หน้าแรก · โรคไต

กินยาความดันนาน ๆ ทำให้ไตพังจริงไหม? หรือความดันที่คุมไม่ได้ต่างหากที่ทำร้ายไต

ความเชื่อว่ากินยาความดันนานแล้วไตพัง ทำให้บางคนลดหรือหยุดยาเอง หน้านี้แยกสามเรื่องออกจากกัน คือความดันที่ทำลายไตเรื้อรัง ตัวเลขไตที่ขยับเพราะแรงดันในตัวกรองลดลง และไตบาดเจ็บเฉียบพลันจริง ๆ

คำตอบตรง

ยาความดันไม่ได้ทำให้ไตพังแบบเหมารวม ความดันที่คุมไม่ได้ต่างหากที่ทำลายหลอดเลือดในไต ยากลุ่ม ACE inhibitor และ ARB ช่วยชะลอการเสื่อมในคนที่เหมาะ โดยเฉพาะเมื่อมีโปรตีนรั่ว ค่าที่ลดเล็กน้อยช่วงแรกอาจเป็นการลดแรงดันในตัวกรอง ไม่ใช่ไตถูกทำลายเสมอไป ต้องตรวจค่าไตกับโพแทสเซียม และห้ามหยุดยาเอง

ความดันที่สูงต่อเนื่องทำให้หลอดเลือดเล็กในไตตีบและอ่อนแรง ไตกรองของเสียได้น้อยลง และของเหลวที่ค้างอาจดันความดันให้สูงต่อ NIDDK อธิบายวงจรนี้ไว้ ยาลดความดันไม่ได้มีกลไกเดียวกันทุกกลุ่ม เฉพาะ ACE inhibitor และ ARB ที่ National Kidney Foundation เรียกว่ายาปกป้องไต เพราะลดแรงดันในตัวกรองและลดอัลบูมินในปัสสาวะในคนที่เหมาะ การเปลี่ยนของ creatinine หรือ eGFR ช่วงแรกจึงต้องแยกผลระยะยาว การลดแรงดันที่ทำให้ตัวเลขกรองลดเล็กน้อย และไตบาดเจ็บเฉียบพลัน แนวทาง KDIGO ปี 2024 สำหรับคนที่เป็นโรคไตเรื้อรังให้ตรวจความดัน creatinine และโพแทสเซียมภายใน 2 ถึง 4 สัปดาห์หลังเริ่มหรือเพิ่มขนาด และให้คงยาไว้เว้นแต่ creatinine จะสูงขึ้นมากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ภายใน 4 สัปดาห์ เกณฑ์นี้เป็นเครื่องมือของแพทย์ ไม่ใช่เหตุให้หยุดยาเองที่บ้าน

ความดันสูงทำร้ายไตอย่างไร

ความดันที่สูงนานทำให้หลอดเลือดทั่วตัวรวมทั้งในไตตีบและอ่อนแรง เลือดไปเลี้ยงไตลดลง ไตขับของเสียกับน้ำส่วนเกินได้ไม่หมด น้ำที่ค้างยิ่งดันความดันให้สูง เป็นวงจรที่ไปสู่ไตเสื่อมได้

ลำดับที่ใช้พูดถึงเรื่องนี้คือ ความดันสูง แรงในหลอดเลือดสูง ตัวกรองเสีย อัลบูมินรั่วออกมากับปัสสาวะ eGFR ลดลง และโรคไตเรื้อรังเดินหน้า NIDDK บอกว่าความดันสูงเป็นได้ทั้งเหตุและผลของโรคไต และบนหน้านั้นความดันสูงเป็นสาเหตุอันดับสองของไตวายในสหรัฐอเมริกา รองจากเบาหวาน ตัวเลขนั้นเป็นภาพของสหรัฐจากหน้าที่ทบทวนเดือนมีนาคม 2020 ไม่ใช่ความเสี่ยงของคนอ่านคนหนึ่ง โรคไตระยะต้นมักไม่มีอาการ การบวมที่ขาเป็นตัวอย่างของระยะที่ไตขับเกลือและน้ำไม่ทัน หน้า สัญญาณที่มักมาช้า แยกเรื่องนี้ออกจากการกินยา

