หมวดหมู่: สุขภาพผู้หญิง · วัยทอง · ฮอร์โมนทดแทน · สุขภาพเต้านม

ผ่าตัดมดลูกแล้วหลายปี แต่ร้อนวูบวาบยังกลับมาทุกปี: ทำไมฮอร์โมนยังแกว่ง การปรับขนาดเอสโตรเจน แมมโมแกรมเมื่อมีก้อนที่เต้านม และออกกำลังกายตอนเช้าอย่างปลอดภัย

AI Overview / คำตอบด่วน (BLUF)

ตัดมดลูกแต่เก็บรังไข่ไว้ รังไข่ยังทำงานและเสื่อมตามวัย ช่วงอายุราว 50 ปีฮอร์โมนจึงขึ้นลงและร้อนวูบวาบกลับมาได้ โดยมักเป็นนานราว 7 ปี ไม่มีมดลูกแล้วใช้เอสโตรเจนเดี่ยวได้ แพทย์ปรับขนาดตามอาการ ชนิดทาผิวเสี่ยงลิ่มเลือดน้อยกว่าชนิดกิน ก้อนที่เต้านมต้องตรวจตามนัดแม้ใช้ฮอร์โมน ส่วนการฝึกแรงต้านช่วยเสริมได้

บทความนี้ครอบคลุม:
รังไข่หลังผ่าตัดมดลูก,
ผลของเอสโตรเจนเดี่ยวในงานวิจัย WHI,
แมมโมแกรมระหว่างใช้ฮอร์โมน
และการออกกำลังกาย ข้อมูลพื้นฐานเรื่องร้อนวูบวาบจาก NIA
และแมมโมแกรมจาก NCI
สัญญาณอันตราย ·
ทำไมอาการกลับมา ·
ฮอร์โมนเอสโตรเจน ·
แมมโมแกรมเมื่อมีก้อน ·
ออกกำลังกายตอนเช้า ·
ตารางเปรียบเทียบ ·
คำถามที่พบบ่อย

จากกลุ่มผู้หญิงวัยทอง: ผ่าตัดมดลูกมาหลายปี ร้อนวูบวาบยังกลับมา และกำลังตรวจติดตามก้อนที่เต้านม

สมาชิกท่านหนึ่งวัยราว 50 ปีเล่าว่า ผ่าตัดมดลูกมาหลายปีโดยเก็บรังไข่ไว้ แต่ร้อนวูบวาบกลับมาเป็นรอบทุกปี
ใช้ฮอร์โมนทดแทนอยู่และแพทย์เพิ่งปรับขนาดขึ้น พร้อมกับนัดตรวจแมมโมแกรมติดตามก้อนที่เต้านม
และตื่นเช้ามืดมาหมุนห่วง ยกเวท และยืดเหยียดทุกวัน หลายคนในกลุ่มถามต่อว่า ไม่มีมดลูกแล้วทำไมยังมีอาการ
ฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้นเสี่ยงต่อเต้านมไหม และการออกกำลังกายช่วยได้แค่ไหน

คำตอบสั้นๆ: รังไข่ที่เก็บไว้ยังทำงานและเสื่อมตามวัย อาการที่กลับมาจึงพบได้
การใช้ฮอร์โมนต้องชั่งประโยชน์กับความเสี่ยงเป็นรายคน ก้อนที่เต้านมต้องตรวจตามนัดของแพทย์ และการออกกำลังกายเป็นส่วนเสริม
ถ้ามีอาการนอนไม่หลับร่วมด้วยในช่วงแรกหลังผ่าตัด อ่านต่อได้ที่ ตัดมดลูกแต่เก็บรังไข่ ร้อนวูบวาบและนอนไม่หลับ

1. ทำไมตัดมดลูกแล้ว ร้อนวูบวาบยังกลับมาเป็นรอบ

คำตอบตรง: มดลูกไม่ได้สร้างฮอร์โมน รังไข่ต่างหากที่สร้างเอสโตรเจน เมื่อเก็บรังไข่ไว้ รังไข่ยังทำงานต่อและเสื่อมตามวัย
ช่วงอายุราว 45 ถึง 55 ปี ระดับเอสโตรเจนจะขึ้นลงเป็นช่วงๆ ก่อนลดลงถาวร แต่ไม่มีประจำเดือนให้สังเกตว่าเข้าช่วงนี้แล้ว
(Moorman 2011,
Avis 2015)

HR 1.92รังไข่หยุดทำงานเร็วขึ้นหลังตัดมดลูก
HR 1.74แม้เก็บรังไข่ไว้ทั้งสองข้าง
7.4 ปีระยะเวลาร้อนวูบวาบโดยรวม (ค่ากลาง)
4.5 ปีอาการยังอยู่หลังหมดประจำเดือน (ค่ากลาง)

รังไข่อาจเสื่อมเร็วขึ้นเล็กน้อยหลังตัดมดลูก

งานติดตามผู้หญิงอายุ 30 ถึง 47 ปี 406 คนที่ตัดมดลูก เทียบกับ 465 คนที่ไม่ได้ผ่าตัด พบว่ากลุ่มที่ตัดมดลูกเข้าสู่ภาวะรังไข่หยุดทำงานเร็วกว่า
(HR 1.92) ภายใน 4 ปีเกิดขึ้นร้อยละ 14.8 เทียบกับร้อยละ 8.0 และแม้เก็บรังไข่ไว้ทั้งสองข้างก็ยังเร็วกว่า (HR 1.74)
ผู้วิจัยยังแยกไม่ได้ว่าเป็นผลของการผ่าตัดเองหรือของโรคที่ทำให้ต้องผ่าตัด
(Moorman 2011)

ตัดมดลูก (เก็บรังไข่)

14.8%
ไม่ได้ผ่าตัด

8.0%

ความยาวแถบปรับสเกลเพื่อเปรียบเทียบ ตัวเลขจริงอยู่ในแถบ (Moorman 2011)

