หมวด: โรคมะเร็ง · การดูแลระหว่างเคมีบำบัด · โภชนาการ

หลังคีโมกลับบ้าน คลื่นไส้ ท้องอืด ท้องเสีย กินไม่ได้: อาการจะดีขึ้นเมื่อไร ผู้ดูแลช่วยอย่างไร และสัญญาณที่ต้องกลับโรงพยาบาล

AI Overview / คำตอบด่วน (BLUF)

คลื่นไส้ ท้องอืด ท้องเสีย และกินไม่ได้หลังคีโมพบบ่อย แต่ไม่ใช่ทุกคนที่อาการจะหายเองใน 3–7 วัน คลื่นไส้มักเป็นมากในวันที่ 1–5 ส่วนท้องเสียขึ้นกับชนิดยา
ผู้ดูแลช่วยได้ด้วยการให้ยาแก้คลื่นไส้ตามเวลาที่สั่ง จิบน้ำเกลือแร่ แบ่งอาหารมื้อเล็ก และพาไปโรงพยาบาลทันทีถ้ามีไข้ ท้องเสียหลายครั้ง หรือดื่มน้ำไม่ได้

บทความนี้ครอบคลุม:
คลื่นไส้อาเจียนจากการรักษามะเร็ง (NCI) ·
ท้องเสียจากการรักษามะเร็ง (NCI) ·
เบื่ออาหาร (NCI)
·
สัญญาณอันตราย ·
สาเหตุและช่วงเวลา ·
ยาแก้คลื่นไส้ ·
ท้องเสีย ·
กินไม่ได้ ·
4 แนวทางสำหรับผู้ดูแล ·
คำถามที่พบบ่อย

หมายเหตุ: บทความนี้ไม่ได้วินิจฉัยบุคคลใด และเรื่องเล่าด้านล่างเขียนใหม่โดยไม่ระบุตัวตน

คำถามจากผู้ดูแล: กลับจากคีโมแล้วกินอะไรไม่ได้ อาการจะหายไหม

ผู้ดูแลท่านหนึ่งเล่าว่าหลังพาผู้ป่วยสูงวัยในครอบครัวกลับจากให้เคมีบำบัด ผู้ป่วยพะอืดพะอม ท้องอืด ท้องเสีย และแทบไม่ยอมกินอะไรเลย
จึงกังวลว่าอาการเหล่านี้จะหายไหม และควรดูแลอย่างไร

คำถามนี้พบบ่อยมาก คำตอบสั้นๆ คือ ส่วนใหญ่ดีขึ้นได้ แต่ไม่ควรรอเฉยๆ
เพราะอาการจะดีขึ้นเร็วแค่ไหนขึ้นกับสูตรยา การกินยาแก้คลื่นไส้ให้ถูกเวลา การชดเชยน้ำและเกลือแร่ และการแจ้งทีมรักษาให้ทันเมื่อมีสัญญาณอันตราย
บทความนี้สรุปงานวิจัยจาก PubMed และแนวทางเวชปฏิบัติ MASCC/ESMO, ESMO, ASCO/IDSA และ ESPEN สำหรับผู้ดูแลที่บ้าน

สัญญาณที่ต้องโทรหาทีมรักษาหรือกลับโรงพยาบาล (Red Flags)

  • ไข้ตั้งแต่ 38.0°C ขึ้นไป หรือหนาวสั่น — โดยเฉพาะช่วงประมาณวันที่ 7–14 หลังให้ยาที่เม็ดเลือดขาวมักต่ำสุด ไปโรงพยาบาลทันที ไม่ต้องรอดูอาการ แนวทาง ASCO/IDSA ให้เริ่มยาฆ่าเชื้อภายใน 1 ชั่วโมงหลังถึงโรงพยาบาล
  • ถ่ายเหลวมากกว่าปกติตั้งแต่ 4 ครั้งต่อวัน — โทรแจ้งทีมรักษา ถ้ามากกว่าปกติตั้งแต่ 7 ครั้งต่อวัน กลั้นไม่อยู่ หรือถ่ายกลางคืนจนนอนไม่ได้ ให้ไปโรงพยาบาล
  • ปากแห้ง ปัสสาวะน้อยหรือสีเข้ม เวียนศีรษะเวลาลุกยืน ซึม หรือสับสน — สัญญาณขาดน้ำ
  • อาเจียนจนดื่มน้ำหรือกินยาไม่อยู่ หรือดื่มน้ำได้น้อยมากเกือบทั้งวัน
  • ถ่ายเป็นเลือด ถ่ายดำ หรืออาเจียนเป็นเลือด
  • ปวดท้องรุนแรง ท้องอืดแข็ง ไม่ผายลม หรือไม่ถ่ายหลายวันร่วมกับอาเจียน
  • กำลังกินยาเคมีชนิดเม็ดที่บ้าน เช่น capecitabine แล้วท้องเสียมาก แผลในปาก หรือมือเท้าแดงพอง — โทรถามทีมรักษาก่อนกินยามื้อต่อไป

