หมวด: สุขภาพผู้หญิง · ช่วงใกล้หมดประจำเดือน · ปัสสาวะกลางดึก · เบาหวาน · ข้อเข่า · ความปลอดภัยของยา
อายุ 46 ตื่นตี 2–3 ปัสสาวะบ่อยแต่ออกน้อย ตาพร่า ปวดเข่าจนกินยาแก้ปวดซ้ำ: ตรวจเบาหวานเมื่อไร ใช้ยาแก้ปวดอย่างไรให้ปลอดภัย และยาสตรีสมุนไพรที่ต้องระวัง
AI Overview / คำตอบด่วน (BLUF)
ปัสสาวะกลางดึกบ่อยแต่ออกน้อยมักมาจากกระเพาะปัสสาวะไวหรือการนอนที่ตื่นง่ายช่วงใกล้หมดประจำเดือน ส่วนเบาหวานมักทำให้ปัสสาวะออกมาก
แต่เมื่อมีตาพร่าร่วมด้วยควรตรวจ HbA1c ตรวจตา และทบทวนยาแก้ปวดที่กินซ้ำ เพราะ NSAIDs ระยะยาวเพิ่มความเสี่ยงไต และยาสตรีบางชนิดตรวจพบสเตียรอยด์ปน
ชนิดของปัสสาวะกลางดึก,
เกณฑ์วินิจฉัยเบาหวาน
และ ยาสมุนไพรที่ตรวจพบยาแผนปัจจุบันปน
สัญญาณอันตราย ·
ปัสสาวะกลางดึก ·
ตรวจเบาหวาน ·
ตาพร่า ·
ปวดเข่า ·
ยาแก้ปวด ·
ยาสตรีสมุนไพร ·
FAQ
จากกลุ่มผู้หญิงวัย 40+: ตื่นตีสองแล้วนอนต่อไม่ได้ ลุกปัสสาวะหลายรอบ ตาพร่า และปวดเข่า
สมาชิกท่านหนึ่งวัย 40 กลางๆ เล่าว่าเข้านอนตั้งแต่สามทุ่ม แต่สะดุ้งตื่นช่วงตีสองถึงตีสามแล้วนอนต่อไม่ได้จนเช้า กลางคืนลุกเข้าห้องน้ำหลายรอบแต่ปัสสาวะออกครั้งละนิดเดียว
ช่วงนี้ตาพร่า ปวดเมื่อยตัว โดยเฉพาะหัวเข่า จนต้องกินยาแก้ปวดซ้ำบ่อย สมาชิกหลายท่านเข้ามาเตือนเรื่องยาสตรีและยาสมุนไพรที่ซื้อกินเอง
คำตอบสั้นๆ: อาการทั้งหมดอาจไม่ได้มาจากสาเหตุเดียว ปัสสาวะออกน้อยแต่บ่อยชี้ไปทางกระเพาะปัสสาวะหรือการนอนมากกว่าเบาหวาน
แต่อายุ 46 ร่วมกับตาพร่าเป็นเหตุผลพอที่จะตรวจน้ำตาลและตรวจตา และการกินยาแก้ปวดซ้ำทุกวันควรได้รับการทบทวน
ถ้าอยากอ่านเรื่องปัสสาวะกลางดึกกับการนอนแบบละเอียด อ่านต่อที่
ผู้หญิงวัย 40+ ตื่นปัสสาวะกลางดึก 2–3 รอบ นอนไม่หลับ
สัญญาณอันตราย ต้องไปโรงพยาบาลทันที
คำตอบตรง: ตามัวลงทันทีหรือเห็นม่านดำ กระหายน้ำมากร่วมกับซึมหรืออาเจียน ไข้ร่วมกับปวดหลังและแสบขัด อุจจาระดำ หรือตาเหลืองหลังกินยาแก้ปวดหรือยาสมุนไพร ต้องได้รับการตรวจทันที
ไปห้องฉุกเฉินหรือโทร 1669
- มองไม่เห็นทันที ตามัวข้างเดียว เห็นเงาดำหรือม่านบังตา ปวดตามากร่วมกับตาแดงและคลื่นไส้ อาจเป็นจอประสาทตาหลุดลอก หลอดเลือดตาอุดตัน หรือต้อหินเฉียบพลัน
- กระหายน้ำมาก ปัสสาวะออกมากทั้งวัน น้ำหนักลดเร็ว อาเจียน หายใจหอบลึก หรือซึมสับสน อาจเป็นน้ำตาลในเลือดสูงมาก
- ไข้หนาวสั่น ปวดหลังข้างใดข้างหนึ่ง ร่วมกับแสบขัดหรือปัสสาวะเป็นเลือด อาจเป็นกรวยไตอักเสบ
- อุจจาระดำเหนียว อาเจียนเป็นเลือดหรือสีกาแฟ ปวดท้องลิ้นปี่มาก ในผู้ที่กินยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs
- ตาเหลือง ตัวเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม คลื่นไส้มาก หลังกิน paracetamol เกินขนาด กินร่วมกับแอลกอฮอล์ หรือกินยาสมุนไพร
- ปัสสาวะออกน้อยมากทั้งวัน ขาบวม หรือหอบเหนื่อย หลังกินยาแก้ปวดต่อเนื่อง
นัดพบแพทย์ภายใน 1–2 สัปดาห์
- เข่าบวมแดงร้อน ข้อติดล็อก หรือลงน้ำหนักไม่ได้ ซึ่งไม่ใช่ลักษณะของข้อเสื่อมทั่วไป
- หน้ากลมบวม ช้ำง่าย แผลหายช้า ความดันหรือน้ำตาลสูงขึ้น หลังกินยาสตรีหรือยาลูกกลอนมานานหลายสัปดาห์
- กรนดัง หยุดหายใจขณะหลับ ง่วงมากกลางวัน ภาวะหยุดหายใจขณะหลับทำให้ปัสสาวะกลางคืนมากขึ้นได้
- เลือดประจำเดือนออกมากผิดปกติ หรือมีเลือดออกหลังขาดประจำเดือนไปแล้ว 12 เดือน
1. ตื่นตี 2–3 แล้วปัสสาวะออกน้อย: กระเพาะปัสสาวะหรือการนอน
คำตอบตรง: ปัสสาวะกลางดึกแบ่งได้เป็น 3 แบบ คือ ปัสสาวะมากทั้งวัน ปัสสาวะมากเฉพาะกลางคืน และกระเพาะปัสสาวะจุได้น้อยลง
ปัสสาวะออกครั้งละน้อยชี้ไปทางแบบที่สาม หรือการตื่นเพราะนอนไม่หลับแล้วลุกไปปัสสาวะ การจดบันทึก 3 วันช่วยแยกได้
ปัสสาวะกลางดึก 3 แบบ
การทบทวนอย่างเป็นระบบใน European Urology (Cornu 2012)
สรุปว่าตารางบันทึกความถี่และปริมาณปัสสาวะ (frequency-volume chart) เป็นเครื่องมือหลักที่แยกได้ว่าเป็นปัสสาวะมากทั้ง 24 ชั่วโมง
ปัสสาวะมากเฉพาะกลางคืน หรือกระเพาะปัสสาวะจุได้น้อยลงตอนกลางคืน แต่ละแบบมีสาเหตุและการรักษาต่างกัน และปัสสาวะกลางดึกที่ไม่ได้รับการดูแลกระทบคุณภาพชีวิต