ยาความดันทำให้ไตทำงานหนักขึ้นจริงไหม

ไม่ใช่หลักการของยาความดันส่วนใหญ่ แต่ละกลุ่มออกฤทธิ์คนละทาง จึงห้ามสรุปว่าทุกเม็ดปกป้องไต หรือทุกเม็ดทำลายไต

การกินยาต่อเนื่องไม่ได้แปลว่าตับหรือไตถูกสั่งให้ทำงานล่วงเวลาจนพัง ประโยคนั้นกว้างเกินกว่าที่หลักฐานจะรับได้ ยาบางกลุ่มลดแรงดันที่กดตัวกรอง ยาบางกลุ่มดึงน้ำ ยาบางกลุ่มลดความดันทั้งระบบโดยไม่ถูกอธิบายว่าเป็นยาพักตัวกรองแบบ ACE inhibitor หรือ ARB

ACE inhibitor และ ARB ปกป้องไตได้อย่างไร

สองกลุ่มนี้ลดผลของฮอร์โมน angiotensin II ที่ทำให้หลอดเลือดโดยเฉพาะในไตตีบ แรงดันบนตัวกรองจึงลดลง อัลบูมินในปัสสาวะลดในคนที่มีรั่ว และในคนที่เหมาะการเสื่อมของโรคไตช้าลง พร้อมกับประโยชน์ต่อหัวใจและหลอดเลือด

NKF อธิบายว่า ACE inhibitor ชะลอการสร้าง angiotensin II ส่วน ARB ปิดตัวรับที่ฮอร์โมนนั้นใช้ทำให้หลอดเลือดตีบ ผลร่วมคือหลอดเลือดคลายและความดันที่กดไตลดลง ชื่อสามัญของกลุ่มแรกมักลงท้ายด้วย -pril เช่น lisinopril กลุ่มหลังมักลงท้ายด้วย -sartan เช่น losartan NKF ถือว่าในกลุ่มเดียวกันได้ผลใกล้เคียงกัน และห้ามใช้สองกลุ่มพร้อมกัน KDIGO ปี 2024 ก็ให้เลี่ยงการจับคู่ ACE inhibitor กับ ARB หรือยากลุ่ม direct renin inhibitor ยาเหล่านี้มีประโยชน์แม้บางคนความดันไม่สูง ถ้ามีโรคไตหรือหัวใจล้มเหลว แต่ขนาดเป็นของแพทย์เพื่อไม่ให้ความดันต่ำเกิน

แนวทางแนะนำให้เริ่มในคนโรคไตเรื้อรังที่มีอัลบูมินในปัสสาวะเพิ่มขึ้นชัด ทั้งที่มีและไม่มีเบาหวาน ตามระดับที่ระบุในคำแนะนำ และให้พิจารณาในคนที่อัลบูมินเพิ่มขึ้นไม่มากเมื่อมีข้อบ่งชี้อื่น เช่น ความดันสูงหรือหัวใจล้มเหลวชนิดบีบตัวลดลง ไม่ได้แปลว่าทุกคนที่เป็นความดันต้องได้ยาสองกลุ่มนี้เป็นเม็ดแรกเสมอ เมื่ออัลบูมินไม่ใช่เหตุหลัก แนวทางยังเปิดทางให้ calcium channel blocker ชนิด dihydropyridine หรือยาขับปัสสาวะ และบ่อยครั้งต้องใช้มากกว่าหนึ่งกลุ่มจึงถึงเป้าหมายความดันที่แพทย์ตั้ง

ทำไมเริ่มยาแล้ว creatinine อาจสูงขึ้นหรือ eGFR ลดลง

ค่าไตที่ลดลงเล็กน้อยหลังเริ่มยา ไม่ได้แปลว่าไตถูกยาเผาทำลาย ตัวกรองที่เคยทำงานภายใต้แรงดันสูงได้แรงดันลดลง ตัวเลขกรองจึงขยับลงได้ แต่ถ้าตัวเลขร่วงมากต้องให้แพทย์หาสาเหตุ

