หมวดหมู่: เวชศาสตร์มะเร็งวิทยา — มะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะแพร่กระจาย (ตับ + เยื่อบุช่องท้อง)
มะเร็งลำไส้ใหญ่กระจายไปตับและเยื่อบุช่องท้อง… เมื่อหมอบอก ‘ยังผ่าไม่ได้’ ทำไม Conversion Therapy คือความหวังสำคัญ?
AI Overview / คำตอบด่วน (BLUF)
การกลับเป็นซ้ำที่ตับและเยื่อบุช่องท้องภายในไม่กี่เดือนหลังยาสูตร oxaliplatin บ่งว่าเซลล์มะเร็งดื้อกลไกยาเดิม
ทีมจึงเปลี่ยนแกนยา (มักเป็น FOLFIRI ± ยาชีวภาพตามผลยีน) เป้าหมายหลักคือคุมโรค
แล้วถ่ายภาพซ้ำทุก 2–3 เดือน — ถ้าก้อนยุบชัด ทีมสหสาขาจึงประเมินผ่าตัดซ้ำ โอกาสมีจริงแต่น้อยกว่าลามตับอย่างเดียว
(ESMO mCRC 2023)
หน้านี้ต่างจากคู่มือเดิมอย่างไร (อ่านคู่กัน)
- หน้านี้เน้นตับ + เยื่อบุช่องท้องพร้อมกัน ที่กลับเป็นซ้ำเร็วหลังยาสูตรที่มี oxaliplatin — คะแนน PCI, CRS ± HIPEC และโอกาส conversion ตามจริงในยาสูตรที่ 2
- ลามตับอย่างเดียว พื้นฐาน conversion รังสีร่วมรักษา (TACE / MWA / SIRT) และเอกสารส่งต่อ → มะเร็งลำไส้ลามตับผ่าตัดไม่ได้: Conversion Therapy และรังสีร่วมรักษา
- รายละเอียดยาสูตรที่ 2 ชีวเครื่องหมาย และสูตรที่ 3 ขึ้นไป → มะเร็งลำไส้ใหญ่กระจายไปปอด: ยาสูตรที่ 2 และการสู้ต่อ
- ยาสูตรแรกและการคุมโรคระยะ 4 → มะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะ 4 ผ่าตัดไม่ได้: คีโม+ยามุ่งเป้าสูตรแรก
สัญญาณอันตราย (Red flags) — ไปห้องฉุกเฉินหรือโทรหาทีมมะเร็งทันที
- ตาเหลือง ตัวเหลือง ปัสสาวะสีเข้มเหมือนชา หรืออุจจาระสีซีด — อาจเป็นท่อน้ำดีอุดตันหรือตับทำงานลดลง
- ท้องโตขึ้นเร็ว แน่นอึดอัด น้ำหนักขึ้นเร็วทั้งที่กินน้อย — อาจเป็นน้ำในช่องท้อง (ascites) จากโรคที่เยื่อบุช่องท้อง
- อาเจียนซ้ำ ท้องอืดตึง ปวดบิดเป็นพัก ๆ และไม่ผายลมหรือไม่ถ่ายเลย — สงสัยลำไส้อุดตันจากโรคเยื่อบุช่องท้อง
- ปวดท้องรุนแรงฉับพลัน ท้องแข็ง หรือปวดจนขยับตัวไม่ได้
- ไข้วัดได้ ≥38.0°C ช่วงรับเคมีบำบัด หรือหนาวสั่น — สงสัยไข้ร่วมเม็ดเลือดขาวต่ำ (febrile neutropenia)
- ท้องเสียรุนแรงหลัง irinotecan (ถ่าย ≥4–6 ครั้งต่อวันเกินปกติ ถ่ายเป็นน้ำต่อเนื่อง) — เริ่มยา loperamide ตามแผนที่ทีมให้ไว้และโทรหาทีมทันที โดยเฉพาะถ้ามีไข้ เวียนหัว หรือปัสสาวะน้อย
- สับสน ซึมลง พูดไม่รู้เรื่อง หรือง่วงผิดปกติ — อาจเกี่ยวกับตับ เกลือแร่ หรือการติดเชื้อ
- เลือดออกหยุดยาก อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำ หรือจ้ำเลือดใหม่จำนวนมาก
- เจ็บหน้าอก หายใจหอบเหนื่อยฉับพลัน หรือขาบวมข้างเดียว — สงสัยลิ่มเลือดอุดตัน
1. “ยังผ่าไม่ได้” หมายความว่าอะไร เมื่อโรคอยู่ทั้งตับและเยื่อบุช่องท้อง?