ปัสสาวะออกน้อยแต่บ่อยบอกอะไร
เบาหวานที่น้ำตาลสูงมักทำให้ปัสสาวะออกมากแต่ละครั้ง และกระหายน้ำมากทั้งวัน ส่วนปัสสาวะออกครั้งละน้อยมักเกิดจากกระเพาะปัสสาวะไวเกิน การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
เยื่อบุท่อปัสสาวะบางลงเมื่อเอสโตรเจนลด หรือการตื่นเพราะนอนไม่หลับแล้วรู้สึกว่าต้องเข้าห้องน้ำ อาการเหล่านี้ซ้อนกันได้ จึงยังควรตรวจน้ำตาลเมื่อมีปัจจัยเสี่ยง
การนอนเปลี่ยนไปในช่วงใกล้หมดประจำเดือน
การศึกษา SWAN ติดตามผู้หญิง 3,045 คนอายุ 42–52 ปีนาน 7 ปี (Kravitz 2008)
พบว่าโอกาสหลับยากและหลับไม่ต่อเนื่องเพิ่มขึ้นตามระยะการเปลี่ยนผ่าน ผู้ที่ร้อนวูบวาบบ่อยนอนแย่กว่า และระดับเอสตราไดออลที่ลดลงสัมพันธ์กับการตื่นกลางดึก
หลายคนจึงตื่นก่อนแล้วค่อยรู้สึกปวดปัสสาวะ ไม่ใช่ปวดปัสสาวะจนตื่น
เยื่อบุช่องคลอดและท่อปัสสาวะบางลง
เมื่อเอสโตรเจนลด เยื่อบุช่องคลอด ท่อปัสสาวะ และกระเพาะปัสสาวะบางลง ทำให้ปวดปัสสาวะบ่อย แสบ หรือติดเชื้อซ้ำได้ เรียกรวมว่า genitourinary syndrome of menopause (GSM)
แถลงการณ์ NAMS 2022 (NAMS 2022)
แนะนำเอสโตรเจนชนิดสอดช่องคลอดขนาดต่ำเมื่อสารหล่อลื่นทั่วไปไม่ช่วย และการทบทวน Cochrane 30 การทดลอง ผู้หญิง 6,235 คน
(Lethaby 2016) พบว่ายาสอดหลายรูปแบบลดอาการได้ใกล้เคียงกัน
2. ตาพร่าร่วมกับปัสสาวะบ่อย: ควรตรวจเบาหวานไหม
คำตอบตรง: ควรตรวจ แม้ปัสสาวะออกน้อยจะชี้ไปทางอื่นมากกว่า เพราะ ADA แนะนำให้ผู้ใหญ่ทุกคนเริ่มตรวจคัดกรองตั้งแต่อายุ 35 ปี
และตาพร่าร่วมกับปัสสาวะบ่อยเป็นอาการที่ควรตรวจน้ำตาลก่อนสรุปว่าเป็นอาการของวัย
ทำไมน้ำตาลสูงถึงทำให้ปัสสาวะมาก
ไตเป็นอวัยวะที่ขับน้ำตาลส่วนเกินออกทางปัสสาวะ ไม่ใช่ตับอ่อน เมื่อน้ำตาลในเลือดสูงเกินราว 180 มก./ดล. ไตดูดกลับน้ำตาลได้ไม่หมด
น้ำตาลที่หลุดออกไปดึงน้ำตามไปด้วย ปัสสาวะจึงออกมากแต่ละครั้ง กระหายน้ำ และอาจน้ำหนักลด ลักษณะนี้ต่างจากการปัสสาวะครั้งละนิดเดียว
ใครควรตรวจ และใช้เกณฑ์อะไร
ADA 2025 (ADA 2025)
ใช้เกณฑ์เบาหวานคือ HbA1c ตั้งแต่ 6.5% น้ำตาลขณะอดอาหารตั้งแต่ 126 มก./ดล. หรือน้ำตาลเวลาใดก็ได้ตั้งแต่ 200 มก./ดล. ร่วมกับอาการ
ส่วนภาวะก่อนเบาหวานคือ HbA1c 5.7–6.4% หรือน้ำตาลขณะอดอาหาร 100–125 มก./ดล. คณะทำงาน USPSTF
(USPSTF 2021)
แนะนำให้ตรวจคัดกรองผู้ใหญ่อายุ 35–70 ปีที่น้ำหนักเกิน และระบุว่าในสหรัฐฯ ผู้ใหญ่ราว 13% เป็นเบาหวาน และ 34.5% อยู่ในเกณฑ์ก่อนเบาหวาน
ตรวจอะไรในครั้งเดียว
ชุดที่คุ้มค่าสำหรับอาการนี้คือ HbA1c หรือน้ำตาลขณะอดอาหาร ค่าการทำงานของไต (creatinine และ eGFR) ตรวจปัสสาวะดูน้ำตาล เม็ดเลือดขาว และเลือด
และค่าตับถ้ากินยาแก้ปวด ยาสมุนไพร หรือดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ส่วนการตรวจไทรอยด์ (TSH) ใช้เมื่อมีอาการเข้าได้ เช่น ใจสั่น น้ำหนักเปลี่ยน หรือขี้ร้อนผิดปกติ
ไม่จำเป็นต้องตรวจ FSH เพื่อวินิจฉัยช่วงใกล้หมดประจำเดือนในผู้หญิงอายุ 45 ปีขึ้นไปที่มีอาการเข้าได้ ตามแนวทาง
NICE NG23
3. ตาพร่าวัย 40+: สายตายาวตามวัย น้ำตาลสูง หรือโรคตา
คำตอบตรง: สายตายาวตามวัยเป็นสาเหตุที่พบบ่อยของการมองใกล้ไม่ชัดหลังอายุ 40 แต่ถ้ามองไกลก็พร่า ค่าสายตาเปลี่ยนไปมาในไม่กี่สัปดาห์
หรือมีปัสสาวะมากกระหายน้ำร่วมด้วย ควรตรวจน้ำตาลและตรวจตาโดยจักษุแพทย์
สายตายาวตามวัย
การวิเคราะห์อภิมานใน Ophthalmology (Fricke 2018)
ประเมินว่าปี 2015 มีผู้มีสายตายาวตามวัยราว 1.8 พันล้านคน และ 826 ล้านคนมองใกล้ไม่ชัดเพราะยังไม่มีแว่นที่เหมาะ
เลนส์ตาแข็งขึ้นตามอายุจึงปรับโฟกัสระยะใกล้ได้น้อยลง อาการคือต้องยืดมือถือออกไกล อ่านตัวหนังสือเล็กไม่ได้ในที่แสงน้อย และตาล้าตอนเย็น
น้ำตาลสูงทำให้ค่าสายตาเปลี่ยนชั่วคราว
การศึกษาใน British Journal of Ophthalmology (Okamoto 2000)
พบว่าเมื่อลดน้ำตาลที่สูงมากลงเร็ว ทุกคนในการศึกษามีสายตายาวขึ้นชั่วคราว เฉลี่ยสูงสุด 1.47 ไดออปเตอร์ และกลับเป็นค่าเดิมภายใน 14–84 วัน
