกว่า ถ้านอนไม่หลับต่อเนื่องร่วมกับร้อนวูบวาบหรือตื่นกลางดึก อ่านเพิ่มที่
นอนไม่หลับช่วงใกล้หมดประจำเดือน
6. ดูแลตัวเองหลังออกจากโรงพยาบาล
คำตอบตรง: แนวทางปี 2017 ไม่แนะนำให้จำกัดท่านอนหลังทำท่าจัดตะกอน นอนหมอนปกติได้ ขยับตัวตามปกติ
สิ่งที่ช่วยมากกว่าคือป้องกันการล้ม ลุกจากเตียงเป็นจังหวะ และกลับไปเคลื่อนไหวทีละขั้น
ต้องนอนหนุนหมอนสูง 30–45 องศาไหม
การวิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วยรายบุคคล 6 การศึกษา 523 คน (Devaiah 2010)
พบว่าการจำกัดท่าหลังทำท่าจัดตะกอน เช่น นอนหัวสูงหรือห้ามนอนตะแคง ไม่ได้ทำให้ผลการรักษาดีขึ้น
แนวทาง Bhattacharyya 2017 จึงให้คำแนะนำระดับเข้มว่าไม่ควรจำกัดท่าหลังทำท่าจัดตะกอน ถ้านอนหัวสูงขึ้นเล็กน้อยแล้วสบายใจหรือเวียนน้อยลงในคืนแรกก็ทำได้ แต่ไม่ใช่ข้อบังคับ
ป้องกันการล้ม
ช่วงที่ยังโคลงเคลง การล้มเป็นความเสี่ยงหลัก โดยเฉพาะในผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนที่กระดูกอาจบาง
ไม่ขับรถ ไม่ขึ้นบันไดสูงหรือเก้าอี้เพื่อหยิบของ และให้คนในบ้านรู้ว่ายังเวียนอยู่ จนกว่าแพทย์ตรวจซ้ำแล้วอาการดีขึ้น
ยาหอมช่วยไหม
ยาหอมเป็นตำรับยาแผนไทยที่คนไทยใช้แก้วิงเวียน แต่ยังไม่มีงานวิจัยที่ทดสอบยาหอมในโรคนี้ และยาไม่ได้พาผลึกออกจากท่อครึ่งวงกลม
ถ้ากินแล้วรู้สึกสบายขึ้นเล็กน้อยก็ไม่ได้แปลว่าตะกอนเข้าที่ ควรแจ้งแพทย์ทุกครั้งว่ากินยาหอมหรือสมุนไพรอะไรอยู่ เพราะบางตำรับมีส่วนผสมหลายชนิด
และอย่าใช้แทนการตรวจท่าศีรษะและท่าจัดตะกอน
ยาลดอาการเวียน ใช้ช่วงสั้นเท่านั้น
ยาลดอาการเวียนหัวไม่ควรกินต่อเนื่องนาน ยากลุ่มยาแก้แพ้ เช่น dimenhydrinate หรือ meclizine และยากลุ่ม benzodiazepine ช่วยลดคลื่นไส้ในช่วงที่เวียนหนัก
แต่แนวทาง Bhattacharyya 2017 ไม่แนะนำให้ใช้เป็นประจำ เพราะทำให้ง่วง เสี่ยงล้ม และชะลอการปรับตัวของสมอง ยาไม่ได้รักษาตะกอน
7. ป้องกันการเป็นซ้ำ
คำตอบตรง: BPPV เป็นซ้ำได้ราว 1 ใน 3 ภายใน 1 ปี ป้องกันได้บางส่วนด้วยการตรวจและเสริมวิตามินดีในผู้ที่ขาด ดูแลกระดูก
และรู้ตัวเร็วเมื่อบ้านหมุนกลับมา เพื่อทำท่าจัดตะกอนซ้ำ
เป็นซ้ำบ่อยแค่ไหน
การศึกษาติดตาม 1 ปีในผู้ป่วย 139 คน (Maas 2024)
พบการเป็นซ้ำอย่างน้อย 1 ครั้ง 34.5% ผู้ที่ต้องทำท่าจัดตะกอนหลายครั้งในตอนแรกเสี่ยงเป็นซ้ำมากกว่า (IRR 1.74)
ผู้ที่เป็น 2 ข้างจึงควรรู้จักอาการของตัวเอง และรู้ว่าต้องกลับไปหาใคร
แผนเมื่อบ้านหมุนกลับมา
- จด: พลิกตัวไปข้างไหน เงยหรือก้มแล้วเป็น เวียนนานกี่วินาที
- ติดต่อ: แพทย์หู คอ จมูก แพทย์ระบบประสาท หรือนักกายภาพบำบัดที่ทำท่าให้ครั้งก่อน
- ทำท่าเอง: เฉพาะเมื่อแพทย์สอนท่าและบอกข้างที่ถูกต้องแล้ว เพราะเป็น 2 ข้าง
