หมวดหมู่: มะเร็งนรีเวช · การดูแลแบบประคับประคอง
มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกระยะ 4 แพทย์หยุดคีโมให้รักษาตามอาการ: หมายความว่าอะไร ยังมียาอะไรควรถาม คุมปวดอย่างไร และทำไมห้ามอดอาหาร
AI Overview / คำตอบด่วน (BLUF)
เมื่อแพทย์หยุดคีโมเพราะมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกไม่ตอบสนอง การดูแลแบบประคับประคองไม่ใช่การทอดทิ้ง แต่เป็นการรักษาเชิงรุกเพื่อคุมปวดและอาการ ควรถามแพทย์ว่าเคยตรวจ MMR/MSI และตัวรับฮอร์โมนหรือยัง เพราะบางคนยังมีภูมิคุ้มกันบำบัดหรือยาฮอร์โมนให้เลือก และไม่ควรอดอาหารหรือกินแต่น้ำผักปั่น
ผู้ป่วยมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกระยะลุกลามหรือกลับเป็นซ้ำที่ได้คีโมหลายสูตรแล้วไม่ตอบสนอง และครอบครัว —
ความหมายของการรักษาตามอาการ คำถามที่ควรถามแพทย์ ทางเลือกที่อาจยังมี การคุมปวดและอาการ โภชนาการ และสัญญาณอันตราย
ถ้ามีคลื่นไส้ เบื่ออาหาร น้ำหนักลดมาก อ่าน
คลื่นไส้ อาเจียน และภาวะผอมแห้งในมะเร็งระยะลุกลาม ·
สัญญาณอันตราย ·
ตารางทางเลือกหลังหยุดคีโม ·
ตารางคุมอาการ ·
ตารางโภชนาการ ·
คำถามที่พบบ่อย
จากกลุ่มผู้ป่วยมะเร็ง: แพทย์บอกไม่มียาจะให้แล้วเพราะให้กี่ตัวก็ไม่ตอบสนอง ให้มารักษาตามอาการ หมดหวังแล้วจริงไหม?
คำตอบตรง: ไม่ได้แปลว่าหมดการดูแล การรักษาตามอาการคือการดูแลเต็มที่ให้ผู้ป่วยไม่ทรมาน
และยังมีคำถามสำคัญที่ครอบครัวควรถามแพทย์ เพราะผู้ป่วยบางคนยังมียาที่ไม่ใช่คีโมให้พิจารณาได้ ขึ้นกับผลตรวจชิ้นเนื้อและความแข็งแรงของร่างกาย
สมาชิกกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งท่านหนึ่งเล่าว่า “หมอหยุดการรักษา บอกว่าไม่มียาจะให้แล้วเพราะให้กี่ตัวก็ไม่ตอบสนอง ให้มารักษาตามอาการ มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกระยะ 4 หมดหวังแล้ว”
ความรู้สึกเหมือนโลกพังลงในวินาทีนั้นเป็นเรื่องที่เข้าใจได้มาก บทความนี้สรุปงานวิจัยเพื่อช่วยให้ครอบครัวรู้ว่าจะถามอะไรต่อ และดูแลอย่างไรให้ผู้ป่วยสบายที่สุด
สัญญาณอันตราย: พาไปโรงพยาบาลหรือโทร 1669 ทันที
คำตอบตรง: การรักษาตามอาการ ไม่ได้แปลว่าห้ามไปโรงพยาบาล อาการต่อไปนี้ต้องได้รับการดูแลด่วน เพราะหลายอย่างแก้ไขให้สบายขึ้นได้
อาการที่ไม่ควรรอ
- ปวดรุนแรงที่ยาเดิมคุมไม่ได้
- อาเจียนจนดื่มน้ำไม่ได้ ท้องอืดโต ไม่ถ่ายไม่ผายลม — อาจเป็นลำไส้อุดตัน
- เลือดออกทางช่องคลอดมาก ชุ่มผ้าอนามัยทุกชั่วโมง หรือหน้ามืด
- หอบเหนื่อย เจ็บหน้าอก หรือ ขาบวมข้างเดียวและปวด — อาจเป็นลิ่มเลือด