ถ้าหมดสติ หายใจลำบาก หรือซึมมากจนปลุกไม่ตื่น ให้โทร 1669

1. ทำไมหลังคีโมถึงคลื่นไส้ ท้องอืด ท้องเสีย และกินไม่ได้

คลื่นไส้มี 2 ช่วง และช่วงหลังมักถูกมองข้าม

การศึกษาในผู้ป่วย 298 คนจาก 6 ประเทศ (Grunberg 2004)
แบ่งคลื่นไส้เป็นช่วงเฉียบพลัน (วันแรก) และช่วงหลัง (วันที่ 2–5)
คลื่นไส้ช่วงหลังเกิด 60% ในสูตรยาที่กระตุ้นอาเจียนสูง และ 52% ในสูตรระดับปานกลาง และเกิดได้แม้วันแรกไม่มีอาการ
แพทย์และพยาบาลมากกว่า 75% ประเมินอาการช่วงหลังต่ำกว่าความจริง ผู้ดูแลจึงควรบอกทีมรักษาเสมอว่าอาการที่บ้านเป็นอย่างไร

ท้องเสียและท้องอืดมาจากเยื่อบุลำไส้บาดเจ็บ

ยาเคมีบำบัดทำลายเซลล์ที่แบ่งตัวเร็ว รวมถึงเยื่อบุลำไส้ ทำให้ดูดซึมน้ำและอาหารได้น้อยลง
บทความทบทวน (Stein 2010)
รายงานว่าท้องเสียจากเคมีบำบัดพบได้ 50–80% ในบางสูตร เช่น ฟลูออโรยูราซิล (5-FU) แบบฉีดเร็ว หรือสูตรที่มี irinotecan ร่วมกับฟลูออโรไพริมิดีน และมากกว่า 30% เป็นระดับรุนแรง
การศึกษาในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ 150 คน (Osterlund 2004)
พบภาวะย่อยแลคโตสไม่ได้เพิ่มจาก 24% เป็น 35% ระหว่างได้ยา ทำให้ท้องอืด ผายลม และท้องเสียเมื่อดื่มนม และกลับเป็นปกติหลังหยุดยา

ท้องอืดไม่ได้มาจากท้องเสียเสมอไป

ท้องอืดหลังคีโมอาจเกิดจากท้องผูก เพราะยาแก้คลื่นไส้กลุ่มต้านตัวรับ 5-HT3 และยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์ทำให้ลำไส้เคลื่อนไหวช้า
ถ้าท้องอืดแต่ไม่ค่อยถ่าย ให้บอกทีมรักษา เพราะวิธีแก้ต่างจากท้องเสียโดยสิ้นเชิง

60%คลื่นไส้ช่วงวันที่ 2–5 ในสูตรยากระตุ้นอาเจียนสูง (Grunberg 2004)
52%คลื่นไส้ช่วงวันที่ 2–5 ในสูตรระดับปานกลาง
50–80%ท้องเสียในบางสูตรยา (Stein 2010)
24% → 35%ภาวะย่อยแลคโตสไม่ได้ระหว่างได้ 5-FU (Osterlund 2004)

ตารางนี้สรุปอาการ สาเหตุที่พบบ่อย การดูแลที่บ้าน และเมื่อไรต้องโทรหาทีมรักษา บนมือถือจะแสดงเป็นการ์ด

อาการทางเดินอาหารหลังคีโม: สาเหตุและการดูแล
อาการสาเหตุที่พบบ่อยดูแลที่บ้านโทรหาทีมรักษาเมื่อ
คลื่นไส้ อาเจียนยากระตุ้นศูนย์อาเจียนในสมองและลำไส้ ช่วงหลังวันที่ 2–5กินยาตามเวลา มื้อเล็ก อาหารไม่มีกลิ่นแรงอาเจียนจนกินยาหรือน้ำไม่อยู่
ท้องเสียเยื่อบุลำไส้บาดเจ็บ ย่อยแลคโตสไม่ได้ ติดเชื้อน้ำเกลือแร่ งดนม อาหารมัน เผ็ดมากกว่าปกติตั้งแต่ 4 ครั้งต่อวัน มีไข้ หรือมีเลือด
ท้องอืดก๊าซจากแลคโตส ท้องผูกจากยาลดนมและน้ำอัดลม เดินเบาๆท้องแข็ง ปวดมาก ไม่ผายลม
ท้องผูกยาแก้คลื่นไส้กลุ่ม 5-HT3 ยาแก้ปวด กินและดื่มน้อยดื่มน้ำ ขยับร่างกาย ถามทีมเรื่องยาระบายไม่ถ่ายเกิน 3 วันร่วมกับปวดท้องหรืออาเจียน
กินไม่ได้คลื่นไส้ รับรสเปลี่ยน แผลในปาก สารอักเสบจากโรคมื้อเล็ก 5–6 มื้อ อาหารที่ชอบ ไม่บังคับกินได้น้อยต่อเนื่อง น้ำหนักลด

