หมวดหมู่: หู คอ จมูก · ภูมิแพ้จมูก · ปฐมพยาบาล

ออกกำลังกายสม่ำเสมอแต่เลือดกำเดาไหลซ้ำ 3 ครั้งใน 10 วัน: เยื่อบุจมูกบางจากภูมิแพ้ การเบ่งถ่ายตอนท้องผูก น้ำหอมปรับอากาศ วิธีห้ามเลือดที่ถูกต้อง และสัญญาณที่ต้องไปห้องฉุกเฉิน

AI Overview / คำตอบด่วน (BLUF)

เลือดกำเดาไหลซ้ำในผู้ที่เป็นภูมิแพ้จมูกส่วนใหญ่มาจากกลุ่มหลอดเลือดฝอยที่ผนังกั้นจมูกส่วนหน้า เยื่อบุที่อักเสบ แห้ง และแรงเบ่งตอนท้องผูกทำให้แตกง่าย ห้ามเลือดโดยนั่งโน้มตัวไปข้างหน้าแล้วกดส่วนนิ่มของจมูกต่อเนื่อง 10–15 นาที ถ้าเลือดไม่หยุดใน 15 นาที หน้ามืด หรือกินยาต้านการแข็งตัวของเลือด ให้ไปห้องฉุกเฉิน

บทความนี้ครอบคลุม:
แนวทางเวชปฏิบัติเรื่องเลือดกำเดาไหล,
ภูมิแพ้จมูกกับเลือดกำเดาไหลซ้ำ,
สเปรย์สเตียรอยด์พ่นจมูก
และ สรีรวิทยาของการเบ่ง (Valsalva)
สัญญาณอันตราย ·
ทำไมเลือดออกซ้ำ ·
การเบ่งถ่าย ·
น้ำหอมปรับอากาศ ·
ห้ามเลือดให้ถูก ·
ดูแลเยื่อบุจมูก ·
เมื่อไรต้องตรวจเพิ่ม ·
คำถามที่พบบ่อย

คำถามจากผู้อ่าน: แข็งแรง ออกกำลังกายมาหลายปี แต่เลือดกำเดาไหลหนักจนต้องไปโรงพยาบาล 3 ครั้งใน 10 วัน

สมาชิกท่านหนึ่งวัย 40 ปลายๆ ออกกำลังกายสม่ำเสมอมาหลายปี ช่วง 1–2 เดือนก่อนเป็นหวัด คันคอ น้ำมูกไหลบ่อย แล้วเลือดกำเดาไหลหนักขณะเบ่งถ่ายตอนท้องผูก
ต้องไปให้โรงพยาบาลห้ามเลือด 3 ครั้งใน 10 วัน แพทย์บอกว่าเยื่อบุจมูกบางและเป็นโพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ จึงสงสัยว่าน้ำหอมปรับอากาศที่ใช้ในห้องและในรถเกี่ยวด้วยหรือไม่

คำตอบสั้น: ความฟิตของร่างกายไม่ได้ป้องกันเลือดกำเดา เพราะต้นเหตุอยู่ที่เยื่อบุจมูกส่วนหน้า สิ่งที่แก้ได้ทันทีคือ ห้ามเลือดให้ถูกวิธี คุมภูมิแพ้ ดูแลความชุ่มชื้นของจมูก
แก้ท้องผูกเพื่อไม่ต้องเบ่ง และเลิกใช้กลิ่นที่ทำให้จมูกระคายเคือง ส่วนเลือดที่ไหลซ้ำหลายครั้งแบบนี้ควรให้แพทย์หู คอ จมูกส่องกล้องดูจุดเลือดออก

ถ้ามีเสมหะหรือน้ำมูกไหลลงคอร่วมด้วย อ่านต่อได้ที่
มีเสมหะในคอตลอดเวลา: LPR และน้ำมูกไหลลงคอ

1. ทำไมเลือดกำเดาไหลซ้ำได้ แม้ร่างกายแข็งแรง

คำตอบตรง: เลือดกำเดามากกว่า 90% มาจากจมูกส่วนหน้า ซึ่งมีกลุ่มหลอดเลือดฝอยอยู่ใต้เยื่อบุบางๆ ที่ผนังกั้นจมูก ภูมิแพ้ หวัด อากาศแห้ง การขยี้จมูก และสเปรย์สเตียรอยด์
ทำให้เยื่อบุบริเวณนี้อักเสบและแตกง่าย ความแข็งแรงของหัวใจและกล้ามเนื้อจึงไม่ได้ป้องกัน

60%คนทั่วไปที่เคยมีเลือดกำเดาไหลอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต
มากกว่า 90%เลือดกำเดาที่มาจากหลอดเลือดในจมูกส่วนหน้า
1.48 เท่าความเสี่ยงเลือดกำเดาจากสเปรย์สเตียรอยด์พ่นจมูกเทียบยาหลอก
19%ผู้ใหญ่ที่รายงานอาการผิดปกติเมื่อสัมผัสน้ำหอมปรับอากาศ

กลุ่มหลอดเลือดฝอยที่ผนังกั้นจมูกส่วนหน้า

บริเวณผนังกั้นจมูกส่วนหน้าที่เรียกว่า Little’s area เป็นจุดที่แขนงหลอดเลือดแดงหลายเส้นมาเชื่อมกันเป็นร่างแหเรียกว่า Kiesselbach’s plexus ใต้เยื่อบุที่บาง
และอยู่ตรงทางลมหายใจเข้าที่พาอากาศแห้งมากระทบ ราว 60% ของคนทั่วไปเคยมีเลือดกำเดาไหล แต่มีเพียงราว 6% ที่ต้องไปพบแพทย์
(Tunkel 2020)
และมากกว่า 90% มาจากหลอดเลือดส่วนหน้าซึ่งห้ามเลือดได้ในคลินิก
(Womack 2018)

ข้อมูลระดับชาติของสหรัฐฯ 10 ปี พบการมาห้องฉุกเฉินด้วยเลือดกำเดา 4,503,000 ครั้ง หรือ 0.46% ของการมาห้องฉุกเฉินทั้งหมด 83% ไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุ
อายุเฉลี่ยของกลุ่มนี้คือ 49 ปี พบมากขึ้นในฤดูหนาว (0.50% เทียบ 0.34%) และ 6% ต้องนอนโรงพยาบาล
(Pallin 2005)