- มีไข้ หนาวสั่น โดยเฉพาะภายในไม่กี่สัปดาห์หลังคีโม
- ปวดหลังร่วมกับขาอ่อนแรง ชา หรือกลั้นปัสสาวะอุจจาระไม่ได้ — อาจเป็นมะเร็งกดไขสันหลัง
- ปัสสาวะไม่ออก หรือปัสสาวะน้อยมากร่วมกับปวดเอว
- ซึม สับสน ปลุกไม่ค่อยตื่น หรือชัก
1. “รักษาตามอาการ” หมายถึงอะไร และทำไมไม่ใช่การทอดทิ้ง
คำตอบตรง: การดูแลแบบประคับประคองเป็น การรักษาเชิงรุก ที่เปลี่ยนเป้าหมายจากการทำลายก้อนมะเร็ง มาเป็นการคุมปวด คลื่นไส้ เหนื่อย เลือดออก ความกังวล และช่วยครอบครัว งานวิจัยพบว่ายิ่งเริ่มเร็ว คุณภาพชีวิตยิ่งดี
หลักฐานว่าการดูแลแบบประคับประคองช่วยจริง
การทดลองแบบสุ่มของ Temel (2010)
ในผู้ป่วยมะเร็งระยะแพร่กระจาย 151 ราย พบว่ากลุ่มที่ได้ทีมดูแลประคับประคองตั้งแต่เนิ่น ๆ มีคุณภาพชีวิตดีกว่า (98.0 เทียบกับ 91.5 คะแนน)
ภาวะซึมเศร้าน้อยกว่า (16% เทียบกับ 38%) ได้รับการรักษาแบบรุนแรงช่วงท้ายน้อยกว่า (33% เทียบกับ 54%) และมีชีวิตยืนยาวกว่า (11.6 เทียบกับ 8.9 เดือน)
แม้งานนี้ทำในมะเร็งปอด แต่หลักการเดียวกันใช้กับมะเร็งระยะลุกลามทุกชนิด
ทำไมการฝืนให้คีโมต่อไม่ได้ช่วยเสมอ
การศึกษาของ Prigerson (2015)
ในผู้ป่วยมะเร็งระยะแพร่กระจาย 312 รายพบว่า การให้คีโมช่วงท้ายไม่ได้ทำให้มีชีวิตยืนยาวขึ้น และในผู้ที่ยังพอช่วยตัวเองได้ กลับทำให้คุณภาพช่วงสัปดาห์สุดท้ายแย่ลง (OR 0.35)
การที่แพทย์หยุดคีโมจึงมักเป็นการตัดสินใจเพื่อปกป้องผู้ป่วย ไม่ใช่การยอมแพ้
สี่คำถามที่ควรถามแพทย์เจ้าของไข้
- หยุดเพราะมะเร็งไม่ตอบสนอง หรือเพราะร่างกายอ่อนแอเกินกว่าจะรับยา
- ชิ้นเนื้อเคยตรวจ MMR/MSI ตัวรับฮอร์โมน และ HER2 หรือยัง
- อาการอะไรที่น่าจะเกิดต่อไป และควรเตรียมยาอะไรไว้ที่บ้าน
- ถ้ามีอาการกลางคืนหรือวันหยุด ควรติดต่อใคร และมีทีมดูแลประคับประคองหรือดูแลที่บ้านไหม
2. ยาที่ไม่ใช่คีโมซึ่งยังควรถาม: ตรวจ MMR/MSI ภูมิคุ้มกันบำบัด และยาฮอร์โมน
คำตอบตรง: มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกมีลักษณะเฉพาะที่ ผลตรวจชิ้นเนื้อเดิม อาจเปิดทางยาที่ไม่ใช่คีโมได้ แต่ยาแต่ละแบบเหมาะกับความแข็งแรงของร่างกายต่างกัน และถ้าผู้ป่วยอ่อนแอมากแล้ว การดูแลแบบประคับประคองอย่างเดียวคือการรักษาที่ดีที่สุด
ถ้าผลเป็น dMMR หรือ MSI-H: ภูมิคุ้มกันบำบัด
ราวหนึ่งในสี่ถึงหนึ่งในสามของมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกมีความบกพร่องของระบบซ่อมแซมดีเอ็นเอ
การศึกษา KEYNOTE-158 (O’Malley 2022)
ในผู้ป่วยที่เคยรักษามาแล้ว พบว่า pembrolizumab ทำให้ก้อนยุบ 48% และค่ากลางของเวลาที่โรคไม่ลุกลามคือ 13.1 เดือน ผลข้างเคียงระดับรุนแรง 12%