2. ยาแก้คลื่นไส้: กินตามเวลา ไม่ใช่รอให้มีอาการ

ยาป้องกันจัดตามระดับความเสี่ยงของสูตรยา

ยาแก้คลื่นไส้ต้องกินตามเวลาที่แพทย์สั่ง ไม่ใช่รอให้มีอาการ
แนวทาง MASCC/ESMO ปี 2023 จัดยาป้องกันตามระดับที่สูตรยากระตุ้นอาเจียน
สูตรเสี่ยงสูงใช้ยา 4 กลุ่มร่วมกัน คือ กลุ่มต้านตัวรับ 5-HT3 (เช่น ondansetron, palonosetron) กลุ่มต้านตัวรับ NK1 (เช่น aprepitant) dexamethasone และ olanzapine
(Herrstedt 2023)
ส่วนสูตรเสี่ยงปานกลางใช้ 2–3 กลุ่ม และให้ dexamethasone เฉพาะวันแรก
(Scotté 2023)
ยาบางตัวกินเช้า บางตัวกินก่อนนอน จึงควรจดตารางเวลาไว้ข้างกล่องยา

olanzapine ช่วยคลื่นไส้ช่วงหลัง แต่ทำให้ง่วง

การทดลองแบบสุ่มในผู้ป่วย 380 คน (Navari 2016)
พบว่าการเพิ่ม olanzapine ทำให้ไม่มีคลื่นไส้ตลอด 5 วัน 37% เทียบกับ 22% ในกลุ่มยาหลอก
แต่ 5% ง่วงมากในวันที่ 2 ผู้ป่วยสูงวัยจึงควรมีคนช่วยพยุงตอนลุกเข้าห้องน้ำ

ถ้ากินยาครบแล้วยังคลื่นไส้

แนวทางสำหรับผู้ป่วยของ MASCC (Affronti 2024)
แนะนำให้ผู้ป่วยและผู้ดูแลรู้ว่าเมื่อไรต้องโทรหาทีม และสิ่งที่ผู้ดูแลช่วยได้
ถ้ากินยาตามเวลาแล้วยังอาเจียน ให้โทรแจ้ง เพราะแพทย์สามารถเพิ่มยาช่วยเมื่อมีอาการ หรือปรับยาป้องกันในรอบถัดไปได้
ไม่ควรเพิ่มขนาดยาเองหรือหยุดยาเพราะคิดว่าไม่ได้ผล

3. ท้องเสียหลังคีโม: นับจำนวนครั้ง ชดเชยน้ำ และรู้ว่าเมื่อไรอันตราย

นับเทียบกับจำนวนครั้งที่ถ่ายปกติ

ทีมรักษาประเมินความรุนแรงจากเกณฑ์ CTCAE ของสถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐฯ
ซึ่งนับจำนวนครั้งที่ถ่ายมากกว่าปกติของผู้ป่วยคนนั้น ผู้ดูแลจึงควรจดจำนวนครั้ง ลักษณะอุจจาระ และอุณหภูมิทุกวัน

ตารางนี้สรุประดับความรุนแรงของท้องเสียและสิ่งที่ควรทำ บนมือถือจะแสดงเป็นการ์ด

ระดับความรุนแรงของท้องเสีย (CTCAE) และสิ่งที่ควรทำ
ระดับถ่ายมากกว่าปกติลักษณะอื่นควรทำอะไร
ระดับ 1น้อยกว่า 4 ครั้งต่อวันยังทำกิจวัตรได้น้ำเกลือแร่ ปรับอาหาร จดบันทึก
ระดับ 24–6 ครั้งต่อวันทำกิจวัตรได้น้อยลงโทรแจ้งทีมรักษาวันนั้น
ระดับ 3 ขึ้นไปตั้งแต่ 7 ครั้งต่อวันกลั้นไม่อยู่ ดูแลตัวเองไม่ได้ไปโรงพยาบาล
มีสัญญาณร่วมทุกจำนวนครั้งไข้ ปวดท้องมาก มีเลือด ขาดน้ำไปโรงพยาบาลทันที

ท้องเสียแบบมีภาวะแทรกซ้อนต้องรักษาเร็ว

แนวทางของผู้เชี่ยวชาญ (Benson 2004)
เกิดขึ้นหลังพบการเสียชีวิตระยะแรกจากท้องเสียรุนแรงในการทดลองยา irinotecan ร่วมกับฟลูออโรยูราซิล
แนวทางนี้ใช้ loperamide เป็นยาหลักในท้องเสียที่ไม่ซับซ้อน แต่ถ้ามีไข้ ปวดท้อง ขาดน้ำ หรือเม็ดเลือดขาวต่ำ ต้องรักษาเร็วและอาจต้องให้ยาฆ่าเชื้อ
แนวทาง ESMO (Bossi 2018) ให้หลักการเดียวกัน
ใช้ loperamide ตามขนาดและเวลาที่ทีมรักษาสั่งเท่านั้น และไม่ควรใช้เองถ้ามีไข้หรือถ่ายเป็นเลือด