ผู้วิจัยอธิบายว่าเกิดจากดัชนีหักเหแสงของเลนส์ตาเปลี่ยน ไม่ใช่รูปร่างกระจกตาเปลี่ยน ช่วงที่น้ำตาลยังแกว่งจึงยังไม่ควรตัดแว่นใหม่
ตรวจตาเมื่อไร
ตรวจวัดสายตาเมื่อมองใกล้ไม่ชัด และตรวจจอประสาทตาโดยขยายม่านตาเมื่อได้รับการวินิจฉัยเบาหวาน ตาแห้งก็พบบ่อยในวัยนี้และทำให้ภาพพร่าเป็นพักๆ ดีขึ้นเมื่อกะพริบตา
ถ้ามองไม่เห็นทันที เห็นม่านบัง หรือปวดตามาก ให้ไปห้องฉุกเฉินตามสัญญาณอันตรายด้านบน
อาการช่วงใกล้หมดประจำเดือนตอนนี้อยู่ระดับไหน ควรนัดพบแพทย์เมื่อไร
วิเคราะห์ระดับความรุนแรงและรับคำแนะนำเฉพาะบุคคลจาก Advisory team ของเรา แบบประเมินอาการวัยทองจัดระดับการนอน ร้อนวูบวาบ อารมณ์ ปัญหาข้อเข่าและกระดูก
และการใช้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรแทนการรักษา เป็นระดับเฝ้าดู นัดพบแพทย์ หรือไม่ควรรอ ไม่ใช่การวินิจฉัยโรค
ถ้าตามัวลงทันที หรือกระหายน้ำมากจนซึม ไปโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอผลประเมิน
4. ปวดเมื่อยตัวและปวดเข่าในช่วงใกล้หมดประจำเดือน
คำตอบตรง: ปวดกล้ามเนื้อและข้อพบบ่อยขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่ยังไม่มีหลักฐานพอว่าเอสโตรเจนลดลงเพียงอย่างเดียวทำให้ข้อเข่าเสื่อม
การออกกำลังกายเสริมกล้ามเนื้อต้นขาเป็นการรักษาหลักของปวดเข่าจากข้อเสื่อม และลดปวดได้ชัดกว่า paracetamol
พบบ่อยแค่ไหน
การวิเคราะห์อภิมาน 16 การศึกษา (Lu 2020)
พบปวดกล้ามเนื้อและข้อในผู้หญิงช่วงใกล้หมดประจำเดือน 71% และมีโอกาสมากกว่าช่วงก่อนหมดประจำเดือน 1.63 เท่า
การวิเคราะห์ที่ใหญ่กว่า 37 การศึกษา ผู้หญิง 93,021 คน (Kruse 2026)
พบ 40% ในช่วงก่อนหมดประจำเดือน 57% ในช่วงใกล้หมด และ 59% หลังหมดประจำเดือน หรือเพิ่มขึ้น 1.35 เท่า
ความยาวแท่ง = สัดส่วนผู้หญิงที่ปวดกล้ามเนื้อหรือข้อ จากการวิเคราะห์อภิมาน Kruse 2026
เกี่ยวกับฮอร์โมนแค่ไหน
ข้อมูลข้างต้นมาจากการศึกษาเชิงสังเกต ผู้วิจัยเองระบุว่าสาเหตุเฉพาะของอาการปวดยังรายงานไม่ครบ และความแตกต่างระหว่างการศึกษาสูง
ปวดเข่าในวัยนี้จึงต้องคิดถึงข้อเข่าเสื่อม น้ำหนักตัว กล้ามเนื้อต้นขาอ่อนแรง และโรคอื่นร่วมด้วย ไม่ควรสรุปว่าเป็นเพราะฮอร์โมนอย่างเดียว
การออกกำลังกายสำหรับเข่า
การทบทวน Cochrane 44 การทดลอง ผู้ป่วย 3,537 คน (Fransen 2015)
พบหลักฐานคุณภาพสูงว่าการออกกำลังกายบนบกลดปวดเข่าจากข้อเสื่อม (SMD −0.49) และช่วยการใช้งานเข่า เริ่มจากเกร็งต้นขาขณะนั่ง ยกขาเหยียดตรง ลุกนั่งจากเก้าอี้
และเดินหรือปั่นจักรยานอยู่กับที่ สัปดาห์ละ 3 ครั้ง ถ้าน้ำหนักเกิน การลดน้ำหนักช่วยลดแรงกดที่ข้อเข่า
5. กินยาแก้ปวดซ้ำบ่อย: ตับ ไต และกระเพาะ
คำตอบตรง: paracetamol ช่วยปวดเข่าจากข้อเสื่อมได้น้อย และเสี่ยงต่อตับเมื่อกินเกินขนาดหรือซ้ำซ้อน ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ชนิดกินระยะยาวเพิ่มความเสี่ยงไตเสื่อมเรื้อรัง
ยาทาเฉพาะที่กลุ่ม NSAIDs เป็นทางเลือกที่ยาเข้ากระแสเลือดน้อยกว่า
paracetamol: ได้ผลน้อยกับเข่า และต้องระวังตับ
การวิเคราะห์อภิมานใน BMJ (Machado 2015)
พบว่า paracetamol ลดปวดข้อสะโพกและเข่าเสื่อมเพียง 3.7 คะแนนจาก 100 ซึ่งไม่ถึงระดับที่ผู้ป่วยรู้สึกต่าง และผู้ที่กินยามีโอกาสค่าตับผิดปกติ 3.8 เท่า
บทความทบทวนด้านพิษวิทยา (Chiew 2021)
ระบุว่า paracetamol เป็นสาเหตุหลักของตับบาดเจ็บรุนแรงในประเทศตะวันตก รวมถึงการกินเกินขนาดซ้ำๆ โดยไม่ตั้งใจ ให้ใช้ไม่เกินขนาดบนฉลาก
ไม่กินยาแก้ปวดหรือยาแก้หวัดที่มี paracetamol ซ้ำซ้อน และระวังเมื่อดื่มแอลกอฮอล์
NSAIDs ชนิดกินระยะยาวกับไต
การวิเคราะห์อภิมาน 40 การศึกษา ผู้เข้าร่วม 1,757,118 คน (Soliman 2025)
พบว่าการใช้ NSAIDs เรื้อรังสัมพันธ์กับการเกิดและการลุกลามของไตเสื่อมเรื้อรัง (OR 1.24, HR 1.50) และในผู้ที่ไตเสื่อมอยู่แล้ว HR สูงถึง 1.67
NSAIDs ยังเพิ่มความดันโลหิตและเลือดออกในกระเพาะอาหาร ผู้ที่เป็นเบาหวาน ความดันสูง อายุมาก หรือกินยาขับปัสสาวะร่วมจึงต้องระวังเป็นพิเศษ