ร้อนวูบวาบเป็นนานกว่าที่หลายคนคิด

การศึกษา SWAN ติดตามผู้หญิง 1,449 คนพบว่าร้อนวูบวาบที่เกิดบ่อยเป็นนานราว 7.4 ปี (ค่ากลาง) และยังอยู่ราว 4.5 ปีหลังหมดประจำเดือนครั้งสุดท้าย
อาการที่กลับมาเป็นรอบในวัย 50 ปีจึงตรงกับช่วงก่อนและหลังหมดประจำเดือนตามธรรมชาติของรังไข่
(Avis 2015)

ข้อแก้ไขจากข้อมูลที่แชร์กันในโซเชียล: คำอธิบายว่า “ผ่าตัดแล้วหลอดเลือดที่เลี้ยงรังไข่ถูกตัด รังไข่จึงเสื่อมเร็วขึ้น 1.5 ถึง 2 ปี และฮอร์โมนสวิงทุก 1 ถึง 2 ปี”
ยังไม่มีหลักฐานยืนยันในรูปแบบนั้น ข้อมูลที่มีคือความเสี่ยงที่รังไข่หยุดทำงานเร็วขึ้น (HR 1.74 ถึง 1.92) และยังแยกสาเหตุไม่ได้

สาเหตุอื่นที่ควรแยก

  • ไทรอยด์ทำงานเกิน (ใจสั่น น้ำหนักลด มือสั่น)
  • ยาบางกลุ่ม เช่น ยาต้านเศร้าบางตัว ยาต้านฮอร์โมนในมะเร็งเต้านม หรือยาลดน้ำตาลที่ทำให้น้ำตาลต่ำ
  • การติดเชื้อที่มีไข้ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กาแฟ อาหารเผ็ด ห้องร้อน และความเครียด ซึ่งเป็นตัวกระตุ้น

2. ฮอร์โมนเอสโตรเจนหลังตัดมดลูก: ประโยชน์ ความเสี่ยง และการปรับขนาด

คำตอบตรง: เมื่อไม่มีมดลูก แพทย์มักใช้เอสโตรเจนเดี่ยวโดยไม่ต้องเพิ่มโปรเจสโตเจน แต่เอสโตรเจนเดี่ยวไม่ได้ปลอดภัยทุกด้าน
ความเสี่ยงขึ้นกับชนิด ขนาด วิธีใช้ อายุ และระยะเวลาหลังหมดประจำเดือน
(NAMS 2022)

ทำไมไม่ต้องใช้โปรเจสโตเจน

โปรเจสโตเจนใช้เพื่อป้องกันเยื่อบุมดลูกหนาตัวจากเอสโตรเจน เมื่อตัดมดลูกแล้วจึงไม่จำเป็น
ยกเว้นผู้ที่เคยเป็นเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ซึ่งแพทย์อาจพิจารณาเพิ่มโปรเจสโตเจนเพื่อลดโอกาสที่รอยโรคที่เหลือจะกลับมา

ข้อมูลจากงานวิจัย WHI กลุ่มเอสโตรเจนเดี่ยว

ผู้หญิงที่ตัดมดลูกแล้ว 10,739 คน อายุ 50 ถึง 79 ปี ได้ conjugated estrogens ชนิดกิน 0.625 มิลลิกรัมต่อวันหรือยาหลอก ติดตามเฉลี่ย 6.8 ปี
พบหลอดเลือดสมองเพิ่มขึ้น (HR 1.39 หรือเพิ่ม 12 รายต่อ 10,000 คนต่อปี) กระดูกสะโพกหักลดลง (HR 0.61)
ไม่เพิ่มโรคหลอดเลือดหัวใจ (HR 0.91) และมะเร็งเต้านมไม่เพิ่มขึ้น (HR 0.77)
(Anderson 2004)

HR 1.39หลอดเลือดสมอง (เพิ่ม 12 ต่อ 10,000 คนต่อปี)
HR 0.61กระดูกสะโพกหัก
HR 0.78มะเร็งเต้านม ติดตามนานกว่า 20 ปี
HR 0.94การเสียชีวิตทุกสาเหตุ ติดตาม 18 ปี

ติดตามระยะยาว: เต้านมและการเสียชีวิต

เมื่อติดตามนานกว่า 20 ปี กลุ่มเอสโตรเจนเดี่ยวเป็นมะเร็งเต้านมน้อยกว่ากลุ่มยาหลอก (238 เทียบ 296 ราย HR 0.78)
และเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมน้อยกว่า (30 เทียบ 46 ราย HR 0.60) ขณะที่ฮอร์โมนแบบรวมเอสโตรเจนกับโปรเจสตินเพิ่มมะเร็งเต้านม (HR 1.28)
ส่วนการเสียชีวิตทุกสาเหตุในการติดตาม 18 ปีไม่ต่างจากยาหลอก (HR 0.94)
(Chlebowski 2020,
Manson 2017)
ผลนี้มาจากยาชนิดเดียวในงานวิจัยเดียว จึงยังไม่ควรสรุปว่าเอสโตรเจนป้องกันมะเร็งเต้านม

ชนิดทาผิวกับชนิดกิน: ความเสี่ยงลิ่มเลือดต่างกัน

ข้อมูลจากฐานข้อมูลในอังกฤษซึ่งรวมผู้ป่วยลิ่มเลือดดำ 80,396 ราย พบว่าเอสโตรเจนเดี่ยวชนิดกินเพิ่มความเสี่ยงลิ่มเลือด (OR 1.40)
ฮอร์โมนชนิดกินแบบรวมเพิ่มมากกว่า (OR 1.58) ส่วนชนิดทาผิวหรือแผ่นแปะไม่สัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น (OR 0.93)
และ estradiol ชนิดกินเสี่ยงน้อยกว่า conjugated estrogens (OR 0.85)
(Vinogradova 2019)