การติดเชื้อและยีน DPYD

ท้องเสียอาจไม่ได้มาจากยาเคมีเสมอไป ข้อมูลระดับประเทศของสหรัฐฯ (Roldan 2026)
พบการติดเชื้อ C. difficile ประมาณ 1 ใน 70 ของการนอนโรงพยาบาลของผู้ป่วยมะเร็ง และอัตราเสียชีวิต 7.3% เทียบกับ 4.5% ในผู้ที่ไม่ติดเชื้อ
ถ้าเพิ่งได้ยาฆ่าเชื้อแล้วถ่ายเหลวมาก ควรบอกทีมรักษาเพื่อตรวจอุจจาระ
ส่วนผู้ที่ได้ยากลุ่มฟลูออโรไพริมิดีน (5-FU หรือ capecitabine) การศึกษาในผู้ป่วย 1,103 คน (Henricks 2018)
พบผลข้างเคียงรุนแรง 39% ในผู้มีความผิดปกติของยีน DPYD เทียบกับ 23% ในผู้ไม่มี และการลดขนาดยาตามผลตรวจยีนช่วยให้ปลอดภัยขึ้น
ถ้าท้องเสียหรือแผลในปากรุนแรงตั้งแต่รอบแรก ให้ถามแพทย์ว่าควรตรวจ DPYD หรือไม่

น้ำเกลือแร่

ใช้ผงเกลือแร่สำหรับท้องเสีย (ORS) ผสมตามฉลาก จิบทีละ 1–2 อึกทุก 5–10 นาที แทนการดื่มรวดเดียว
เครื่องดื่มเกลือแร่สำหรับนักกีฬาและน้ำอัดลมมีน้ำตาลสูงกว่าและไม่ได้ออกแบบมาสำหรับท้องเสีย
ผู้ที่เป็นโรคหัวใจหรือโรคไตที่ถูกจำกัดน้ำควรถามทีมรักษาว่าดื่มได้วันละเท่าไร

อาการระหว่างให้คีโมของผู้ป่วยอยู่ระดับไหน และเมื่อไรไม่ควรรอ?

วิเคราะห์ระดับความรุนแรงและรับคำแนะนำเฉพาะบุคคลจาก Advisory team ของเรา —
แบบประเมินนี้ช่วยให้เห็นว่าอาการระหว่างการรักษามะเร็งควรได้รับการดูแลเร่งด่วนแค่ไหน และสัญญาณใดไม่ควรเพิกเฉย ไม่ใช่การวินิจฉัยโรค

คลิกทำแบบประเมินสัญญาณระหว่างการรักษามะเร็ง (ฟรี)

4. ผู้ป่วยกินไม่ได้หรือไม่ยอมกิน: ผู้ดูแลทำอะไรได้บ้าง

เบื่ออาหารเป็นอาการของโรคและการรักษา ไม่ใช่ความดื้อ

การทดลองแบบสุ่มในผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะอาหาร ตับ ตับอ่อน ท่อน้ำดี และปอด 124 คน (Sandhya 2023)
ระบุว่าผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลามมีอาการเบื่ออาหาร 30–80% และเคมีบำบัดทำให้แย่ลง
การให้ olanzapine ขนาดต่ำวันละครั้งร่วมกับคำแนะนำด้านอาหาร ทำให้น้ำหนักขึ้นเกิน 5% ใน 60% เทียบกับ 9% ในกลุ่มยาหลอก
และความอยากอาหารดีขึ้น 43% เทียบกับ 13% เป็นยาที่ต้องสั่งโดยแพทย์ ไม่ควรซื้อใช้เอง

อย่าให้มื้ออาหารกลายเป็นการต่อสู้

การสัมภาษณ์ผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลามและคู่ชีวิต 31 คู่ (Hopkinson 2016)
พบว่าอาหารเป็นทั้งเรื่องร่างกาย อารมณ์ และความสัมพันธ์ เมื่อผู้ป่วยกินไม่ได้ ผู้ดูแลมักรู้สึกว่าต้องพยายามมากขึ้น จนเกิดความตึงเครียดทั้งสองฝ่าย
ไม่ควรบังคับให้ผู้ป่วยกิน ให้วางอาหารคำเล็กที่ผู้ป่วยชอบไว้ใกล้มือ ชวนกินในช่วงที่คลื่นไส้น้อย และชื่นชมทุกคำที่กินได้แทนการนับว่ากินไม่หมด

อาหารทางการแพทย์และโภชนบำบัด

การวิเคราะห์รวม 13 การศึกษาในผู้ป่วย 1,414 คน (Baldwin 2012)
พบว่าคำแนะนำด้านอาหารหรืออาหารเสริมทางการแพทย์เพิ่มพลังงานที่กินได้ราว 432 กิโลแคลอรีต่อวัน และช่วยคุณภาพชีวิตบางด้าน แต่ไม่ได้ลดการเสียชีวิต
แนวทาง ESPEN (Muscaritoli 2021)
แนะนำให้คัดกรองภาวะโภชนาการตั้งแต่เริ่มรักษา และเพิ่มการดูแลเป็นขั้นจากคำแนะนำด้านอาหาร อาหารเสริมทางปาก ไปจนถึงการให้อาหารทางสายเมื่อกินไม่พอต่อเนื่อง