คำว่าไตวายจากยาแก้ปวดแบบคลาสสิกในอดีตสัมพันธ์กับยาผสมที่เลิกใช้แล้ว ความเสี่ยงในปัจจุบันจึงอยู่ที่ NSAIDs ระยะยาวหรือขนาดสูง
ยาทากลุ่ม NSAIDs สำหรับปวดเข่า
การทบทวน Cochrane 39 การศึกษา ผู้เข้าร่วม 10,631 คน (Derry 2016)
พบว่ายาทา diclofenac และ ketoprofen ลดปวดข้อเสื่อมได้ดีกว่ายาหลอกในการศึกษา 6–12 สัปดาห์ ยาเข้ากระแสเลือดน้อย จึงเป็นทางเลือกก่อนยากินสำหรับข้อที่อยู่ตื้นอย่างข้อเข่า
เมื่อไรควรให้แพทย์ทบทวนยาแก้ปวด
ถ้าต้องกินยาแก้ปวดเกิน 2–3 วันต่อสัปดาห์ติดต่อกันเกิน 3 เดือน หรือต้องเพิ่มขนาดเองเรื่อยๆ ให้จดชื่อยา ขนาด และจำนวนวัน แล้วนำไปให้แพทย์หรือเภสัชกรดู
รวมทั้งยาสมุนไพรและยาสตรีทุกชนิด เพราะบางชนิดมียาแก้ปวดหรือสเตียรอยด์ปนอยู่โดยไม่ระบุบนฉลาก
6. ยาสตรี ยาลูกกลอน และยาดองที่โฆษณาแก้ปวดเมื่อย
คำตอบตรง: ยาสมุนไพรบางชนิดตรวจพบสเตียรอยด์ปน ซึ่งทำให้รู้สึกหายปวดเร็ว แต่ทำให้น้ำตาลและความดันสูง กระดูกบาง และกดต่อมหมวกไต
ส่วนยาดองที่มีแอลกอฮอล์เพิ่มภาระตับเมื่อกินร่วมกับ paracetamol
ข้อมูลจากห้องปฏิบัติการพิษวิทยา
ห้องปฏิบัติการพิษวิทยาในฮ่องกง (Ching 2018)
ทบทวนผู้ป่วย 404 รายที่ใช้ยาจีนสำเร็จรูปหรือผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มียาแผนปัจจุบันปน พบสารปน 1,234 รายการ กลุ่มที่พบบ่อยคือ NSAIDs 17.7%
สเตียรอยด์ 13.8% และยาลดน้ำตาล 10.0% ผู้ป่วย 65.1% เกิดผลข้างเคียง เช่น กลุ่มอาการคุชชิงจากยา และน้ำตาลในเลือดต่ำ
เมื่อสเตียรอยด์ปนในยาสมุนไพร
รายงานผู้ป่วย 61 รายที่กินยาจีนสำเร็จรูปซึ่งมีสเตียรอยด์ปน (Chong 2015)
พบ dexamethasone บ่อยสุด บางรายมี NSAIDs ปนร่วม 11.5% ต้องเข้าหอผู้ป่วยวิกฤต และในผู้ที่ตรวจการทำงานของต่อมหมวกไต 77.3% พบว่าต่อมหมวกไตทำงานไม่พอ
ในประเทศไทย นักวิจัยพัฒนาชุดตรวจ dexamethasone และ prednisolone ในยาแผนโบราณ (Primpray 2019)
เพราะปัญหานี้พบในชุมชน
ทำไมกินแล้วรู้สึกดีขึ้นเร็ว
สเตียรอยด์ลดการอักเสบและปวดได้ภายในไม่กี่วัน คนจึงรู้สึกว่ายาได้ผล แต่สเตียรอยด์เพิ่มน้ำตาลในเลือด ซึ่งอาจทำให้ปัสสาวะมากขึ้นและสายตาแกว่ง
เพิ่มความดัน ทำให้กระดูกบาง กล้ามเนื้อต้นขาอ่อนแรง และเมื่อใช้นานต่อมหมวกไตจะหยุดสร้างฮอร์โมนเอง
ยาดองเหล้าและแอลกอฮอล์
ยาดองที่แช่ในเหล้าเพิ่มปริมาณแอลกอฮอล์ที่ได้รับทุกวัน แอลกอฮอล์ทำให้ปัสสาวะมากขึ้น หลับตื้นและตื่นกลางดึก และเพิ่มพิษต่อตับเมื่อใช้ร่วมกับ paracetamol
ตรวจสอบผลิตภัณฑ์ก่อนกิน
ดูเลขทะเบียนตำรับยาและตรวจสอบกับฐานข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ระวังผลิตภัณฑ์ที่อ้างว่าหายปวดภายในวันเดียว ไม่มีฉลากภาษาไทย หรือขายทางออนไลน์โดยไม่ระบุผู้ผลิต
แต่เลขทะเบียนไม่ได้รับประกันว่าไม่มีการปลอมปน ถ้ามีอาการหน้ากลม บวม ช้ำง่าย หรือน้ำตาลสูงขึ้นหลังกิน ให้นำผลิตภัณฑ์ไปปรึกษาแพทย์
7. แผน 4 สัปดาห์: ปัสสาวะ การนอน ข้อเข่า และยา
คำตอบตรง: เริ่มจากจดบันทึกและตรวจเลือด จากนั้นฝึกกระเพาะปัสสาวะ ใช้การบำบัดความคิดและพฤติกรรมสำหรับนอนไม่หลับ (CBT-I) ออกกำลังกายต้นขา
และให้แพทย์ทบทวนยาทุกชนิดที่กินอยู่
สัปดาห์ที่ 1: จดบันทึกและนัดตรวจ
จดเวลาปัสสาวะและปริมาณ 3 วัน จดเวลาที่ตื่นและเหตุที่ตื่น จดยาแก้ปวดและผลิตภัณฑ์ทุกชนิดที่กิน แล้วนัดตรวจ HbA1c ค่าไต ตรวจปัสสาวะ และวัดสายตา
สัปดาห์ที่ 2–4: ฝึกกระเพาะปัสสาวะ
การทบทวน Cochrane 15 การทดลอง ผู้เข้าร่วม 2,007 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง (Funada 2023)
สรุปว่าการฝึกกระเพาะปัสสาวะเป็นการรักษาเบื้องต้นของกระเพาะปัสสาวะไวเกินที่ใช้กันแพร่หลาย แม้ระดับความเชื่อมั่นของหลักฐานยังต่ำ
วิธีคือเมื่อปวดปัสสาวะให้หยุดนิ่ง ขมิบอุ้งเชิงกรานสั้นๆ 3–5 ครั้งจนความปวดลดลง แล้วค่อยเดินไปห้องน้ำ ค่อยๆ ยืดช่วงห่างระหว่างการปัสสาวะตอนกลางวัน
ลดเครื่องดื่มคาเฟอีนหลังเที่ยง และลดน้ำ 2–3 ชั่วโมงก่อนนอนโดยยังดื่มให้พอในช่วงกลางวัน