- ตรวจ: ระดับวิตามินดี และมวลกระดูกตามความเสี่ยง
ตาราง: แยก BPPV 2 ข้างจากภาวะอื่นที่ทำให้เวียน
อาการซ้อนกันได้ ตารางนี้ช่วยเตรียมข้อมูลก่อนพบแพทย์ ไม่ใช่การวินิจฉัยเอง
| ภาวะ | ลักษณะอาการ | ระยะเวลา | ตัวกระตุ้น | สิ่งที่ช่วยแยก |
|---|---|---|---|---|
| BPPV ข้างเดียว | บ้านหมุนชัด คลื่นไส้ | ไม่ถึง 1 นาทีต่อครั้ง | พลิกตัวไปข้างเดียว เงยหรือก้ม | Dix-Hallpike ผิดปกติข้างเดียว |
| BPPV 2 ข้างหรือหลายท่อ | บ้านหมุนแรง เป็นทั้งพลิกซ้ายและขวา | วินาทีถึงไม่กี่นาทีต่อครั้ง | ลุกจากท่านอน พลิกตัวทั้ง 2 ข้าง | ตรวจท่าศีรษะพบผิดปกติทั้ง 2 ข้าง ต้องรักษาหลายครั้ง |
| มึนตกค้างหลังรักษา | โคลงเคลง หัวลอย ไม่ใช่บ้านหมุน | ไม่กี่วันถึงไม่กี่สัปดาห์ | เดิน เปลี่ยนท่า ที่คนพลุกพล่าน | ตรวจท่าศีรษะซ้ำแล้วปกติ |
| หูชั้นในอักเสบ | บ้านหมุนต่อเนื่อง คลื่นไส้มาก | หลายชั่วโมงถึงหลายวัน | เป็นแม้นอนนิ่ง | ลูกตากระตุกตลอดเวลา แพทย์ใช้การตรวจ HINTS |
| ความดันตกเมื่อลุกยืน | หน้ามืด หัวเบา ไม่หมุน | วินาทีถึงไม่กี่นาที | ลุกยืน ไม่ใช่การพลิกตัวบนเตียง | วัดความดันท่านอนเทียบท่ายืน |
| โรคหลอดเลือดสมอง | เวียนร่วมกับเดินเซ ภาพซ้อน พูดไม่ชัด อ่อนแรง | เกิดทันทีและต่อเนื่อง | ไม่มีตัวกระตุ้นชัด | ตามหลัก BE-FAST โทร 1669 ทันที |
ตาราง: เส้นทางฟื้นตัวหลังทำท่าจัดตะกอน
ช่วงเวลาเป็นค่าประมาณ ผู้ที่เป็น 2 ข้างหรือหลายท่ออาจใช้เวลานานกว่า
| ช่วงเวลา | สิ่งที่พบบ่อย | สิ่งที่ทำ | ติดต่อแพทย์เมื่อ |
|---|---|---|---|
| วันที่ 0–2 | คลื่นไส้ โคลงเคลง เวียนเล็กน้อยเวลาพลิกตัว | นอนหมอนปกติ ลุกเป็นจังหวะ ใช้ยาลดอาการเวียนช่วงสั้นถ้าแพทย์สั่ง | อาเจียนจนกินน้ำไม่ได้ หรือมีอาการตาม BE-FAST |
| วันที่ 3–14 | ไม่มีบ้านหมุนแล้ว แต่ยังหัวลอยหรือเดินไม่มั่นคง | เดินทุกวัน ขยับศีรษะ เริ่มฝึกการทรงตัวตามนักกายภาพบำบัด | บ้านหมุนเวลาพลิกตัวยังไม่ดีขึ้น ควรตรวจท่าศีรษะซ้ำ |
| สัปดาห์ที่ 2–4 | โคลงเคลงลดลงเรื่อยๆ | กลับไปออกกำลังกายทีละขั้น เริ่มจากเดินเร็ว แล้วค่อยกลับไปท่าบนเสื่อ | อาการคงที่หรือมากขึ้น หรือเริ่มกลัวการออกนอกบ้าน |
| เกิน 1 เดือน | ส่วนใหญ่หายดี บางคนยังมึนเรื้อรัง | ตรวจวิตามินดี คุยเรื่องมวลกระดูก วางแผนเมื่อเป็นซ้ำ | มึนเกือบทุกวันนานเกิน 3 เดือน อาจเป็น PPPD ต้องประเมินต่อ |
ตาราง: เปรียบเทียบทางเลือกการรักษาและการดูแล
ใช้ชื่อกลุ่มยาและชื่อสามัญเท่านั้น การเลือกขึ้นกับแพทย์ ท่อที่มีตะกอน โรคประจำตัว และยาที่ใช้อยู่
| ทางเลือก | ใช้เมื่อ | หลักฐาน | ข้อควรระวัง |
|---|---|---|---|
| ท่า Epley หรือ Semont | ตะกอนในท่อด้านหลัง | อาการหาย 21% เป็น 56% ได้ผลที่ 1 เดือน | เป็น 2 ข้างต้องรักษาทีละข้าง ระวังถ้ามีปัญหากระดูกคอ |