ข้อควรระวัง: นมและอาหารทางการแพทย์บางสูตรอาจทำให้ท้องเสียมากขึ้น
ช่วงท้องเสียให้เลือกสูตรไม่มีแลคโตส จิบช้าๆ ทีละน้อย และปรึกษานักกำหนดอาหารถ้าผู้ป่วยเป็นเบาหวานหรือโรคไต

5. 4 แนวทางสำหรับผู้ดูแลที่บ้าน

แนวทางที่ 1: ตารางยาและสมุดบันทึกอาการ

จดเวลากินยาแก้คลื่นไส้ทุกตัว ระดับคลื่นไส้ 0–10 จำนวนครั้งที่อาเจียน จำนวนครั้งที่ถ่ายและลักษณะ ปริมาณน้ำที่ดื่ม สีปัสสาวะ และอุณหภูมิวันละ 2 ครั้ง
นำบันทึกนี้ไปให้ทีมรักษาดูก่อนรอบถัดไป เพื่อปรับยาป้องกันได้ตรงขึ้น

แนวทางที่ 2: น้ำและเกลือแร่

จิบน้ำเกลือแร่ น้ำซุปใส หรือน้ำเปล่าทีละน้อยแต่บ่อย เป้าหมายคือปัสสาวะสีเหลืองอ่อน
ถ้าดื่มได้น้อยมากหรือมีอาการขาดน้ำ ให้กลับโรงพยาบาลเพื่อให้น้ำเกลือทางหลอดเลือด

แนวทางที่ 3: อาหารมื้อเล็ก อ่อน และไม่มีกลิ่นแรง

แบ่งเป็น 5–6 มื้อ อาหารอุณหภูมิห้องหรือเย็นเล็กน้อยมีกลิ่นน้อยกว่าอาหารร้อน เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก ไข่สุก กล้วย ขนมปัง
ช่วงท้องเสียให้ลดนม อาหารมัน ทอด เผ็ด และผักผลไม้ดิบ ช่วงเม็ดเลือดขาวต่ำให้กินอาหารปรุงสุกใหม่เท่านั้น
แนวทาง MASCC/ESMO ด้านการบำบัดเสริม (Molassiotis 2023)
ให้คำแนะนำเรื่องการปรับอาหาร และการฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อเป็นทางเสริมได้ แต่ไม่ใช่การแทนยา

แนวทางที่ 4: รู้สัญญาณอันตรายและติดต่อทีมรักษาให้เร็ว

เก็บเบอร์โทรของหอผู้ป่วยหรือศูนย์มะเร็งไว้ในโทรศัพท์และติดไว้ที่ตู้เย็น
ไข้ตั้งแต่ 38.0°C ขึ้นไปหลังคีโมคือเหตุฉุกเฉิน แนวทาง ASCO/IDSA (Taplitz 2018)
ให้เริ่มยาฆ่าเชื้อภายใน 1 ชั่วโมงหลังถึงโรงพยาบาล การรอดูอาการที่บ้านจึงเสี่ยง

สรุป 4 แนวทาง วิธีทำ หลักฐาน และข้อควรระวัง บนมือถือจะแสดงเป็นการ์ด

4 แนวทางดูแลผู้ป่วยหลังคีโมที่บ้าน
แนวทางวิธีทำหลักฐานข้อควรระวัง
ตารางยาและบันทึกอาการกินยาตามเวลา จดคลื่นไส้ อาเจียน ถ่าย น้ำ ไข้Herrstedt 2023, Scotté 2023, Affronti 2024ไม่เพิ่มหรือหยุดยาเอง
น้ำและเกลือแร่ORS จิบทีละน้อยแต่บ่อยBossi 2018, Benson 2004โรคหัวใจหรือไตต้องถามปริมาณ
อาหารมื้อเล็ก5–6 มื้อ อาหารอ่อน ลดนมช่วงท้องเสียOsterlund 2004, Muscaritoli 2021, Molassiotis 2023ไม่บังคับกิน อาหารปรุงสุกใหม่
รู้สัญญาณอันตรายไข้ ท้องเสียหลายครั้ง ขาดน้ำ เลือด ปวดท้องมากTaplitz 2018, Benson 2004ไปโรงพยาบาลทันที ไม่รอดูอาการ