ถ้าผลเป็น pMMR และร่างกายยังแข็งแรง: ยามุ่งเป้าร่วมภูมิคุ้มกันบำบัด
การทดลอง KEYNOTE-775 (Makker 2022)
ในผู้ที่เคยได้คีโมกลุ่มแพลทินัม พบว่า lenvatinib ร่วมกับ pembrolizumab ในกลุ่ม pMMR ยืดเวลาที่โรคไม่ลุกลามเป็น 6.6 เทียบกับ 3.8 เดือน และการมีชีวิตเป็น 17.4 เทียบกับ 12.0 เดือน
แต่มีผลข้างเคียงระดับ 3 ขึ้นไปถึง 88.9% (คีโม 72.7%) เช่น ความดันสูง ท้องเสีย อ่อนเพลีย จึงเหมาะกับผู้ที่ยังช่วยตัวเองได้ดี
ยาฮอร์โมน: ทางเลือกชนิดกินที่ผลข้างเคียงน้อย
การวิเคราะห์อภิมาน 39 การศึกษา (Ethier 2017)
พบว่ายาฮอร์โมน เช่น โปรเจสติน (medroxyprogesterone acetate, megestrol acetate) หรือยากลุ่ม aromatase inhibitor ทำให้ก้อนยุบเฉลี่ย 21.6%
สูงขึ้นเป็น 35.5% ในก้อนที่มีตัวรับโปรเจสเตอโรน แต่เหลือเพียง 9.2% ในก้อนที่ไม่มีตัวรับเอสโตรเจน ยาเป็นชนิดกิน ผลข้างเคียงหลักคือเพิ่มความอยากอาหารและเสี่ยงลิ่มเลือด
ถ้าผลเป็น dMMR ควรถามแพทย์เรื่องตรวจกลุ่มอาการลินช์ เพราะญาติสายตรงอาจเสี่ยงมะเร็งลำไส้และมะเร็งมดลูก
สิทธิ์การเบิกจ่ายยาภูมิคุ้มกันบำบัดและยามุ่งเป้าแต่ละสิทธิ์การรักษาต่างกัน ควรถามโรงพยาบาลหรือนักสังคมสงเคราะห์ และถามเรื่องงานวิจัยทางคลินิกที่เปิดรับด้วย
การขอความเห็นที่สองจากแพทย์มะเร็งนรีเวชในโรงเรียนแพทย์หรือศูนย์มะเร็งทำได้เสมอ โดยนำผลชิ้นเนื้อ สไลด์ และภาพเอกซเรย์ไปด้วย
ไม่แน่ใจว่าอาการตอนนี้ดูแลที่บ้านได้ หรือควรพาไปโรงพยาบาลวันนี้?
วิเคราะห์ระดับความรุนแรงและรับคำแนะนำเฉพาะบุคคลจาก Advisory team ของเรา — แบบประเมินช่วยจัดระดับว่าอาการระหว่างการรักษามะเร็งหรือระหว่างการดูแลแบบประคับประคองตอนนี้ควรเฝ้าดู ควรแจ้งทีมดูแลเร็วขึ้น หรือควรไปโรงพยาบาลทันที ใช้คู่กับหัวข้อสัญญาณอันตรายด้านบน และไม่ใช่การวินิจฉัยโรค
3. ตารางเปรียบเทียบทางเลือกหลังหยุดคีโม
คำตอบตรง: ทุกคนควรได้การดูแลแบบประคับประคอง ส่วนยาที่ไม่ใช่คีโมขึ้นกับผลตรวจชิ้นเนื้อและความแข็งแรง และการแพทย์ทางเลือกแทนการรักษามาตรฐานสัมพันธ์กับการเสียชีวิตที่สูงขึ้น
เปรียบเทียบทางเลือก ใช้ชื่อสามัญทางยาเท่านั้น (บนมือถือแสดงเป็นการ์ด)
| ทางเลือก | เหมาะกับ | ผลจากงานวิจัย | ข้อควรรู้ |
|---|---|---|---|
| ดูแลแบบประคับประคองเต็มรูปแบบ | ทุกคน ทั้งเดี่ยว ๆ และควบคู่ยาอื่น | คุณภาพชีวิตดีขึ้น ซึมเศร้าลดลง 16% เทียบกับ 38% | ขอพบทีมประคับประคองหรือทีมดูแลที่บ้าน |
| ภูมิคุ้มกันบำบัด (pembrolizumab) | ก้อนที่เป็น dMMR หรือ MSI-H | ก้อนยุบ 48% ค่ากลางโรคไม่ลุกลาม 13.1 เดือน | ผลข้างเคียงจากภูมิคุ้มกัน เช่น ไทรอยด์ ลำไส้ ปอดอักเสบ |