คำตอบตรง: ยังผ่าไม่ได้ (not resectable yet) แปลว่า ณ วันนี้ ศัลยแพทย์ยังตัดก้อนทุกตำแหน่งออกให้หมด (R0) อย่างปลอดภัยไม่ได้
— ไม่ใช่คำตัดสินถาวร ทีมจึงเริ่มยาทั้งระบบก่อน แล้วนำภาพเข้าที่ประชุมสหสาขา (MDT) ซ้ำเมื่อก้อนตอบสนอง
(NCCN Colon Cancer)
ศัลยแพทย์ตับดูอะไรบ้าง
- ตัดก้อนตับทุกก้อนออกได้หมดโดยมีขอบปลอดเซลล์มะเร็ง (R0)
- เนื้อตับที่จะเหลือ (future liver remnant, FLR) พอใช้งาน — มักต้องการอย่างน้อยราว 20% ของตับในตับปกติ และราว 30% หลังได้เคมีบำบัดมาก
- รักษาหลอดเลือดเข้า-ออกตับและท่อน้ำดีส่วนที่เหลือไว้ได้
- โรคนอกตับ (รวมเยื่อบุช่องท้อง) คุมได้หรือเอาออกได้หมดในแผนเดียวกัน
- สมรรถภาพร่างกาย (performance status) และโรคประจำตัวรับการผ่าตัดใหญ่ได้
ทำไมโรคที่เยื่อบุช่องท้องทำให้เส้นทางยากขึ้น
เยื่อบุช่องท้องมีพื้นที่กว้าง ก้อนเล็กมักมองไม่เห็นใน CT และเลือดไปเลี้ยงน้อย ทำให้ยาทั้งระบบเข้าถึงได้จำกัด
ข้อมูลรวมผู้ป่วยจากงานวิจัยแบบสุ่มหลายชุด (ARCAD) พบว่าผู้ที่มีโรคเยื่อบุช่องท้องมีมัธยฐานการมีชีวิตสั้นกว่าผู้ที่ไม่มี (ราว 16.3 เทียบ 19.1 เดือน)
(Franko J, Lancet Oncol 2016)
— จึงต้องการการประเมินที่ศูนย์ซึ่งมีทั้งศัลยแพทย์ตับ-ทางเดินน้ำดี และศัลยแพทย์เยื่อบุช่องท้อง
2. กลับเป็นซ้ำเร็ว (ภายใน 6–12 เดือนหลัง oxaliplatin) บอกอะไร และเปลี่ยนการเลือกยาอย่างไร
คำตอบตรง: โรคที่กลับมาระหว่างหรือภายในราว 6 เดือนหลังจบยาที่มี oxaliplatin มักถือว่าดื้อต่อ oxaliplatin
ทีมจึงแทบไม่ใช้ oxaliplatin ซ้ำในตอนนี้ และเปลี่ยนไปใช้แกน irinotecan แทน — การกลับเร็วยังสะท้อนชีววิทยาที่ดุ ทำให้ทีมอยากเห็นการตอบสนองต่อยาก่อนผ่าตัดใหญ่
(ESMO mCRC 2023)
ความหมายเชิงชีววิทยา
- เซลล์กลุ่มที่ดื้อยาเดิมรอดและโตต่อ (acquired / primary resistance) ไม่ได้แปลว่าผู้ป่วย “สู้ไม่พอ” หรือทีมรักษาผิด
- หลายทีมใช้หลัก “test of time” — ให้ยาสูตรใหม่ราว 2–3 เดือนก่อน เพื่อดูว่าไม่มีรอยโรคใหม่โผล่ขึ้น ก่อนตัดสินใจผ่าตัดที่ใหญ่และเสี่ยง
- oxaliplatin 15 รอบอาจทิ้งอาการชาปลายมือปลายเท้า (neuropathy) ไว้ — เป็นอีกเหตุผลที่ไม่ใช้ยาเดิมซ้ำ ควรเล่าอาการให้ทีมฟังตามจริง
- การที่เคยทนยาได้ดี ช่วยให้ได้ยาตรงรอบและขนาดตามแผน — เป็นข้อได้เปรียบ แต่ไม่ได้รับประกันว่าก้อนจะตอบสนองต่อยาใหม่
3. Conversion Therapy ตามจริง: ตัวเลข 60–70% มาจากไหน และสถานการณ์นี้ต่างอย่างไร
คำตอบตรง: ตัวเลขอัตราตอบสนองราว 60–70% ที่มักถูกอ้างถึง มาจากยาสูตรแรก (first-line) ในโรคที่จำกัดอยู่ที่ตับ
และส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม RAS wild-type ที่ได้ยาต้าน EGFR เช่น การศึกษา CELIM
(Folprecht G, Lancet Oncol 2010)
— แต่ในยาสูตรที่ 2 หลังกลับเป็นซ้ำเร็ว งานวิจัยรายงานอัตราตอบสนองโดยรวมราว 5–35% ตามสูตรยาและผลยีน
และการได้ผ่าตัดภายหลังเกิดน้อยกว่า โดยเฉพาะเมื่อมีโรคเยื่อบุช่องท้องร่วมด้วย
กราฟข้อมูล: อัตราตอบสนองของก้อน (%) — สูตรแรกที่จำกัดอยู่ที่ตับ เทียบสูตรที่ 2
สูตรแรก ลามตับอย่างเดียว (อ้างอิงเท่านั้น) กลุ่มควบคุม กลุ่มที่ได้ยาที่ศึกษา
(เช่น ML18147 มัธยฐานการมีชีวิต 11.2 เทียบ 9.8 เดือน;
Bennouna J, Lancet Oncol 2013)
เป้าหมายตามจริงในสถานการณ์นี้
- เป้าหลัก: คุมโรค ยืดชีวิต และรักษาคุณภาพชีวิต
- เป้ารอง: ถ้าก้อนยุบชัดและไม่มีรอยโรคใหม่ — เปิด “หน้าต่าง” ให้ทีมประเมินผ่าตัดตับ ผ่าตัดเลาะเยื่อบุช่องท้อง หรือจี้ก้อนตับซ้ำ
- ในซีรีส์ผ่าตัดตับขนาดใหญ่ ผู้ป่วยลามตับที่ผ่าตัดไม่ได้ตอนแรกราว 1 ใน 8 ได้ผ่าตัดภายหลังด้วยเคมีบำบัด (ส่วนใหญ่เป็นยาสูตรแรก ลามตับอย่างเดียว)
(Adam R, Ann Surg 2004) — ในสูตรที่ 2 ร่วมเยื่อบุช่องท้อง ตัวเลขนี้คาดว่าต่ำกว่า
ตารางเปรียบเทียบ: ยาทั้งระบบเจตนา Conversion vs เจตนาควบคุมโรค
| ประเด็นเปรียบเทียบ | เจตนา Conversion (หวังให้ผ่าตัด/รักษาเฉพาะที่ได้) | เจตนาควบคุมโรค (Disease control / palliative-intent) |
|---|---|---|
| เป้าหมาย | ยุบก้อนให้มากพอจนตัดหรือจี้ได้หมด (R0 / CC-0) | หยุดการโต ยืดชีวิต คุมอาการ รักษาคุณภาพชีวิต |