NKF บอกว่าในโรคไต ไตทำงานหนักภายใต้ความเครียดสูงจนตัวกรองเสียเร็วขึ้น ยาลดแรงดันในไตเพื่อให้ตัวกรองได้พัก eGFR จึงลดเล็กน้อย และนั่นไม่ใช่สัญญาณว่าโรคกำลังแย่ลง ระยะยาวคนที่ใช้ ACE inhibitor หรือ ARB มีการเสื่อมช้ากว่าคนที่ไม่ได้ใช้ แม้ตัวเลขจะลดตอนเริ่มยา ถ้า eGFR ลดมากเกินไป แพทย์อาจลดขนาดหรือหยุดชั่วคราวแล้วหาสาเหตุ

สำหรับคนที่เป็นโรคไตเรื้อรัง KDIGO ปี 2024 มีสองประโยคที่ใช้ด้วยกัน การลดของ GFR มากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์หลังเริ่มยาที่เปลี่ยนการไหลเวียนในไต เกินช่วงที่อธิบายด้วยความผันผวนธรรมดา และควรได้รับการประเมิน และให้คง ACE inhibitor หรือ ARB ไว้ เว้นแต่ creatinine จะสูงขึ้นมากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ภายใน 4 สัปดาห์หลังเริ่มหรือเพิ่มขนาด ประโยคเหล่านี้ไม่ใช่เครื่องคิดที่บ้าน และไม่ได้สั่งให้หยุดยาเองเมื่อเห็นตัวเลขขยับ หน้า eGFR ที่ลดลงจากพฤติกรรมอื่น เป็นคนละคำถามกับการเริ่มยา

ต้องตรวจอะไรหลังเริ่มหรือปรับยา

ในคนที่เป็นโรคไตเรื้อรัง ให้ตรวจความดัน creatinine และโพแทสเซียมภายใน 2 ถึง 4 สัปดาห์หลังเริ่มหรือเพิ่มขนาด ACE inhibitor หรือ ARB โดยระยะที่แท้จริงขึ้นกับ eGFR และโพแทสเซียมที่มีอยู่

NKF ให้ตรวจ eGFR และโพแทสเซียมก่อนเริ่ม และอีกครั้งในอีกไม่กี่สัปดาห์ โซเดียมและสภาพน้ำในตัวมีผลเมื่อมีอาเจียน ท้องเสีย หรือยาขับปัสสาวะ แต่หน้านี้ไม่กำหนดปฏิทินโซเดียมให้ทุกคน ถ้าอาจตั้งครรภ์หรือกำลังตั้งครรภ์ ให้บอกแพทย์ผู้สั่งยาโดยเร็ว NKF ระบุว่าสองกลุ่มนี้ไม่ใช้ระหว่างตั้งครรภ์ โดยเฉพาะไตรมาสสองและสาม เพราะเพิ่มอันตรายต่อทารก รวมถึงการเสียชีวิตของทารก การเปลี่ยนยาเป็นของทีม ไม่ใช่การหยุดเองเงียบ ๆ

โพแทสเซียมสูงจากยาเกิดได้อย่างไร

ACE inhibitor และ ARB ทำให้โพแทสเซียมในเลือดสูงได้ อย่ารออาการก่อนจึงจะตรวจ เพราะ NKF ให้เจาะเลือดก่อนเริ่มและติดตามหลังเริ่ม