6. ตารางเปรียบเทียบ: ยา โภชนาการ และวิธีเสริม

เปรียบเทียบทางเลือกโดยใช้กลุ่มยาหรือชื่อสามัญเท่านั้น บนมือถือจะแสดงเป็นการ์ด

ทางเลือกสำหรับคลื่นไส้ ท้องเสีย และกินไม่ได้หลังเคมีบำบัด
ทางเลือกใช้เมื่อหลักฐานข้อควรระวัง
ยาป้องกันคลื่นไส้ (กลุ่มต้าน 5-HT3, กลุ่มต้าน NK1, dexamethasone)ทุกรอบตามระดับความเสี่ยงของสูตรยาHerrstedt 2023, Scotté 2023กลุ่ม 5-HT3 ทำให้ท้องผูก
olanzapineสูตรเสี่ยงสูง คลื่นไส้ช่วงหลัง หรือเบื่ออาหารNavari 2016, Sandhya 2023ง่วง ระวังล้มในผู้สูงอายุ
ยาช่วยเมื่อมีอาการ (เช่น metoclopramide)ยังคลื่นไส้แม้กินยาป้องกันครบAffronti 2024ใช้ตามที่แพทย์สั่ง
loperamideท้องเสียไม่ซับซ้อนตามคำสั่งทีมรักษาBenson 2004, Bossi 2018ไม่ใช้เองถ้ามีไข้หรือมีเลือด
ผงเกลือแร่ (ORS)ท้องเสียหรืออาเจียนBossi 2018ดื่มไม่ได้ต้องไปโรงพยาบาล
คำแนะนำด้านอาหารและอาหารทางการแพทย์กินได้น้อยหรือน้ำหนักลดBaldwin 2012, Muscaritoli 2021เลือกสูตรไม่มีแลคโตสช่วงท้องเสีย
โพรไบโอติกยังไม่แนะนำเป็นประจำWei 2018: หลักฐานความเชื่อมั่นต่ำเม็ดเลือดขาวต่ำไม่ควรเริ่มเอง
ขิงยังไม่มีคำแนะนำMolassiotis 2023: ผลขัดแย้งกันไม่ใช้แทนยาแก้คลื่นไส้

7. ความเชื่อที่แชร์กัน: ถูกแค่ไหน

  • “อีก 3–7 วันก็หายเอง” — หลายคนดีขึ้นจริง แต่ระยะเวลาขึ้นกับสูตรยา และท้องเสียรุนแรงต้องรักษา ไม่ใช่รอ
  • “กินยาแก้คลื่นไส้เฉพาะก่อนอาหาร 30 นาที” — ยาป้องกันต้องกินตามเวลาที่สั่ง บางตัวกินก่อนนอน ยาที่ใช้เมื่อมีอาการจึงค่อยกินก่อนอาหารถ้าฉลากระบุ
  • “ท้องอืดแปลว่าลำไส้อักเสบ” — อาจเป็นท้องผูกจากยาแก้คลื่นไส้หรือก๊าซจากนม วิธีแก้ต่างกัน
  • “ต้องให้กินให้ได้ ไม่งั้นจะไม่มีแรงสู้” — การบังคับทำให้เครียดทั้งสองฝ่าย มื้อเล็กที่ผู้ป่วยอยากกินได้ผลกว่า และมีโภชนบำบัดช่วยได้
  • “นมหรืออาหารทางการแพทย์อะไรก็ได้ยิ่งเยอะยิ่งดี” — ช่วงท้องเสีย นมและบางสูตรทำให้แย่ลง ควรเลือกสูตรที่เหมาะกับอาการ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

คลื่นไส้ ท้องอืด ท้องเสียหลังคีโมจะหายไหม ใช้เวลากี่วัน?

ส่วนใหญ่ดีขึ้นได้ แต่ระยะเวลาขึ้นกับสูตรยาและไม่ใช่ทุกคนที่อาการจะหายเองใน 3–7 วัน การศึกษาในผู้ป่วย 298 คนพบว่าคลื่นไส้ระยะหลังในวันที่ 2–5 เกิดถึง 52–60% และเกิดได้แม้วันแรกไม่มีอาการ ส่วนท้องเสียเกิดได้ในช่วงวันหรือสัปดาห์หลังให้ยาตามชนิดยา ถ้าอาการไม่ดีขึ้นหรือแย่ลง ควรแจ้งทีมรักษาเพื่อปรับยารอบนี้และยาป้องกันในรอบถัดไป

ทำไมหลังคีโมถึงกินอะไรไม่ได้เลย?

มีหลายสาเหตุร่วมกัน ได้แก่ คลื่นไส้ รับรสและกลิ่นเปลี่ยน แผลในปาก เยื่อบุลำไส้บาดเจ็บจนท้องอืดหรือท้องเสีย ท้องผูกจากยาแก้คลื่นไส้หรือยาแก้ปวด และสารอักเสบจากตัวโรคที่กดความอยากอาหาร ผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลามมีอาการเบื่ออาหาร 30–80% การรู้สาเหตุช่วยให้ทีมรักษาเลือกวิธีแก้ได้ตรงขึ้น

ยาแก้คลื่นไส้ควรกินตอนไหน รอให้คลื่นไส้ก่อนได้ไหม?