| ท่ากลิ้งตัวหรือท่า Gufoni | ตะกอนในท่อด้านข้าง | ใช้ตามแนวทาง 2017 เลือกตามชนิดการกระตุกของลูกตา | ต้องตรวจให้รู้ข้างและชนิดก่อน |
| ฝึกการทรงตัว | มึนตกค้างหลังรักษาสำเร็จ | 207 คน คะแนนผลกระทบที่ 28 วัน 18 เทียบกับ 28 | ฝึกทุกวัน มีคนอยู่ด้วยช่วงแรก |
| betahistine | มึนตกค้างบางราย | 4 การทดลอง ราว 418 คน ผลไม่สอดคล้องกัน | ไม่ใช่ยาสำหรับทุกคน ระวังในโรคกระเพาะและหอบหืด |
| ยาลดอาการเวียน (dimenhydrinate, meclizine, benzodiazepine) | คลื่นไส้รุนแรงช่วงสั้น | แนวทาง 2017 ไม่แนะนำใช้เป็นประจำ | ง่วง เสี่ยงล้ม ชะลอการปรับตัวของสมอง |
| วิตามินดีร่วมกับแคลเซียม | เป็นซ้ำและวิตามินดีต่ำกว่า 20 นาโนกรัม/มล. | 1,050 คน การเป็นซ้ำลดลง IRR 0.76 | ตรวจระดับก่อน ผู้ที่เป็นนิ่วในไตปรึกษาแพทย์ |
| นอนหนุนหมอนสูง จำกัดท่านอน | ไม่จำเป็น | 6 การศึกษา 523 คน ไม่ต่างจากไม่จำกัดท่า | ทำให้นอนไม่สบายและนอนไม่หลับมากขึ้น |
| ฮอร์โมนบำบัด | ร้อนวูบวาบ ป้องกันกระดูกบาง | ไม่มีข้อบ่งชี้สำหรับ BPPV HR 1.22 ใน UK Biobank | ประเมินลิ่มเลือด มะเร็งเต้านม และโรคหัวใจก่อนเริ่ม |
| ยาหอม | ไม่มีข้อบ่งชี้สำหรับ BPPV | ไม่มีงานวิจัยใน BPPV | แจ้งแพทย์ทุกครั้ง ไม่ใช้แทนท่าจัดตะกอน |
ความเชื่อที่พบบ่อยเทียบกับหลักฐาน
ท่าปั่นจักรยานอากาศเป็นสาเหตุทำให้หินปูนหลุดทั้ง 2 ข้าง
ยังไม่มีงานวิจัยที่แสดงเช่นนั้น ท่านอนหงายแล้วลุกเร็วเป็นตัวกระตุ้นให้ตะกอนที่หลุดอยู่ไหลในท่อจนเกิดอาการ
เอสโตรเจนลดลงทำให้หินปูนในหูเปราะและหลุดง่าย
ในคนพบความสัมพันธ์ระหว่างเอสโตรเจนต่ำกับ BPPV แต่กลไกเรื่องผลึกเปราะมาจากหนูทดลอง ยังสรุปเป็นสาเหตุในคนไม่ได้
ต้องนอนหนุนหมอนสูง 30–45 องศา 1 สัปดาห์หลังทำท่า
การวิเคราะห์ 523 คนไม่พบประโยชน์ และแนวทางปี 2017 แนะนำไม่ให้จำกัดท่า นอนหมอนปกติได้
ต้องตรวจฮอร์โมนในเลือดและเริ่มฮอร์โมนเพื่อป้องกัน
ระดับฮอร์โมนไม่เปลี่ยนการรักษา BPPV และข้อมูล UK Biobank พบผู้ที่ใช้ฮอร์โมนเป็น BPPV มากขึ้นเล็กน้อย ไม่ใช่น้อยลง
กินยาหอมหรือยาแก้เวียนแล้วหินปูนจะเข้าที่
ยาไม่ได้พาผลึกออกจากท่อ ท่าจัดตะกอนเป็นการรักษาหลัก ยาลดอาการเวียนใช้ช่วงสั้นเท่านั้น
เป็นแล้วต้องเลิกออกกำลังกาย
ไม่จำเป็น การเคลื่อนไหวช่วยให้สมองปรับตัว และการออกกำลังกายแบบลงน้ำหนักช่วยกระดูก ให้กลับไปทีละขั้นหลังบ้านหมุนหายแล้ว
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
หินปูนในหูหลุดทั้ง 2 ข้างพร้อมกันได้ไหม และพบบ่อยแค่ไหน
ได้แต่พบไม่บ่อย ส่วนใหญ่ BPPV เป็นข้างเดียว การเป็นหลายท่อหรือ 2 ข้างพบมากขึ้นในผู้สูงวัยและหลังศีรษะกระแทก การศึกษาผู้ป่วย 1,363 คนพบว่า BPPV ที่มีสาเหตุนำเป็นหลายท่อบ่อยกว่า ต้องรักษาหลายครั้งกว่า และมึนตกค้างมากกว่า