| lenvatinib + pembrolizumab | pMMR เคยได้แพลทินัม และยังแข็งแรง | มีชีวิต 17.4 เทียบกับ 12.0 เดือน | ผลข้างเคียงรุนแรง 88.9% ต้องติดตามความดันใกล้ชิด |
| ยาฮอร์โมน (โปรเจสติน, aromatase inhibitor) | ก้อนเกรดต่ำหรือมีตัวรับฮอร์โมน แม้ร่างกายไม่แข็งแรงมาก | ก้อนยุบ 21.6% และ 35.5% ถ้ามีตัวรับโปรเจสเตอโรน | ชนิดกิน ระวังลิ่มเลือดและน้ำหนักขึ้น |
| ฉายรังสีระยะสั้นเพื่อบรรเทา | เลือดออกทางช่องคลอด ปวดกระดูก หรือก้อนกดเส้นประสาท | ใช้บรรเทาอาการเฉพาะที่ตามแนวทาง NCI | มักใช้ไม่กี่ครั้ง ถามแพทย์รังสีรักษา |
| การแพทย์ทางเลือกแทนการรักษามาตรฐาน | ไม่แนะนำ | เสี่ยงเสียชีวิตเพิ่ม 2.50 เท่า (Johnson 2018) | สมุนไพรบางชนิดทำลายตับหรือรบกวนยาแก้ปวด |
4. คุมปวดและอาการรบกวนให้ผู้ป่วยสบาย
คำตอบตรง: ความปวดจากมะเร็งคุมได้เกือบทุกคน ถ้าใช้ยาแก้ปวดถูกชนิดและถูกเวลา และอาการอื่น ๆ เช่น คลื่นไส้ ท้องอืด เลือดออก และหอบเหนื่อย ก็มีวิธีบรรเทาเฉพาะ
หลักการคุมปวดตามแนวทาง ESMO
- กินยาแก้ปวดตามเวลา ไม่รอจนปวดมาก
- ปวดปานกลางถึงรุนแรง ใช้ยากลุ่มโอปิออยด์ เช่น มอร์ฟีน ตามที่แพทย์ปรับขนาด
- มียาเสริมสำหรับปวดแทรก และจดว่าใช้กี่ครั้งต่อวันเพื่อให้แพทย์ปรับยาหลัก
- กินยาระบายป้องกันท้องผูกทุกวันเมื่อใช้โอปิออยด์
- ให้คะแนนปวด 0–10 วันละครั้ง ถ้าเกิน 4 ติดต่อกันให้แจ้งทีม
แนวทาง ESMO ด้านการคุมปวดจากมะเร็ง (Fallon 2018)
ระบุว่าโอปิออยด์เป็นยาหลักสำหรับปวดจากมะเร็งระดับปานกลางถึงรุนแรง ความกลัวติดยาไม่ควรเป็นเหตุให้ผู้ป่วยต้องทนปวด
อาการที่พบบ่อยในมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกระยะลุกลามและวิธีบรรเทา (บนมือถือแสดงเป็นการ์ด)
| อาการ | สาเหตุที่พบบ่อย | วิธีบรรเทา | เป้าหมาย |
|---|---|---|---|
| ปวดท้องน้อย หลัง หรือกระดูก | ก้อนกดอวัยวะ เส้นประสาท หรือกระจายไปกระดูก | โอปิออยด์ตามเวลา ยาเสริมปวดประสาท ฉายรังสีเฉพาะที่ | ปวดไม่เกิน 3–4 จาก 10 นอนหลับได้ |
| คลื่นไส้ อาเจียน ท้องอืด | ลำไส้อุดตันจากก้อนในช่องท้อง ท้องผูกจากยา | ยาแก้คลื่นไส้ ยาระบาย สเตียรอยด์ octreotide หรือใส่สายระบาย | อาเจียนน้อยลง จิบน้ำได้ |
| เลือดออกทางช่องคลอด | ก้อนที่ช่องคลอดหรือมดลูก | ฉายรังสีระยะสั้น tranexamic acid ผ้าอนามัยแบบซึมซับมาก | เลือดหยุดหรือลดลง ไม่ซีดจนหน้ามืด |
| ท้องมาน ขาบวม | น้ำในช่องท้อง ต่อมน้ำเหลืองอุดตัน | เจาะระบายน้ำในท้อง ยกขาสูง พันผ้ายืดเบา ๆ | หายใจสบาย เดินได้ |