การนอน: CBT-I ก่อนยานอนหลับ
การทดลองแบบสุ่ม MsFLASH ในผู้หญิงวัย 40–65 ปีที่ร้อนวูบวาบ (McCurry 2016)
พบว่า CBT-I ทางโทรศัพท์ 6 ครั้งลดคะแนนนอนไม่หลับลง 9.9 คะแนน เทียบกับ 4.7 คะแนนในกลุ่มให้ความรู้ และ 70% ของกลุ่ม CBT-I ไม่อยู่ในเกณฑ์นอนไม่หลับแล้วที่ 8 สัปดาห์
หลักสำคัญคือถ้าตื่นตีสองแล้วนอนไม่หลับเกิน 20 นาที ให้ลุกไปทำกิจกรรมเบาๆ ในแสงสลัว แล้วกลับเข้านอนเมื่อง่วง ตื่นเวลาเดิมทุกวัน และไม่นอนชดเชยกลางวันนาน
ข้อเข่า: ออกกำลังกายก่อนเพิ่มยา
ออกกำลังกายเสริมกล้ามเนื้อต้นขาสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ใช้ยาทากลุ่ม NSAIDs เมื่อปวด และใช้ยาแก้ปวดชนิดกินช่วงสั้นตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร
ถ้าเข่าบวมแดงร้อนหรือข้อติดล็อก ให้พบแพทย์ก่อนออกกำลังกายต่อ
ฮอร์โมนบำบัดและยาสอดช่องคลอด
แถลงการณ์ NAMS 2022 (NAMS 2022)
ระบุว่าฮอร์โมนบำบัดเป็นการรักษาที่ได้ผลสำหรับร้อนวูบวาบและอาการทางระบบสืบพันธุ์และปัสสาวะ และประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงในผู้หญิงอายุต่ำกว่า 60 ปีหรือภายใน 10 ปีหลังหมดประจำเดือนที่ไม่มีข้อห้าม
ถ้าร้อนวูบวาบปลุกให้ตื่นทุกคืน หรือปวดปัสสาวะแสบขัดซ้ำบ่อย ให้ปรึกษาสูตินรีแพทย์ว่าเหมาะกับฮอร์โมนแบบใด
อ่านเรื่องฮอร์โมนบำบัดเทียบกับสมุนไพรเพิ่มที่
อายุ 46 ประจำเดือนขาด: ฮอร์โมนบำบัดกับสมุนไพร
ตาราง: ปัสสาวะกลางดึก ตาพร่า และปวดข้อ เกิดจากอะไรได้บ้าง
อาการซ้อนกันได้หลายสาเหตุ ตารางนี้ช่วยเตรียมคำถามก่อนพบแพทย์ ไม่ใช่การวินิจฉัยเอง
| สาเหตุ | ลักษณะปัสสาวะ | อาการทางตา | อาการอื่น | ตรวจอะไร |
|---|---|---|---|---|
| เบาหวานหรือน้ำตาลสูง | ออกมากทุกครั้ง ทั้งกลางวันและกลางคืน | ค่าสายตาแกว่ง มองไกลก็พร่า | กระหายน้ำ น้ำหนักลด แผลหายช้า | HbA1c น้ำตาลขณะอดอาหาร |
| ช่วงใกล้หมดประจำเดือน | ตื่นก่อนแล้วรู้สึกปวดปัสสาวะ ปริมาณไม่มาก | ตาแห้ง พร่าเป็นพักๆ | ร้อนวูบวาบ ประจำเดือนห่าง ปวดข้อ | ประวัติประจำเดือนและอาการ |
| กระเพาะปัสสาวะไวเกินหรือเยื่อบุบาง | ปวดรีบ ออกครั้งละน้อย บางครั้งเล็ด | ไม่เกี่ยว | ช่องคลอดแห้ง แสบเวลาปัสสาวะ | บันทึกปัสสาวะ 3 วัน ตรวจปัสสาวะ |
| ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ | แสบขัด ออกน้อย ขุ่นหรือมีเลือด | ไม่เกี่ยว | ปวดท้องน้อย ไข้ถ้าลามถึงไต | ตรวจปัสสาวะ เพาะเชื้อ |
| สายตายาวตามวัย | ไม่เกี่ยว | มองใกล้ไม่ชัด ต้องยืดมือถือออกไกล | ตาล้าตอนเย็น | วัดสายตา |
| ยาสมุนไพรที่มีสเตียรอยด์ปน | อาจมากขึ้นถ้าน้ำตาลสูง | สายตาแกว่งตามน้ำตาล | หน้ากลม บวม ช้ำง่าย ความดันสูง | นำผลิตภัณฑ์ไปให้แพทย์ดู ตรวจน้ำตาล |
ตาราง: การตรวจที่ควรคุยกับแพทย์
แพทย์จะเลือกการตรวจตามอาการและประวัติ ค่าปกติอาจต่างกันเล็กน้อยระหว่างห้องปฏิบัติการ
| การตรวจ | ดูอะไร | เกณฑ์ที่ใช้ | เมื่อไรจำเป็น |
|---|---|---|---|
| HbA1c | ระดับน้ำตาลเฉลี่ย 2–3 เดือน | เบาหวาน ≥6.5% ก่อนเบาหวาน 5.7–6.4% | อายุ 35 ปีขึ้นไป หรือมีอาการ |
| น้ำตาลขณะอดอาหาร | น้ำตาลหลังงดอาหาร 8 ชั่วโมง | เบาหวาน ≥126 มก./ดล. ก่อนเบาหวาน 100–125 | ใช้แทนหรือร่วมกับ HbA1c |
| creatinine และ eGFR | การทำงานของไต | eGFR ต่ำกว่า 60 ต่อเนื่อง 3 เดือนถือว่าไตเสื่อม | กินยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs บ่อย มีเบาหวานหรือความดันสูง |
| ตรวจปัสสาวะ | น้ำตาล เม็ดเลือดขาว เลือด โปรตีน | แปลผลร่วมกับอาการ | ปัสสาวะบ่อย แสบขัด หรือสงสัยไต |
| ค่าตับ (ALT, AST) | การอักเสบของตับ | แปลผลตามค่าอ้างอิงของห้องปฏิบัติการ | กิน paracetamol ทุกวัน ยาสมุนไพร หรือดื่มแอลกอฮอล์ |
| วัดสายตาและตรวจจอประสาทตา | ค่าสายตา ต้อ และจอประสาทตา | ตามการตรวจของจักษุแพทย์ | มองใกล้ไม่ชัด หรือได้รับการวินิจฉัยเบาหวาน |
| FSH และเอสตราไดออล | ระดับฮอร์โมนจากรังไข่ | ค่าแกว่งมากในช่วงเปลี่ยนผ่าน | ไม่จำเป็นในอายุ 45 ปีขึ้นไปที่อาการเข้าได้ ใช้ในบางกรณีที่อายุน้อยกว่า |
