หมวด: มะเร็งนรีเวช · มะเร็งปากมดลูก · โภชนาการผู้ป่วยมะเร็ง · การเตรียมผ่าตัด
มะเร็งปากมดลูกระยะ 3 น้ำหนักลดเร็ว: ทำไมผอมลงเร็ว ทำไมบางคนยังให้คีโมไม่ได้ การผ่าตัดใหญ่ในอุ้งเชิงกรานใช้เมื่อไร และ 4 แนวทางโภชนาการเตรียมร่างกาย
AI Overview / คำตอบด่วน (BLUF)
น้ำหนักที่ลดเร็วในมะเร็งปากมดลูกระยะลุกลามมักเกิดจากภาวะ cachexia ที่สารอักเสบจากมะเร็งกดความอยากอาหารและสลายกล้ามเนื้อ การรักษามาตรฐานของระยะ 3 คือฉายแสงร่วมกับยาเคมีบำบัด ส่วนการผ่าตัดใหญ่ในอุ้งเชิงกรานใช้ในผู้ป่วยที่คัดเลือก การเสริมพลังงานและโปรตีนตั้งแต่เนิ่นๆ ช่วยให้ร่างกายพร้อมรับการรักษามากขึ้น
มะเร็งปากมดลูก (MedlinePlus, NIH) ·
ระยะ 3 คืออะไร · ทำไมน้ำหนักลดเร็ว · ทำไมยังให้คีโมไม่ได้ · การผ่าตัดใหญ่ในอุ้งเชิงกราน · เป้าหมายพลังงานโปรตีน · ยาเพิ่มความอยากอาหาร
·
อาการที่ต้องรีบไปโรงพยาบาล ·
ระยะ 3 คืออะไร ·
ทำไมน้ำหนักลด ·
คีโมและการผ่าตัดใหญ่ ·
4 แนวทางโภชนาการ ·
คำถามที่พบบ่อย
หมายเหตุ: คำว่า “ผ่าตัดเปลี่ยนเครื่องใน” เป็นคำเรียกทั่วไป อาจหมายถึงการผ่าตัดได้หลายแบบ ควรถามแพทย์เจ้าของไข้ว่าจะผ่าตัดอวัยวะใด และเป้าหมายของการผ่าตัดคืออะไร
เรื่องจากสมาชิก: ระยะ 3 น้ำหนักจาก 47 เหลือ 39 กิโลกรัม และแพทย์ยังไม่ให้คีโม
สมาชิกท่านหนึ่งเล่าว่าตอนแรกรู้สึกสดใสดี จนตรวจพบมะเร็งปากมดลูกระยะ 3 แพทย์ยังไม่ให้ยาเคมีบำบัดเพราะกังวลว่าร่างกายจะรับไม่ไหว
และแนะนำการผ่าตัดใหญ่ที่เธอเรียกว่า “ผ่าตัดเปลี่ยนเครื่องใน” เธอเบื่ออาหารมาก น้ำหนักลดจาก 47 เหลือ 39 กิโลกรัม แต่ยังบอกทุกคนว่ากำลังสู้อยู่
บทความนี้ไม่ได้วินิจฉัยท่านใด แต่ตอบคำถามที่ผู้ป่วยและครอบครัวมักสงสัย: ทำไมน้ำหนักลดเร็วขนาดนี้
ทำไมแพทย์อาจเลื่อนยาเคมีบำบัด การผ่าตัดใหญ่ในอุ้งเชิงกรานเหมาะกับใคร และ จะเตรียมร่างกายด้วยอาหารอย่างไร โดยอ้างอิงงานวิจัยในฐานข้อมูล PubMed
อาการที่ต้องรีบไปโรงพยาบาล (Red Flags)
- เลือดออกทางช่องคลอดมาก จนชุ่มผ้าอนามัยทุกชั่วโมง หรือหน้ามืด ใจสั่น เป็นลม
- ไข้ 38 องศาขึ้นไป หรือหนาวสั่น โดยเฉพาะผู้ที่เพิ่งได้ยาเคมีบำบัดหรือใส่สายระบายปัสสาวะ
- ปัสสาวะออกน้อยมากหรือไม่ออก หรือปวดเอวร่วมกับไข้ อาจเป็นสัญญาณก้อนกดท่อไตหรือไตติดเชื้อ
- มีปัสสาวะหรืออุจจาระออกทางช่องคลอด อาจเป็นรูรั่วระหว่างอวัยวะ
- อาเจียนจนกินดื่มไม่ได้เกิน 24 ชั่วโมง ปากแห้ง ปัสสาวะสีเข้ม
- ท้องอืดมาก ไม่ผายลม ไม่ถ่าย ร่วมกับอาเจียน อาจเป็นลำไส้อุดตัน
- ขาบวมแดงข้างเดียว หรือเจ็บหน้าอกหอบเหนื่อยทันที อาจเป็นลิ่มเลือด ซึ่งพบบ่อยขึ้นในมะเร็งอุ้งเชิงกราน — โทร 1669
- ซึม สับสน หรือปลุกไม่ค่อยตื่น
- ความคิดอยากตาย หรืออยากทำร้ายตัวเอง — โทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323 หรือ 1669 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
หากน้ำหนักยังลดต่อเนื่องเกิน 1 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ หรือกินได้น้อยกว่าครึ่งของปกตินานเกิน 1 สัปดาห์ ให้แจ้งทีมรักษาเพื่อนัดพบนักกำหนดอาหารโดยเร็ว
1. มะเร็งปากมดลูกระยะ 3 คืออะไร และรักษามาตรฐานอย่างไร
ระยะ 3 แบ่งเป็น 3 กลุ่มย่อย