| หอบเหนื่อย | มะเร็งที่ปอด น้ำในเยื่อหุ้มปอด ซีด | พัดลมเป่าหน้า นั่งเอนหลัง โอปิออยด์ขนาดต่ำ เจาะน้ำในเยื่อหุ้มปอด | หายใจไม่ทรมาน |
| กังวล นอนไม่หลับ เศร้า | ความกลัว ปวด และการเปลี่ยนแปลงของชีวิต | พูดคุยกับทีม จิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา ยาตามความจำเป็น ดูแลด้านจิตวิญญาณ | ใจสงบ ได้ใช้เวลากับคนที่รัก |
5. ทำไมห้ามอดอาหารหรือกินแต่น้ำผักปั่น
คำตอบตรง: มะเร็งไม่อดตายตามผู้ป่วย แต่กล้ามเนื้อของผู้ป่วยจะสลายเร็วขึ้น ภาวะผอมแห้งจากมะเร็งเกิดจากสารอักเสบที่ก้อนมะเร็งปล่อยออกมา การกินน้อยจึงซ้ำเติมให้อ่อนแรงและติดเชื้อง่ายขึ้น
แนวทาง ESPEN ด้านโภชนาการในผู้ป่วยมะเร็ง (Arends 2017)
แนะนำให้คัดกรองภาวะทุพโภชนาการ ให้โปรตีนมากกว่า 1 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน และถ้าเป็นไปได้ถึง 1.5 กรัม พร้อมพลังงานพอ
ยกเว้นในช่วงท้ายของชีวิต ซึ่งเป้าหมายคือความสบายมากกว่าตัวเลข
การศึกษาของ Johnson (2018)
พบว่าผู้ที่ใช้การแพทย์ทางเลือกแทนการรักษามาตรฐานมีความเสี่ยงเสียชีวิตสูงขึ้น 2.50 เท่า แม้งานนี้ทำในมะเร็งระยะที่ยังไม่แพร่กระจาย แต่เตือนว่าการละทิ้งการดูแลทางการแพทย์มีราคาที่ต้องจ่าย
เปรียบเทียบโภชนาการทางการแพทย์กับสูตรทางเลือกที่เข้มงวด (บนมือถือแสดงเป็นการ์ด)
| ประเด็น | แนวทางทางการแพทย์ | สูตรทางเลือกที่เข้มงวด | ผลต่อผู้ป่วย |
|---|---|---|---|
| โปรตีน | มากกว่า 1 ถึง 1.5 ก./กก./วัน จากไข่ ปลา ไก่ นม เต้าหู้ | งดเนื้อสัตว์และไข่ กินแต่ผัก | กล้ามเนื้อลีบ ลุกเดินไม่ไหว แผลหายช้า |
| พลังงาน | มื้อเล็กบ่อย ๆ เสริมอาหารทางการแพทย์ได้ | อดอาหารเพื่อให้มะเร็งอดตาย | น้ำหนักลดเร็ว อ่อนเพลีย หน้ามืด |
| น้ำผักผลไม้ปั่นปริมาณมาก | กินผักผลไม้เป็นส่วนหนึ่งของมื้อ | ดื่มแทนมื้ออาหารหลายลิตรต่อวัน | อิ่มเร็วจนกินโปรตีนไม่ได้ โพแทสเซียมสูงถ้าไตทำงานลดลง |
| สมุนไพรและผลิตภัณฑ์อ้างรักษามะเร็ง | แจ้งทีมก่อนใช้ทุกชนิด | ใช้แทนยาและการดูแลทางการแพทย์ | ตับอักเสบ เลือดออกง่าย ยาแก้ปวดออกฤทธิ์ผิดปกติ |
| ช่วงท้ายของชีวิต | กินเพื่อความสุข ตามที่อยากกิน ไม่บังคับ | บังคับดื่มสูตรเฉพาะ | สำลัก คลื่นไส้ และความทุกข์ทั้งผู้ป่วยและครอบครัว |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
คำถามที่ผู้ป่วยและครอบครัวถามบ่อยเมื่อแพทย์หยุดคีโม
แพทย์บอกว่ามะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกระยะ 4 ไม่ตอบสนองต่อคีโมแล้ว ให้รักษาตามอาการ หมายความว่าอย่างไร?