การศึกษาในเด็ก 557 คนที่คลินิกภูมิแพ้ พบเลือดกำเดาไหลซ้ำ 20.2% ในกลุ่มที่มีทั้งอาการจมูกและผลทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนังเป็นบวก เทียบกับ 9.9% ในกลุ่มที่มีเฉพาะอาการจมูก
3.4% ในกลุ่มที่มีเฉพาะผลทดสอบบวก และ 2.1% ในกลุ่มที่ไม่มีทั้งสองอย่าง โอกาสเลือดกำเดาไหลซ้ำในกลุ่มแรกสูงกว่าราว 3.3 เท่า
(Murray 1995)
ข้อมูลนี้มาจากเด็ก แต่กลไกเดียวกัน คือ เยื่อบุบวมอักเสบ จาม ขยี้ และสั่งน้ำมูกบ่อย เกิดได้ในผู้ใหญ่

ข้อมูลจากเด็ก 557 คน (Murray 1995) ความยาวแท่งเทียบสัดส่วนโดยประมาณ

สเปรย์สเตียรอยด์พ่นจมูก: ยาที่ช่วยภูมิแพ้ แต่เพิ่มเลือดกำเดาได้

การวิเคราะห์รวมงานวิจัยแบบสุ่ม 72 ฉบับพบว่าสเปรย์สเตียรอยด์พ่นจมูกเพิ่มความเสี่ยงเลือดกำเดาไหล 1.48 เท่าเมื่อเทียบกับยาหลอก
(Wu 2019)
และการวิเคราะห์ในผู้ใหญ่ 60 การศึกษาพบความเสี่ยง 1.56 เท่า โดยไม่พบผลเสียต่อฮอร์โมนหรือความดันลูกตาที่คงอยู่
(Donaldson 2020)
ยานี้ยังเป็นยาหลักของภูมิแพ้จมูก สิ่งที่ทำได้คือพ่นให้ถูกทิศ: ก้มศีรษะเล็กน้อย เล็งหัวพ่นออกด้านข้างไปทางหางตา ไม่เล็งเข้าผนังกั้นจมูก
ใช้มือขวาพ่นรูจมูกซ้ายและมือซ้ายพ่นรูจมูกขวา

แก้ความเข้าใจที่พบบ่อย: สเปรย์สเตียรอยด์พ่นจมูกเพิ่มความเสี่ยงเลือดกำเดาไหลราว 1.5 เท่า ข้อนี้มักไม่ถูกพูดถึงในคำอธิบายเรื่องภูมิแพ้กับเลือดกำเดา
ถ้าใช้ยาอยู่และเลือดออกบ่อย ให้ปรึกษาแพทย์เรื่องวิธีพ่นหรือการปรับยา ไม่หยุดยาเองโดยไม่มีแผนคุมภูมิแพ้

2. การเบ่งถ่ายตอนท้องผูกทำให้เลือดกำเดาไหลซ้ำได้อย่างไร

คำตอบตรง: การกลั้นหายใจแล้วเบ่งเพิ่มแรงดันในช่องอกและช่องท้อง เลือดดำจากศีรษะไหลกลับหัวใจช้าลง แรงดันในหลอดเลือดบริเวณหน้าและจมูกจึงสูงขึ้นชั่วคราว
จุดที่เพิ่งแตกหรือเพิ่งจี้ห้ามเลือดจึงเลือดออกซ้ำได้ การแก้ท้องผูกเพื่อไม่ต้องเบ่งเป็นสิ่งที่ทำได้ทันที

สรีรวิทยาของการเบ่ง (Valsalva)

การเบ่งโดยปิดทางเดินหายใจเรียกว่า Valsalva maneuver บทความทบทวนสรีรวิทยาอธิบายว่าการเบ่งเพิ่มแรงดันในช่องอกและช่องท้อง ทำให้ความดันเลือดและอัตราการเต้นของหัวใจเปลี่ยนเป็นหลายช่วง
และผลจะมากขึ้นตามระยะเวลาและแรงเบ่ง
(Pstras 2016)
ยังไม่มีงานวิจัยที่วัดโดยตรงว่าการเบ่งถ่ายเพิ่มเลือดกำเดาเท่าไร แต่การลดแรงเบ่งปลอดภัย ราคาถูก และช่วยให้จุดที่เพิ่งห้ามเลือดสมานตัว

แก้ท้องผูกเพื่อไม่ต้องเบ่ง

การศึกษาแบบไขว้ในผู้ใหญ่ 52 คนพบว่าการวางเท้าบนม้านั่งเตี้ยขณะนั่งถ่าย ลดโอกาสต้องเบ่ง (odds ratio 0.23) และเพิ่มความรู้สึกถ่ายสุด (odds ratio 3.64)
(Modi 2019)
การทบทวนของ Cochrane จากงานวิจัยแบบสุ่ม 10 ฉบับพบว่ายาระบายชนิดดึงน้ำ polyethylene glycol (PEG) ให้ผลดีกว่า lactulose ทั้งความถี่การถ่าย ลักษณะอุจจาระ และความต้องการยาเสริม
(Lee-Robichaud 2010)

  • เพิ่มใยอาหารทีละน้อย: ผัก ผลไม้ทั้งผล ถั่ว ข้าวไม่ขัดสี เพิ่มช้าๆ เพื่อลดท้องอืด
  • ดื่มน้ำให้พอ: ไม่มีตัวเลขน้ำดื่มตายตัวที่ใช้ได้กับทุกคน สังเกตให้ปัสสาวะเป็นสีเหลืองอ่อน ผู้ที่มีโรคหัวใจหรือโรคไตให้ใช้ปริมาณที่แพทย์กำหนด
  • วางเท้าบนม้านั่งเตี้ยขณะนั่งถ่าย: เข่าสูงกว่าสะโพกเล็กน้อย ช่วยลดการเบ่ง
  • ไม่นั่งถ่ายนานและไม่กลั้นหายใจเบ่ง: หายใจออกช้าๆ ขณะถ่าย ถ้ายังไม่ออกให้ลุกแล้วค่อยกลับมาใหม่
  • ยาระบายชนิดดึงน้ำหรือชนิดเพิ่มกาก: ถามเภสัชกรหรือแพทย์เรื่องขนาดยา โดยเฉพาะช่วงที่จมูกยังไม่หายสนิท
  • ท้องผูกที่เพิ่งเกิด ถ่ายเป็นเลือด หรือน้ำหนักลด: ให้พบแพทย์ ไม่แก้ด้วยยาระบายอย่างเดียว