ท่าปั่นจักรยานอากาศทำให้หินปูนในหูหลุดจริงไหม
ยังไม่มีงานวิจัยที่แสดงว่าท่าปั่นจักรยานอากาศทำให้หินปูนในหูหลุด ท่านอนหงายศีรษะเอนแล้วลุกขึ้นเร็วคล้ายท่าที่แพทย์ใช้ทดสอบ จึงทำให้ตะกอนที่หลุดอยู่แล้วไหลในท่อจนบ้านหมุน หลังรักษาหายแล้วกลับไปออกกำลังกายได้ทีละขั้น
เอสโตรเจนที่ลดลงหลังวัยทองเกี่ยวกับหินปูนในหูอย่างไร
ผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนที่เป็น BPPV มีระดับเอสตราไดออลต่ำกว่ากลุ่มควบคุม และ BPPV สัมพันธ์กับกระดูกพรุน แต่กลไกที่ผลึกเปราะเมื่อขาดเอสโตรเจนมาจากหนูทดลอง ยังสรุปเป็นสาเหตุในคนไม่ได้
ทำไมทำท่าจัดตะกอนแล้วยังมึนโคลงเคลง
อาการมึนตกค้างพบราว 38% หลังทำท่าจัดตะกอนสำเร็จ พบมากในผู้สูงวัยและผู้ที่กังวลกับอาการมาก ส่วนใหญ่ดีขึ้นในไม่กี่วันถึงไม่กี่สัปดาห์ การฝึกการทรงตัวช่วยให้ดีขึ้นเร็วกว่า ถ้ายังบ้านหมุนเวลาพลิกตัวควรตรวจท่าศีรษะซ้ำ
หลังทำท่าจัดตะกอน ต้องนอนหนุนหมอนสูง 30–45 องศาไหม
ไม่จำเป็น การวิเคราะห์ 6 การศึกษา 523 คนพบว่าการจำกัดท่าไม่ได้ทำให้ผลดีขึ้น แนวทางปี 2017 ไม่แนะนำให้จำกัดท่านอนหลังทำท่าจัดตะกอน นอนหมอนปกติได้ ถ้าหนุนสูงขึ้นเล็กน้อยแล้วสบายกว่าก็ทำได้
ควรตรวจฮอร์โมนหรือเริ่มฮอร์โมนบำบัดเพื่อป้องกันไหม
ไม่จำเป็นต้องตรวจระดับฮอร์โมนในเลือดเพื่อดูแล BPPV และฮอร์โมนบำบัดไม่ได้ใช้เพื่อป้องกันหินปูนในหูหลุด ข้อมูล UK Biobank พบผู้ใช้ฮอร์โมนเป็น BPPV มากขึ้นเล็กน้อย การตรวจที่มีประโยชน์กว่าคือวิตามินดีและมวลกระดูก
ยาหอมหรือยาแก้เวียนหัวช่วยให้หินปูนเข้าที่ไหม
ไม่ช่วยให้ผลึกเข้าที่ ยังไม่มีงานวิจัยที่ทดสอบยาหอมในโรคนี้ ส่วนยาลดอาการเวียนหัวไม่ควรกินต่อเนื่องนาน ใช้ช่วงสั้นเมื่อคลื่นไส้มาก เพราะทำให้ง่วง เสี่ยงล้ม และชะลอการปรับตัวของสมอง
ป้องกันไม่ให้เป็นซ้ำได้อย่างไร
BPPV เป็นซ้ำได้ราว 34.5% ใน 1 ปี ตรวจวิตามินดีและเสริมเมื่อต่ำกว่า 20 นาโนกรัม/มล. ซึ่งลดการเป็นซ้ำได้ ดูแลกระดูก และเมื่อบ้านหมุนกลับมาให้ติดต่อผู้ที่ทำท่าจัดตะกอนให้ครั้งก่อนเพื่อทำซ้ำ
กลไกทางวิทยาศาสตร์
ผลึกในท่อครึ่งวงกลม: ท่อครึ่งวงกลมรับรู้การหมุนผ่านของเหลวที่ดันเยื่อรับความรู้สึก ปกติท่อไม่ตอบสนองต่อแรงโน้มถ่วง
เมื่อผลึกหินปูนหลุดเข้ามาในท่อ ผลึกจะตกตามแรงโน้มถ่วงทุกครั้งที่ศีรษะเปลี่ยนแนว และลากของเหลวไปด้วย สมองจึงรับสัญญาณว่ากำลังหมุนอยู่หลายวินาที
ท่าจัดตะกอนเปลี่ยนแนวศีรษะทีละขั้นเพื่อให้ผลึกไหลออกจากท่อกลับไปบริเวณที่ไม่ก่ออาการ
(Bhattacharyya 2017,
Hilton 2014)
เอสโตรเจน กระดูก และการสร้างผลึก: ผลึกในหูสร้างจากแคลเซียมคาร์บอเนตบนโครงโปรตีน และต้องมีโปรตีนยึดให้เกาะกับแผ่นเยื่อ