หมายความว่ายาเคมีบำบัดที่ใช้ไม่ได้คุมโรคแล้ว และการให้คีโมต่ออาจทำให้ทรมานจากผลข้างเคียงมากกว่าประโยชน์ เป้าหมายจึงเปลี่ยนจากการทำลายก้อนมะเร็งเป็นการคุมปวด คลื่นไส้ เลือดออก และอาการอื่น ๆ ให้ผู้ป่วยสุขสบายและมีเวลาคุณภาพกับครอบครัว ควรถามแพทย์ต่อว่าหยุดเพราะมะเร็งไม่ตอบสนอง หรือเพราะร่างกายอ่อนแอเกินกว่าจะรับยา เพราะคำตอบนี้บอกว่ายังมีทางเลือกอื่นที่เหมาะหรือไม่ เช่น ยาฮอร์โมนหรือภูมิคุ้มกันบำบัด
การดูแลแบบประคับประคองต่างจากการปล่อยผู้ป่วยไว้เฉย ๆ อย่างไร?
การดูแลแบบประคับประคองเป็นการรักษาเชิงรุกโดยทีมแพทย์ พยาบาล เภสัชกร และนักโภชนาการ เพื่อคุมปวด คลื่นไส้ เหนื่อย ท้องอืด ความกังวล และช่วยครอบครัววางแผนการดูแล ไม่ใช่การหยุดดูแล งานวิจัยของ Temel ในผู้ป่วยมะเร็งระยะแพร่กระจายพบว่าการได้รับการดูแลแบบประคับประคองตั้งแต่เนิ่น ๆ ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น ภาวะซึมเศร้าลดลงจาก 38 เป็น 16 เปอร์เซ็นต์ และมีชีวิตยืนยาวกว่า 11.6 เทียบกับ 8.9 เดือน การดูแลแบบนี้ยังทำควบคู่กับยารักษามะเร็งได้ด้วย
มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกระยะ 4 ที่ดื้อคีโมแล้ว ยังมีภูมิคุ้มกันบำบัดหรือยาอื่นไหม?
บางคนยังมี ขึ้นกับผลตรวจชิ้นเนื้อและความแข็งแรงของร่างกาย ถ้าตรวจพบภาวะ dMMR หรือ MSI-H ยาภูมิคุ้มกันบำบัดอย่าง pembrolizumab ให้ผลตอบสนอง 48 เปอร์เซ็นต์ในการศึกษา KEYNOTE-158 ถ้าเป็นชนิด pMMR และเคยได้คีโมกลุ่มแพลทินัมแล้ว ยา lenvatinib ร่วมกับ pembrolizumab ยืดการมีชีวิตเป็น 17.4 เทียบกับ 12.0 เดือน แต่มีผลข้างเคียงรุนแรงถึง 88.9 เปอร์เซ็นต์ จึงเหมาะกับคนที่ร่างกายยังแข็งแรง ส่วนยาฮอร์โมนกลุ่มโปรเจสติน ได้ผลราว 21.6 เปอร์เซ็นต์และสูงขึ้นในก้อนที่มีตัวรับโปรเจสเตอโรน สิทธิ์การเบิกจ่ายแต่ละสิทธิ์ต่างกัน ควรถามโรงพยาบาลโดยตรง
ควรขอให้แพทย์ตรวจอะไรเพิ่มจากชิ้นเนื้อเดิม?