อ่านความต่างของยาระบาย โพรไบโอติก และพรีไบโอติกได้ที่
โพรไบโอติก พรีไบโอติก กับยาระบาย — ต่างชั้นอย่างไรเมื่อท้องผูก หรือ IBS

แก้ความเข้าใจที่พบบ่อย: การเบ่งไม่ได้ทำให้หลอดเลือดปกติแตกเอง ต้องมีเยื่อบุที่อักเสบหรือจุดที่เพิ่งแตกร่วมด้วย
และการดื่มน้ำมากเป็นพิเศษไม่ใช่คำตอบเดียวของท้องผูก ไม่มีตัวเลขน้ำดื่มตายตัวที่ใช้ได้กับทุกคน

ท้องผูกจนต้องเบ่งบ่อย อยากรู้ว่าลำไส้อยู่ระดับไหน?

วิเคราะห์ระดับความรุนแรงและรับคำแนะนำเฉพาะบุคคลจาก Advisory team ของเรา แบบประเมินลำไส้ IBS ช่วยจัดระดับอาการท้องผูก ถ่ายยาก ต้องเบ่ง และอาการลำไส้ที่ควรพบแพทย์
ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นเลือดกำเดาที่แก้ได้ในเรื่องนี้ แบบประเมินนี้ไม่ได้ประเมินเลือดกำเดาและไม่ใช่การวินิจฉัยโรค
ถ้าเลือดกำเดาไหลไม่หยุดหลังกดจมูก 15 นาที โทร 1669 ทันทีโดยไม่ต้องรอผลประเมิน

คลิกทำแบบประเมินลำไส้ IBS (ฟรี)

3. น้ำหอมปรับอากาศและน้ำมันหอมระเหยเกี่ยวกับเลือดกำเดาไหลแค่ไหน

คำตอบตรง: ยังไม่มีงานวิจัยที่พิสูจน์ว่าน้ำหอมปรับอากาศทำให้เลือดกำเดาไหลโดยตรง แต่มีหลักฐานว่าผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยระคายจมูก ปวดศีรษะ หรือหายใจลำบากเมื่อสัมผัสกลิ่นเหล่านี้
ในคนที่เยื่อบุจมูกอักเสบอยู่ การเลิกใช้ช่วงนี้จึงเป็นการทดลองที่สมเหตุสมผลและไม่มีผลเสีย

ผลสำรวจผลกระทบของผลิตภัณฑ์มีกลิ่น

การสำรวจทางโทรศัพท์ในสหรัฐฯ 2 รอบ (1,057 และ 1,058 คน) พบว่า 30.5% รู้สึกระคายเคืองจากกลิ่นผลิตภัณฑ์ที่คนอื่นใช้ และ 19% มีอาการผิดปกติเมื่อสัมผัสน้ำหอมปรับอากาศหรือสารดับกลิ่น
เช่น ปวดศีรษะหรือหายใจลำบาก สัดส่วนสูงขึ้นในผู้ที่เป็นหอบหืด
(Caress 2009)
การสำรวจในออสเตรเลีย 1,098 คน พบ 33% มีปัญหาสุขภาพจากผลิตภัณฑ์มีกลิ่น และ 16.4% มีอาการจากน้ำหอมปรับอากาศโดยเฉพาะ
(Steinemann 2017)
ทั้งสองงานเป็นการสำรวจอาการที่ผู้ตอบรายงานเอง ไม่ได้วัดเลือดกำเดา

เครื่องกระจายกลิ่นปล่อยอะไรออกมา

การทดลองในห้องปิดพบว่าเครื่องกระจายกลิ่นแบบอัลตราโซนิกปล่อยสารระเหยอินทรีย์ (VOCs) ใน 15 นาที เช่น d-limonene 2.6 มิลลิกรัมจากน้ำมันเลมอน และ eucalyptol 3.5 มิลลิกรัมจากน้ำมันยูคาลิปตัส
รวมถึงฝุ่นละเอียด และฝุ่นเพิ่มขึ้นราว 5 เท่าเมื่อเติมน้ำประปาแทนน้ำกลั่น
(Schwartz-Narbonne 2021)
สารกลุ่มนี้ระคายเคืองทางเดินหายใจได้ในความเข้มข้นสูง โดยเฉพาะในห้องหรือรถที่ปิดและอากาศถ่ายเทน้อย

ทดลองเลิกใช้อย่างไรให้ได้ข้อมูล

  • เอาน้ำหอมปรับอากาศ เครื่องกระจายกลิ่น และก้านไม้หอมออกจากห้องนอนและรถ อย่างน้อย 2–4 สัปดาห์
  • เปิดระบายอากาศในรถและห้อง: ใช้โหมดดึงอากาศภายนอกเป็นช่วงๆ ถ้าคุณภาพอากาศภายนอกดี
  • จดอาการทุกวัน: คัดจมูก จาม คันจมูก และเลือดกำเดา เพื่อเทียบก่อนและหลังเลิกใช้
  • ทำควบคู่กับการคุมภูมิแพ้: ลดฝุ่นในห้องนอน ซักปลอกหมอนผ้าปูที่นอนด้วยน้ำร้อน และใช้ยาตามที่แพทย์สั่ง
แก้ความเข้าใจที่พบบ่อย: ยังไม่มีงานวิจัยที่พิสูจน์ว่าน้ำหอมปรับอากาศทำให้เลือดกำเดาไหลโดยตรง คำอธิบายว่าสารระเหยกัดกร่อนเยื่อบุจนเลือดออกเป็นการสรุปเกินหลักฐาน
สิ่งที่มีหลักฐานคืออาการระคายเคืองที่ผู้ใช้รายงานเอง การเลิกใช้จึงเป็นการลดตัวกระตุ้นที่น่าจะเกี่ยว ไม่ใช่การรักษาต้นเหตุ