ตาราง: เปรียบเทียบทางเลือกดูแลปวดเข่า การนอน และปัสสาวะกลางดึก
ใช้ชื่อกลุ่มยาและชื่อสามัญเท่านั้น การเลือกขึ้นกับแพทย์ เภสัชกร โรคประจำตัว การทำงานของไตและตับ
| ทางเลือก | ใช้กับอาการ | หลักฐาน | ข้อควรระวัง |
|---|---|---|---|
| ออกกำลังกายเสริมกล้ามเนื้อต้นขา | ปวดเข่าจากข้อเสื่อม | Cochrane 44 การทดลอง ลดปวด SMD −0.49 | เริ่มเบาๆ หยุดถ้าเข่าบวมแดงร้อน |
| ยาทากลุ่ม NSAIDs (diclofenac, ketoprofen) | ปวดเข่า | Cochrane 39 การศึกษา 10,631 คน ได้ผลกว่ายาหลอก | ผื่นผิวหนังบริเวณที่ทา |
| paracetamol | ปวดทั่วไป | ลดปวดเข่าเพียง 3.7 จาก 100 | ค่าตับผิดปกติ 3.8 เท่า ห้ามซ้ำซ้อน ระวังแอลกอฮอล์ |
| NSAIDs ชนิดกิน (ibuprofen, naproxen, COX-2 inhibitors) | ปวดเข่ากำเริบช่วงสั้น | ใช้เรื้อรัง HR 1.50 กับไตเสื่อม | ไต ความดัน กระเพาะ ใช้ขนาดต่ำช่วงสั้นตามแพทย์ |
| ยาสตรี ยาลูกกลอน ยาดองที่ไม่ทราบส่วนผสม | โฆษณาแก้ปวดเมื่อยและบำรุง | พบสเตียรอยด์ 13.8% ของสารปน | ไม่แนะนำ นำผลิตภัณฑ์ไปปรึกษาก่อนหยุด |
| CBT-I | ตื่นกลางดึกแล้วนอนต่อไม่ได้ | ลดคะแนนนอนไม่หลับ 9.9 เทียบกับ 4.7 | ช่วงแรกอาจง่วงกลางวัน |
| ฝึกกระเพาะปัสสาวะและปรับเครื่องดื่ม | ปวดรีบ ปัสสาวะบ่อยครั้งละน้อย | Cochrane 15 การทดลอง 2,007 คน หลักฐานระดับต่ำ | ไม่ลดน้ำดื่มทั้งวันจนขาดน้ำ |
| เอสโตรเจนสอดช่องคลอดขนาดต่ำ | แสบ แห้ง ปวดปัสสาวะบ่อยจากเยื่อบุบาง | Cochrane 30 การทดลอง 6,235 คน; NAMS 2022 แนะนำ | ใช้ตามสูตินรีแพทย์ แจ้งถ้ามีเลือดออก |
| ฮอร์โมนบำบัดทั้งระบบ | ร้อนวูบวาบที่ปลุกให้ตื่น | NAMS 2022: ได้ผลสำหรับร้อนวูบวาบ | ประเมินลิ่มเลือด มะเร็งเต้านม และโรคหัวใจก่อนเริ่ม |
ความเชื่อที่พบบ่อยเทียบกับหลักฐาน
น้ำตาลส่วนเกินถูกขับทิ้งทางปัสสาวะโดยตับอ่อน
ไม่ใช่ ไตเป็นอวัยวะที่ขับน้ำตาลส่วนเกินออกทางปัสสาวะ ไม่ใช่ตับอ่อน ตับอ่อนทำหน้าที่สร้างอินซูลินเพื่อพาน้ำตาลเข้าเซลล์
ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืนแปลว่าเป็นเบาหวาน
ไม่เสมอไป เบาหวานที่น้ำตาลสูงมักทำให้ปัสสาวะออกมากแต่ละครั้ง ปัสสาวะครั้งละน้อยชี้ไปทางกระเพาะปัสสาวะหรือการนอนมากกว่า แต่ยังควรตรวจน้ำตาลเมื่ออายุ 35 ปีขึ้นไป
ต้องตรวจฮอร์โมน FSH ก่อนถึงจะรู้ว่าเข้าช่วงใกล้หมดประจำเดือน
ไม่จำเป็นต้องตรวจ FSH เพื่อวินิจฉัยช่วงใกล้หมดประจำเดือนในผู้หญิงอายุ 45 ปีขึ้นไปที่มีอาการเข้าได้ เพราะค่าแกว่งขึ้นลงมากในช่วงนี้
ตาพร่าก็ตัดแว่นใหม่ได้เลย
สายตายาวตามวัยเป็นสาเหตุที่พบบ่อยของการมองใกล้ไม่ชัดหลังอายุ 40 แต่ถ้าน้ำตาลยังแกว่ง ค่าสายตาจะเปลี่ยนชั่วคราว ควรตรวจน้ำตาลและให้จักษุแพทย์ตรวจก่อน
ปวดเข่าวัยนี้เป็นเพราะเอสโตรเจนลดลงทั้งหมด
ยังไม่มีหลักฐานพอว่าเอสโตรเจนลดลงเพียงอย่างเดียวทำให้ข้อเข่าเสื่อม การออกกำลังกายเสริมกล้ามเนื้อต้นขาเป็นการรักษาหลักของปวดเข่าจากข้อเสื่อม
ยาสมุนไพรมาจากธรรมชาติจึงไม่มีผลข้างเคียง
ยาสมุนไพรบางชนิดตรวจพบสเตียรอยด์ปน รวมถึง NSAIDs และยาลดน้ำตาล ผลข้างเคียงที่รายงานได้แก่กลุ่มอาการคุชชิง น้ำตาลต่ำ และต่อมหมวกไตทำงานไม่พอ
ยาแก้ปวดทุกชนิดทำให้ไตวายเท่ากัน
ความเสี่ยงต่อไตที่ชัดเจนคือ NSAIDs ชนิดกินระยะยาวหรือขนาดสูง ส่วน paracetamol ขนาดปกติมีความเสี่ยงหลักที่ตับเมื่อกินเกินหรือซ้ำซ้อน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ตื่นตี 2–3 ปัสสาวะบ่อยแต่ออกน้อย เป็นเบาหวานไหม
ไม่จำเป็นต้องเป็น เบาหวานที่น้ำตาลสูงมักทำให้ปัสสาวะออกมากแต่ละครั้งและกระหายน้ำ ส่วนปัสสาวะครั้งละน้อยมักมาจากกระเพาะปัสสาวะไว การติดเชื้อ เยื่อบุบางลงเมื่อเอสโตรเจนลด หรือการตื่นเพราะนอนไม่หลับ แต่อายุ 46 ควรตรวจ HbA1c อยู่แล้ว
ตาพร่าตอนอายุ 46 เกิดจากอะไรได้บ้าง
สาเหตุที่พบบ่อยคือสายตายาวตามวัย ซึ่งทั่วโลกมีราว 1.8 พันล้านคน รองลงมาคือตาแห้ง ส่วนน้ำตาลสูงทำให้ค่าสายตาแกว่งได้ ถ้ามองไกลก็พร่าหรือมีปัสสาวะมากกระหายน้ำร่วมด้วย ควรตรวจน้ำตาลและตรวจตา ถ้ามองไม่เห็นทันทีให้ไปห้องฉุกเฉิน