ชนิดกินแบบรวม

OR 1.58
เอสโตรเจนเดี่ยวชนิดกิน

OR 1.40
ชนิดทาผิว / แผ่นแปะ

OR 0.93

OR 1.0 = เท่ากับคนที่ไม่ได้ใช้ฮอร์โมน (Vinogradova 2019)

การปรับขนาดยา: ทำไมบางคนต้องเพิ่ม

เมื่อรังไข่ผลิตเอสโตรเจนได้น้อยลงตามวัย ขนาดเดิมอาจไม่พอคุมอาการ แพทย์จึงปรับขนาดเพื่อหาขนาดต่ำสุดที่คุมอาการได้
สำหรับยาทาผิว การดูดซึมขึ้นกับพื้นที่ทา ตำแหน่ง และการล้างหรือเหงื่อออกหลังทา จึงควรทาตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร
อย่าเพิ่มหรือลดขนาดฮอร์โมนเอง แนวทาง NAMS 2022 ให้ทบทวนประโยชน์และความเสี่ยงเป็นระยะ
ผู้หญิงอายุไม่เกิน 60 ปีหรือหมดประจำเดือนไม่เกิน 10 ปีที่ไม่มีข้อห้าม มักได้ประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงเมื่อใช้รักษาร้อนวูบวาบที่รบกวนชีวิต
(NAMS 2022)

ถ้าหยุดฮอร์โมนกะทันหัน

ในงานวิจัย WHI กลุ่มฮอร์โมนแบบรวม หลังหยุดยา ผู้ที่เคยมีอาการก่อนเริ่มยามีร้อนวูบวาบระดับปานกลางถึงรุนแรงกลับมาร้อยละ 55.5
เทียบกับร้อยละ 21.3 ในกลุ่มยาหลอก ถ้าต้องการหยุดหรือลดยา ควรวางแผนกับแพทย์
(Ockene 2005)

ตาราง: ฮอร์โมนแต่ละชนิดหลังตัดมดลูก

ชื่อยาเป็นชื่อสามัญ การเลือกชนิดและขนาดขึ้นกับแพทย์เจ้าของไข้

ชนิดฮอร์โมน เหมาะกับใคร ความเสี่ยงลิ่มเลือด และข้อควรรู้
ชนิดเหมาะกับความเสี่ยงลิ่มเลือดข้อควรรู้
estradiol ชนิดเจลหรือแผ่นแปะผิวผู้ที่มีความเสี่ยงลิ่มเลือด น้ำหนักเกิน หรือไขมันในเลือดสูงไม่เพิ่มชัดเจน (OR 0.93)ทาตามตำแหน่งที่แนะนำ ล้างมือหลังทา ไม่ให้ผิวคนอื่นสัมผัส
estradiol ชนิดกินผู้ที่สะดวกกินยาและไม่มีความเสี่ยงลิ่มเลือดเพิ่มเล็กน้อย น้อยกว่า conjugated estrogensผ่านตับก่อน จึงเพิ่มการสร้างปัจจัยการแข็งตัวของเลือด
conjugated estrogens ชนิดกินชนิดที่ใช้ในงานวิจัย WHIเพิ่มขึ้น หลอดเลือดสมอง HR 1.39มีข้อมูลระยะยาวมาก ทั้งข้อดีด้านกระดูกและความเสี่ยงหลอดเลือดสมอง
เอสโตรเจน + โปรเจสโตเจนผู้ที่ยังมีมดลูก หรือเคยเป็นเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ชนิดกินเพิ่มมากกว่า (OR 1.58)แบบรวมเพิ่มมะเร็งเต้านม (HR 1.28) ไม่จำเป็นสำหรับคนส่วนใหญ่ที่ตัดมดลูก
เอสโตรเจนขนาดต่ำทางช่องคลอดช่องคลอดแห้ง เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ กระเพาะปัสสาวะไวขึ้นไม่เพิ่มชัดเจนไม่ช่วยร้อนวูบวาบ ใช้ร่วมกับชนิดอื่นได้ตามแพทย์

ร้อนวูบวาบ นอนไม่หลับ อารมณ์แกว่ง อยู่ในระดับไหน?

วิเคราะห์ระดับความรุนแรงและรับคำแนะนำเฉพาะบุคคลจาก Advisory team ของเรา แบบประเมินนี้ช่วยจัดระดับอาการวัยทองว่าเบา ปานกลาง
หรือควรรีบพบแพทย์ ไม่ใช่การวินิจฉัยโรค และไม่ได้แทนการตรวจเต้านม ใช้ร่วมกับรายการสัญญาณอันตรายด้านบน

คลิกทำแบบประเมินอาการวัยทอง (ฟรี)

3. มีก้อนที่เต้านมระหว่างใช้ฮอร์โมน: ตรวจอย่างไร และบ่อยแค่ไหน

คำตอบตรง: ก้อนที่ยังไม่รู้ผลต้องตรวจให้ชัดก่อน ไม่ว่าจะใช้ฮอร์โมนหรือไม่
ระยะห่างการตรวจติดตามขึ้นกับผลอ่านภาพและผลชิ้นเนื้อ ไม่ใช่ตัวเลขเดียวสำหรับทุกคน
(USPSTF 2024,
Hartmann 2005)

ขั้นตอนเมื่อคลำพบก้อน

แพทย์มักสั่งแมมโมแกรมเพื่อการวินิจฉัย ซึ่งถ่ายหลายมุมกว่าการคัดกรอง ร่วมกับอัลตราซาวด์ที่ช่วยแยกถุงน้ำจากก้อนเนื้อ
ถ้าภาพยังไม่ชัด จะเจาะชิ้นเนื้อด้วยเข็มเพื่อดูชนิดของเซลล์ ผลจะออกเป็นระดับ BI-RADS ซึ่งกำหนดขั้นต่อไป

คลำพบก้อนแจ้งแพทย์ ไม่รอรอบคัดกรอง
ตรวจภาพแมมโมแกรมวินิจฉัย ร่วมอัลตราซาวด์
ผลไม่ชัดเจาะชิ้นเนื้อด้วยเข็ม
ได้ผลวางระยะติดตามและแผนฮอร์โมนกับแพทย์