4. ห้ามเลือดกำเดาให้ถูกวิธี

คำตอบตรง: นั่งตัวตรงและโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย บ้วนเลือดในปากทิ้ง กดส่วนนิ่มของจมูกทั้งสองข้างเข้าหากันต่อเนื่อง 10–15 นาทีโดยไม่ปล่อยดู แล้วหายใจทางปาก
ไม่ควรแหงนหน้าหรือนอนราบ เพราะเลือดจะไหลลงคอ

กดตรงไหนและนานแค่ไหน

แนวทางเวชปฏิบัติแนะนำให้กดส่วนล่างหนึ่งในสามของจมูกให้แน่นต่อเนื่องอย่างน้อย 5 นาที
(Tunkel 2020)
ในทางปฏิบัติแพทย์หู คอ จมูกมักแนะนำ 10–15 นาที เพราะการปล่อยดูทุก 1–2 นาทีทำให้ก้อนเลือดที่เริ่มเกาะหลุดออก จุดที่ต้องกดคือส่วนนิ่มเหนือรูจมูก ไม่ใช่สันจมูกที่เป็นกระดูก
การกดจมูกเป็นขั้นแรกของการห้ามเลือดส่วนหน้า ก่อนใช้ยาพ่นหดหลอดเลือด การจี้ หรือการใส่ผ้าก๊อซในโรงพยาบาล
(Womack 2018)

ประคบเย็นช่วยได้แค่ไหน

การศึกษาที่ประคบน้ำแข็งสองข้างของสันจมูกนาน 10 นาที ไม่พบการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่หน้าตัดและปริมาตรโพรงจมูก ผู้วิจัยสรุปว่าควรระวังการเชื่อว่าประคบเย็นช่วยห้ามเลือด
(Ozturk 2014)
ประคบเย็นใช้แทนการกดจมูกไม่ได้ ถ้าจะใช้เพื่อความสบาย ให้ใช้ระหว่างที่ยังกดจมูกอยู่

หลังเลือดหยุดใน 24–48 ชั่วโมงแรก

  • ไม่สั่งน้ำมูกแรงและไม่แคะก้อนเลือด: ก้อนเลือดคือสิ่งที่ปิดจุดแตก
  • จามโดยเปิดปาก: ลดแรงดันที่ส่งเข้าจมูก
  • ไม่ก้มยกของหนักและไม่ออกกำลังกายหนัก ในช่วงสั้นๆ ตามที่แพทย์แนะนำ
  • เครื่องดื่มร้อนจัดและการอาบน้ำร้อนนาน: หลายคลินิกแนะนำให้ลดช่วงแรก เพราะทำให้หลอดเลือดในจมูกขยาย

ตาราง: การห้ามเลือดกำเดาที่ถูกต้อง เทียบกับวิธีที่ไม่แนะนำ

สรุปจากแนวทางเวชปฏิบัติและบทความทบทวน ใช้สำหรับเลือดกำเดาจากจมูกส่วนหน้าที่พบบ่อย

ขั้นตอน วิธีที่ถูกต้อง วิธีที่ไม่แนะนำ และเหตุผล
ขั้นตอนวิธีที่ถูกต้องวิธีที่ไม่แนะนำเหตุผล
ท่าทางนั่งตัวตรง โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยแหงนหน้าหรือนอนราบเลือดไหลลงคอ ทำให้สำลักหรืออาเจียน และประเมินปริมาณเลือดไม่ได้
จุดที่กดส่วนนิ่มของจมูกเหนือรูจมูก กดสองข้างเข้าหากันกดสันจมูกที่เป็นกระดูกจุดเลือดออกส่วนใหญ่อยู่ผนังกั้นจมูกส่วนหน้า ซึ่งอยู่ใต้ส่วนนิ่ม
ระยะเวลากดต่อเนื่องอย่างน้อย 5 นาที ทั่วไปแนะนำ 10–15 นาทีปล่อยดูทุก 1–2 นาทีก้อนเลือดที่เริ่มเกาะหลุด เลือดจึงไหลต่อ
เลือดในปากบ้วนทิ้งกลืนเลือดเลือดในกระเพาะทำให้คลื่นไส้อาเจียน
ความเย็นใช้เพื่อความสบายระหว่างที่ยังกดจมูกประคบเย็นแทนการกดประคบสันจมูก 10 นาทีไม่เปลี่ยนโพรงจมูกในการศึกษา
หลังเลือดหยุดพัก ไม่สั่งน้ำมูกแรง จามโดยเปิดปากสั่งหรือแคะก้อนเลือดออกทันทีก้อนเลือดหลุด จุดเดิมแตกซ้ำ
ยาที่กินอยู่แจ้งแพทย์เรื่องยาต้านเกล็ดเลือดและยาต้านการแข็งตัวของเลือดหยุดยาเองหลังเลือดหยุดการหยุดยาเองเพิ่มความเสี่ยงหลอดเลือดอุดตัน
แก้ความเข้าใจที่พบบ่อย: ไม่ควรแหงนหน้าหรือนอนราบ และประคบเย็นใช้แทนการกดจมูกไม่ได้ ระยะเวลากดขั้นต่ำตามแนวทางคือ 5 นาที
การกด 10–15 นาทีที่แนะนำทั่วไปช่วยให้ก้อนเลือดเกาะแน่นขึ้น ถ้ากดครบ 15 นาทีแล้วยังไหล ให้ไปห้องฉุกเฉิน

5. ดูแลเยื่อบุจมูกให้สมานตัวและลดการแตกซ้ำ

คำตอบตรง: หลักคือคุมภูมิแพ้ให้เยื่อบุหายอักเสบ เพิ่มความชุ่มชื้นด้วยน้ำเกลือหรือยาทาตามที่แพทย์แนะนำ ลดการขยี้และสั่งน้ำมูกแรง
และให้แพทย์หู คอ จมูกจี้จุดที่แตกซ้ำเมื่อจำเป็น