ถามว่าชิ้นเนื้อเดิมเคยตรวจโปรตีนซ่อมแซมดีเอ็นเอ (MMR) หรือภาวะ MSI แล้วหรือยัง เคยตรวจตัวรับฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนหรือยัง และถ้าเป็นชนิดเซรัส เคยตรวจ HER2 หรือยัง การตรวจเหล่านี้มักทำจากชิ้นเนื้อที่เก็บไว้แล้วโดยไม่ต้องผ่าตัดใหม่ ผลตรวจช่วยบอกว่ายาภูมิคุ้มกันบำบัด ยาฮอร์โมน หรือยามุ่งเป้าเหมาะหรือไม่ ถ้าผล dMMR ควรถามเรื่องการตรวจกลุ่มอาการลินช์ในครอบครัวด้วย
กลัวว่ามอร์ฟีนจะทำให้ติดยาหรือเสียชีวิตเร็วขึ้น ควรใช้ไหม?
ยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์อย่างมอร์ฟีนเป็นยาหลักสำหรับปวดจากมะเร็งระดับปานกลางถึงรุนแรงตามแนวทาง ESMO เมื่อใช้ตามขนาดที่แพทย์ปรับ ไม่ได้เร่งการเสียชีวิต และการติดยาแบบผิดปกติพบน้อยมากในผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลาม ควรกินตามเวลาไม่ใช่รอให้ปวดมากก่อน มียาเสริมเมื่อปวดแทรก และต้องกินยาระบายป้องกันท้องผูกควบคู่เสมอ ถ้าง่วงมาก สับสน หรือหายใจช้า ให้แจ้งทีมดูแลทันที
ให้ผู้ป่วยดื่มแต่น้ำผักปั่น งดเนื้อสัตว์ หรืออดอาหารเพื่อให้มะเร็งอดตาย ได้ไหม?
ไม่ควร มะเร็งไม่อดตายตามผู้ป่วย แต่ร่างกายผู้ป่วยจะสลายกล้ามเนื้อเร็วขึ้น ภาวะผอมแห้งจากมะเร็งเกิดจากสารอักเสบที่ก้อนมะเร็งปล่อยออกมา การกินน้อยหรือกินแต่น้ำผักจึงซ้ำเติมให้อ่อนแรง ภูมิต้านทานลด และแผลหายช้า แนวทาง ESPEN แนะนำโปรตีนมากกว่า 1 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน และถ้าเป็นไปได้ถึง 1.5 กรัม จากไข่ ปลา ไก่ นม หรือเต้าหู้ แบ่งมื้อเล็กบ่อย ๆ ส่วนในช่วงท้ายของชีวิต ให้กินเพื่อความสุขตามที่อยากกิน ไม่ต้องบังคับ
สมุนไพรหรือการรักษาทางเลือกช่วยได้ไหม?
การใช้การแพทย์ทางเลือกแทนการรักษามาตรฐานสัมพันธ์กับการเสียชีวิตที่สูงขึ้น การศึกษาของ Johnson พบความเสี่ยงเสียชีวิตเพิ่มเป็น 2.50 เท่า สมุนไพรบางชนิดทำให้ตับอักเสบ เลือดออกง่าย หรือรบกวนยาแก้ปวดและยาอื่น ส่วนการบำบัดเสริมที่ช่วยความสบาย เช่น การนวดเบา ๆ ดนตรี การสวดมนต์ และการทำสมาธิ ใช้ร่วมกับการดูแลแบบประคับประคองได้ ควรแจ้งทีมแพทย์ทุกครั้งก่อนเริ่มสมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์ใด ๆ
อาการแบบไหนต้องพาไปโรงพยาบาลหรือโทร 1669 ทันที?