ก้อนเนื้อดีแต่ละชนิดเสี่ยงต่างกัน

งานติดตามผู้หญิงที่มีก้อนเนื้อดีที่เต้านม 9,087 คนนานเฉลี่ย 15 ปี พบความเสี่ยงมะเร็งเต้านมโดยรวมสูงกว่าคนทั่วไปเล็กน้อย (RR 1.56)
ขึ้นกับชนิดของเซลล์: ชนิดไม่เพิ่มจำนวนเซลล์ ซึ่งพบมากร้อยละ 67 เสี่ยงเพิ่มน้อย (RR 1.27) และไม่เพิ่มความเสี่ยงถ้าไม่มีประวัติครอบครัว
ชนิดเพิ่มจำนวนเซลล์แต่ไม่มีเซลล์ผิดปกติ (RR 1.88) และชนิดที่มีเซลล์ผิดปกติ atypia ซึ่งพบเพียงร้อยละ 4 เสี่ยงสูงกว่า (RR 4.24)
(Hartmann 2005)

ไม่เพิ่มจำนวนเซลล์ (67%)

RR 1.27
เพิ่มจำนวนเซลล์ ไม่มี atypia (30%)

RR 1.88
มีเซลล์ผิดปกติ atypia (4%)

RR 4.24

RR 1.0 = เท่ากับผู้หญิงทั่วไป (Hartmann 2005)

ใช้เอสโตรเจนแล้วแมมโมแกรมอ่านยากขึ้นไหม

ข้อมูล WHI พบว่ากลุ่มเอสโตรเจนเดี่ยวถูกนัดตรวจซ้ำระยะสั้นมากกว่า (ร้อยละ 39.2 เทียบ 29.6) และได้รับการเจาะชิ้นเนื้อมากกว่า (ร้อยละ 12.5 เทียบ 10.7)
แต่ผลแมมโมแกรมผิดปกติไม่ต่างกัน (ร้อยละ 7.3 เทียบ 7.0) และการตรวจพบมะเร็งไม่ได้ด้อยลงชัดเจน
ใน 5 ปี ราว 1 ใน 11 คนจะถูกนัดตรวจซ้ำเพิ่ม และราว 1 ใน 50 คนจะถูกเจาะชิ้นเนื้อเพิ่ม
(Chlebowski 2010)
ถ้าถูกนัดซ้ำ ไม่ได้แปลว่าเป็นมะเร็ง ควรแจ้งรังสีแพทย์ทุกครั้งว่าใช้ฮอร์โมนอยู่

ระยะห่างการตรวจ: คัดกรองกับติดตามก้อนไม่เหมือนกัน

USPSTF 2024 แนะนำแมมโมแกรมคัดกรองทุก 2 ปีในผู้หญิงอายุ 40 ถึง 74 ปีที่ความเสี่ยงทั่วไป
และยังมีหลักฐานไม่พอที่จะแนะนำอัลตราซาวด์หรือ MRI เสริมให้ทุกคน แม้เนื้อเต้านมทึบ
ส่วนผู้ที่มีก้อนอยู่แล้ว ระยะนัดขึ้นกับผล BI-RADS และผลชิ้นเนื้อ ซึ่งอาจถี่กว่ารอบคัดกรอง
(USPSTF 2024)

ข้อแก้ไข: แมมโมแกรมช่วยพบมะเร็งเร็วขึ้น แต่ไม่ได้ป้องกันมะเร็ง และไม่มีแนวทางที่กำหนดให้ทุกคนที่ใช้ฮอร์โมนต้องทำแมมโมแกรมร่วมอัลตราซาวด์ทุกปี
ระยะห่างให้ยึดตามนัดของแพทย์ตามผลอ่านจริง

ตาราง: ผลอ่านภาพเต้านมกับขั้นต่อไป

ผล BI-RADS เป็นภาษากลางของรังสีแพทย์ ขั้นตอนจริงขึ้นกับแพทย์เจ้าของไข้

ผลอ่าน ความหมาย ขั้นต่อไปที่มักทำ และเรื่องฮอร์โมน
ผลอ่านความหมายขั้นต่อไปที่มักทำเรื่องฮอร์โมน
BI-RADS 1 ถึง 2ปกติ หรือพบสิ่งที่ไม่ร้าย เช่น ถุงน้ำธรรมดากลับไปตรวจคัดกรองตามรอบมักใช้ต่อได้ตามแผนเดิม
BI-RADS 3น่าจะไม่ร้าย โอกาสเป็นมะเร็งไม่เกินราวร้อยละ 2ตรวจภาพซ้ำระยะสั้น ราว 6 เดือนคุยกับแพทย์ ส่วนใหญ่ใช้ต่อพร้อมติดตาม
BI-RADS 4 ถึง 5น่าสงสัย ต้องได้ผลชิ้นเนื้อเจาะชิ้นเนื้อด้วยเข็มแพทย์มักพักฮอร์โมนจนกว่าจะได้ผล
ชิ้นเนื้อพบ atypiaก้อนเนื้อดีแต่ความเสี่ยงสูงกว่า (RR 4.24)ปรึกษาศัลยแพทย์เต้านม อาจผ่าตัดเอาออกและตรวจถี่ขึ้นต้องทบทวนประโยชน์กับความเสี่ยงใหม่
ก้อนใหม่ที่คลำได้ แม้ภาพปกติแมมโมแกรมอาจไม่เห็นบางก้อนอัลตราซาวด์และตรวจร่างกายซ้ำแจ้งแพทย์ ไม่หยุดหรือเพิ่มยาเอง