น้ำเกลือและยาทาให้ความชุ่มชื้น

แนวทางเวชปฏิบัติจัดยาให้ความชุ่มชื้นหรือหล่อลื่นเยื่อบุเป็นหนึ่งในทางเลือกเมื่อพบจุดเลือดออก ร่วมกับยาพ่นหดหลอดเลือดและการจี้
(Tunkel 2020)
การทบทวนของ Cochrane ในผู้ที่เป็นภูมิแพ้จมูก 14 การศึกษา (747 คน) พบว่าการล้างจมูกด้วยน้ำเกลืออาจลดความรุนแรงของอาการได้ และไม่มีรายงานเลือดกำเดาไหลจากน้ำเกลือ แต่หลักฐานคุณภาพต่ำ
(Head 2018)

ข้อมูลเรื่องยาทาในจมูกยังจำกัด การศึกษาแบบสุ่มในเด็ก 105 คนที่เลือดกำเดาไหลซ้ำ พบว่าการทาปิโตรเลียมเจลลี่วันละ 2 ครั้งนาน 4 สัปดาห์ไม่ต่างจากการเฝ้าดู
(ไม่มีเลือดออก 27.5% เทียบ 34%)
(Loughran 2004)
และการทบทวนของ Cochrane ในเด็ก 5 การศึกษา (468 คน) ยังสรุปไม่ได้ว่าวิธีใดดีกว่ากัน
(Qureishi 2012)

ความชื้นในอากาศและเครื่องเพิ่มความชื้น

การศึกษาผู้ใหญ่ 4,315 คนที่มาห้องฉุกเฉินในแคนาดาพบว่าเลือดกำเดาสัมพันธ์กับอุณหภูมิที่ต่ำลง (r = −0.835) แต่ไม่พบความสัมพันธ์กับความชื้นในอากาศ
(Sowerby 2014)
เครื่องเพิ่มความชื้นจึงเป็นทางเลือกเสริมสำหรับคนที่นอนห้องแอร์แล้วจมูกแห้ง ไม่ใช่วิธีหลัก ถ้าใช้ ให้ล้างถังน้ำสม่ำเสมอเพื่อลดเชื้อรา

การจี้ห้ามเลือดและการดูแลหลังจี้

การจี้ด้วย silver nitrate ใช้กับจุดเลือดออกที่มองเห็นที่ผนังกั้นจมูกส่วนหน้า ทำหลังพ่นยาชา และจี้เฉพาะจุดที่เลือดออก
(Gudis 2021)
ในเด็ก silver nitrate ความเข้มข้น 75% ให้ผลหายสมบูรณ์ที่ 2 สัปดาห์ 88% เทียบกับ 65% เมื่อใช้ 95% และเจ็บน้อยกว่า
(Qureishi 2012)
หลังจี้ ให้ทำตามคำแนะนำของแพทย์ที่ดูแล ซึ่งมักรวมถึงงดสั่งน้ำมูกแรง งดแคะจมูก และงดออกกำลังกายหนักช่วงสั้นๆ

ความดันโลหิตและยาที่ทำให้เลือดหยุดยาก

การวิเคราะห์รวม 10 การศึกษาพบว่าผู้ที่มีความดันโลหิตสูงมีโอกาสเลือดกำเดาไหลมากกว่า (odds ratio 1.532)
(Min 2017)
แต่ผู้จัดทำแนวทางเวชปฏิบัติระบุว่างานวิจัยส่วนใหญ่ยังควบคุมปัจจัยอื่นไม่ดีพอ ความดันโลหิตสูงสัมพันธ์กับเลือดกำเดาไหล แต่ยังไม่พิสูจน์ว่าเป็นสาเหตุโดยตรง
(Payne 2020)
ผู้ที่อายุ 40 ปีขึ้นไปจึงควรวัดความดันเมื่อไปพบแพทย์ และแจ้งยาทุกชนิด เช่น aspirin, clopidogrel, warfarin, apixaban, rivaroxaban, ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs
รวมถึงน้ำมันปลา แปะก๊วย และวิตามินอีขนาดสูง ห้ามหยุดยาต้านเกล็ดเลือดหรือยาต้านการแข็งตัวของเลือดเอง

  • คุมภูมิแพ้ตามแผนของแพทย์: ยาแก้แพ้ชนิดไม่ง่วง สเปรย์สเตียรอยด์ที่พ่นถูกทิศ และลดสารก่อภูมิแพ้ในห้องนอน
  • พ่นหรือล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ: ใช้น้ำเกลือปลอดเชื้อหรือน้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว ล้างอุปกรณ์ทุกครั้ง
  • ตัดเล็บสั้นและไม่แคะจมูก: การแคะเป็นสาเหตุที่พบบ่อยของการแตกซ้ำ
  • ยาพ่นหดหลอดเลือด: แพทย์ใช้ช่วยห้ามเลือดระยะสั้น ไม่ควรใช้เองต่อเนื่องเกิน 3 วัน เพราะทำให้คัดจมูกย้อนกลับ
  • กลับไปออกกำลังกาย: เริ่มเบาๆ หลังเลือดหยุดและจุดที่จี้สมานตามที่แพทย์ประเมิน

6. เลือดกำเดาไหลซ้ำแบบไหนต้องตรวจเพิ่ม

คำตอบตรง: เลือดที่ไหลซ้ำแม้เคยจี้หรือใส่ผ้าก๊อซแล้ว หรือไหลซ้ำข้างเดียว ควรได้รับการส่องกล้องตรวจโพรงจมูก ส่วนเลือดที่ไหลซ้ำทั้งสองข้างหรือมีคนในครอบครัวเป็น
ควรตรวจหาโรคหลอดเลือดฝอยผิดปกติทางพันธุกรรม และควรตรวจความเข้มข้นเลือดถ้าเสียเลือดหลายครั้ง