| ความเข้มข้นของสูตรยา | มักเลือกสูตรที่มีโอกาสยุบก้อนสูงสุดที่ร่างกายรับได้ (เคมี 2–3 ตัว + ยาชีวภาพตามผลยีน) | เน้นสมดุลประสิทธิภาพกับผลข้างเคียง อาจลดยาหรือให้ยาคงสภาพ (maintenance) เมื่อคุมได้ |
| การถ่ายภาพซ้ำ | CT ช่องอก-ท้อง ± MRI ตับ ทุกราว 2–3 เดือน (มักหลัง 4–6 รอบยาสองสัปดาห์) | CT ทุกราว 2–3 เดือน หรือเร็วกว่านั้นเมื่อมีอาการใหม่ |
| การประเมินผ่าตัดซ้ำ | นำเคสเข้าที่ประชุมสหสาขาทุกครั้งที่ถ่ายภาพ พร้อมศัลยแพทย์ตับและเยื่อบุช่องท้อง | ทบทวนเมื่อก้อนตอบสนองดีเกินคาด หรือมีอาการที่การผ่าตัดช่วยได้ (เช่น ลำไส้อุดตัน) |
| จังหวะยาต้าน VEGF | bevacizumab มักหยุดราว 6 สัปดาห์ก่อนผ่าตัดใหญ่ และเริ่มใหม่หลังแผลหายดี (อย่างน้อยราว 4–6 สัปดาห์) | ให้ต่อเนื่องได้ตามแผน โดยเฝ้าความดัน โปรตีนในปัสสาวะ และเลือดออก |
| ตับกับจำนวนรอบยา | ทีมมักพยายามผ่าตัดทันทีที่ตัดได้ ไม่ให้ยายาวเกินจำเป็น (ยาหลายรอบเพิ่มการบาดเจ็บของตับ) | ให้ต่อจนโรคลุกลามหรือผลข้างเคียงรับไม่ได้ พร้อมเฝ้าค่าตับทุกรอบ |
| ผลลัพธ์ตามจริงที่พบบ่อย | ส่วนน้อยในสูตรที่ 2 ร่วมเยื่อบุช่องท้องได้ผ่าตัด; ผู้ที่ได้ผ่าตัดหมดบางรายโรคสงบนาน แต่กลับเป็นซ้ำได้บ่อย | คุมโรคได้เป็นช่วงเดือนถึงปี แล้วเปลี่ยนสูตรต่อ (มียาสูตรที่ 3 ขึ้นไป) |
สองเจตนานี้ไม่แยกขาด — หลายคนเริ่มด้วยเจตนาควบคุมโรค แล้วเปลี่ยนเป็นเจตนา conversion เมื่อก้อนตอบสนองดีกว่าคาด
กำลังเริ่มยาสูตรใหม่ อาการแบบนี้ต้องรีบแจ้งทีมไหม?
วิเคราะห์ระดับความรุนแรงและรับคำแนะนำเฉพาะบุคคลจาก Advisory team ของเรา
4. เลือกยาอย่างไรหลังดื้อ oxaliplatin: แกน irinotecan + ยาชีวภาพตามผลยีน
คำตอบตรง: เมื่อโรคกลับเร็วหลังยาที่มี oxaliplatin สูตรที่ 2 ที่พบบ่อยคือ FOLFIRI (irinotecan + 5-FU/leucovorin)
ร่วมกับยาต้าน VEGF หรือยาต้าน EGFR เฉพาะเมื่อ RAS/BRAF เป็น wild-type และยังไม่เคยใช้ — ส่วนกลุ่ม BRAF V600E, MSI-H/dMMR และ HER2 amplification มียาตรงกลไก
(รายละเอียดสูตรที่ 2–3 อ่านต่อที่ คู่มือยาสูตรที่ 2 มะเร็งลำไส้ใหญ่)
| สูตร / กลุ่มยา | กลไก | อัตราตอบสนองโดยประมาณ (อ้างอิง) | ข้อควรพิจารณา |
|---|---|---|---|
| FOLFOX + ยาต้าน EGFR (สูตรแรก — ใช้เทียบเท่านั้น) | oxaliplatin สร้างพันธะไขว้ DNA + บล็อกสัญญาณ EGFR | ราว 68% ในสูตรแรก ลามตับอย่างเดียว (CELIM) — ไม่ใช่ตัวเลขของยาสูตรที่ 2 | ถ้าโรคกลับภายใน 6 เดือนหลัง oxaliplatin มักไม่ใช้ซ้ำ; oxaliplatin สัมพันธ์กับตับบาดเจ็บแบบ sinusoidal obstruction (“blue liver”) |
| FOLFIRI + bevacizumab (ให้ต่อข้ามการลุกลาม) | irinotecan ยับยั้ง topoisomerase I + ตัดสัญญาณ VEGF ลดหลอดเลือดใหม่ของก้อน | ราว 5.4% เทียบ 3.9% (ML18147) — จุดเด่นคือยืดการมีชีวิต ไม่ใช่ยุบก้อน | ไม่ขึ้นกับ RAS; หยุด bevacizumab ราว 6 สัปดาห์ก่อนผ่าตัดใหญ่; irinotecan สัมพันธ์กับไขมันพอกตับอักเสบ (steatohepatitis) |
| FOLFIRI + aflibercept | ดักจับ VEGF-A, VEGF-B และ PlGF | ราว 19.8% เทียบ 11.1% (VELOUR) | ความดันสูง โปรตีนรั่วในปัสสาวะ แผลหายช้า — วางจังหวะก่อนผ่าตัดเหมือนยาต้าน VEGF อื่น |
| FOLFIRI + ramucirumab | บล็อกตัวรับ VEGFR-2 | ราว 13.4% เทียบ 12.5% (RAISE) | ประโยชน์หลักคือยืดการมีชีวิต (มัธยฐาน 13.3 เทียบ 11.7 เดือน); ข้อควรระวังคล้ายยาต้าน VEGF |
| FOLFIRI + ยาต้าน EGFR (cetuximab / panitumumab) | บล็อกตัวรับ EGFR บนผิวเซลล์มะเร็ง | ราว 35% เทียบ 10% ในกลุ่ม KRAS wild-type สูตรที่ 2 (Peeters 2010) | ต้อง RAS และ BRAF wild-type และยังไม่เคยได้ยานี้; ก้อนต้นกำเนิดฝั่งซ้ายมักได้ประโยชน์มากกว่า; ผื่นคล้ายสิว — ไม่มีปัญหาแผลผ่าตัดแบบยาต้าน VEGF |
| encorafenib + ยาต้าน EGFR (BRAF V600E) | บล็อก BRAF และ EGFR พร้อมกัน กันการกระตุ้นย้อนกลับ | ราว 20% เทียบ 2% ในกลุ่มควบคุม (BEACON) | BRAF V600E พบราว 8–10% และมักดุกว่า — ทีมมักระวังการผ่าตัดใหญ่จนกว่าจะเห็นการตอบสนองชัด |