ไปโรงพยาบาลหรือโทร 1669 ทันทีถ้าปวดรุนแรงที่ยาเดิมคุมไม่ได้ อาเจียนจนดื่มน้ำไม่ได้ร่วมกับท้องอืดโตและไม่ถ่ายไม่ผายลม เลือดออกทางช่องคลอดมากจนชุ่มผ้าอนามัยทุกชั่วโมง หอบเหนื่อยหรือเจ็บหน้าอก ขาบวมข้างเดียวและปวด มีไข้หนาวสั่น ปวดหลังร่วมกับขาอ่อนแรง ชา หรือกลั้นปัสสาวะอุจจาระไม่ได้ ปัสสาวะไม่ออก หรือซึม สับสน ปลุกไม่ค่อยตื่น
กลไกทางวิทยาศาสตร์แบบย่อ (Scientific mechanism)
สรุปโดย ผศ.ดร.นรวิชญ์ ราษฎร์พิบูลย์:
เมื่อระบบซ่อมแซมดีเอ็นเอที่ผิดพลาดระหว่างแบ่งตัว (mismatch repair) บกพร่อง เซลล์มะเร็งจะสะสมการกลายพันธุ์จำนวนมาก สร้างโปรตีนแปลกปลอมที่ระบบภูมิคุ้มกันมองเห็นได้
แต่เซลล์มะเร็งใช้โปรตีน PD-L1 จับกับ PD-1 บนเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด T เพื่อปิดการโจมตี ยาภูมิคุ้มกันบำบัดกลุ่มยับยั้ง PD-1 ปลดล็อกนี้ ทำให้เซลล์ T กลับมาทำลายมะเร็งได้ จึงได้ผลดีเป็นพิเศษในก้อนที่เป็น dMMR
ส่วน lenvatinib ยับยั้งการสร้างหลอดเลือดใหม่ของก้อนและปรับสภาพแวดล้อมรอบก้อนให้ภูมิคุ้มกันทำงานได้ดีขึ้น ในก้อนที่มีตัวรับโปรเจสเตอโรน ยาโปรเจสตินกระตุ้นตัวรับนี้ให้เซลล์หยุดแบ่งตัว
ภาวะผอมแห้งจากมะเร็งเกิดจากสารอักเสบ เช่น IL-6 และ TNF-α ที่เร่งการสลายกล้ามเนื้อและลดความอยากอาหาร การอดอาหารจึงไม่ได้ทำให้มะเร็งอดตาย แต่ทำให้กล้ามเนื้อสลายเร็วขึ้น
ยาโอปิออยด์จับกับตัวรับ mu ในไขสันหลังและสมองเพื่อลดการส่งสัญญาณปวด และลดความรู้สึกหอบเหนื่อยในขนาดต่ำ
แหล่งอ้างอิงเชิงวิชาการ (E-E-A-T)
- O’Malley DM, et al. Pembrolizumab in patients with microsatellite instability-high advanced endometrial cancer: results from the KEYNOTE-158 study. J Clin Oncol 2022.
- Makker V, et al. Lenvatinib plus pembrolizumab for advanced endometrial cancer. N Engl J Med 2022.
- Ethier JL, et al. Is hormonal therapy effective in advanced endometrial cancer? A systematic review and meta-analysis. Gynecol Oncol 2017.
- Temel JS, et al. Early palliative care for patients with metastatic non-small-cell lung cancer. N Engl J Med 2010.
- Prigerson HG, et al. Chemotherapy use, performance status, and quality of life at the end of life. JAMA Oncol 2015.
- Fallon M, et al. Management of cancer pain in adult patients: ESMO Clinical Practice Guidelines. Ann Oncol 2018.
- Arends J, et al. ESPEN guidelines on nutrition in cancer patients. Clin Nutr 2017.
- Johnson SB, et al. Use of alternative medicine for cancer and its impact on survival. J Natl Cancer Inst 2018.
- National Cancer Institute (NIH). Endometrial Cancer Treatment (PDQ).
เรียบเรียงและตรวจทานโดย ผศ.ดร.นรวิชญ์ ราษฎร์พิบูลย์ · ใช้ชื่อสามัญทางยาเท่านั้น ไม่อ้างชื่อทางการค้า
ข้อควรทราบทางการแพทย์ (Medical Disclaimer)
บทความนี้ให้ความรู้ทั่วไปจากงานวิจัย ไม่ใช่การวินิจฉัย ไม่ใช่ใบสั่งยา และไม่แทนคำแนะนำของแพทย์มะเร็งและทีมดูแลแบบประคับประคองของท่าน ความเหมาะสมของยาแต่ละชนิดขึ้นกับผลตรวจชิ้นเนื้อ ความแข็งแรงของร่างกาย และสิทธิ์การรักษา อย่าเริ่มหรือหยุดยาหรือสมุนไพรเอง ถ้ามีอาการในหัวข้อสัญญาณอันตราย ให้ไปโรงพยาบาลหรือโทร 1669 ทันที