การส่องกล้องตรวจโพรงจมูก

แนวทางเวชปฏิบัติแนะนำให้ส่องกล้องตรวจโพรงจมูกในผู้ที่เลือดไหลซ้ำแม้ได้รับการรักษาด้วยผ้าก๊อซหรือการจี้แล้ว หรือไหลซ้ำข้างเดียว และพิจารณาส่องกล้องดูหลังโพรงจมูกเมื่อสงสัยโรคที่ยังไม่พบ
(Tunkel 2020)
เลือดกำเดาไหลซ้ำข้างเดียวควรได้รับการส่องกล้องตรวจโพรงจมูก โดยเฉพาะในวัย 40 ปีขึ้นไปที่มีคัดจมูกข้างเดียว หูอื้อ หรือคลำพบก้อนที่คอ เพื่อแยกเนื้องอกในจมูกและหลังโพรงจมูก

โรคหลอดเลือดฝอยผิดปกติทางพันธุกรรม (HHT)

แนวทางเวชปฏิบัติแนะนำให้ตรวจหาจุดหลอดเลือดฝอยขยายในจมูกและในช่องปากเมื่อเลือดไหลซ้ำทั้งสองข้างหรือมีประวัติครอบครัว
(Tunkel 2020)
ในผู้ที่เข้าเกณฑ์ Curaçao สำหรับโรค HHT อย่างเคร่งครัด การตรวจยีนพบความผิดปกติ 96.1%
(McDonald 2020)

ข้อมูลที่ควรเตรียมไปบอกแพทย์

  • รูจมูกข้างไหนเลือดออก แต่ละครั้งนานกี่นาที และหยุดเองหรือต้องห้ามเลือดที่โรงพยาบาล
  • ตัวกระตุ้นที่สังเกตได้: เบ่งถ่าย จาม สั่งน้ำมูก ออกกำลังกาย หรือตื่นนอนมาจมูกแห้ง
  • ยาและอาหารเสริมทุกชนิด: รวมถึงสเปรย์พ่นจมูกและยาแก้ปวด
  • ประวัติเลือดออกง่ายของตัวเองและคนในครอบครัว
  • ค่าความดันที่วัดเองที่บ้าน ถ้ามี

การตรวจเลือด

ถ้าเสียเลือดหลายครั้งหรือมีอาการซีด เหนื่อยง่าย แพทย์อาจตรวจความเข้มข้นเลือดและธาตุเหล็ก และตรวจการแข็งตัวของเลือดเมื่อมีจ้ำเลือดง่ายหรือเลือดออกที่อื่นร่วมด้วย

แก้ความเข้าใจที่พบบ่อย: เลือดกำเดาไหลซ้ำ 3 ครั้งในเวลาไม่นานไม่ควรสรุปว่าเป็นเพียงภูมิแพ้จนกว่าแพทย์จะส่องดูจุดเลือดออก
และห้ามหยุดยาต้านเกล็ดเลือดหรือยาต้านการแข็งตัวของเลือดเอง ให้แพทย์ประเมินความเสี่ยงทั้งสองด้าน

ตาราง: เปรียบเทียบวิธีห้ามเลือด รักษา และป้องกันเลือดกำเดาไหลซ้ำ

ใช้ชื่อกลุ่มยาและชื่อสามัญเท่านั้น การเลือกวิธีขึ้นกับจุดเลือดออกและการประเมินของแพทย์หู คอ จมูก

วิธี ใช้เมื่อ หลักฐาน และข้อควรระวัง
วิธีใช้เมื่อหลักฐานข้อควรระวัง
กดส่วนนิ่มของจมูกทุกครั้งที่เลือดไหลแนวทางเวชปฏิบัติแนะนำเป็นขั้นแรก อย่างน้อย 5 นาทีไม่แหงนหน้า ไม่ปล่อยดูบ่อย
ยาพ่นหดหลอดเลือด (oxymetazoline)ช่วยห้ามเลือดร่วมกับการกดใช้เป็นยาเสริมในบทความทบทวนไม่ใช้เองต่อเนื่องเกิน 3 วัน ระวังในผู้ที่ความดันสูงมาก
จี้ด้วย silver nitrate หรือไฟฟ้าเห็นจุดเลือดออกหรือหลอดเลือดโป่งชัดแนวทางแนะนำให้ใช้ยาชาและจี้เฉพาะจุดไม่จี้สองข้างของผนังกั้นจมูกพร้อมกันในตำแหน่งตรงกัน
ใส่ผ้าก๊อซหรือวัสดุห้ามเลือดในจมูกกดแล้วไม่หยุดหรือหาจุดเลือดออกไม่เจอแนวทางแนะนำวัสดุที่ละลายได้ในผู้ที่กินยาต้านการแข็งตัวของเลือดต้องนัดถอดและเฝ้าดูอาการตามที่แพทย์อธิบาย
น้ำเกลือพ่นหรือล้างจมูกจมูกแห้ง ภูมิแพ้ มีสะเก็ดในจมูกอาจลดอาการภูมิแพ้ ไม่มีรายงานเลือดกำเดาจากน้ำเกลือ (หลักฐานคุณภาพต่ำ)ใช้น้ำปลอดเชื้อหรือน้ำต้มสุก ล้างอุปกรณ์
ยาทาให้ความชุ่มชื้น (ปิโตรเลียมเจลลี่หรือยาทาที่แพทย์ให้)เยื่อบุแห้ง มีสะเก็ด หลังจี้แนวทางจัดเป็นทางเลือก แต่การศึกษาในเด็ก 105 คนไม่ต่างจากการเฝ้าดูทาเพียงบางๆ ที่ปากรูจมูก ไม่ทาลึก
สเปรย์สเตียรอยด์พ่นจมูกคุมภูมิแพ้จมูกเพิ่มเลือดกำเดา 1.48 เท่าเทียบยาหลอกเล็งออกด้านข้าง ไม่เล็งผนังกั้นจมูก ปรึกษาแพทย์ถ้าเลือดออกบ่อย
ยาแก้แพ้ชนิดกิน (cetirizine, loratadine, fexofenadine)จาม คันจมูก น้ำมูกไหลลดอาการภูมิแพ้ ไม่เพิ่มเลือดกำเดาโดยตรงบางคนจมูกแห้งหรือง่วง
ยาระบาย (polyethylene glycol, lactulose) + ใยอาหาร + ม้านั่งเตี้ยท้องผูกจนต้องเบ่งPEG ดีกว่า lactulose ใน 10 การศึกษา ม้านั่งลดการเบ่ง (odds ratio 0.23)ท้องผูกที่เพิ่งเกิดหรือถ่ายเป็นเลือดต้องพบแพทย์
เลิกใช้น้ำหอมปรับอากาศและเครื่องกระจายกลิ่นจมูกระคายหรือคัดเมื่อสัมผัสกลิ่น19% ของผู้ใหญ่รายงานอาการจากน้ำหอมปรับอากาศ ไม่มีข้อมูลโดยตรงเรื่องเลือดกำเดาไม่มีผลเสีย ใช้เป็นการทดลองลดตัวกระตุ้น
ผูกหลอดเลือดผ่านกล้องหรือการอุดหลอดเลือดเลือดไหลซ้ำแม้ใส่ผ้าก๊อซและจี้แล้วแนวทางแนะนำให้ประเมินในผู้ที่คุมเลือดไม่ได้ทำในโรงพยาบาลที่มีแพทย์เฉพาะทาง