KDIGO บอกว่าโพแทสเซียมสูงที่สัมพันธ์กับยาเหล่านี้ มักจัดการด้วยวิธีลดระดับโพแทสเซียม มากกว่าการลดขนาดหรือหยุดยาทันที การจะลดขนาดหรือหยุดพิจารณาเมื่อโพแทสเซียมสูงที่รักษาไม่ได้ หรือเมื่อความดันต่ำมีอาการ หรือเมื่อมีอาการของไตวายและความดันการกรองต่ำกว่า 15 วิธีลดโพแทสเซียมเป็นของแพทย์ หน้านี้ไม่ให้เปลี่ยนอาหารเองเพื่อแก้ผลเลือด ยากลุ่ม mineralocorticoid receptor antagonist ก็ทำให้โพแทสเซียมสูงได้ แนวทางมีข้อเสนอสำหรับตัวที่ยับยั้งตัวรับแบบ nonsteroidal ในผู้ใหญ่เบาหวานชนิดที่ 2 ที่มี eGFR มากกว่า 25 อัลบูมินในปัสสาวะยังสูงทั้งที่ทน RAS inhibitor ในขนาดที่ใช้ประโยชน์ได้ และโพแทสเซียมปกติก่อนเริ่ม แล้วต้องตรวจโพแทสเซียมเป็นระยะ หน้านี้ไม่ระบุขนาดยา

อยากจัดระดับอาการที่เกี่ยวกับไต

แบบประเมินนี้ไม่ได้วินิจฉัยว่ายาทำลายไต และไม่ได้บอกให้หยุดยา มันช่วยจัดความเร่งด่วนของอาการ แล้ววิเคราะห์ระดับความรุนแรงและรับคำแนะนำเฉพาะบุคคลจาก Advisory team ของเรา

คลิกทำแบบประเมินสัญญาณชั้นไต (ฟรี)

ยาขับปัสสาวะทำให้ไตพังไหม

ยาขับปัสสาวะไม่ได้แปลว่าทำลายไต มันช่วยดึงน้ำเมื่อต้องคุมความดันหรือปริมาณน้ำในตัว แต่การขับมากเกินทำให้ขาดน้ำหรือเกลือแร่เสียสมดุลได้

NIDDK บอกว่าหลายคนต้องใช้ยาความดันมากกว่าหนึ่งตัว และแพทย์อาจเพิ่มยาขับปัสสาวะคู่กับ ACE inhibitor หรือ ARB ขนาดต้องเข้ากับค่าไตและอาการของคนนั้น NKF ระบุว่ายาขับปัสสาวะชนิดลูป เช่น furosemide เมื่ออยู่ร่วมกับ ACE inhibitor หรือ ARB และการขาดน้ำหรือยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs เป็นปัจจัยที่ทำให้ไตวายเฉียบพลันเกิดง่ายขึ้น บางคนยังต้องใช้ชุดยานี้เพราะโรคอื่น การคุยความเสี่ยงกับแพทย์สำคัญกว่าการหยุดเอง

ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs เกี่ยวอะไรกับไต

ยาแก้ปวดกลุ่มนี้ลดการปกป้องการไหลเวียนของไตได้ และเพิ่มโอกาสไตบาดเจ็บเฉียบพลัน โดยเฉพาะเมื่อขาดน้ำ ความดันต่ำ หรือใช้ร่วมกับยาความดันบางกลุ่ม ไม่ได้แปลว่าห้ามทุกคนในทุกครั้ง

NIDDK บอกว่า ibuprofen และ naproxen อยู่ในกลุ่มนี้ และยาชื่อการค้ามีหลายชื่อจนต้องถามเภสัชว่าตัวที่ถืออยู่ใช่หรือไม่ การใช้ต่อเนื่องนานอาจทำอันตรายต่อไต และการใช้ตอนขาดน้ำหรือความดันต่ำนำไปสู่ไตบาดเจ็บเฉียบพลันได้ NKF ยังยก diclofenac ไว้ในรายการเดียวกัน ความเสี่ยงสูงขึ้นเมื่อมีโรคไตอยู่แล้ว อายุมาก หรือหัวใจล้มเหลวร่วมกับการขาดน้ำ ก่อนซื้อยาแก้ปวดให้ถามว่ามีทางอื่นสำหรับอาการนั้นหรือไม่

Triple whammy คืออะไร

เป็นชื่อเรียกชุดที่เพิ่มความเสี่ยงไตวายเฉียบพลันในคนที่เปราะบาง ไม่ใช่คำสั่งให้หยุดยาที่แพทย์สั่งอยู่