| ยาภูมิคุ้มกันบำบัด (MSI-H / dMMR) | ปลดเบรก PD-1 (± CTLA-4) ให้ภูมิคุ้มกันจดจำเซลล์ที่มี neoantigen มาก | ราว 44% ในสูตรแรก (KEYNOTE-177, pembrolizumab) | พบราว 4–5% ในระยะแพร่กระจาย; ถ้ายังไม่เคยตรวจ MSI/MMR ควรถามทีม เพราะเปลี่ยนแผนได้มาก |
| ยามุ่งเป้า HER2 (HER2 amplification) | บล็อกสัญญาณ HER2 (เช่น trastuzumab + tucatinib หรือ trastuzumab deruxtecan) | ข้อมูลส่วนใหญ่จากงานวิจัยระยะที่ 2 ตัวเลขต่างกันตามการศึกษา | พบราว 2–5% มักในกลุ่ม RAS wild-type; ความพร้อมของยาและสิทธิการรักษาต่างกันตามหน่วยบริการ |
ตัวเลขเป็นอัตราตอบสนองของกลุ่มในงานวิจัยที่มีเกณฑ์คัดเลือกต่างกัน เทียบข้ามการศึกษาโดยตรงไม่ได้ — ใช้เพื่อเข้าใจภาพรวม ไม่ใช่ทำนายรายบุคคล
ก่อนเริ่มสูตรใหม่ ควรรู้ผลอะไร
- RAS (KRAS/NRAS) และ BRAF V600E — ตัดสินว่าใช้ยาต้าน EGFR ได้หรือไม่ และมีทางเลือก encorafenib หรือไม่
- MSI / MMR — ถ้า MSI-H/dMMR ยาภูมิคุ้มกันบำบัดอาจเปลี่ยนเส้นทางทั้งหมด
- HER2 amplification — ตัวเลือกเพิ่มในกลุ่ม RAS wild-type
- ตำแหน่งก้อนต้นกำเนิด (ฝั่งซ้าย/ขวา) และยาที่เคยได้ทั้งหมด — ทีมใช้ร่วมกันเลือกยาชีวภาพ
และเริ่มใหม่หลังแผลหายดี — จังหวะนี้เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทีมต้องวางแผนยาและผ่าตัดไปพร้อมกัน
5. ประเมินเยื่อบุช่องท้อง: คะแนน PCI, ข้อจำกัดของภาพถ่าย, การส่องกล้อง และ CRS ± HIPEC
คำตอบตรง: ทีมวัดปริมาณโรคในช่องท้องด้วย Peritoneal Cancer Index (PCI) — ยิ่งคะแนนต่ำและเลาะได้หมด โอกาสได้ประโยชน์จากการผ่าตัดเลาะก้อนในช่องท้อง (CRS) ยิ่งสูง
ส่วนการเติม HIPEC ด้วย oxaliplatin ไม่ได้เพิ่มการมีชีวิตในการศึกษาแบบสุ่ม PRODIGE 7
(Quénet F, Lancet Oncol 2021)
คะแนน PCI คืออะไร
- แบ่งช่องท้องเป็น 13 บริเวณ (9 บริเวณของช่องท้อง + 4 ส่วนของลำไส้เล็ก) ให้คะแนนขนาดก้อนใหญ่สุดในแต่ละบริเวณ 0–3
- 0 = ไม่พบ · 1 = ≤0.5 ซม. · 2 = ≤5 ซม. · 3 = >5 ซม. หรือรวมเป็นแผ่น → คะแนนรวม 0–39
(Jacquet P, Sugarbaker PH 1996) - ในมะเร็งลำไส้ใหญ่ หลายศูนย์พิจารณา CRS เมื่อ PCI ต่ำ (มักไม่เกินราว 15–20) และคาดว่าเลาะได้หมด (CC-0); การศึกษา PRODIGE 7 รับเฉพาะ PCI ≤25
- การกระจายที่ลำไส้เล็กและขั้วลำไส้มักเป็นตัวตัดสิน แม้คะแนนรวมไม่สูง เพราะเลาะออกได้ยาก
ทำไม CT / MRI / PET-CT อาจประเมินต่ำกว่าจริง
- CT มักมองไม่เห็นก้อนเล็กกว่าราว 5 มม. และประเมิน PCI ต่ำกว่าที่พบในการผ่าตัดบ่อย
(PubMed — CT vs surgical PCI) - MRI แบบ diffusion-weighted ช่วยได้มากขึ้นในศูนย์ที่มีรังสีแพทย์เชี่ยวชาญ
- PET-CT ช่วยหาโรคนอกช่องท้อง แต่ไวน้อยต่อก้อนเล็กและมะเร็งชนิดสร้างเมือก (mucinous)
การส่องกล้องดูในช่องท้อง (diagnostic laparoscopy)
ก่อนผ่าตัดใหญ่ บางศูนย์ส่องกล้องเพื่อนับ PCI โดยตรงและดูลำไส้เล็ก — ช่วยเลี่ยงการเปิดท้องแล้วพบว่าเลาะไม่ได้
แต่ผู้ที่เคยผ่าตัดเปิดหน้าท้องมาก่อนอาจมีพังผืดที่ทำให้ส่องดูได้ไม่ครบ ทีมจะเลือกวิธีตามเคส
CRS ± HIPEC: หลักฐานตามจริง
- การศึกษาแบบสุ่มของ Verwaal: CRS + HIPEC ร่วมเคมีบำบัดทั้งระบบ มัธยฐานการมีชีวิต 22.3 เทียบ 12.6 เดือนเมื่อเทียบกับเคมีบำบัดทั้งระบบ + ผ่าตัดบรรเทา (ยุคก่อนยาชีวภาพ)
(Verwaal VJ, J Clin Oncol 2003) - PRODIGE 7 (265 ราย, PCI ≤25): CRS + HIPEC ด้วย oxaliplatin 30 นาที มัธยฐานการมีชีวิต 41.7 เดือน เทียบ CRS อย่างเดียว 41.2 เดือน —
ไม่ต่างกัน แต่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงระยะ 60 วันสูงกว่า (ราว 26% เทียบ 15%) - ข้อสรุปปัจจุบัน: CRS ที่เลาะได้หมดในผู้ที่โรคในช่องท้องจำกัด ทำโดยศูนย์ที่มีประสบการณ์ เป็นทางเลือกที่มีบทบาท;
HIPEC (สูตรยาอื่น เช่น mitomycin C) ยังเป็นประเด็นที่ศูนย์ต่าง ๆ ใช้ต่างกันหรือทำในงานวิจัย
ผ่าตัดตับร่วมเยื่อบุช่องท้องในคราวเดียว — ใครอาจเข้าเกณฑ์
- PCI ต่ำ (หลายศูนย์ใช้คร่าว ๆ ไม่เกินราว 10–15 เมื่อมีโรคตับร่วม) และเลาะได้หมด
- ก้อนตับจำนวนน้อย (มักไม่เกินราว 3 ก้อน) ที่ตัดหรือจี้ได้หมดโดยเหลือเนื้อตับพอ
- โรคตอบสนองหรือคงที่ต่อยาทั้งระบบ ไม่มีรอยโรคใหม่ระหว่างให้ยา และไม่มีโรคนอกช่องท้องที่คุมไม่ได้