ความเชื่อที่พบบ่อย เทียบกับหลักฐาน

ออกกำลังกายสม่ำเสมอแล้วไม่ควรมีเลือดกำเดา

ไม่ถูกต้อง เลือดกำเดาส่วนใหญ่ขึ้นกับสภาพเยื่อบุจมูกส่วนหน้า ภูมิแพ้ หวัด อากาศแห้ง และยาพ่นจมูก ไม่ได้ขึ้นกับความฟิตของหัวใจและกล้ามเนื้อ

แหงนหน้าช่วยให้เลือดหยุด

ไม่ถูกต้อง เลือดจะไหลลงคอ ทำให้สำลักหรืออาเจียน ท่าที่ถูกคือนั่งโน้มตัวไปข้างหน้าแล้วกดส่วนนิ่มของจมูก

ประคบน้ำแข็งที่สันจมูกห้ามเลือดได้

หลักฐานไม่สนับสนุน การประคบสันจมูก 10 นาทีไม่เปลี่ยนโพรงจมูกในการศึกษา ใช้เพื่อความสบายได้แต่ต้องกดจมูกควบคู่

สารระเหยในน้ำหอมกัดกร่อนเยื่อบุจนเลือดออก

ยังไม่มีงานวิจัยรองรับ ข้อมูลที่มีคือผู้ใหญ่ราว 19% รายงานอาการระคายเคืองจากน้ำหอมปรับอากาศ การเลิกใช้จึงเป็นการลดตัวกระตุ้นที่สมเหตุสมผล

ต้องดื่มน้ำวันละ 2.5–3 ลิตรเพื่อแก้ท้องผูก

ไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน ใยอาหาร ท่านั่งถ่าย และยาระบายชนิดดึงน้ำมีหลักฐานมากกว่า ผู้ที่มีโรคหัวใจหรือโรคไตต้องใช้ปริมาณน้ำที่แพทย์กำหนด

เลือดกำเดาไหลแปลว่าความดันสูงแน่ๆ

ความดันโลหิตสูงสัมพันธ์กับเลือดกำเดาไหล แต่ยังไม่พิสูจน์ว่าเป็นสาเหตุโดยตรง ควรวัดความดันเพื่อดูแลสุขภาพโดยรวม และไม่ใช้เลือดกำเดาเป็นตัวบอกความดัน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ทำไมคนที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอและสุขภาพดีถึงเลือดกำเดาไหลซ้ำได้?

เลือดกำเดาส่วนใหญ่มาจากหลอดเลือดฝอยที่ผนังกั้นจมูกส่วนหน้า ซึ่งขึ้นกับสภาพเยื่อบุจมูกมากกว่าความฟิตของร่างกาย ภูมิแพ้จมูก หวัด อากาศแห้ง การขยี้หรือสั่งน้ำมูกแรง และสเปรย์สเตียรอยด์พ่นจมูก ทำให้เยื่อบุอักเสบและแตกง่าย คนทั่วไปราว 60% เคยมีเลือดกำเดาไหลอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต

การเบ่งถ่ายตอนท้องผูกเกี่ยวกับเลือดกำเดาไหลอย่างไร?

การกลั้นหายใจแล้วเบ่งเพิ่มแรงดันในช่องอกและช่องท้อง เลือดดำจากศีรษะไหลกลับหัวใจช้าลง แรงดันในหลอดเลือดบริเวณหน้าและจมูกจึงสูงขึ้นชั่วคราว จุดที่อักเสบหรือเพิ่งแตกจึงเลือดออกซ้ำได้ ยังไม่มีงานวิจัยที่วัดผลนี้กับเลือดกำเดาโดยตรง แต่การแก้ท้องผูกด้วยใยอาหาร ม้านั่งเตี้ย และยาระบายตามคำแนะนำเป็นวิธีที่ปลอดภัย

น้ำหอมปรับอากาศหรือน้ำมันหอมระเหยทำให้เลือดกำเดาไหลจริงไหม?

ยังไม่มีงานวิจัยที่พิสูจน์ว่าน้ำหอมปรับอากาศทำให้เลือดกำเดาไหลโดยตรง แต่การสำรวจในสหรัฐฯ พบว่า 19% ของผู้ใหญ่มีอาการผิดปกติเมื่อสัมผัสน้ำหอมปรับอากาศ เช่น ปวดศีรษะหรือหายใจลำบาก ถ้าจมูกคัดหรือจามมากขึ้นเมื่ออยู่ใกล้กลิ่นเหล่านี้ การเลิกใช้ช่วงที่เยื่อบุยังอักเสบเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผล

ห้ามเลือดกำเดาที่ถูกต้องทำอย่างไร?

