หมวดหมู่: โรคระบบทางเดินอาหาร · อาหารไม่ย่อยเรื้อรังและลำไส้กับสมอง

อาหารไม่ย่อยเรื้อรังเป็นปีรักษาไม่หาย: งานวิจัยบอกอะไร ทำไมกินยาลดกรดแล้วไม่ดีขึ้น และทางเลือกการรักษาขั้นถัดไป

AI Overview / คำตอบด่วน (BLUF)

อาหารไม่ย่อยเรื้อรัง (functional dyspepsia) เกิดจากกระเพาะส่วนบนขยายรับอาหารได้ไม่ดี เส้นประสาทกระเพาะไวเกิน และการอักเสบเล็กน้อยที่ลำไส้เล็กส่วนต้น ยาลดกรดช่วยเพิ่มได้ราว 1 ใน 11 คน ถ้าไม่ดีขึ้น ขั้นต่อไปคือตรวจเชื้อ H. pylori ทบทวนการวินิจฉัย แล้วเลือกยาปรับการรับรู้ ยาช่วยการบีบตัว หรือการบำบัดลำไส้และสมองตามกลุ่มอาการ

บทความนี้ครอบคลุมอะไร:
เกณฑ์ อาหารไม่ย่อย (dyspepsia) แบบเรื้อรังตาม Rome IV
กลไกที่ทำให้กระเพาะผิดปกติทั้งที่ส่องกล้องปกติ ทำไมยาลดกรดช่วยได้จำกัด การตรวจเชื้อ H. pylori
และการรักษาขั้นถัดไปที่มีงานวิจัยรองรับ
สัญญาณแดง ·
สองกลุ่มอาการ ·
สาเหตุที่ต้องทบทวน ·
การรักษาขั้นถัดไป ·
ตารางเปรียบเทียบการรักษา ·
คำถามที่พบบ่อย

คำถามจากกลุ่มสุขภาพ: อาหารไม่ย่อยมาปีกว่า รักษายังไงก็ไม่หาย มีงานวิจัยไหม

สมาชิกคนหนึ่งในกลุ่มสุขภาพถามว่า มีงานวิจัยเรื่องรักษาอาการอาหารไม่ย่อยเรื้อรังบ้างไหม เพราะเป็นมาปีกว่าแล้ว รักษาอย่างไรก็ไม่หาย
คำถามนี้พบบ่อยมาก และส่วนใหญ่ได้ยาลดกรดมาเป็นปีโดยยังไม่ได้แยกว่าอาการเป็นกลุ่มไหน

คำตอบตรง: มีงานวิจัยมาก และการรักษาที่ได้ผลขึ้นกับกลุ่มอาการ ไม่ใช่เพิ่มยาลดกรดไปเรื่อยๆ
ขั้นแรกคือยืนยันว่าไม่มีสัญญาณเตือนและตรวจเชื้อ H. pylori แล้ว จากนั้นแยกว่าเด่นที่แน่นอืดหลังอาหารหรือปวดแสบลิ้นปี่ เพื่อเลือกยาและการบำบัดให้ตรงกลไก
บทความนี้ไม่ทราบผลตรวจของผู้ถาม จึงอธิบายแนวทางทั่วไปไว้ให้คุยกับแพทย์เจ้าของไข้ต่อ

1. อาหารไม่ย่อยเรื้อรังคืออะไร และพบบ่อยแค่ไหน

คำตอบตรง: คืออาการแน่นอืด อิ่มเร็ว หรือปวดแสบลิ้นปี่ที่เป็นต่อเนื่อง โดยส่องกล้องแล้วไม่พบโรคที่อธิบายได้
เกณฑ์ Rome IV กำหนดว่าต้องมีอาการในช่วง 3 เดือนล่าสุด และเริ่มมีอาการมาอย่างน้อย 6 เดือน และจัดเป็นความผิดปกติของการสื่อสารระหว่างลำไส้กับสมอง
(Rome IV 2016,
Ford 2020)

ราว 7%
ของประชากรทั่วไปมีอาหารไม่ย่อยเรื้อรัง (BSG 2022)
NNT 11
ยาลดกรดกลุ่ม PPI: ให้ยา 11 คน ดีขึ้นเพิ่มจากยาหลอก 1 คน (Cochrane 2017)
NNT 6
ยาปรับการรับรู้กลุ่ม TCA และยาต้านโรคจิตขนาดต่ำ (Ford 2017)
73%
อาการดีขึ้นระยะยาวด้วยการสะกดจิตบำบัดแบบเน้นลำไส้ (Calvert 2002)

2. สองกลุ่มอาการที่เลือกการรักษาต่างกัน

คำตอบตรง: แยกให้ได้ก่อนว่าเด่นที่แน่นอืดหลังอาหารหรือปวดแสบลิ้นปี่ เพราะยาที่ได้ผลในแต่ละกลุ่มไม่เหมือนกัน และหลายคนมีทั้งสองแบบซ้อนกัน