4. ออกกำลังกายตอนเช้า: ช่วยร้อนวูบวาบได้แค่ไหน และทำอย่างไรให้ปลอดภัย

คำตอบตรง: การออกกำลังกายเสริมการรักษาได้ แต่ไม่ได้แทนยา การฝึกแรงต้านมีงานทดลองที่ลดร้อนวูบวาบได้ในระยะสั้น
ส่วนประโยชน์ที่ชัดกว่าคือกระดูก กล้ามเนื้อ หัวใจ และความเสี่ยงมะเร็งบางชนิด
(Berin 2019,
Daley 2014)

ฝึกแรงต้านกับร้อนวูบวาบ

งานทดลองในสวีเดนให้ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่ไม่ได้ใช้ฮอร์โมน 58 คน อายุเฉลี่ย 55 ปี ร้อนวูบวาบเฉลี่ย 7.1 ครั้งต่อวัน
ฝึกแรงต้าน 8 ท่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์นาน 15 สัปดาห์ ร้อนวูบวาบระดับปานกลางถึงรุนแรงลดลงร้อยละ 43.6 เทียบกับร้อยละ 2.0 ในกลุ่มควบคุม
(Berin 2019)
แต่เมื่อติดตามต่อ ผลยังเห็นที่ 6 เดือนและไม่คงอยู่ที่ 2 ปี
(Nilsson 2024)

ฝึกแรงต้าน

−43.6%
กลุ่มควบคุม

−2.0%

งานวิจัยขนาดเล็กในผู้ที่ไม่ได้ใช้ฮอร์โมน ยังไม่รู้ว่าเสริมผลในผู้ที่ใช้ฮอร์โมนอยู่ได้แค่ไหน (Berin 2019)

ข้อจำกัดของหลักฐาน

การทบทวนของ Cochrane รวม 5 งานทดลองในผู้หญิง 733 คน ไม่พบความต่างชัดเจนระหว่างการออกกำลังกายกับการไม่ทำอะไร (SMD −0.10)
และคุณภาพหลักฐานต่ำ แนวทาง NAMS 2023 จึงยังไม่แนะนำการออกกำลังกายหรือโยคะเป็นการรักษาร้อนวูบวาบโดยตรง
แต่แนะนำ CBT การสะกดจิตบำบัดทางคลินิก และยาที่ไม่ใช่ฮอร์โมนบางกลุ่มแทนสำหรับผู้ที่ใช้ฮอร์โมนไม่ได้
(Daley 2014,
NAMS 2023)

ประโยชน์ที่ชัดกว่า: กระดูกและกล้ามเนื้อ

งานทดลอง LIFTMOR ให้ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่มวลกระดูกต่ำ 101 คน อายุเฉลี่ย 65 ปี ฝึกแรงต้านและแรงกระแทกภายใต้การดูแล 30 นาที 2 ครั้งต่อสัปดาห์ นาน 8 เดือน
มวลกระดูกสันหลังส่วนเอวเพิ่มร้อยละ 2.9 ขณะกลุ่มควบคุมลดลงร้อยละ 1.2 และสมรรถภาพร่างกายดีขึ้นทุกด้าน
(Watson 2018)
การฝึกหนักระดับนี้ควรมีผู้ฝึกดูแล โดยเฉพาะผู้ที่มีกระดูกพรุน

การออกกำลังกายกับความเสี่ยงมะเร็งเต้านม

การทบทวนของคณะกรรมการแนวทางกิจกรรมทางกายสหรัฐฯ พบว่าผู้ที่อยู่ในกลุ่มออกกำลังกายมากเทียบกับกลุ่มออกกำลังกายน้อย มีความเสี่ยงมะเร็งหลายชนิดรวมถึงมะเร็งเต้านมต่ำกว่าราวร้อยละ 10 ถึง 20
เป็นการลดความเสี่ยงบางส่วน ไม่ได้ป้องกันได้ทั้งหมด จึงยังต้องตรวจเต้านมตามนัด
(McTiernan 2019)

ทบทวนกิจวัตร: หมุนห่วง เวท และยืดเหยียด

องค์การอนามัยโลกแนะนำแอโรบิกระดับปานกลาง 150 ถึง 300 นาทีต่อสัปดาห์ ร่วมกับฝึกกล้ามเนื้อเป็นประจำ อย่างน้อย 2 วันต่อสัปดาห์
(Bull 2020)
หมุนห่วงวันละ 30 นาทีเกือบทุกวันเท่ากับแอโรบิกราว 210 นาทีต่อสัปดาห์ ยกเวท 15 นาทีเป็นการฝึกกล้ามเนื้อ และยืดเหยียดช่วยเรื่องข้อและการทรงตัว
จึงอยู่ในช่วงที่แนะนำแล้ว สิ่งที่เพิ่มได้คือเน้นท่ากล้ามเนื้อขา สะโพก และหลัง ซึ่งช่วยกระดูก และค่อยๆ เพิ่มน้ำหนักทีละน้อย

ข้อควรระวังเมื่อออกกำลังกายตอนเช้ามืด

  • ยังไม่มีหลักฐานว่าเวลาเช้ามืดดีกว่าเวลาอื่น ความสม่ำเสมอสำคัญกว่าเวลา
  • อบอุ่นร่างกาย 5 ถึง 10 นาทีก่อนยกเวท และดื่มน้ำหลังตื่นนอน
  • ใส่เสื้อผ้าระบายอากาศ เปิดพัดลม เพราะความร้อนในร่างกายกระตุ้นร้อนวูบวาบได้
  • ห่วงถ่วงน้ำหนักที่หนักไปอาจทำให้ช้ำที่หน้าท้องหรือปวดหลัง เลือกน้ำหนักที่หมุนได้สบาย
  • เวทเริ่ม 2 ถึง 3 เซต 8 ถึง 12 ครั้ง ไม่กลั้นหายใจขณะยก ให้หายใจออกขณะออกแรง โดยเฉพาะผู้ที่มีความดันสูง
  • หยุดทันทีถ้าเจ็บแน่นหน้าอก หน้ามืด ใจสั่นผิดปกติ หรือหายใจไม่ทัน