ACE inhibitor หรือ ARB ร่วมกับยาขับปัสสาวะ และยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs โดยเฉพาะเมื่อร่างกายขาดน้ำ NKF บอกว่าชุดปัจจัยนี้ทำให้โอกาสไตบาดเจ็บเฉียบพลันสูงขึ้น บางครั้งเลี่ยงการจับคู่ไม่ได้ เพราะแต่ละตัวรักษาคนละโรค ให้แพทย์ช่วยจัดความเสี่ยง ไม่ใช่ถอดยาเองทีละตัว

ท้องเสีย อาเจียน หรือขาดน้ำ ต้องทำอย่างไรกับยาความดัน

วันที่อาเจียน ท้องเสีย หรือดื่มไม่ได้ เลือดที่ไปไตและความดันเปลี่ยนได้ แผนวันป่วยต้องเป็นของคนนั้นจากแพทย์หรือเภสัช หน้านี้ไม่มีรายการหยุดยาที่ใช้กับทุกคน

NIDDK บอกว่าในวันปกติ ยาความดันตามสั่งช่วยปกป้องไต แต่ตอนขาดน้ำจากไข้หวัดหรือท้องเสีย ความดันในตัวและในไตลดลงได้ ถ้ายังใช้ยาความดันทั้งที่ขาดน้ำหรือความดันต่ำ ไตอาจกรองไม่ได้ตามปกติ และถ้าขาดน้ำแล้วยังใช้ NSAIDs ไตยิ่งปกป้องตัวเองได้ยาก คำถามที่ควรถามไว้ก่อนป่วยคือ มียาตัวใดที่ไม่ควรใช้ระหว่างป่วย ถ้าต้องหยุดจะเริ่มใหม่เมื่อไร ใช้อะไรแทนเมื่อปวดหรือมีไข้ และถ้าท้องเสียหรืออาเจียนต้องปรับวิธีใช้ยาความดันหรือไม่ อย่าตัดสินจากโพสต์

ยาความดันทำให้ตับพังจริงไหม

ประโยคว่ากินยาความดันนานแล้วตับทำงานหนักจนพัง ไม่ใช่คำอธิบายของยาความดันทั้งกลุ่ม การเปลี่ยนยาในตับต่างกันไปตามตัวยา

หน้านี้ไม่พบข้อความใน NKF, KDIGO หรือ NIDDK ที่อ่านรอบนี้ว่ายาความดันระยะยาวทำให้ตับเสื่อมเป็นผลธรรมดา อาการตับอักเสบจากยาเกิดได้ประปรายกับยาบางตัว และต้องให้แพทย์ตรวจเมื่อมีตาหรือตัวเหลือง ปัสสาวะสีเข้มมาก หรือผลตับผิดปกติ การไม่พบผลแบบนั้นเป็นเรื่องทั่วไป ไม่ได้แปลว่าไม่มีวันเกิดกับใครเลย และก็ไม่ใช่เหตุให้หยุดยาความดันทั้งชุดเอง

คนเป็นความดันควรตรวจไตอะไรบ้าง

อย่างน้อยคือ creatinine พร้อม eGFR และอัลบูมินในปัสสาวะเทียบ creatinine รวมโพแทสเซียมเมื่อใช้ยาที่ทำให้โพแทสเซียมสูง และความดันที่แพทย์กำหนดเป้าหมาย

NIDDK ใช้สองการตรวจนี้ติดตามโรคไตทั้งตอนวินิจฉัยและตอนดูแลต่อ KDIGO ให้ตรวจคนที่เสี่ยงและคนที่เป็นโรคไตด้วยทั้งอัลบูมินในปัสสาวะและ GFR และในคนที่เป็นโรคไตเรื้อรังให้ประเมินซ้ำอย่างน้อยปีละครั้ง ถี่กว่านั้นเมื่อเสี่ยงเดินหน้าเร็วและผลจะเปลี่ยนการรักษา ความดันสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคไต จึงควรถามแพทย์ว่าครั้งล่าสุดได้ทั้งสองค่าเมื่อไร เป้าหมายความดันเป็นของคนนั้น หน้านี้ไม่กำหนดตัวเลขความดันเดียวให้ทุกบ้าน ถ้าความดันพุ่งสูงมากและมีอาการ ให้ใช้เกณฑ์ใน หน้าความดันวิกฤต