ตาราง: กลุ่มแน่นอืดหลังอาหาร (PDS) เทียบกับกลุ่มปวดแสบลิ้นปี่ (EPS)

เกณฑ์ตาม Rome IV — ใช้คุยกับแพทย์เจ้าของไข้ ไม่ใช่การวินิจฉัยตัวเอง

ความต่างของสองกลุ่มอาการในอาหารไม่ย่อยเรื้อรัง
ลักษณะกลุ่มแน่นอืดหลังอาหาร (PDS)กลุ่มปวดแสบลิ้นปี่ (EPS)
อาการเด่นแน่นอืดหลังกินจนรบกวน หรืออิ่มเร็วจนกินมื้อปกติไม่หมด อย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ปวดหรือแสบบริเวณลิ้นปี่จนรบกวน อย่างน้อย 1 วันต่อสัปดาห์
ความสัมพันธ์กับมื้ออาหารเกิดหรือแย่ลงหลังกินชัดเจนเกิดได้ทั้งตอนท้องว่างและหลังกิน
กลไกที่พบบ่อยกระเพาะส่วนบนขยายรับอาหารได้น้อย กระเพาะบีบไล่อาหารช้าในบางคนเส้นประสาทกระเพาะและลำไส้เล็กส่วนต้นไวเกิน ไวต่อกรด
การรักษาที่มักเริ่มมื้อเล็ก ยาช่วยการบีบตัว ยาที่ช่วยกระเพาะขยาย เช่น buspirone หรือ mirtazapine เมื่อน้ำหนักลดยาลดกรดกลุ่ม PPI แล้วตามด้วย TCA ขนาดต่ำ เช่น amitriptyline เมื่อไม่ได้ผล
ข้อสังเกตคลื่นไส้อาเจียนเด่นต้องแยกกระเพาะบีบตัวช้าปวดเป็นพักๆ นานเกิน 30 นาทีร้าวใต้ชายโครงขวาต้องแยกนิ่วในถุงน้ำดี

3. ทำไมกระเพาะยังผิดปกติ ทั้งที่ส่องกล้องปกติ

คำตอบตรง: ปัญหาอยู่ที่การทำงานและการรับรู้ ไม่ใช่แผลที่มองเห็น ส่องกล้องจึงปกติ แต่อาการเป็นของจริงและวัดได้ในงานวิจัย

กระเพาะส่วนบนขยายรับอาหารไม่ดี

ปกติเมื่อเริ่มกิน กระเพาะส่วนบน (fundus) จะคลายตัวเพื่อรับอาหารโดยแรงดันไม่สูง ในผู้ป่วยบางคนส่วนนี้คลายตัวได้น้อย จึงอิ่มเร็วและแน่นหลังกินเพียงเล็กน้อย
การทดลองแบบสลับกลุ่มในผู้ป่วย 17 คนพบว่า buspirone เพิ่มปริมาตรที่กระเพาะขยายรับได้เป็น 229 มิลลิลิตร เทียบกับ 141 มิลลิลิตรเมื่อได้ยาหลอก และลดอาการแน่นอืดและอิ่มเร็ว
(Tack 2012)

เส้นประสาทกระเพาะไวเกิน

ผู้ป่วยจำนวนมากรู้สึกปวดหรือแน่นเมื่อกระเพาะถูกยืดในระดับที่คนทั่วไปไม่รู้สึก และสมองประมวลสัญญาณปวดจากลำไส้ไวขึ้น ความเครียด การนอนไม่พอ และความกังวลต่ออาการทำให้วงจรนี้แรงขึ้น
(Ford 2020)
อ่านเพิ่มเรื่องกระเพาะและหลอดอาหารไวเกิน

ลำไส้เล็กส่วนต้นอักเสบเล็กน้อยและรั่วซึมขึ้น

การศึกษาประชากรสวีเดนที่ส่องกล้องแบบสุ่มพบว่าผู้ที่มีเม็ดเลือดขาวชนิดอีโอซิโนฟิลในลำไส้เล็กส่วนต้นสูง มีโอกาสเป็นอาหารไม่ย่อยเรื้อรังมากกว่า 11.7 เท่า และสัมพันธ์กับอาการอิ่มเร็ว
(Talley 2007)
งานวิจัยต่อมาพบว่าเยื่อบุลำไส้เล็กส่วนต้นของผู้ป่วยยอมให้สารผ่านได้มากขึ้น และยาลดกรดกลุ่ม PPI ลดทั้งเซลล์อักเสบและการรั่วซึมนี้ได้
(Wauters 2021)
นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ยาลดกรดช่วยได้ในบางคน แม้ปัญหาหลักไม่ใช่กรดเกิน