- ร่างกายแข็งแรงพอสำหรับการผ่าตัดที่ใช้เวลานานและพักฟื้นหลายสัปดาห์
6. ดูแลตับและร่างกายระหว่างยา: ตับบาดเจ็บจากคีโม โปรตีน และเรื่องสมุนไพร
คำตอบตรง: เคมีบำบัดบางตัวทำให้เนื้อตับบาดเจ็บได้ — oxaliplatin สัมพันธ์กับ sinusoidal obstruction (“blue liver”)
และ irinotecan สัมพันธ์กับ steatohepatitis ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงเมื่อตัดตับ ทีมจึงเฝ้าค่าตับทุกรอบและพยายามไม่ให้ยาก่อนผ่าตัดยาวเกินจำเป็น
(Karoui M, Ann Surg 2006)
ตับบาดเจ็บจากคีโม (chemotherapy-associated liver injury)
- oxaliplatin → sinusoidal obstruction syndrome — หลอดเลือดฝอยในตับคั่ง ตับดูสีม่วงน้ำเงินเวลาผ่าตัด พบได้ราวครึ่งหนึ่งของผู้ได้ oxaliplatin ในบางซีรีส์
(Rubbia-Brandt L, Ann Oncol 2004) - irinotecan → steatohepatitis — พบมากขึ้นในผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือไขมันพอกตับเดิม และสัมพันธ์กับภาวะแทรกซ้อนหลังตัดตับ
(Vauthey JN, J Clin Oncol 2006) - จำนวนรอบก่อนผ่าตัด — ผู้ที่ได้ยาก่อนตัดตับมากกว่าราว 6 รอบมีภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดมากขึ้น ทีมจึงนัดประเมินผ่าตัดทันทีที่ก้อนตอบสนองพอ (ทีมเป็นผู้ตัดสินจำนวนรอบ)
- ค่าที่มักตรวจก่อนแต่ละรอบ: bilirubin, AST/ALT, ALP, albumin, เกล็ดเลือด และ CBC — irinotecan ต้องปรับหรือเลื่อนเมื่อ bilirubin สูง
โภชนาการ: เป้าหมายที่มีตัวเลข
- โปรตีนประมาณ 1.0–1.5 กรัม/กก./วัน ถ้าไตปกติ (น้ำหนัก 55 กก. ≈ 55–80 กรัม/วัน) และพลังงานราว 25–30 กิโลแคลอรี/กก./วัน ตามแนวทาง ESPEN
(Arends J, Clin Nutr 2017) - การกินอาหารปรุงสุกสะอาดที่ทำอยู่แล้วเป็นพื้นฐานที่ดี — ช่วงเม็ดเลือดขาวต่ำเลี่ยงของดิบ ของหมักดอง และอาหารค้างคืน
- ชั่งน้ำหนักทุกสัปดาห์ น้ำหนักลด ≥5% ใน 1–3 เดือน หรือกินได้น้อยกว่าครึ่งนานเกิน 1 สัปดาห์ แจ้งทีมเพื่อพบนักโภชนาการ
(ดู คู่มือโภชนาการและภาวะผอมหนังหุ้มกระดูกในมะเร็งลำไส้ใหญ่) - ถ้าท้องอืดง่ายจากโรคในช่องท้อง กินมื้อเล็กบ่อย 5–6 มื้อ เคี้ยวละเอียด ลดอาหารกากใยหยาบมาก ๆ ตามคำแนะนำทีม
- งดแอลกอฮอล์ — เพิ่มภาระตับโดยตรง
สมุนไพร “ล้างพิษตับ / บำรุงตับ” — สิ่งที่ควรรู้
- ยังไม่มีหลักฐานว่าสมุนไพรหรืออาหารใด “ซ่อม” หรือ “ล้างพิษ” ตับจนช่วยคุมมะเร็งได้ — อาหารที่ดีช่วยให้ร่างกายรับยาได้ แต่ไม่ได้รักษาตับโดยตรง
- บางชนิดทำร้ายตับเอง เช่น สารสกัดชาเขียวขนาดสูง และมีรายงานตับอักเสบจากอาหารเสริมขมิ้นชันชนิดสกัดเข้มข้น
- บางชนิดรบกวนระดับยา เช่น St John’s wort เร่งการทำลาย irinotecan ทำให้ระดับยาที่ออกฤทธิ์ลดลง
- แจ้งทีมทุกครั้งเกี่ยวกับสมุนไพร วิตามิน และอาหารเสริมทุกชนิด — รวมถึงของที่ญาติหรือคนรู้จักนำมาให้
แผนรับมือผลข้างเคียงของสูตรใหม่
- irinotecan ระยะเฉียบพลัน (ภายใน 24 ชม.): เหงื่อออก น้ำลายมาก ปวดบิด ท้องเสีย — แจ้งพยาบาลขณะให้ยา ทีมมียาแก้ (เช่น atropine)
- irinotecan ระยะหลัง (มักวันที่ 3–10): ท้องเสีย — เริ่ม loperamide ตามแผนที่ทีมให้ จิบน้ำเกลือแร่ และโทรหาทีมถ้าไม่ดีขึ้นภายใน 24 ชม. หรือมีไข้
- บางโรงพยาบาลตรวจยีน UGT1A1 ก่อนให้ irinotecan เพราะบางรูปแบบ (พบได้ในคนเอเชีย) เพิ่มความเสี่ยงท้องเสียและเม็ดเลือดขาวต่ำ
- ยาต้าน VEGF: วัดความดันที่บ้าน ตรวจโปรตีนในปัสสาวะตามนัด แจ้งเลือดกำเดาหรือแผลหายช้า
- ยาต้าน EGFR: ผื่นคล้ายสิว ผิวแห้ง เล็บอักเสบ — ทาครีมกันแดดและมอยส์เจอไรเซอร์ตั้งแต่วันแรก
7. คุยกับทีมสหสาขา (MDT) อย่างไรให้ได้คำตอบที่ใช้ตัดสินใจได้
คำตอบตรง: การตัดสินใจผ่าตัดตับร่วมเยื่อบุช่องท้องควรมาจากที่ประชุมสหสาขาที่มีศัลยแพทย์ตับ-ทางเดินน้ำดี ศัลยแพทย์เยื่อบุช่องท้อง แพทย์มะเร็ง และรังสีแพทย์
โรงพยาบาลบ้านมักให้ยาต่อได้ ขณะที่ศูนย์ส่งต่อระดับมหาวิทยาลัยช่วยประเมินผ่าตัดซ้ำเมื่อภาพถ่ายตอบสนอง — สองที่ทำงานคู่กันได้
คำถามที่ควรเตรียมไป
- อะไรคือเหตุผลหลักที่ยังผ่าไม่ได้ตอนนี้ — จำนวน/ตำแหน่งก้อนตับ เนื้อตับที่จะเหลือ หรือปริมาณโรคในช่องท้อง (PCI ประมาณเท่าไร)?