ยาแก้คลื่นไส้ต้องกินตามเวลาที่แพทย์สั่ง ไม่ใช่รอให้มีอาการ แนวทาง MASCC/ESMO ปี 2023 ให้ยาป้องกันตามระดับความเสี่ยงของสูตรยา บางตัวกินวันละครั้ง บางตัวกินก่อนนอน ส่วนยาที่สั่งไว้ใช้เมื่อมีอาการ ให้กินตามที่ฉลากระบุ ถ้ากินครบแล้วยังคลื่นไส้หรืออาเจียนจนกินยาไม่อยู่ ควรโทรแจ้งทีมรักษา

ท้องเสียหลังคีโมแบบไหนต้องไปโรงพยาบาล?

ควรโทรแจ้งทีมรักษาเมื่อถ่ายเหลวมากกว่าปกติตั้งแต่ 4 ครั้งต่อวัน และไปโรงพยาบาลทันทีเมื่อถ่ายมากกว่าปกติตั้งแต่ 7 ครั้งต่อวัน มีไข้ตั้งแต่ 38.0°C ปวดท้องมาก ถ่ายเป็นเลือด ปากแห้ง ปัสสาวะน้อย เวียนศีรษะ ซึม หรือดื่มน้ำไม่ได้ แนวทางการรักษาท้องเสียจากยามะเร็งเน้นว่าผู้ที่มีสัญญาณเหล่านี้ต้องได้รับการรักษาเร็ว

ระหว่างคลื่นไส้และท้องเสีย ควรกินอะไร?

แบ่งเป็นมื้อเล็ก 5–6 มื้อ เลือกอาหารอ่อน รสไม่จัด อุณหภูมิห้องหรือเย็นเล็กน้อย เพราะกลิ่นน้อยกว่าอาหารร้อน เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก ไข่สุก กล้วย ขนมปัง จิบน้ำเกลือแร่ทีละน้อยแต่บ่อย ช่วงท้องเสียให้ลดนม อาหารมัน เผ็ด และผักผลไม้ดิบ เพราะการศึกษาพบภาวะย่อยแลคโตสไม่ได้เพิ่มจาก 24% เป็น 35% ระหว่างได้ยาฟลูออโรยูราซิล

ผู้ป่วยไม่ยอมกิน ควรบังคับให้กินไหม?

ไม่ควรบังคับให้ผู้ป่วยกิน งานวิจัยในครอบครัวผู้ป่วยมะเร็งพบว่าความกังวลเรื่องการกินทำให้เกิดความตึงเครียดทั้งผู้ป่วยและผู้ดูแล ควรวางอาหารคำเล็กที่ผู้ป่วยชอบไว้ใกล้มือ ชวนกินเมื่อคลื่นไส้น้อยลง และแจ้งทีมรักษาถ้ากินได้น้อยต่อเนื่องหรือน้ำหนักลด เพราะมียาและโภชนบำบัดที่ช่วยได้

อาหารทางการแพทย์และน้ำเกลือแร่ช่วยได้ไหม มีข้อควรระวังอะไร?

ช่วยได้ การวิเคราะห์รวม 13 การศึกษาพบว่าโภชนบำบัดทางปากเพิ่มพลังงานที่กินได้ราว 432 กิโลแคลอรีต่อวันและช่วยคุณภาพชีวิตบางด้าน แต่ไม่ได้ลดการเสียชีวิต ควรระวังว่านมและอาหารทางการแพทย์บางสูตรอาจทำให้ท้องเสียมากขึ้น ให้เลือกสูตรไม่มีแลคโตส จิบช้าๆ และปรึกษานักกำหนดอาหารถ้าเป็นเบาหวานหรือโรคไต

โพรไบโอติกหรือขิงช่วยคลื่นไส้และท้องเสียหลังคีโมได้ไหม?

หลักฐานยังอ่อน การทบทวน Cochrane 12 การศึกษาพบผลของโพรไบโอติกต่อท้องเสียจากเคมีบำบัดด้วยหลักฐานความเชื่อมั่นต่ำ และแนวทาง MASCC/ESMO ปี 2023 ยังให้คำแนะนำเรื่องการกินขิงไม่ได้เพราะผลขัดแย้งกัน ผู้ที่เม็ดเลือดขาวต่ำไม่ควรเริ่มโพรไบโอติกหรือสมุนไพรเองโดยไม่ปรึกษาทีมรักษา