ไม่ใช่การคิดไปเอง: เกณฑ์ Rome IV เรียกกลุ่มนี้ว่าความผิดปกติของการสื่อสารระหว่างลำไส้กับสมอง (disorders of gut-brain interaction)
การที่แพทย์สั่งยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท หรือแนะนำการบำบัดทางจิตใจ หมายถึงการรักษาที่เส้นทางสัญญาณ ไม่ได้แปลว่าอาการไม่จริง

4. ทำไมกินยาลดกรดแล้วไม่หาย

คำตอบตรง: ยาลดกรดช่วยได้จริงแต่ผลไม่มาก และช่วยไม่ได้เลยในคนที่อาการมาจากกลไกอื่นเป็นหลัก

การทบทวนแบบ Cochrane รวม 25 การทดลอง ผู้ร่วมวิจัย 8,453 คน พบว่ายาลดกรดกลุ่ม PPI ลดโอกาสที่อาการยังอยู่ได้เล็กน้อย (RR 0.88) คิดเป็นต้องให้ยา 11 คนจึงดีขึ้นเพิ่มจากยาหลอก 1 คน
ยาขนาดต่ำได้ผลเท่ายาขนาดมาตรฐาน และผลไม่ต่างตามสถานะเชื้อ H. pylori หรือกลุ่มอาการ
(Cochrane 2017)

  • กินยาก่อนอาหาร 30–60 นาทีหรือยัง: ยากลุ่ม PPI ออกฤทธิ์ดีที่สุดเมื่อกินก่อนมื้อแรก
  • เพิ่มขนาดยาไม่ได้ช่วยเพิ่ม: ขนาดต่ำได้ผลเท่าขนาดมาตรฐาน ถ้าครบ 8 สัปดาห์แล้วไม่ดีขึ้น ควรเปลี่ยนกลุ่มการรักษา
  • อาการแน่นอืดอิ่มเร็วเด่น: มักเป็นปัญหากระเพาะขยายรับอาหารหรือการบีบตัว ซึ่งยาลดกรดไม่ได้แก้
  • กินยาลดกรดต่อเนื่องนานโดยไม่มีข้อบ่งชี้: ควรทบทวนกับแพทย์ อ่าน กินยาลดกรดนานไม่หาย

5. รักษามาเป็นปีไม่หาย: สาเหตุที่ต้องทบทวนก่อน

คำตอบตรง: ก่อนเรียกว่าอาหารไม่ย่อยดื้อการรักษา ต้องตรวจให้ครบว่าไม่ใช่โรคอื่นที่รักษาได้
แนวทางอเมริกันและแคนาดาแนะนำตรวจและกำจัดเชื้อ H. pylori ก่อนยากลุ่มอื่น
(ACG/CAG 2017)

ตาราง: สาเหตุที่ต้องทบทวน เบาะแส และการตรวจ

แพทย์จะเลือกการตรวจตามอาการ — ไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่าง

สาเหตุที่เลียนแบบหรือซ้อนกับอาหารไม่ย่อยเรื้อรัง
สาเหตุเบาะแสการตรวจที่ช่วยถ้าพบ
เชื้อ H. pyloriยังไม่เคยตรวจ หรือรักษาแล้วไม่ได้ตรวจยืนยันว่าเชื้อหมดตรวจลมหายใจ ตรวจอุจจาระ หรือตัดชิ้นเนื้อขณะส่องกล้องกำจัดเชื้อ แล้วตรวจซ้ำ อ่าน เชื้อ H. pylori
นิ่วในถุงน้ำดีปวดเป็นพักๆ รุนแรงนานเกิน 30 นาที ใต้ชายโครงขวาหรือลิ้นปี่ ร้าวไปหลังอัลตราซาวด์ช่องท้องประเมินผ่าตัดถุงน้ำดีเมื่อปวดเข้าเกณฑ์ อ่าน นิ่วที่เลียนแบบกรดไหลย้อน
ยาที่ระคายกระเพาะกินยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs แอสไพริน ธาตุเหล็ก metformin หรือยากลุ่ม GLP-1 receptor agonistทบทวนรายการยากับแพทย์หรือเภสัชกรปรับยาหรือเปลี่ยนเวลากินตามแพทย์
กระเพาะบีบตัวช้าคลื่นไส้อาเจียนเด่น มีเบาหวาน อาหารค้างในกระเพาะตรวจการบีบไล่อาหารของกระเพาะเมื่อแพทย์สงสัยคุมน้ำตาล ปรับอาหาร ยาช่วยการบีบตัว
กรดไหลย้อนซ้อนแสบร้อนกลางอก เรอเปรี้ยว อาการกลางคืนวัดกรดและการไหลย้อน 24 ชั่วโมงรักษากรดไหลย้อนควบคู่ อ่าน แสบลิ้นปี่ต่างจากแสบกลางอกอย่างไร
ลำไส้แปรปรวนซ้อนท้องอืดร่วมกับการขับถ่ายเปลี่ยน ปวดดีขึ้นหลังถ่ายประเมินตามเกณฑ์ Rome IVรักษาร่วมกัน อ่าน ลำไส้แปรปรวนร่วมกับอาหารไม่ย่อย

แน่นอืด แสบลิ้นปี่มาเป็นปี — อาการอยู่ระดับไหน และเมื่อไรไม่ควรรอ?