ในหนูที่ขาดเอสโตรเจน การสร้างโปรตีนเหล่านี้ลดลงและมีเศษผลึกผิดที่ ในคนพบความสัมพันธ์ระหว่างเอสโตรเจนต่ำ กระดูกพรุน วิตามินดีต่ำ และ BPPV
ซึ่งชี้ว่าการควบคุมแคลเซียมของร่างกายอาจเกี่ยวข้อง แต่ยังไม่ได้พิสูจน์ว่าการเสริมฮอร์โมนป้องกันได้
(Yang L 2018,
Yang H 2018,
Kim 2024)
มึนตกค้างและการปรับตัวของสมอง: หลังผลึกออกจากท่อ สมองยังต้องปรับการแปลสัญญาณจากหูชั้นในใหม่ และอวัยวะรับแรงโน้มถ่วงที่ผลึกหลุดไปอาจส่งสัญญาณไม่สมดุลช่วงหนึ่ง
ความกังวลทำให้คนระวังตัวจนไม่กล้าขยับ สมองจึงได้ฝึกน้อยลง การฝึกการทรงตัวให้สมองได้รับสิ่งกระตุ้นซ้ำจนปรับตัวได้
(Martellucci 2016,
Li 2026)
เรียบเรียงและตรวจทานโดย ผศ.ดร.นรวิชญ์ ราษฎร์พิบูลย์
เอกสารอ้างอิงทางวิชาการ (E-E-A-T)
- Bhattacharyya N et al. Clinical Practice Guideline: Benign Paroxysmal Positional Vertigo (Update). Otolaryngol Head Neck Surg 2017 (PMID 28248609)
- Hilton MP, Pinder DK. The Epley (canalith repositioning) manoeuvre for benign paroxysmal positional vertigo. Cochrane Database Syst Rev 2014 (PMID 25485940)
- Li D et al. Current Therapies in Patients With Posterior Semicircular Canal BPPV, a Systematic Review and Network Meta-analysis. Otol Neurotol 2022 (PMID 34999620)
- Devaiah AK, Andreoli S. Postmaneuver restrictions in benign paroxysmal positional vertigo: an individual patient data meta-analysis. Otolaryngol Head Neck Surg 2010 (PMID 20115966)
- Martellucci S et al. Features of Residual Dizziness after Canalith Repositioning Procedures for Benign Paroxysmal Positional Vertigo. Otolaryngol Head Neck Surg 2016 (PMID 26861236)
- Li L et al. Efficacy of Vestibular Rehabilitation Therapy on Benign Paroxysmal Positional Vertigo After Repositioning. Otol Neurotol 2026 (PMID 42268590)
- Ortiz-Prado E et al. Betahistine for residual dizziness after canalith repositioning in benign paroxysmal positional vertigo: a systematic review of randomized controlled trials. Front Pharmacol 2026 (PMID 42311406)
- Na S et al. Clinical features of secondary BPPV: A nation-wide multicenter study. J Vestib Res 2025 (PMID 40085797)
- Balatsouras DG et al. Benign Paroxysmal Positional Vertigo Secondary to Mild Head Trauma. Ann Otol Rhinol Laryngol 2017 (PMID 27780909)
- Silva C et al. Benign paroxysmal positional vertigo: a review of 101 cases. Acta Otorrinolaringol Esp 2015 (PMID 25865125)