สิ่งที่ทำร้ายไต กับสิ่งที่ช่วยปกป้องไต

ตารางนี้เป็นทิศทางจากแหล่งที่อ่าน ไม่ใช่คำสั่งยาของคนคนหนึ่ง

ปัจจัยผลต่อไตสิ่งที่ควรทำ
ความดันที่คุมไม่ได้ทำลายหลอดเลือดในไตและเร่งให้การกรองลดลงคุมความดันตามแผนแพทย์ ไม่หยุดยาเอง
ACE inhibitor หรือ ARB ในคนที่เหมาะลดแรงดันในตัวกรอง ลดอัลบูมิน และชะลอการเสื่อมตรวจ creatinine, eGFR และโพแทสเซียมตามนัด
ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDsเพิ่มโอกาสไตบาดเจ็บเฉียบพลันเมื่อขาดน้ำหรือใช้ร่วมกับยาบางกลุ่มถามเภสัชหรือแพทย์ก่อนใช้ ไม่ได้ห้ามทุกคนทุกครั้ง
ขาดน้ำจากอาเจียนหรือท้องเสียเลือดไปไตลด และยาความดันอาจกดการกรองเกินติดต่อผู้สั่งยาเพื่อแผนวันป่วยของคนนั้น
การสูบบุหรี่ทำลายหลอดเลือดและทำให้ปัญหาจากความดันสูงแย่ลงเลิกบุหรี่ด้วยความช่วยเหลือ ไม่ใช่เหตุให้หยุดยา
เบาหวานเป็นปัจจัยเสี่ยงโรคไต และบนหน้า NIDDK เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของไตวายในสหรัฐคุมน้ำตาลตามแพทย์ ควบคู่กับการคุมความดัน

กลุ่มยาความดันต่างกันอย่างไร

ไม่มีขนาดยาในตารางนี้ เพราะขนาดเป็นของแพทย์หลังดูค่าไตและโรคอื่น

กลุ่มกลไกหลักใช้เมื่อไรโดยทั่วไปสิ่งที่ต้องติดตามประเด็นเรื่องไต
ACE inhibitorชะลอการสร้าง angiotensin IIความดัน โรคไตที่มีอัลบูมินรั่ว หรือหัวใจล้มเหลว ตามที่แพทย์เลือกcreatinine, eGFR, โพแทสเซียม, อาการไอแห้ง, ความดันต่ำปกป้องตัวกรองในคนที่เหมาะ ห้ามคู่กับ ARB
ARBปิดตัวรับของ angiotensin IIข้อบ่งชี้คล้าย ACE inhibitor มักใช้เมื่อไอจากกลุ่มแรกรบกวนค่าเดียวกัน โอกาสไอน้อยกว่าผลต่อตัวกรองทิศทางเดียวกับ ACE inhibitor
Calcium channel blockerคลายหลอดเลือด ชนิด dihydropyridine เป็นตัวที่แนวทางกล่าวถึงในการคุมความดันเมื่ออัลบูมินไม่ใช่เหตุให้เริ่ม RAS inhibitor เป็นอันดับแรก หรือต้องใช้ร่วมเพื่อถึงเป้าหมายความดัน และอาการที่แพทย์สั่งให้สังเกตช่วยคุมความดัน ไม่ได้ถูก NKF อธิบายว่าเป็นยาพักตัวกรองแบบสองกลุ่มแรก
ยาขับปัสสาวะช่วยไตขับน้ำและเกลือส่วนเกินเมื่อความดันหรือปริมาณน้ำยังไม่ถึงเป้าความดัน น้ำหนักหรือบวม เกลือแร่ ตามที่แพทย์นัดไม่ได้ทำลายไตโดยตัวมัน ชนิดลูปร่วมกับ NSAIDs และภาวะขาดน้ำเพิ่มความเสี่ยงไตบาดเจ็บเฉียบพลัน
Beta blockerลดงานของหัวใจและใช้คุมความดันในบางข้อบ่งชี้เมื่อแพทย์เลือกเพราะโรคหัวใจหรือจังหวะการเต้น ไม่ใช่เพราะเป็นยาปกป้องตัวกรองชีพจรและความดันตามแผนแหล่งที่อ่านรอบนี้ไม่ได้จัดกลุ่มนี้เป็นยาลดแรงดันในหน่วยไต
Mineralocorticoid receptor antagonistปิดผลของฮอร์โมนที่กักเกลือและเกี่ยวกับโพแทสเซียมข้อบ่งชี้เฉพาะ เช่น เบาหวานชนิดที่ 2 ตามเงื่อนไขของแนวทางโพแทสเซียมก่อนเริ่มและหลังเริ่มมีประโยชน์ต่อไตในกลุ่มที่แนวทางระบุ และเสี่ยงโพแทสเซียมสูง