วิเคราะห์ระดับความรุนแรงและรับคำแนะนำเฉพาะบุคคลจาก Advisory team ของเรา — แบบประเมินช่วยดูว่าอาการแสบลิ้นปี่ แน่นอืด และอิ่มเร็วของคุณ
เข้าข่ายรูปแบบไหน รุนแรงระดับใด ใช้ร่วมกับหัวข้อสัญญาณแดงด้านบน แบบประเมินนี้ไม่ใช่การวินิจฉัยโรค

คลิกทำแบบประเมินอาการแสบลิ้นปี่ (ฟรี)

6. การรักษาขั้นถัดไปที่มีงานวิจัยรองรับ

คำตอบตรง: เมื่อยาลดกรดไม่ได้ผล แนวทาง BSG 2022 แนะนำยาปรับการรับรู้กลุ่ม TCA ขนาดต่ำเป็นขั้นที่สอง และเลือกยาอื่นหรือการบำบัดตามกลุ่มอาการ
ชื่อยาด้านล่างเป็นชื่อสามัญเพื่อการศึกษา ต้องให้แพทย์สั่งและติดตาม
(BSG 2022)

คัดกรองก่อนสัญญาณแดงหรืออายุมาก → ส่องกล้องก่อน
ตรวจเชื้อตรวจ H. pylori กำจัดถ้าพบ แล้วตรวจยืนยัน
ยาขั้นแรกPPI ขนาดต่ำ 4–8 สัปดาห์ หรือยาช่วยการบีบตัวในกลุ่มแน่นอืด
ยาขั้นที่สองTCA ขนาดต่ำ หรือ mirtazapine และ buspirone ตามอาการเด่น
เสริมทุกขั้นบำบัดลำไส้และสมอง นักกำหนดอาหาร และแพทย์ทางเดินอาหาร

ยาปรับการรับรู้ระหว่างลำไส้กับสมอง (gut-brain neuromodulators)

การทดลองแบบสุ่มในผู้ป่วย 292 คนที่ไม่มีภาวะซึมเศร้า ให้ยา 10 สัปดาห์ พบว่าอาการดีขึ้นเพียงพอ 53% เมื่อได้ amitriptyline เทียบกับ 40% เมื่อได้ยาหลอก และ 38% เมื่อได้ escitalopram
ในกลุ่มที่ปวดลิ้นปี่เป็นหลัก amitriptyline เพิ่มโอกาสดีขึ้น 3.1 เท่า แต่ผู้ที่กระเพาะบีบไล่อาหารช้าตอบสนองน้อยกว่า
(Talley 2015)

การวิเคราะห์รวม 13 การทดลอง ผู้ป่วย 1,241 คน พบว่ายาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทลดโอกาสที่อาการไม่ดีขึ้น (RR 0.78, NNT 6)
แต่ประโยชน์จำกัดอยู่ที่ยากลุ่ม TCA และยาต้านโรคจิตขนาดต่ำ และผลข้างเคียงจนต้องหยุดยาพบมากขึ้น (NNH 21)
(Ford 2017)

อิ่มเร็วและน้ำหนักลด: mirtazapine และ buspirone

การทดลองนำร่องในผู้ป่วย 34 คนที่น้ำหนักลดเกิน 10% พบว่า mirtazapine 15 มิลลิกรัมช่วยเรื่องอิ่มเร็ว ความทนต่ออาหาร คุณภาพชีวิต และน้ำหนักตัวได้ดีกว่ายาหลอก
(Tack 2016)
ส่วน buspirone ช่วยให้กระเพาะส่วนบนขยายรับอาหารได้มากขึ้นในการทดลอง 17 คน ทั้งสองงานยังเล็ก จึงใช้ตามดุลยพินิจของแพทย์
(Tack 2012)

ยาช่วยการบีบตัวของกระเพาะ (prokinetics)

ใช้ในกลุ่มแน่นอืดหลังอาหาร เช่น domperidone, itopride และ acotiamide ซึ่งมีจำหน่ายต่างกันในแต่ละประเทศ แนวทาง BSG ระบุว่าอาจช่วยได้แต่หลักฐานยังไม่แข็งแรง
domperidone ต้องระวังหัวใจเต้นผิดจังหวะในผู้สูงอายุหรือผู้กินยาที่ยืดช่วง QT จึงใช้ขนาดต่ำในระยะสั้นตามแพทย์
(BSG 2022)