- ถ้าก้อนตอบสนองแบบไหน ทีมจะกลับมาพิจารณาผ่าตัดหรือจี้ก้อนตับ?
- จะถ่ายภาพซ้ำเมื่อไร (หลังกี่รอบ) และส่งภาพกลับไปให้ศูนย์ศัลยกรรมดูอย่างไร?
- ผล RAS, BRAF, MSI/MMR และ HER2 ของเราเป็นอย่างไร ถ้ายังไม่ตรวจ ตรวจจากชิ้นเนื้อเดิมได้ไหม?
- ถ้าใช้ยาต้าน VEGF จะวางจังหวะหยุดยาอย่างไรหากมีโอกาสผ่าตัด?
- ควรส่องกล้องดูในช่องท้องหรือทำ MRI ตับเพิ่มหรือไม่?
- มีงานวิจัยทางคลินิกที่เข้าร่วมได้ไหม และยาแต่ละตัวอยู่ในสิทธิการรักษาของเราหรือไม่?
ศูนย์ส่งต่อและความเห็นที่สอง
- ศูนย์ที่มีทีมศัลยกรรมตับ-ทางเดินน้ำดีและเยื่อบุช่องท้องมักอยู่ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยหรือโรงพยาบาลศูนย์ระดับตติยภูมิ — เช่น โรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นตัวอย่างหนึ่งของศูนย์ส่งต่อระดับมหาวิทยาลัย
- การขอความเห็นที่สอง (second opinion) เป็นเรื่องปกติและไม่ใช่การไม่ไว้ใจทีมเดิม — นำภาพ CT/MRI (ไฟล์) ผลชิ้นเนื้อ ผลยีน และสรุปยาที่เคยได้ไปด้วย
- ขั้นตอนเอกสารส่งต่อและสิทธิ ดูได้ใน คู่มือมะเร็งลำไส้ลามตับผ่าตัดไม่ได้ และ คู่มือค่าใช้จ่ายสิทธิบัตรทอง
8. เมื่อสู้มา 15 รอบแล้วโรคกลับมาใน 3 เดือน — ความรู้สึกแบบนี้ปกติ และมีทางพยุงใจ
คำตอบตรง: ความผิดหวัง โกรธ หรือหมดแรงหลังรู้ว่าโรคกลับมาเร็ว เป็นปฏิกิริยาปกติของคนที่ทุ่มเทมาเต็มที่ ไม่ใช่ความอ่อนแอ
ไม่ต้องฝืนคิดบวกตลอดเวลา — การยอมรับความรู้สึกพร้อมขอความช่วยเหลือ ทำให้เดินต่อได้ยาวกว่า
- ขอประเมินความเครียดด้วย distress thermometer (0–10) — คะแนน ≥4 มักเป็นจุดที่แนวทางแนะนำให้พบทีม psycho-oncology หรือนักจิตวิทยา
- คุยเรื่องเป้าหมายกับทีมได้ตรง ๆ — อยากได้อะไรจากการรักษาช่วงนี้ อะไรสำคัญที่สุดในชีวิตประจำวัน
- พาคนใกล้ชิดไปนัด ช่วยจดคำตอบและถามแทนเมื่อสมองตื้อ
- ผู้ดูแลก็เหนื่อยได้ — แบ่งเวรและพักผ่อน ดู คู่มือผู้ดูแลเมื่อมะเร็งลามปอด ตับ กระดูก
- นอนไม่หลับหรือหมดความสนใจทุกอย่างเกิน 2 สัปดาห์ หรือมีความคิดทำร้ายตัวเอง — แจ้งทีมหรือโทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ทันที
กลไกทางวิทยาศาสตร์ (สังเคราะห์โดยผู้เขียน)
สังเคราะห์โดย
ผศ.ดร.นรวิชญ์ ราษฎร์พิบูลย์:
เซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่แพร่ไปตับผ่านหลอดเลือดดำพอร์ทัล (เลือดจากลำไส้ไหลเข้าตับก่อน) และแพร่ไปเยื่อบุช่องท้องโดยหลุดจากผิวก้อนลงในช่องท้อง
แล้วเกาะตามผิวเยื่อบุ รังไข่ และขั้วลำไส้ — สองเส้นทางนี้ต่างกัน จึงตอบสนองต่อยาต่างกัน
ก้อนที่เยื่อบุช่องท้องและรังไข่มีเลือดเลี้ยงน้อยและมีเนื้อเยื่อพังผืดหนา ยาทางหลอดเลือดจึงเข้าถึงได้จำกัด ทำให้ยุบยากกว่าก้อนตับ
การกลับเป็นซ้ำเร็วหลัง oxaliplatin สะท้อนเซลล์กลุ่มที่เพิ่มการซ่อม DNA หรือกำจัดยาออกได้ดี (clonal selection)
การเปลี่ยนเป็น irinotecan ซึ่งเปลี่ยนเป็น SN-38 แล้วยับยั้ง topoisomerase I จึงโจมตีจุดอ่อนต่างกลไก
ขณะที่ยาต้าน VEGF ลดหลอดเลือดใหม่ของก้อน และยาต้าน EGFR ได้ผลเฉพาะเมื่อสัญญาณปลายทาง RAS/BRAF ยังปกติ
ในทางตรงข้าม ยาเดียวกันก็กระทบเซลล์ตับ — oxaliplatin ทำลายเซลล์บุผนังหลอดเลือดฝอยตับ (sinusoidal obstruction) ส่วน irinotecan ส่งเสริมไขมันพอกและการอักเสบ (steatohepatitis)
ศัลยแพทย์จึงต้องชั่งระหว่าง “ยุบก้อนพอ” กับ “เนื้อตับที่เหลือยังดีพอ” — นี่คือเหตุผลที่การวางแผน conversion ต้องทำเป็นทีมและมีจังหวะเวลา
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
มะเร็งลำไส้ใหญ่ลามทั้งตับและเยื่อบุช่องท้อง ยังรักษาได้ไหม?