- Song N et al. Geriatric benign paroxysmal positional vertigo: a single-center study. Braz J Otorhinolaryngol 2023 (PMID 37331236)
- Yang H et al. Estradiol deficiency is a risk factor for idiopathic benign paroxysmal positional vertigo in postmenopausal female patients. Laryngoscope 2018 (PMID 28480516)
- Yang L et al. Mechanism Underlying the Effects of Estrogen Deficiency on Otoconia. J Assoc Res Otolaryngol 2018 (PMID 29687165)
- Li L et al. Menopausal hormone therapy and incident benign paroxysmal positional vertigo in postmenopausal women: a prospective cohort study using UK Biobank data. Maturitas 2026 (PMID 42526172)
- Kim CH et al. Do Patients with Benign Paroxysmal Positional Vertigo Have a Higher Prevalence of Osteoporosis? A Systematic Review and Meta-Analysis. J Pers Med 2024 (PMID 38541045)
- Jeong SH et al. Prevention of benign paroxysmal positional vertigo with vitamin D supplementation: a randomized trial. Neurology 2020 (PMID 32759193)
- Maas BDPJ et al. Risk Factors for Recurrence of Benign Paroxysmal Positional Vertigo: A Prospective Study. Otol Neurotol 2024 (PMID 39142315)
- Oghalai JS et al. Unrecognized benign paroxysmal positional vertigo in elderly patients. Otolaryngol Head Neck Surg 2000 (PMID 10793337)
- Kattah JC et al. HINTS to diagnose stroke in the acute vestibular syndrome: three-step bedside oculomotor examination more sensitive than early MRI diffusion-weighted imaging. Stroke 2009 (PMID 19762709)
- von Brevern M et al. Epidemiology of benign paroxysmal positional vertigo: a population based study. J Neurol Neurosurg Psychiatry 2007 (PMID 17135456)
- The 2022 Hormone Therapy Position Statement of The North American Menopause Society Advisory Panel. Menopause 2022 (PMID 35797481)
ข้อจำกัดความรับผิดชอบทางการแพทย์ (Medical Disclaimer)
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไปเรื่องบ้านหมุนจากหินปูนในหูหลุดทั้ง 2 ข้างในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ไม่ใช่การวินิจฉัย ใบสั่งยา หรือแผนการรักษาเฉพาะบุคคล
และไม่แทนคำแนะนำของแพทย์ แพทย์หู คอ จมูก แพทย์ระบบประสาท นักกายภาพบำบัด หรือเภสัชกรที่ดูแลอยู่ ชื่อยาเป็นชื่อกลุ่มยาหรือชื่อสามัญเพื่อการศึกษาเท่านั้น
ห้ามเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนยาเอง และอย่าทำท่าจัดตะกอนเองก่อนได้รับการตรวจ ถ้ามีอาการตาม BE-FAST โทร 1669 ทันที