การบำบัดลำไส้และสมอง: สะกดจิตบำบัดและการบำบัดความคิด

การทดลองแบบสุ่มในผู้ป่วย 126 คนพบว่าการสะกดจิตบำบัดแบบเน้นลำไส้ทำให้อาการดีขึ้น 73% เมื่อติดตามที่ 56 สัปดาห์ เทียบกับ 34% ในกลุ่มบำบัดแบบประคับประคองร่วมยาหลอก และ 43% ในกลุ่มรักษาด้วยยา
ระหว่างติดตาม 82–90% ของกลุ่มเปรียบเทียบต้องเริ่มยาใหม่ ขณะที่กลุ่มสะกดจิตบำบัดไม่มีใครต้องเริ่มยา
(Calvert 2002)
การบำบัดความคิดและพฤติกรรม (CBT) ที่เน้นอาการลำไส้เป็นอีกทางเลือกเมื่อยาไม่ได้ผล

อาหาร: สิ่งที่ช่วยได้จริง และสิ่งที่หลักฐานยังจำกัด

  • มื้อเล็กหลายมื้อ ลดอาหารไขมันสูงและมื้อใหญ่: ลดแรงยืดกระเพาะ เหมาะกับกลุ่มแน่นอืด แต่ไม่ควรลดอาหารจนน้ำหนักลด
  • อาหาร Low-FODMAP: หลักฐานส่วนใหญ่มาจากลำไส้แปรปรวน ในอาหารไม่ย่อยเรื้อรังยังมีข้อมูลจำกัด เหมาะเมื่อมีท้องอืดหรือลำไส้แปรปรวนซ้อน และควรทำกับนักกำหนดอาหารในระยะสั้น
  • สารสกัดขิงร่วมกับใบอาร์ติโชก: การทดลองแบบสุ่มหนึ่งงานในผู้ป่วย 126 คน นาน 4 สัปดาห์ ลดคลื่นไส้ แน่นลิ้นปี่ ปวดลิ้นปี่ และท้องอืดได้มากกว่ายาหลอก แต่ไม่ได้วัดการบีบตัวของกระเพาะ และผู้วิจัยบางส่วนมาจากบริษัทผู้ผลิต
    (Giacosa 2015)
    ผู้มีนิ่วในถุงน้ำดีควรเลี่ยงอาร์ติโชก ผู้กินยาต้านการแข็งตัวของเลือดควรถามแพทย์ก่อนใช้ขิงขนาดสูง

7. ความเชื่อที่ต้องแก้ เกี่ยวกับอาหารไม่ย่อยเรื้อรัง

คำตอบตรง: หลายข้อความที่แชร์กันถูกบางส่วน แต่ถ้าเชื่อเกินจริงอาจทำให้หยุดยาที่ช่วยอยู่ หรือคาดหวังผลเกินที่งานวิจัยพบ

“อาหารไม่ย่อยไม่เกี่ยวกับกรดเลย ยาลดกรดไม่มีประโยชน์” — ไม่ตรงนัก

ส่วนใหญ่ไม่ได้มีกรดเกิน แต่ยาลดกรดช่วยได้จริงในส่วนหนึ่ง (NNT 11) และอาจช่วยผ่านการลดการอักเสบในลำไส้เล็กส่วนต้น ไม่ใช่แค่ลดกรด
(Cochrane 2017,
Wauters 2021)

“ยาต้านซึมเศร้าขนาดต่ำได้ผลดีมากกับทุกคน” — เกินจริง

amitriptyline ช่วยเพิ่มจาก 40% เป็น 53% และได้ผลชัดในกลุ่มปวดลิ้นปี่ ส่วนยากลุ่ม SSRI อย่าง escitalopram ไม่ได้ผลดีกว่ายาหลอก
ยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทจึงต้องเลือกชนิดให้ตรงกลุ่มอาการ
(Talley 2015)

“ขิงกับอาร์ติโชกกระตุ้นการบีบตัวของกระเพาะอย่างมาก” — หลักฐานยังไม่ถึง

มีการทดลองเพียงหนึ่งงาน 4 สัปดาห์ ที่วัดอาการ ไม่ได้วัดการบีบตัว จึงใช้เป็นตัวเสริมได้ แต่ไม่ควรใช้แทนการตรวจหรือการรักษาหลัก

“มีศัพท์เฉพาะว่าลำไส้ปนเปื้อนหรืออักเสบรุนแรง” — ไม่ใช่คำทางการแพทย์

สิ่งที่งานวิจัยพบจริงคือการอักเสบระดับเล็กน้อยจากเซลล์อีโอซิโนฟิลและแมสต์เซลล์ และเยื่อบุลำไส้เล็กส่วนต้นยอมให้สารผ่านมากขึ้นในบางคน
ซึ่งตรวจเห็นได้จากชิ้นเนื้อ ไม่ได้หมายถึงลำไส้สกปรกหรือต้องล้างพิษ
(Talley 2007)