นั่งตัวตรงและโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย บ้วนเลือดในปากทิ้ง ใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้กดส่วนนิ่มของจมูกทั้งสองข้างเข้าหากันต่อเนื่อง 10–15 นาทีโดยไม่ปล่อยดู หายใจทางปาก ไม่ควรแหงนหน้าหรือนอนราบเพราะเลือดจะไหลลงคอ ถ้ากดครบ 15 นาทีแล้วเลือดยังไม่หยุด ให้ไปห้องฉุกเฉิน

ประคบเย็นที่สันจมูกช่วยห้ามเลือดได้ไหม?

ใช้เพื่อความสบายได้ แต่ประคบเย็นใช้แทนการกดจมูกไม่ได้ การศึกษาที่ประคบน้ำแข็งที่สันจมูก 10 นาทีไม่พบการเปลี่ยนแปลงของโพรงจมูก สิ่งที่ห้ามเลือดได้คือการกดส่วนนิ่มของจมูกต่อเนื่อง

ใช้สเปรย์สเตียรอยด์พ่นจมูกรักษาภูมิแพ้อยู่ จะทำให้เลือดกำเดาไหลไหม?

เป็นไปได้ การรวมงานวิจัย 72 ฉบับพบว่าสเปรย์สเตียรอยด์พ่นจมูกเพิ่มความเสี่ยงเลือดกำเดาไหลราว 1.5 เท่าเทียบกับยาหลอก ให้เล็งหัวพ่นออกด้านข้างไปทางหางตา ไม่เล็งเข้าผนังกั้นจมูก ถ้าเลือดออกบ่อยหลังใช้ยา ให้ปรึกษาแพทย์เรื่องวิธีพ่นหรือการปรับยา ไม่หยุดยาเองโดยไม่มีแผนคุมภูมิแพ้

เลือดกำเดาไหลซ้ำแบบไหนต้องตรวจเพิ่ม?

แนวทางเวชปฏิบัติแนะนำให้ส่องกล้องตรวจโพรงจมูกเมื่อเลือดไหลซ้ำแม้เคยจี้หรือใส่ผ้าก๊อซห้ามเลือด หรือไหลซ้ำข้างเดียว และให้ตรวจหาโรคหลอดเลือดฝอยผิดปกติทางพันธุกรรมเมื่อไหลซ้ำทั้งสองข้างหรือมีคนในครอบครัวเป็น ควรแจ้งแพทย์เรื่องยาต้านเกล็ดเลือด ยาต้านการแข็งตัวของเลือด และประวัติเลือดออกง่าย

หลังจี้ห้ามเลือดกำเดาควรดูแลตัวเองอย่างไร?

ทำตามคำแนะนำของแพทย์หู คอ จมูกที่ดูแล ซึ่งมักรวมถึงงดสั่งน้ำมูกแรง งดแคะจมูก งดยกของหนักและออกกำลังกายหนักช่วงสั้นๆ จามโดยเปิดปาก ใช้น้ำเกลือหรือยาทาให้ความชุ่มชื้นตามที่แนะนำ แก้ท้องผูกเพื่อไม่ต้องเบ่ง และกลับไปพบแพทย์ถ้าเลือดไหลซ้ำ

กลไกทางวิทยาศาสตร์

ทำไมจุดนี้แตกง่าย: ผนังกั้นจมูกส่วนหน้าเป็นจุดที่แขนงหลอดเลือดแดงจากระบบ carotid ภายนอกและภายในมาเชื่อมกัน หลอดเลือดอยู่ตื้นใต้เยื่อบุที่บาง
และเป็นจุดแรกที่ลมหายใจเข้ากระทบ อากาศเย็นและแห้งทำให้เยื่อบุสูญเสียน้ำ เกิดสะเก็ด เมื่อสะเก็ดหลุดหรือถูกแคะ หลอดเลือดใต้สะเก็ดจึงเปิด
(Womack 2018)

ภูมิแพ้ทำให้เยื่อบุเปราะได้อย่างไร: ในภูมิแพ้จมูก สารอักเสบทำให้หลอดเลือดในเยื่อบุขยายและเยื่อบุบวม ร่วมกับการจาม ขยี้ และสั่งน้ำมูกบ่อยซึ่งเพิ่มแรงกระทบซ้ำๆ
ผู้วิจัยในเด็กตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีความผิดปกติของการห้ามเลือดในภาวะภูมิแพ้ร่วมด้วย ซึ่งยังต้องพิสูจน์ต่อ
(Murray 1995)
สเปรย์สเตียรอยด์ที่พ่นตรงผนังกั้นจมูกซ้ำๆ ทำให้เยื่อบุจุดนั้นแห้งและบางลง

แรงเบ่งส่งถึงจมูกได้อย่างไร: การเบ่งโดยปิดทางเดินหายใจเพิ่มแรงดันในช่องอก เลือดดำจากศีรษะและคอไหลเข้าหัวใจได้น้อยลง แรงดันในหลอดเลือดดำและหลอดเลือดฝอยของใบหน้าจึงสูงขึ้นชั่วคราว
(Pstras 2016)
ในหลอดเลือดปกติแรงดันนี้ไม่ทำให้แตก แต่ในจุดที่อักเสบหรือมีก้อนเลือดที่เพิ่งปิดแผล แรงดันที่เพิ่มขึ้นทำให้ก้อนเลือดหลุดได้

เรียบเรียงและทบทวนโดย

แหล่งอ้างอิงทางวิชาการ (E-E-A-T)

เกี่ยวกับผู้เขียน

ข้อควรทราบทางการแพทย์ (Medical Disclaimer)

บทความนี้ให้ความรู้ทั่วไปเรื่องเลือดกำเดาไหล ภูมิแพ้จมูก และท้องผูก ไม่ใช่การวินิจฉัย ใบสั่งยา หรือแผนการรักษาเฉพาะบุคคล
ชื่อยาเป็นชื่อกลุ่มยาหรือชื่อสามัญเพื่อการศึกษาเท่านั้น ห้ามหยุดหรือปรับยาที่แพทย์สั่งเอง โดยเฉพาะยาต้านเกล็ดเลือดและยาต้านการแข็งตัวของเลือด
หากเลือดกำเดาไหลไม่หยุดหลังกดจมูก 15 นาที หรือมีอาการหน้ามืด โทร 1669 หรือไปโรงพยาบาลใกล้บ้านทันที