กลไกทางวิทยาศาสตร์โดยสรุป

สรุปโดย :
ในวันแรก ยาเคมีบำบัดกระตุ้นเซลล์ในเยื่อบุลำไส้ให้หลั่งเซโรโทนิน ซึ่งส่งสัญญาณผ่านเส้นประสาทเวกัสไปยังศูนย์อาเจียนในก้านสมอง ยากลุ่มต้าน 5-HT3 จึงได้ผลดีในช่วงนี้
ในวันที่ 2–5 สาร substance P ที่จับกับตัวรับ NK1 มีบทบาทมากขึ้น จึงต้องใช้ยากลุ่มต้าน NK1 และ olanzapine ซึ่งออกฤทธิ์ต่อตัวรับหลายชนิดในสมอง
ท้องเสียเกิดจากเยื่อบุลำไส้ที่แบ่งตัวเร็วถูกทำลาย วิลไลสั้นลง เอนไซม์ย่อยแลคโตสลดลง และการหลั่งน้ำเข้าสู่ลำไส้มากกว่าการดูดกลับ
ส่วนยากลุ่มฟลูออโรไพริมิดีนถูกกำจัดด้วยเอนไซม์ DPD ผู้ที่มีความผิดปกติของยีน DPYD จึงมีระดับยาสูงและเกิดผลข้างเคียงรุนแรงกว่า
ขณะที่สารอักเสบจากเซลล์มะเร็งและการรักษาไปกดศูนย์ควบคุมความอยากอาหารในสมอง ทำให้เบื่ออาหารแม้ไม่คลื่นไส้

แหล่งอ้างอิงวิชาการ (E-E-A-T)

  1. Grunberg SM, et al. Incidence of chemotherapy-induced nausea and emesis after modern antiemetics. Cancer 2004.
  2. Herrstedt J, et al. 2023 updated MASCC/ESMO consensus recommendations: prevention of nausea and vomiting following high-emetic-risk antineoplastic agents. Support Care Cancer 2023.
  3. Scotté F, et al. 2023 updated MASCC/ESMO Consensus recommendations: Prevention of nausea and vomiting following moderately emetic risk antineoplastic agents. Support Care Cancer 2023.
  4. Affronti ML, et al. MASCC 2023 Patient-Centered Antiemetic Guidelines and Education Statements. Support Care Cancer 2024.
  5. Navari RM, et al. Olanzapine for the Prevention of Chemotherapy-Induced Nausea and Vomiting. N Engl J Med 2016.
  6. Molassiotis A, et al. 2023 MASCC/ESMO consensus antiemetic guidelines related to integrative and non-pharmacological therapies. Support Care Cancer 2023.
  7. Bossi P, et al. Diarrhoea in adult cancer patients: ESMO Clinical Practice Guidelines. Ann Oncol 2018.
  8. Benson AB 3rd, et al. Recommended guidelines for the treatment of cancer treatment-induced diarrhea. J Clin Oncol 2004.
  9. Stein A, et al. Chemotherapy-induced diarrhea: pathophysiology, frequency and guideline-based management. Ther Adv Med Oncol 2010.
  10. Osterlund P, et al. Lactose intolerance associated with adjuvant 5-fluorouracil-based chemotherapy for colorectal cancer. Clin Gastroenterol Hepatol 2004.
  11. Henricks LM, et al. DPYD genotype-guided dose individualisation of fluoropyrimidine therapy in patients with cancer: a prospective safety analysis. Lancet Oncol 2018.
  12. Roldan GA, et al. Clostridioides difficile Infection Among Hospitalized Patients With Cancer. JAMA Netw Open 2026.
  13. Wei D, et al. Probiotics for the prevention or treatment of chemotherapy- or radiotherapy-related diarrhoea in people with cancer. Cochrane Database Syst Rev 2018.
  14. Taplitz RA, et al. Outpatient Management of Fever and Neutropenia in Adults Treated for Malignancy: ASCO and IDSA Clinical Practice Guideline Update. J Clin Oncol 2018.
  15. Muscaritoli M, et al. ESPEN practical guideline: Clinical Nutrition in cancer. Clin Nutr 2021.
  16. Baldwin C, et al. Oral nutritional interventions in malnourished patients with cancer: a systematic review and meta-analysis. J Natl Cancer Inst 2012.
  17. Sandhya L, et al. Randomized Double-Blind Placebo-Controlled Study of Olanzapine for Chemotherapy-Related Anorexia in Patients With Locally Advanced or Metastatic Gastric, Hepatopancreaticobiliary, and Lung Cancer. J Clin Oncol 2023.
  18. Hopkinson JB. Food connections: A qualitative exploratory study of weight- and eating-related distress in families affected by advanced cancer. Eur J Oncol Nurs 2016.

เรียบเรียงและตรวจทานโดย · ใช้ชื่อกลุ่มยาและชื่อสามัญเท่านั้น ไม่ระบุชื่อการค้า

ข้อจำกัดความรับผิดชอบทางการแพทย์

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไปจากงานวิจัย ไม่ใช่การวินิจฉัย ไม่ใช่ใบสั่งยา และไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำของแพทย์ พยาบาล หรือเภสัชกรประจำศูนย์มะเร็งของผู้ป่วยได้ ห้ามเพิ่ม ลด หรือหยุดยาเคมีบำบัด ยาแก้คลื่นไส้ หรือยาหยุดถ่ายเอง และไม่ควรเริ่มสมุนไพรหรืออาหารเสริมโดยไม่ปรึกษาทีมรักษา หากมีสัญญาณแดงข้างต้นให้ไปโรงพยาบาลทันที หรือโทร 1669 ในภาวะฉุกเฉิน