“เป็นมาปีกว่าแล้ว แปลว่ารักษาไม่ได้” — ไม่จริง

หลายคนยังไม่ได้ลองการรักษาขั้นที่สอง ไม่ได้ตรวจเชื้อ H. pylori หรือยังไม่ได้แยกกลุ่มอาการ อาการมักขึ้นลงตามช่วงชีวิต
เป้าหมายที่เป็นจริงคือลดความถี่และความรุนแรงจนใช้ชีวิตได้ปกติ

ตาราง: เปรียบเทียบทางเลือกการรักษาอาหารไม่ย่อยเรื้อรัง

ยา ทางเลือกธรรมชาติ และการปรับพฤติกรรม เทียบกันตามความเหมาะสม หลักฐาน และข้อควรระวัง — ชื่อยาเป็นชื่อสามัญ

ทางเลือกเหมาะกับหลักฐานข้อควรระวัง
กำจัดเชื้อ H. pyloriผลตรวจพบเชื้อแนวทาง ACG/CAG 2017 แนะนำเป็นขั้นแรกต้องตรวจยืนยันว่าเชื้อหมดหลังรักษา
ยาลดกรดกลุ่ม PPI (เช่น omeprazole)ปวดแสบลิ้นปี่ หรืออาการซ้อนกรดไหลย้อน25 การทดลอง 8,453 คน NNT 11 (Cochrane 2017)ขนาดต่ำได้ผลเท่าขนาดมาตรฐาน ไม่ได้ผลใน 8 สัปดาห์ควรทบทวน
TCA ขนาดต่ำ (เช่น amitriptyline)ปวดแสบลิ้นปี่ที่ยาลดกรดไม่ได้ผล53% เทียบ 40% (Talley 2015) NNT 6 (Ford 2017)ง่วง ปากแห้ง ท้องผูก ตอบสนองน้อยถ้ากระเพาะบีบไล่อาหารช้า
mirtazapine ขนาดต่ำอิ่มเร็ว กินได้น้อย น้ำหนักลดการทดลองนำร่อง 34 คน (Tack 2016)ง่วง น้ำหนักเพิ่ม การทดลองยังเล็ก
buspironeแน่นอืด อิ่มเร็วกระเพาะขยายรับได้ 229 เทียบ 141 มล. (Tack 2012, 17 คน)เวียนศีรษะ การทดลองยังเล็ก
ยาช่วยการบีบตัว (เช่น domperidone, itopride, acotiamide)แน่นอืดหลังอาหารอาจช่วยได้ หลักฐานยังไม่แข็งแรง (BSG 2022)domperidone ระวังหัวใจเต้นผิดจังหวะ จำหน่ายต่างกันตามประเทศ
สะกดจิตบำบัด หรือ CBT ที่เน้นลำไส้ยาไม่ได้ผล มีความเครียดหรือกังวลร่วมดีขึ้น 73% เทียบ 34–43% ที่ 56 สัปดาห์ (Calvert 2002)ต้องหาผู้บำบัดที่ชำนาญด้านลำไส้
มื้อเล็ก ลดไขมันและมื้อใหญ่ทุกคน โดยเฉพาะกลุ่มแน่นอืดคำแนะนำตามแนวทาง หลักฐานจากการทดลองจำกัดไม่ควรลดอาหารจนน้ำหนักลด
อาหาร Low-FODMAPท้องอืดหรือลำไส้แปรปรวนซ้อนหลักฐานหลักมาจากลำไส้แปรปรวน ในอาหารไม่ย่อยยังจำกัดทำกับนักกำหนดอาหาร ระยะสั้น แล้วค่อยเพิ่มอาหารกลับ
สารสกัดขิงร่วมกับใบอาร์ติโชกอยากใช้ตัวเสริมร่วมกับการรักษาหลักการทดลองเดียว 126 คน 4 สัปดาห์ (Giacosa 2015)นิ่วในถุงน้ำดี ยาต้านการแข็งตัวของเลือด คุณภาพผลิตภัณฑ์ต่างกัน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

อาหารไม่ย่อยเรื้อรัง (functional dyspepsia) คืออะไร ต่างจากโรคกระเพาะทั่วไปอย่างไร?

คือภาวะที่มีอาการแน่นอืดหลังอาหาร อิ่มเร็ว ปวดหรือแสบลิ้นปี่ ต่อเนื่องในช่วง 3 เดือนล่าสุด และเริ่มมีอาการมาอย่างน้อย 6 เดือน โดยส่องกล้องแล้วไม่พบแผล ก้อน หรือโรคที่อธิบายอาการได้ เกณฑ์ Rome IV แบ่งเป็นกลุ่มแน่นอืดหลังอาหาร (PDS) และกลุ่มปวดแสบลิ้นปี่ (EPS) ซึ่งเลือกการรักษาต่างกัน ภาวะนี้พบราว 7 เปอร์เซ็นต์ของประชากร และจัดเป็นความผิดปกติของการสื่อสารระหว่างลำไส้กับสมอง ไม่ใช่การคิดไปเอง

ทำไมกินยาลดกรดแล้วไม่หาย?

เพราะกรดเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกลไก การทบทวนแบบ Cochrane จาก 25 การทดลอง ผู้ร่วมวิจัย 8,453 คน พบว่ายาลดกรดกลุ่ม PPI ช่วยได้จริงแต่ผลไม่มาก ต้องให้ยาราว 11 คนจึงจะมี 1 คนที่ดีขึ้นเพิ่มจากยาหลอก คนที่อาการมาจากกระเพาะขยายรับอาหารไม่ดี เส้นประสาทไวเกิน หรือความเครียดเป็นหลัก มักไม่ดีขึ้นด้วยยาลดกรดอย่างเดียว ถ้ากินถูกวิธีครบ 8 สัปดาห์แล้วไม่ดีขึ้น ควรทบทวนการวินิจฉัยและเปลี่ยนกลุ่มการรักษา แทนการเพิ่มขนาดยาลดกรดไปเรื่อยๆ

ยาต้านซึมเศร้าขนาดต่ำช่วยอาหารไม่ย่อยได้จริงไหม ทั้งที่ไม่ได้ซึมเศร้า?

ช่วยได้ในบางคน แต่ไม่ใช่ทุกคน การทดลองแบบสุ่มในผู้ป่วย 292 คนที่ไม่มีภาวะซึมเศร้า พบว่า amitriptyline ขนาดต่ำทำให้อาการดีขึ้นเพียงพอ 53 เปอร์เซ็นต์ เทียบกับยาหลอก 40 เปอร์เซ็นต์ และได้ผลชัดในกลุ่มที่ปวดลิ้นปี่เป็นหลัก ส่วน escitalopram ไม่ได้ผลดีกว่ายาหลอก ยากลุ่มนี้ใช้ขนาดต่ำกว่าที่ใช้รักษาซึมเศร้ามาก เพื่อลดความไวของเส้นประสาทระหว่างลำไส้กับสมอง แพทย์ต้องประเมินผลข้างเคียง เช่น ง่วง ปากแห้ง ท้องผูก

อิ่มเร็ว กินได้นิดเดียว น้ำหนักลด ควรทำอย่างไร?

น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจเป็นสัญญาณเตือนที่ต้องส่องกล้องและตรวจหาสาเหตุอื่นก่อน เมื่อแพทย์ยืนยันว่าเป็นอาหารไม่ย่อยเรื้อรังแล้ว การทดลองขนาดเล็กในผู้ป่วย 34 คนที่น้ำหนักลดเกิน 10 เปอร์เซ็นต์ พบว่า mirtazapine ขนาดต่ำช่วยเรื่องอิ่มเร็ว ความทนต่ออาหาร คุณภาพชีวิต และน้ำหนักตัว ส่วน buspirone ช่วยให้กระเพาะส่วนบนขยายรับอาหารได้มากขึ้นในการทดลอง 17 คน ควรใช้ร่วมกับการแบ่งมื้อเล็กหลายมื้อและลดอาหารไขมันสูง

เชื้อ H. pylori เกี่ยวกับอาหารไม่ย่อยเรื้อรังอย่างไร?

แนวทางของวิทยาลัยแพทย์ระบบทางเดินอาหารอเมริกันและแคนาดาแนะนำให้ตรวจหาเชื้อ H. pylori และกำจัดเชื้อถ้าพบในผู้มีอาการอาหารไม่ย่อย เพราะการกำจัดเชื้อช่วยลดอาการได้ในส่วนหนึ่งและลดความเสี่ยงแผลในกระเพาะ ถ้ารักษามาเป็นปีแต่ยังไม่เคยตรวจเชื้อ หรือรักษาเชื้อแล้วยังไม่ได้ตรวจยืนยันว่าเชื้อหมด ควรคุยกับแพทย์เรื่องนี้ก่อนเปลี่ยนไปใช้ยากลุ่มอื่น

ขิงกับอาร์ติโชกช่วยให้กระเพาะบีบตัวดีขึ้นจริงไหม?

หลักฐานยังจำกัด มีการทดลองแบบสุ่มเพียงหนึ่งงานในผู้ป่วย 126 คน นาน 4 สัปดาห์ พบว่าสารสกัดขิงร่วมกับใบอาร์ติโชกลดอาการคลื่นไส้ แน่นลิ้นปี่ ปวดลิ้นปี่ และท้องอืดได้มากกว่ายาหลอก แต่งานนี้ไม่ได้วัดการบีบตัวของกระเพาะโดยตรง และผู้วิจัยบางส่วนมาจากบริษัทผู้ผลิตสารสกัด คุณภาพผลิตภัณฑ์ในท้องตลาดยังต่างกันมาก ผู้มีนิ่วในถุงน้ำดีควรเลี่ยงอาร์ติโชก และผู้กินยาต้านการแข็งตัวของเลือดควรถามแพทย์ก่อนใช้ขิงขนาดสูง

การสะกดจิตบำบัดหรือการบำบัดความคิดช่วยอาการกระเพาะได้จริงหรือ?