ควรตรวจเลือดอะไรบ้าง
HbA1c หรือน้ำตาลขณะอดอาหาร ค่าไต creatinine และ eGFR ตรวจปัสสาวะ และค่าตับถ้ากินยาแก้ปวด ยาสมุนไพร หรือดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ เกณฑ์เบาหวานคือ HbA1c ตั้งแต่ 6.5% หรือน้ำตาลขณะอดอาหารตั้งแต่ 126 มก./ดล.
ต้องตรวจฮอร์โมน FSH และเอสตราไดออลไหม
ในผู้หญิงอายุ 45 ปีขึ้นไปที่มีอาการเข้าได้ ไม่จำเป็นต้องตรวจ FSH เพื่อวินิจฉัยช่วงใกล้หมดประจำเดือน เพราะค่าแกว่งมากในช่วงนี้ แพทย์ใช้ประวัติประจำเดือนและอาการเป็นหลัก
ปวดเข่าช่วงใกล้หมดประจำเดือนเกี่ยวกับฮอร์โมนไหม
ปวดกล้ามเนื้อและข้อพบบ่อยขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่าน การวิเคราะห์ผู้หญิง 93,021 คนพบ 57% ในช่วงใกล้หมดประจำเดือนเทียบกับ 40% ก่อนหน้า แต่ยังไม่มีหลักฐานพอว่าฮอร์โมนเป็นสาเหตุเดียว การออกกำลังกายต้นขาเป็นการรักษาหลัก
กินยาแก้ปวดบ่อยๆ ไตจะเสียไหม
ขึ้นกับชนิดยา NSAIDs ชนิดกินระยะยาวสัมพันธ์กับไตเสื่อมเรื้อรัง HR 1.50 และสูงขึ้นในผู้ที่ไตเสื่อมอยู่แล้ว ส่วน paracetamol มีความเสี่ยงหลักที่ตับเมื่อกินเกินขนาด ถ้ากินเกิน 2–3 วันต่อสัปดาห์นานหลายเดือน ควรให้แพทย์ทบทวน
ยาสตรีหรือยาสมุนไพรแก้ปวดเมื่อยอันตรายอย่างไร
บางชนิดตรวจพบสเตียรอยด์ NSAIDs หรือยาลดน้ำตาลปนโดยไม่ระบุบนฉลาก ทำให้น้ำตาลและความดันสูง กระดูกบาง และกดต่อมหมวกไต ถ้ากินมานาน ให้นำผลิตภัณฑ์ไปให้แพทย์หรือเภสัชกรดูก่อนหยุด
ตื่นกลางดึกแล้วนอนต่อไม่ได้ มีวิธีไหนที่ไม่ใช้ยา
CBT-I เป็นวิธีที่มีงานวิจัยในผู้หญิงวัยนี้ การทดลองแบบสุ่มพบว่าลดคะแนนนอนไม่หลับ 9.9 คะแนนเทียบกับ 4.7 คะแนน หลักคือลุกจากเตียงถ้านอนไม่หลับเกิน 20 นาที ตื่นเวลาเดิมทุกวัน และลดเครื่องดื่มคาเฟอีนหลังเที่ยง
กลไกทางวิทยาศาสตร์
น้ำตาลในปัสสาวะ: ไตกรองน้ำตาลออกจากเลือดแล้วดูดกลับเกือบทั้งหมดผ่านตัวขนส่งน้ำตาลที่ท่อไต เมื่อน้ำตาลในเลือดเกินราว 180 มก./ดล. ตัวขนส่งทำงานเต็มที่
น้ำตาลที่เหลือในท่อไตเพิ่มแรงดันออสโมติกและดึงน้ำออกมาด้วย จึงปัสสาวะมาก ส่วนการปัสสาวะครั้งละน้อยสะท้อนความจุหรือความไวของกระเพาะปัสสาวะ
(ADA 2025,
Cornu 2012)
สายตาแกว่งตามน้ำตาล: เลนส์ตาแลกเปลี่ยนน้ำตาลและน้ำกับของเหลวในลูกตา เมื่อระดับน้ำตาลเปลี่ยนเร็ว ดัชนีหักเหแสงของเลนส์เปลี่ยนตาม ทำให้ค่าสายตาเปลี่ยนชั่วคราวโดยรูปร่างกระจกตาไม่เปลี่ยน
(Okamoto 2000)
NSAIDs กับไต: NSAIDs ยับยั้งเอนไซม์ไซโคลออกซิจีเนส ลดพรอสตาแกลนดินที่ช่วยขยายหลอดเลือดเข้าไต ในผู้ที่ไตพึ่งพรอสตาแกลนดินมาก เช่น ผู้สูงอายุ เบาหวาน ขาดน้ำ หรือกินยาขับปัสสาวะ
เลือดไปเลี้ยงไตจึงลดลง การใช้ซ้ำนานจึงสัมพันธ์กับไตเสื่อมเรื้อรัง
(Soliman 2025)
สเตียรอยด์ปนกับต่อมหมวกไต: สเตียรอยด์จากภายนอกส่งสัญญาณย้อนกลับไปยับยั้งสมองส่วนไฮโปทาลามัสและต่อมใต้สมอง ต่อมหมวกไตจึงหยุดสร้างคอร์ติซอลเอง
เมื่อหยุดผลิตภัณฑ์ทันที ร่างกายขาดคอร์ติซอลจนอ่อนเพลีย หน้ามืด และความดันต่ำได้
(Chong 2015)
เอสโตรเจนกับกระเพาะปัสสาวะและการนอน: เยื่อบุท่อปัสสาวะและช่องคลอดมีตัวรับเอสโตรเจน เมื่อเอสโตรเจนลด เยื่อบุบางและไวต่อการกระตุ้น ร่วมกับร้อนวูบวาบที่ทำให้ตื่นกลางดึก
(NAMS 2022,
Kravitz 2008)
เรียบเรียงและตรวจทานโดย ผศ.ดร.นรวิชญ์ ราษฎร์พิบูลย์
เอกสารอ้างอิงทางวิชาการ (E-E-A-T)
- Cornu JN et al. A contemporary assessment of nocturia: definition, epidemiology, pathophysiology, and management — a systematic review and meta-analysis. Eur Urol 2012 (PMID 22840350)
- Funada S et al. Bladder training for treating overactive bladder in adults. Cochrane Database Syst Rev 2023 (PMID 37811598)
- Kravitz HM et al. Sleep disturbance during the menopausal transition in a multi-ethnic community sample of women. Sleep 2008 (PMID 18652093)