5. เปรียบเทียบทางเลือกลดร้อนวูบวาบ

คำตอบตรง: ฮอร์โมนยังเป็นการรักษาหลักที่ลดร้อนวูบวาบได้ผลชัดเจนกว่าทางเลือกอื่น
สำหรับผู้ที่ใช้ฮอร์โมนไม่ได้หรือไม่ต้องการ มียาที่ไม่ใช่ฮอร์โมนและการบำบัดที่มีหลักฐาน
(NAMS 2022,
NAMS 2023)

ตาราง: เปรียบเทียบยา การบำบัด และการออกกำลังกาย สำหรับร้อนวูบวาบ

ชื่อยาเป็นชื่อสามัญ ใช้ตามแผนของแพทย์เจ้าของไข้เท่านั้น

แนวทาง ผลต่อร้อนวูบวาบ หลักฐาน และข้อควรระวัง
แนวทางผลต่อร้อนวูบวาบหลักฐานข้อควรระวัง
เอสโตรเจน (estradiol ทาผิวหรือกิน)ลดได้ชัดเจนสูง (NAMS 2022)ห้ามใช้ถ้าเคยเป็นมะเร็งเต้านม ลิ่มเลือด หรือหลอดเลือดสมอง
SSRI / SNRI (paroxetine, escitalopram, venlafaxine)ลดได้ปานกลางสูง (NAMS 2023)คลื่นไส้ นอนไม่หลับ ยาบางตัวตีกับยาอื่น
gabapentinลดได้ปานกลาง ช่วยเรื่องเหงื่อออกกลางคืนสูง (NAMS 2023)ง่วง เวียนศีรษะ มักกินก่อนนอน
fezolinetantลดได้ โดยออกฤทธิ์ที่สมองส่วนคุมอุณหภูมิสูง (NAMS 2023)ตรวจการทำงานของตับตามนัด
CBT และการสะกดจิตบำบัดทางคลินิกลดความรบกวนของอาการ ช่วยการนอนสูง (NAMS 2023)ต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์
ฝึกแรงต้าน (ยกเวท)ลดได้ร้อยละ 43.6 ในงานทดลองเล็ก ผลไม่คงอยู่ระยะยาวจำกัด (Berin 2019)ค่อยๆ เพิ่มน้ำหนัก ระวังหลัง
แอโรบิก (หมุนห่วง เดินเร็ว)ยังไม่ชัดเจนต่ำ (Daley 2014)ดีต่อหัวใจ น้ำหนัก และอารมณ์
ยืดเหยียด โยคะยังไม่ชัดเจนไม่แนะนำเป็นการรักษาโดยตรง (NAMS 2023)ช่วยข้อ การทรงตัว และความเครียด

ความเชื่อที่ควรแก้

ไม่มีมดลูกแล้ว ไม่น่าจะมีอาการวัยทอง

ไม่จริง รังไข่ที่เก็บไว้ยังทำงานและเสื่อมตามวัย อาการวัยทองจึงเกิดได้ตามปกติ เพียงแต่ไม่มีประจำเดือนให้สังเกต

ต้องเพิ่มขนาดยา แปลว่าร่างกายแย่ลง

ไม่จำเป็น มักสะท้อนว่ารังไข่สร้างฮอร์โมนน้อยลงตามวัย แพทย์จึงปรับขนาดให้ได้ขนาดต่ำสุดที่คุมอาการ

เอสโตรเจนเดี่ยวไม่มีความเสี่ยงต่อหลอดเลือด

ไม่จริง เอสโตรเจนเดี่ยวไม่ได้ปลอดภัยทุกด้าน ชนิดกินเพิ่มหลอดเลือดสมองและลิ่มเลือดเล็กน้อย ชนิดทาผิวเพิ่มลิ่มเลือดน้อยกว่า

ทำแมมโมแกรมสม่ำเสมอแล้วจะไม่เป็นมะเร็ง

ไม่จริง แมมโมแกรมช่วยพบมะเร็งเร็วขึ้น แต่ไม่ได้ป้องกันมะเร็ง และบางก้อนแมมโมแกรมมองไม่เห็น ก้อนที่คลำได้ใหม่จึงต้องแจ้งแพทย์เสมอ

มีก้อนที่เต้านม ต้องหยุดฮอร์โมนทันที

ขึ้นกับผลตรวจ ก้อนเนื้อดีส่วนใหญ่ใช้ฮอร์โมนต่อได้พร้อมติดตาม แต่ระหว่างรอผลชิ้นเนื้อหรือเมื่อผลน่าสงสัย แพทย์อาจให้พักยา

ออกกำลังกายมากพอ เลิกฮอร์โมนได้

การออกกำลังกายเสริมการรักษาได้ แต่ไม่ได้แทนยา ผลต่อร้อนวูบวาบยังจำกัด การหยุดหรือลดฮอร์โมนควรวางแผนกับแพทย์

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ผ่าตัดมดลูกมาหลายปีแล้ว ทำไมร้อนวูบวาบยังกลับมาเป็นช่วงๆ ทุกปี?

ถ้าผ่าตัดเฉพาะมดลูกแต่เก็บรังไข่ไว้ รังไข่ที่เก็บไว้ยังทำงานและเสื่อมตามวัย เมื่ออายุเข้าใกล้ 50 ปี รังไข่จะเข้าสู่ช่วงก่อนหมดประจำเดือนเหมือนผู้หญิงทั่วไป ระดับเอสโตรเจนขึ้นลงเป็นช่วงๆ จึงร้อนวูบวาบเป็นพักๆ แต่ไม่มีประจำเดือนให้สังเกต งานติดตามผู้หญิงอายุ 30 ถึง 47 ปีพบว่ากลุ่มที่ตัดมดลูกเข้าสู่ภาวะรังไข่หยุดทำงานเร็วกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ (HR 1.92) และอาการร้อนวูบวาบโดยรวมมักเป็นนานราว 7.4 ปี อาการที่กลับมาเป็นรอบจึงพบได้ แต่ควรแจ้งแพทย์เพื่อแยกสาเหตุอื่น เช่น ไทรอยด์ ยา หรือการติดเชื้อ

ใช้ฮอร์โมนอยู่แล้ว แต่อาการกลับมาจนแพทย์ต้องเพิ่มขนาดยา หมายความว่าอะไร?