มีหลักฐานสนับสนุน การทดลองแบบสุ่มในผู้ป่วย 126 คนพบว่ากลุ่มที่ได้รับการสะกดจิตบำบัดแบบเน้นลำไส้ อาการดีขึ้น 73 เปอร์เซ็นต์เมื่อติดตามที่ 56 สัปดาห์ เทียบกับ 34 และ 43 เปอร์เซ็นต์ในกลุ่มเปรียบเทียบ และไม่มีใครในกลุ่มนี้ต้องเริ่มยาใหม่ระหว่างติดตาม แนวทางของสมาคมโรคระบบทางเดินอาหารอังกฤษปี 2022 ก็สนับสนุนการบำบัดทางจิตใจที่เน้นลำไส้และสมองเมื่อยาไม่ได้ผล การรักษานี้ไม่ได้แปลว่าอาการเป็นเรื่องในใจ แต่ช่วยปรับการส่งสัญญาณระหว่างลำไส้กับสมอง

อาการแบบไหนที่ต้องส่องกล้อง แม้เคยตรวจแล้วว่าเป็นอาหารไม่ย่อยเรื้อรัง?

ควรพบแพทย์ใหม่เมื่ออาการเปลี่ยนไปหรือมีสัญญาณเตือน ได้แก่ น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ กลืนลำบากหรือกลืนเจ็บ อาเจียนซ้ำ อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำ ซีดหรือโลหิตจาง คลำได้ก้อนในท้อง หรือมีคนในครอบครัวเป็นมะเร็งกระเพาะหรือหลอดอาหาร แนวทางอเมริกันและแคนาดาแนะนำส่องกล้องในผู้มีอาการอายุ 60 ปีขึ้นไป ส่วนในประเทศแถบเอเชียที่มะเร็งกระเพาะพบมากกว่า แพทย์มักพิจารณาส่องกล้องตั้งแต่อายุน้อยกว่านี้

กลไกทางวิทยาศาสตร์ (Scientific mechanism)

กระเพาะสองส่วนทำงานต่างกัน: กระเพาะส่วนบนทำหน้าที่เป็นที่พักอาหาร คลายตัวผ่านสัญญาณเส้นประสาทเวกัสทันทีที่เริ่มกิน ส่วนกระเพาะส่วนล่างบดและบีบไล่อาหารลงลำไส้เล็ก
ถ้าส่วนบนคลายตัวไม่พอ อาหารจะกระจายไปส่วนล่างเร็วและยืดผนังกระเพาะ ทำให้อิ่มเร็วและแน่น
(Tack 2012)

ลำไส้เล็กส่วนต้นเป็นจุดเริ่มสัญญาณ: เยื่อบุที่ยอมให้สารผ่านมากขึ้นกระตุ้นเซลล์อีโอซิโนฟิลและแมสต์เซลล์ ซึ่งหลั่งสารที่ทำให้ปลายประสาทไวขึ้น
และส่งสัญญาณย้อนไปลดการคลายตัวของกระเพาะ ยาลดกรดลดทั้งเซลล์อักเสบและการรั่วซึมนี้ได้ในบางคน
(Wauters 2021,
Talley 2007)

สมองปรับระดับเสียงของสัญญาณ: สมองทำหน้าที่เหมือนปุ่มปรับเสียง ความเครียดและความกังวลเปิดเสียงสัญญาณปวดจากลำไส้ให้ดังขึ้น
ยา TCA ขนาดต่ำและการบำบัดลำไส้และสมองช่วยลดเสียงนี้ ส่วน buspirone กระตุ้นตัวรับซีโรโทนินชนิด 5-HT1A ที่ช่วยให้กระเพาะส่วนบนคลายตัว และ mirtazapine ช่วยเรื่องอิ่มเร็วและความอยากอาหารผ่านตัวรับซีโรโทนินและฮิสตามีน
(Rome IV 2016,
Ford 2017)

เรียบเรียงและทบทวนโดย

แหล่งอ้างอิงวิชาการ (E-E-A-T)

อ่านโปรไฟล์ผู้เขียน

ข้อจำกัดความรับผิดชอบทางการแพทย์

บทความนี้ให้ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับอาหารไม่ย่อยเรื้อรังและงานวิจัยด้านการรักษา ไม่ใช่การวินิจฉัย ใบสั่งยา หรือแผนการรักษาเฉพาะบุคคล
ชื่อยาเป็นชื่อสามัญเพื่อการศึกษา การเริ่ม หยุด หรือปรับยา รวมถึงการใช้สมุนไพรและอาหารเสริม ต้องเป็นไปตามแพทย์เจ้าของไข้
หากน้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ กลืนลำบาก อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำ หรือปวดท้องรุนแรง ให้พบแพทย์โดยเร็วหรือโทร 1669 ในกรณีฉุกเฉิน