อาการที่ต้องติดต่อทีมหรือโทร 1669

บวมปาก ลิ้น หรือคอ จนหายใจลำบาก เป็นเหตุให้โทร 1669 ทันที เพราะ angioedema จาก ACE inhibitor พบได้แม้ไม่บ่อย และเกิดกับ ARB ได้แต่น้อยกว่า

  • บวมปาก ลิ้น หรือคอ หายใจลำบาก หรือหน้ามืดจนล้ม
  • ความดันสูงฉับพลันพร้อมอาการตามเกณฑ์ในหน้าความดันวิกฤต
  • ปัสสาวะออกน้อยมากหลังอาเจียน ท้องเสีย หรือเริ่มยาใหม่
  • ตั้งครรภ์หรืออาจตั้งครรภ์ขณะใช้ ACE inhibitor หรือ ARB ให้บอกผู้สั่งยาโดยเร็ว

คำถามที่พบบ่อย

กินยาความดันทุกวันทำให้ไตพังไหม?

ไม่ได้เป็นกฎของยาทุกตัว ความดันที่คุมไม่ได้ทำลายหลอดเลือดในไต ส่วน ACE inhibitor และ ARB ถูกใช้เพื่อชะลอการเสื่อมในคนที่เหมาะ โดยเฉพาะเมื่อมีอัลบูมินในปัสสาวะ

ทำไมคนไตเสื่อมยังได้ ACE inhibitor หรือ ARB?

เพราะยาสองกลุ่มนี้ลดแรงดันในตัวกรองและลดอัลบูมินในปัสสาวะ แนวทาง KDIGO ปี 2024 สำหรับโรคไตเรื้อรังยังให้คงยาไว้ได้แม้ eGFR ต่ำกว่า 30 หากทนได้ การปรับเป็นของแพทย์

Creatinine สูงขึ้นหลังเริ่มยาอันตรายไหม?

การขยับขึ้นเล็กน้อยอาจเป็นการลดแรงดันในตัวกรอง ไม่ใช่ไตถูกทำลายเสมอไป ถ้า creatinine สูงขึ้นมากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ภายใน 4 สัปดาห์หลังเริ่มหรือเพิ่มขนาด ในคนที่เป็นโรคไตเรื้อรัง แนวทางให้ไม่ใช้เกณฑ์คงยาต่ออัตโนมัติ และให้แพทย์ประเมินสาเหตุ

eGFR ลดลงหลังเริ่มยาแปลว่าไตแย่ลงหรือไม่?

ไม่เสมอไป National Kidney Foundation อธิบายว่าตัวกรองที่เคยทำงานภายใต้แรงดันสูงได้พัก ตัวเลขกรองจึงลดเล็กน้อย และระยะยาวคนที่ใช้ยากลุ่มนี้มีการเสื่อมที่ช้ากว่า ถ้าตัวเลขร่วงมากต้องให้แพทย์ตรวจ ไม่ใช่หยุดเอง

ยาความดันทำให้โพแทสเซียมสูงได้ไหม?