มักหมายความว่ารังไข่ผลิตเอสโตรเจนได้น้อยลงตามวัย ขนาดเดิมจึงไม่พอคุมอาการ แพทย์จึงปรับขนาดเพื่อให้ได้ขนาดต่ำสุดที่คุมอาการได้ ไม่ได้แปลว่าโรครุนแรงขึ้น ในยาทาผิว การดูดซึมยังขึ้นกับตำแหน่งทา พื้นที่ทา และการล้างผิวหลังทา จึงควรทาตามวิธีที่แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำ อย่าเพิ่มหรือลดขนาดฮอร์โมนเอง และนัดทบทวนอาการกับแพทย์หลังปรับยาราว 2 ถึง 3 เดือน

ไม่มีมดลูกแล้ว ใช้เอสโตรเจนเดี่ยวปลอดภัยแค่ไหน?

เอสโตรเจนเดี่ยวไม่ได้ปลอดภัยทุกด้าน แต่ข้อดีคือไม่ต้องใช้โปรเจสโตเจนเพราะไม่มีเยื่อบุมดลูกให้ปกป้อง ยกเว้นผู้ที่เคยเป็นเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ การศึกษา WHI ในผู้หญิงที่ตัดมดลูก 10,739 คนที่ได้ conjugated estrogens 0.625 มิลลิกรัมต่อวันชนิดกิน พบความเสี่ยงหลอดเลือดสมองเพิ่มขึ้น (HR 1.39 หรือเพิ่ม 12 รายต่อ 10,000 คนต่อปี) แต่กระดูกสะโพกหักลดลง (HR 0.61) ข้อมูลอังกฤษพบว่าเอสโตรเจนชนิดกินเพิ่มความเสี่ยงลิ่มเลือดดำ (OR 1.40) ขณะที่ชนิดทาผิวไม่เพิ่ม (OR 0.93) แนวทาง NAMS 2022 ระบุว่าผู้หญิงอายุไม่เกิน 60 ปีหรือหมดประจำเดือนไม่เกิน 10 ปีที่ไม่มีข้อห้าม ได้ประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงเมื่อใช้รักษาร้อนวูบวาบที่รบกวนชีวิต

มีก้อนที่เต้านม ใช้ฮอร์โมนได้ไหม และควรตรวจแมมโมแกรมบ่อยแค่ไหน?

ก้อนที่ยังไม่รู้ผลต้องตรวจให้ชัดก่อน ด้วยแมมโมแกรมเพื่อการวินิจฉัยร่วมกับอัลตราซาวด์ และเจาะชิ้นเนื้อเมื่อผลภาพไม่ชัด ถ้าผลยืนยันว่าเป็นก้อนเนื้อดี แพทย์มักใช้ฮอร์โมนต่อได้พร้อมตรวจติดตาม ระยะห่างการตรวจขึ้นกับผลอ่าน BI-RADS เช่น ผลที่น่าจะไม่ร้ายมักนัดซ้ำราว 6 เดือน ส่วนผลปกติมักกลับไปตรวจคัดกรองตามรอบ USPSTF 2024 แนะนำแมมโมแกรมคัดกรองทุก 2 ปีในผู้หญิงอายุ 40 ถึง 74 ปีที่ความเสี่ยงทั่วไป ไม่มีหลักฐานว่าทุกคนต้องทำแมมโมแกรมร่วมอัลตราซาวด์ทุกปี ผลชิ้นเนื้อที่มีเซลล์ผิดปกติชนิด atypia มีความเสี่ยงสูงกว่า ควรคุยเรื่องการใช้ฮอร์โมนต่อกับแพทย์

ใช้ฮอร์โมนแล้วแมมโมแกรมอ่านยากขึ้นไหม?

อาจทำให้ต้องตรวจซ้ำบ่อยขึ้นเล็กน้อย ข้อมูล WHI พบว่าผู้หญิงที่ใช้เอสโตรเจนเดี่ยวถูกนัดตรวจซ้ำระยะสั้นมากกว่ากลุ่มยาหลอก (ร้อยละ 39.2 เทียบ 29.6) และได้รับการเจาะชิ้นเนื้อมากกว่า (ร้อยละ 12.5 เทียบ 10.7) แต่ผลแมมโมแกรมผิดปกติไม่ต่างกัน (ร้อยละ 7.3 เทียบ 7.0) และความสามารถในการตรวจพบมะเร็งไม่ได้ลดลงชัดเจน ต่างจากฮอร์โมนแบบรวมเอสโตรเจนกับโปรเจสตินที่ทำให้เนื้อเต้านมทึบขึ้นมากกว่า ควรแจ้งรังสีแพทย์ทุกครั้งว่าใช้ฮอร์โมนอยู่

ออกกำลังกาย หมุนห่วง เวทเทรนนิ่ง ช่วยลดร้อนวูบวาบได้จริงไหม?

ช่วยได้บ้างแต่ไม่ได้แทนยา งานทดลองในสวีเดนให้ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่ไม่ได้ใช้ฮอร์โมน 58 คนฝึกแรงต้าน 3 ครั้งต่อสัปดาห์นาน 15 สัปดาห์ ร้อนวูบวาบระดับปานกลางถึงรุนแรงลดลงร้อยละ 43.6 เทียบกับร้อยละ 2.0 ในกลุ่มควบคุม แต่การติดตามต่อ 2 ปีพบว่าผลไม่คงอยู่ ขณะที่การทบทวนของ Cochrane ในผู้หญิง 733 คนยังไม่พบว่าการออกกำลังกายโดยรวมลดร้อนวูบวาบได้ชัดเจน การออกกำลังกายเสริมการรักษาได้ แต่ไม่ได้แทนยา ประโยชน์ที่ชัดกว่าคือกระดูก กล้ามเนื้อ หัวใจ อารมณ์ และการนอน

ตื่นตี 5 ออกกำลังกายทุกวัน มีข้อควรระวังอะไรบ้าง?