ยังรักษาได้ — โรคระยะนี้มียาทั้งระบบหลายลำดับที่ช่วยคุมโรค ยืดชีวิต และรักษาคุณภาพชีวิต เป้าหมายหลักตามจริงคือควบคุมโรค ส่วนการผ่าตัดหรือการรักษาเฉพาะที่จะถูกพิจารณาซ้ำเมื่อก้อนตอบสนองดี โดยทีมสหสาขาที่มีศัลยแพทย์ตับและเยื่อบุช่องท้อง การมีโรคที่เยื่อบุช่องท้องร่วมด้วยทำให้โอกาสผ่าตัดได้หมดน้อยกว่าลามตับอย่างเดียว แต่ไม่ได้แปลว่าไม่มีทางเลือก
หมอบอกว่ายังผ่าไม่ได้ แปลว่าจะไม่มีวันผ่าได้ใช่ไหม?
ไม่จำเป็น — คำว่ายังผ่าไม่ได้ (not resectable yet) มักหมายถึงตอนนี้ยังตัดก้อนออกให้หมดอย่างปลอดภัยไม่ได้ เช่น ก้อนตับมากหรืออยู่ชิดหลอดเลือดใหญ่ เนื้อตับที่จะเหลือไม่พอ หรือโรคในช่องท้องกระจายมาก ทีมจึงให้ยาทั้งระบบก่อน แล้วถ่ายภาพซ้ำทุกประมาณ 2–3 เดือน ถ้าก้อนยุบและไม่มีรอยโรคใหม่ ทีมอาจนำเคสกลับเข้าที่ประชุมสหสาขาเพื่อประเมินผ่าตัดหรือการรักษาเฉพาะที่อีกครั้ง แต่ไม่มีใครรับประกันผลได้ล่วงหน้า
Conversion therapy มีโอกาสทำให้ผ่าตัดได้กี่เปอร์เซ็นต์?
ขึ้นกับสถานการณ์มาก ตัวเลขอัตราตอบสนองราว 60–70% ที่มักถูกอ้างถึงมาจากยาสูตรแรก (first-line) ในโรคที่จำกัดอยู่ที่ตับ เช่น การศึกษา CELIM แต่ในยาสูตรที่ 2 หลังโรคกลับเร็ว งานวิจัยรายงานอัตราตอบสนองโดยรวมราว 5–35% ตามสูตรยาและผลยีน และเมื่อมีโรคที่เยื่อบุช่องท้องร่วมด้วย โอกาสได้ผ่าตัดยิ่งน้อยลง เป้าหมายหลักจึงเป็นการคุมโรค และหากก้อนตอบสนองดีจึงประเมินผ่าตัดซ้ำ
เคยทนคีโม 15 รอบได้ดี สูตรใหม่จะได้ผลดีเหมือนกันไหม?
การทนยาได้ดีเป็นข้อดีจริง เพราะช่วยให้ได้ยาตรงรอบและได้ขนาดยาตามแผน แต่การทนยาไม่ได้บอกว่าก้อนจะตอบสนองต่อยาสูตรใหม่มากน้อยแค่ไหน สิ่งที่บอกได้คือภาพ CT หรือ MRI หลังให้ยาราว 2–3 เดือน ร่วมกับค่า CEA และอาการ นอกจากนี้ oxaliplatin 15 รอบอาจทิ้งอาการชาปลายมือปลายเท้าไว้ ควรแจ้งทีมเพื่อประกอบการเลือกยา
ทำไมโรคกลับมาหลังหยุดยาแค่ 3 เดือน?
การกลับเป็นซ้ำภายในราว 6 เดือนหลังยาที่มี oxaliplatin บ่งว่าเซลล์มะเร็งบางกลุ่มดื้อต่อกลไกของยานั้นตั้งแต่แรกหรือปรับตัวระหว่างให้ยา และมักสะท้อนชีววิทยาของโรคที่ค่อนข้างดุ ไม่ได้แปลว่าผู้ป่วยหรือทีมทำอะไรผิด ผลในทางปฏิบัติคือทีมมักเปลี่ยนไปใช้ยาแกนต่างกลไก เช่น irinotecan (FOLFIRI) ร่วมกับยาชีวภาพตามผลยีน และมักให้เวลาดูการตอบสนองก่อนตัดสินใจผ่าตัดใหญ่
ต้องทำ HIPEC ไหม?
ไม่ใช่ทุกคน สำหรับมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่ลามเยื่อบุช่องท้อง การศึกษาแบบสุ่ม PRODIGE 7 พบว่าการเติม HIPEC ด้วย oxaliplatin หลังผ่าตัดเลาะก้อนในช่องท้อง (CRS) ไม่ได้เพิ่มการมีชีวิตเมื่อเทียบกับ CRS อย่างเดียว (มัธยฐาน 41.7 เทียบ 41.2 เดือน) แต่มีภาวะแทรกซ้อนระยะหลังมากกว่า ส่วนการทำ CRS เองอาจพิจารณาในผู้ที่โรคในช่องท้องจำกัด คะแนน PCI ต่ำ และเลาะได้หมด ที่ศูนย์ที่มีประสบการณ์ ควรถามทีมว่าเคสของเราเข้าเกณฑ์หรือไม่
กินสมุนไพรหรืออาหารเสริมบำรุงตับได้ไหม?