ACE inhibitor และ ARB ทำให้โพแทสเซียมในเลือดสูงได้ อาการอาจไม่ชัด จึงต้องตรวจเลือด แนวทางบอกว่าโพแทสเซียมสูงมักจัดการด้วยวิธีลดระดับโพแทสเซียม มากกว่าการลดหรือหยุดยาทันที การเลือกวิธีเป็นของแพทย์

ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs กับยาความดันกินด้วยกันได้ไหม?

ไม่ได้ห้ามทุกคนในทุกสถานการณ์ แต่ ibuprofen, naproxen หรือ diclofenac เมื่อใช้ร่วมกับ ACE inhibitor หรือ ARB โดยเฉพาะถ้าขาดน้ำหรือได้ยาขับปัสสาวะชนิดลูป จะเพิ่มความเสี่ยงไตวายเฉียบพลัน ถามแพทย์หรือเภสัชก่อนใช้ยาแก้ปวด

ท้องเสียแล้วต้องหยุดยาความดันไหม?

ไม่มีรายการหยุดยาเดียวกันสำหรับทุกคน ช่วงอาเจียน ท้องเสีย หรือดื่มน้ำไม่ได้ ความดันและเลือดที่ไปไตเปลี่ยนได้ ให้ติดต่อแพทย์ผู้สั่งยาหรือเภสัชเพื่อแผนของคนนั้น อย่าหยุดเองแล้วไม่บอกใคร

คนไตเสื่อมต้องลดขนาดยาทุกตัวหรือไม่?

ไม่ใช่ทุกตัว แนวทางให้คง ACE inhibitor หรือ ARB แม้ eGFR ต่ำกว่า 30 หากทนได้ ยาบางตัวต้องปรับเมื่อไตทำงานลดลง ให้นำรายชื่อยาและค่า eGFR ไปให้แพทย์ดู

ควรตรวจค่าไตบ่อยแค่ไหน?

หลังเริ่มหรือเพิ่มขนาด ACE inhibitor หรือ ARB ในคนที่เป็นโรคไตเรื้อรัง ให้ตรวจความดัน creatinine และโพแทสเซียมภายใน 2 ถึง 4 สัปดาห์ คนที่เป็นโรคไตเรื้อรังควรได้ทั้ง eGFR และอัลบูมินในปัสสาวะอย่างน้อยปีละครั้ง และถี่ขึ้นเมื่อผลจะเปลี่ยนการรักษา

หยุดยาความดันเองอันตรายไหม?

อันตรายได้ เพราะความดันที่กลับสูงคือตัวที่ทำลายหลอดเลือดในไตและเพิ่มความเสี่ยงหัวใจ การหยุดหรือเปลี่ยนขนาดทำกับแพทย์ผู้สั่งยา

กลไกที่ผู้เขียนใช้อธิบาย

แยกสามชั้น ความดันสูงเรื้อรังทำลายหลอดเลือดและตัวกรองจนอัลบูมินรั่วและ eGFR ลดลงในระยะยาว ACE inhibitor หรือ ARB ลดผลของ angiotensin II จึงลดแรงดันในตัวกรอง ตัวเลขกรองช่วงแรกจึงลดได้ทั้งที่ตัวกรองถูกกดน้อยลง ส่วนไตบาดเจ็บเฉียบพลันเกิดเมื่อการไหลเวียนไปไตต่ำเกิน เช่น ขาดน้ำ ร่วมกับยาขับปัสสาวะชนิดลูปและยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs สามชั้นนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน จึงห้ามหยุดยาเพราะกลัวไตพัง และห้ามวางใจว่าทุกเม็ดปลอดภัยโดยไม่ตรวจ

แหล่งที่ใช้อ่านประกอบ

ข้อจำกัดทางการแพทย์

หน้านี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ได้สั่งให้เริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาจากโพสต์หรือจากผลเลือดใบเดียว เกณฑ์ 30 เปอร์เซ็นต์เป็นถ้อยคำของแนวทางสำหรับแพทย์ที่ใช้กับคนโรคไตเรื้อรัง ไม่ใช่เครื่องคิดที่บ้าน อาการบวมทางเดินหายใจให้โทร 1669