ยังไม่มีหลักฐานว่าออกกำลังกายตอนเช้ามืดดีกว่าเวลาอื่น สิ่งสำคัญคือทำสม่ำเสมอ องค์การอนามัยโลกแนะนำแอโรบิกระดับปานกลาง 150 ถึง 300 นาทีต่อสัปดาห์ ร่วมกับฝึกกล้ามเนื้ออย่างน้อย 2 วันต่อสัปดาห์ การหมุนห่วงวันละ 30 นาที ยกน้ำหนัก 15 นาที และยืดเหยียด จึงอยู่ในช่วงที่แนะนำ ควรอบอุ่นร่างกาย 5 ถึง 10 นาที ดื่มน้ำ ใส่เสื้อผ้าระบายอากาศ ห่วงถ่วงน้ำหนักที่หนักไปอาจทำให้ช้ำที่หน้าท้องหรือปวดหลัง ค่อยๆ เพิ่มน้ำหนักเวท และหยุดทันทีถ้าเจ็บแน่นหน้าอก หน้ามืด หรือหายใจไม่ทัน

อาการแบบไหนต้องรีบพบแพทย์ระหว่างใช้ฮอร์โมน?

ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669 เมื่อขาบวมปวดข้างเดียว เจ็บหน้าอกหรือหอบเหนื่อยฉับพลัน หน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก พูดไม่ชัด หรือตามัวฉับพลัน เพราะอาจเป็นลิ่มเลือดหรือหลอดเลือดสมอง นัดพบแพทย์ภายใน 1 ถึง 2 สัปดาห์เมื่อคลำพบก้อนใหม่หรือก้อนเดิมโตเร็ว ผิวเต้านมบุ๋มหรือย่น หัวนมบุ๋มใหม่ มีเลือดออกจากหัวนมข้างเดียว คลำพบก้อนที่รักแร้ หรือมีเลือดออกทางช่องคลอด ซึ่งไม่ควรเกิดหลังตัดมดลูก

กลไกทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Mechanism)

ร้อนวูบวาบเกิดที่สมอง: ในสมองส่วนไฮโปทาลามัสมีกลุ่มเซลล์ประสาท KNDy ซึ่งหลั่ง kisspeptin, neurokinin B และ dynorphin
เอสโตรเจนช่วยกดการทำงานของกลุ่มเซลล์นี้ เมื่อเอสโตรเจนลดลงหรือขึ้นลงแรง สัญญาณ neurokinin B จะมากขึ้น ช่วงอุณหภูมิที่ร่างกายยอมรับแคบลง
อุณหภูมิแกนกลางที่สูงขึ้นเล็กน้อยจึงกระตุ้นให้หลอดเลือดที่ผิวขยายและเหงื่อออก ซึ่งคือร้อนวูบวาบ ยา fezolinetant ออกฤทธิ์โดยปิดตัวรับ neurokinin 3 ตรงจุดนี้
(NAMS 2023)

ทำไมชนิดทาผิวเสี่ยงลิ่มเลือดน้อยกว่า: เอสโตรเจนชนิดกินถูกดูดซึมผ่านลำไส้เข้าสู่ตับก่อนในความเข้มข้นสูง
ตับจึงสร้างปัจจัยการแข็งตัวของเลือดและโปรตีนอื่นมากขึ้น ส่วนชนิดทาผิวเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง ผลต่อตับน้อยกว่า
(Vinogradova 2019)

เอสโตรเจนเดี่ยวกับแบบรวมต่างกันที่เต้านม: โปรเจสตินในฮอร์โมนแบบรวมกระตุ้นการแบ่งตัวของเซลล์เต้านมและทำให้เนื้อเต้านมทึบขึ้น
จึงเพิ่มมะเร็งเต้านมและทำให้แมมโมแกรมอ่านยากกว่า ส่วนสมมติฐานที่อธิบายว่าเอสโตรเจนเดี่ยวไม่เพิ่มมะเร็งในผู้หญิงที่หมดประจำเดือนมาหลายปี
คือเซลล์ที่ขาดเอสโตรเจนมานานอาจตายตามกลไกปกติเมื่อได้รับเอสโตรเจนกลับ ซึ่งยังต้องการการพิสูจน์เพิ่ม
(Chlebowski 2020)

แรงกระแทกและแรงต้านสร้างกระดูก: กระดูกตอบสนองต่อแรงที่มากและเร็ว เซลล์ osteocyte รับรู้การบิดตัวของกระดูก
แล้วส่งสัญญาณให้สร้างกระดูกใหม่ การฝึกแรงต้านที่หนักพอจึงเพิ่มมวลกระดูกได้ ขณะที่แอโรบิกเบาๆ อย่างเดียวให้แรงไม่พอ
(Watson 2018)

เรียบเรียงและทบทวนโดย

เอกสารอ้างอิงทางวิชาการ (E-E-A-T)

อ่านประวัติผู้เขียน

ข้อจำกัดความรับผิดชอบทางการแพทย์ (Medical Disclaimer)

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไปเพื่อการศึกษาเรื่องอาการวัยทองหลังผ่าตัดมดลูก ฮอร์โมนเอสโตรเจน การตรวจเต้านม และการออกกำลังกาย ไม่ใช่การวินิจฉัย การสั่งยา หรือแผนการรักษาเฉพาะบุคคล
ชื่อยาเป็นชื่อสามัญเพื่อการศึกษาเท่านั้น ห้ามเริ่ม ปรับ หรือหยุดฮอร์โมนเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์เจ้าของไข้ การแปลผลภาพเต้านมและผลชิ้นเนื้อขึ้นกับรังสีแพทย์และแพทย์ผู้ดูแล
ในภาวะฉุกเฉินโทร 1669