- McCurry SM et al. Telephone-based cognitive behavioral therapy for insomnia in perimenopausal and postmenopausal women with vasomotor symptoms: a MsFLASH randomized clinical trial. JAMA Intern Med 2016 (PMID 27213646)
- American Diabetes Association Professional Practice Committee. 2. Diagnosis and Classification of Diabetes: Standards of Care in Diabetes-2025. Diabetes Care 2025 (PMID 39651986)
- US Preventive Services Task Force. Screening for prediabetes and type 2 diabetes: US Preventive Services Task Force recommendation statement. JAMA 2021 (PMID 34427594)
- Okamoto F et al. Refractive changes in diabetic patients during intensive glycaemic control. Br J Ophthalmol 2000 (PMID 11004091)
- Fricke TR et al. Global prevalence of presbyopia and vision impairment from uncorrected presbyopia: systematic review, meta-analysis, and modelling. Ophthalmology 2018 (PMID 29753495)
- Lu CB et al. Musculoskeletal pain during the menopausal transition: a systematic review and meta-analysis. Neural Plast 2020 (PMID 33299396)
- Kruse C et al. Musculoskeletal manifestations of perimenopause: a systematic review and meta-analysis of 93,021 women. JB JS Open Access 2026 (PMID 41523660)
- Fransen M et al. Exercise for osteoarthritis of the knee. Cochrane Database Syst Rev 2015 (PMID 25569281)
- Derry S et al. Topical NSAIDs for chronic musculoskeletal pain in adults. Cochrane Database Syst Rev 2016 (PMID 27103611)
- Machado GC et al. Efficacy and safety of paracetamol for spinal pain and osteoarthritis: systematic review and meta-analysis of randomised placebo controlled trials. BMJ 2015 (PMID 25828856)
- Chiew AL, Buckley NA. Acetaminophen poisoning. Crit Care Clin 2021 (PMID 34053705)
- Soliman S et al. Non-steroidal anti-inflammatory drugs: what is the actual risk of chronic kidney disease? A systematic review and meta-analysis. Rom J Intern Med 2025 (PMID 39412516)
- Ching CK et al. Adulteration of proprietary Chinese medicines and health products with undeclared drugs: experience of a tertiary toxicology laboratory in Hong Kong. Br J Clin Pharmacol 2018 (PMID 28965348)
- Chong YK et al. Corticosteroid adulteration in proprietary Chinese medicines: a recurring problem. Hong Kong Med J 2015 (PMID 26314568)
- Primpray V et al. A paper-based analytical device coupled with electrochemical detection for the determination of dexamethasone and prednisolone in adulterated traditional medicines. Anal Chim Acta 2019 (PMID 31358214)
- Lethaby A et al. Local oestrogen for vaginal atrophy in postmenopausal women. Cochrane Database Syst Rev 2016 (PMID 27577677)
- The 2022 Hormone Therapy Position Statement of The North American Menopause Society Advisory Panel. The 2022 hormone therapy position statement of The North American Menopause Society. Menopause 2022 (PMID 35797481)
ข้อจำกัดความรับผิดชอบทางการแพทย์ (Medical Disclaimer)
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไปเรื่องอาการปัสสาวะกลางดึก ตาพร่า ปวดเข่า และการใช้ยาแก้ปวดในผู้หญิงวัยใกล้หมดประจำเดือน ไม่ใช่การวินิจฉัย ใบสั่งยา หรือแผนการรักษาเฉพาะบุคคล
และไม่แทนคำแนะนำของแพทย์ จักษุแพทย์ สูตินรีแพทย์ หรือเภสัชกรที่ดูแลอยู่ ชื่อยาเป็นชื่อกลุ่มยาหรือชื่อสามัญเพื่อการศึกษาเท่านั้น
ห้ามเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนยาเอง ถ้ามองไม่เห็นทันที กระหายน้ำมากจนซึม อุจจาระดำ หรือตาเหลือง ไปโรงพยาบาลหรือโทร 1669 ทันที