ไม่แนะนำให้เริ่มเอง สมุนไพรหรือสารสกัดที่โฆษณาว่าล้างพิษหรือบำรุงตับยังไม่มีหลักฐานว่าช่วยคุมมะเร็งหรือฟื้นตับระหว่างคีโม และบางชนิดทำร้ายตับได้ เช่น สารสกัดชาเขียวขนาดสูง หรือมีปฏิกิริยากับยา เช่น St John’s wort ลดระดับยา irinotecan สิ่งที่ช่วยตับได้จริงกว่าคือกินโปรตีนให้พอ อาหารปรุงสุกสะอาด งดแอลกอฮอล์ และแจ้งทีมทุกครั้งเกี่ยวกับสมุนไพร วิตามิน และอาหารเสริมทุกชนิด
จะรู้ได้อย่างไรว่าถึงเวลาที่ผ่าตัดได้แล้ว?
ทีมมักดูหลายอย่างพร้อมกัน ได้แก่ ก้อนตับยุบลงและไม่มีรอยโรคใหม่ใน CT หรือ MRI ที่ทำซ้ำทุกประมาณ 2–3 เดือน เนื้อตับที่จะเหลือหลังผ่าตัดพอ (มักอย่างน้อยราว 20–30% ของตับ) โรคในช่องท้องจำกัดพอที่จะเลาะได้หมด ซึ่งอาจต้องยืนยันด้วยการส่องกล้องดูในช่องท้อง ค่า CEA มีแนวโน้มลดลง และร่างกายแข็งแรงพอ เมื่อครบ ทีมจะนำเคสเข้าที่ประชุมสหสาขาเพื่อวางแผนร่วมกัน
E-E-A-T และการอ้างอิงวิชาการ
เรียบเรียงโดย ผศ.ดร.นรวิชญ์ ราษฎร์พิบูลย์ (Asst. Prof. Dr. Norawit Raatpiboon) — สังเคราะห์จากแนวทาง ESMO / NCCN / ESPEN และงานวิจัยแบบสุ่มบน PubMed
- Cervantes A, et al. Metastatic colorectal cancer: ESMO Clinical Practice Guideline. Ann Oncol 2023 (PMID 36307056)
- NCCN Clinical Practice Guidelines — Colon Cancer
- Quénet F, et al. CRS plus HIPEC vs CRS alone for colorectal peritoneal metastases (PRODIGE 7). Lancet Oncol 2021 (PMID 33476595)
- Verwaal VJ, et al. Cytoreduction and HIPEC vs systemic chemotherapy and palliative surgery. J Clin Oncol 2003 (PMID 14551293)
- Jacquet P, Sugarbaker PH. Diagnosis and staging of peritoneal carcinomatosis — Peritoneal Cancer Index. Cancer Treat Res 1996 (PMID 8849962)
- Franko J, et al. Prognosis of peritoneal metastatic colorectal cancer given systemic therapy (ARCAD). Lancet Oncol 2016 (PMID 27743922)
- Folprecht G, et al. Tumour response and secondary resectability with cetuximab (CELIM). Lancet Oncol 2010 (PMID 19942479)
- Bennouna J, et al. Continuation of bevacizumab after first progression (ML18147). Lancet Oncol 2013 (PMID 23168366)
- Van Cutsem E, et al. Aflibercept + FOLFIRI (VELOUR). J Clin Oncol 2012 (PMID 22949147)
- Tabernero J, et al. Ramucirumab + second-line FOLFIRI (RAISE). Lancet Oncol 2015 (PMID 25877855)
- Peeters M, et al. Panitumumab + FOLFIRI vs FOLFIRI as second-line treatment. J Clin Oncol 2010 (PMID 20921462)
- Kopetz S, et al. Encorafenib, binimetinib, and cetuximab in BRAF V600E mCRC (BEACON). N Engl J Med 2019 (PMID 31566309)
- André T, et al. Pembrolizumab in MSI-H advanced colorectal cancer (KEYNOTE-177). N Engl J Med 2020 (PMID 33264544)
- Karoui M, et al. Influence of preoperative chemotherapy on the risk of major hepatectomy for colorectal liver metastases. Ann Surg 2006 (PMID 16371728)
- PubMed — Rubbia-Brandt L, et al. Sinusoidal obstruction with oxaliplatin-based chemotherapy. Ann Oncol 2004 (search)
- PubMed — Vauthey JN, et al. Chemotherapy regimen predicts steatohepatitis. J Clin Oncol 2006 (search)
- PubMed — Adam R, et al. Rescue surgery for unresectable colorectal liver metastases downstaged by chemotherapy. Ann Surg 2004 (search)
- Arends J, et al. ESPEN guidelines on nutrition in cancer patients. Clin Nutr 2017 (PMID 27637832)
- Muscaritoli M, et al. ESPEN practical guideline: Clinical Nutrition in cancer. Clin Nutr 2021 (PMID 33946039)
ข้อจำกัดความรับผิดชอบทางการแพทย์ (Medical Disclaimer)
เนื้อหานี้ให้ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะแพร่กระจายที่ตับและเยื่อบุช่องท้อง ยาสูตรที่ 2 การผ่าตัด CRS ± HIPEC และการดูแลตับระหว่างเคมีบำบัด —
ไม่ใช่คำวินิจฉัย คำสั่งยา หรือคำรับประกันว่าจะผ่าตัดได้หรือหายขาด ตัวเลขจากงานวิจัยเป็นค่าของกลุ่มผู้ป่วยที่มีเกณฑ์คัดเลือกเฉพาะ
การเลือกยา การตรวจชีวเครื่องหมาย และการผ่าตัดขึ้นกับการประเมินของแพทย์เจ้าของไข้และทีมสหสาขา สิทธิการรักษาและรายการยาที่ครอบคลุมอาจแตกต่างตามหน่วยบริการ
หากมีอาการฉุกเฉิน ให้ไปห้องฉุกเฉินหรือโทร 1669 ทันที