ตามระบบระยะโรคของสหพันธ์สูตินรีเวชนานาชาติ (Bhatla 2021) ระยะ 3 คือมะเร็งที่ลามออกนอกปากมดลูกแต่ยังอยู่ในอุ้งเชิงกราน
ระยะ 3A ลามถึงช่องคลอดส่วนล่าง ระยะ 3B ลามถึงผนังเชิงกราน หรือทำให้ไตบวมน้ำจากก้อนกดท่อไต และระยะ 3C ลามถึงต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกรานหรือข้างเส้นเลือดใหญ่ในช่องท้อง
ระยะ 3 จึงเป็น “ระยะลุกลามเฉพาะที่” ซึ่งยังรักษาโดยมีเป้าหมายควบคุมโรคระยะยาวได้ในผู้ป่วยจำนวนมาก
การรักษามาตรฐานคือฉายแสงร่วมกับยาเคมีบำบัด ไม่ใช่การผ่าตัด
การรักษามาตรฐานของระยะ 3 คือฉายแสงร่วมกับยาเคมีบำบัด (มักเป็น cisplatin สัปดาห์ละครั้ง) ตามด้วยการฝังแร่ งานวิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วยรายบุคคลจาก 18 การศึกษาแบบสุ่ม (CCCMAC 2008)
พบว่าใน 13 การศึกษาที่เทียบกับการฉายแสงอย่างเดียว การเพิ่มยาเคมีบำบัดเพิ่มอัตรารอดชีวิตที่ 5 ปีได้ 6% (HR 0.81)
ส่วนการให้ยาเคมีบำบัดก่อนแล้วผ่าตัด การศึกษาแบบสุ่ม 633 คน (Gupta 2018) พบอัตราปลอดโรคที่ 5 ปี 69.3% เทียบกับ 76.7% ในกลุ่มฉายแสงร่วมยาเคมีบำบัด
แนวทางยุโรปปี 2023 (Cibula 2023) จึงยังให้การฉายแสงร่วมยาเคมีบำบัดและฝังแร่เป็นการรักษาหลักของระยะลุกลามเฉพาะที่
ไตบวมน้ำพบบ่อยในระยะ 3B และเปลี่ยนแผนการรักษาได้
การศึกษาในผู้ป่วยระยะ 3B จำนวน 539 คน (Rose 2010) พบไตบวมน้ำ 44.2% กลุ่มนี้มีสภาพร่างกายแย่กว่า
และการระบายท่อไตที่อุดตัน ซึ่งทำได้ 88% สัมพันธ์กับผลการรักษาที่ดีขึ้น ไตที่ทำงานลดลงเป็นเหตุผลสำคัญที่แพทย์อาจยังไม่ให้ cisplatin จนกว่าจะแก้การอุดตันก่อน
| ระยะ | ขอบเขตของโรค | ผลต่อร่างกายและน้ำหนัก | การรักษาหลัก |
|---|---|---|---|
| ระยะ 1 | อยู่ที่ปากมดลูก | มักไม่มีอาการ น้ำหนักไม่เปลี่ยน | ผ่าตัด หรือฉายแสงร่วมยาเคมีบำบัดเมื่อก้อนใหญ่ |
| ระยะ 2 | ลามเลยปากมดลูก แต่ยังไม่ถึงผนังเชิงกราน | เลือดออก ตกขาว บางคนเริ่มซีด | ฉายแสงร่วมยาเคมีบำบัด และฝังแร่ |
| ระยะ 3 | ช่องคลอดส่วนล่าง ผนังเชิงกราน ไตบวมน้ำ หรือต่อมน้ำเหลือง | ปวด ซีด เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ไตทำงานลดลง | ฉายแสงร่วมยาเคมีบำบัด และฝังแร่ ระบายท่อไตเมื่ออุดตัน |
| ระยะ 4A | ลามถึงกระเพาะปัสสาวะหรือลำไส้ตรง | อาจมีรูรั่ว ติดเชื้อซ้ำ น้ำหนักลดมาก | ฉายแสงร่วมยาเคมีบำบัด บางรายพิจารณาผ่าตัดเลาะอวัยวะในอุ้งเชิงกราน |
| ระยะ 4B | กระจายไปอวัยวะไกล | อ่อนเพลีย cachexia ชัดเจน | ยาเคมีบำบัดหรือยามุ่งเป้า ร่วมกับการดูแลแบบประคับประคอง |
สรุปจาก Bhatla 2021, Cibula 2023 และ Sánchez 2019 แผนจริงขึ้นกับผลตรวจภาพ ชิ้นเนื้อ และสภาพร่างกายของแต่ละคน
2. ทำไมมะเร็งทำให้เบื่ออาหารและน้ำหนักลดเร็ว (Cancer Cachexia)
เกณฑ์สากล: น้ำหนักลดเกิน 5%
ฉันทามติระหว่างประเทศ (Fearon 2011) นิยาม cancer cachexia ว่าเป็นการสูญเสียกล้ามเนื้อต่อเนื่อง ร่วมหรือไม่ร่วมกับการสูญเสียไขมัน
เกณฑ์คือน้ำหนักลดเกิน 5% หรือเกิน 2% ในผู้ที่ดัชนีมวลกายต่ำกว่า 20 อยู่แล้ว น้ำหนักที่ลดจาก 47 เหลือ 39 กิโลกรัม คือลด 8 กิโลกรัม หรือราว 17% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาก
ฉันทามติเดียวกันระบุว่าภาวะนี้ แก้ด้วยการกินเพิ่มอย่างเดียวไม่ได้ทั้งหมด เพราะต้นเหตุคือการอักเสบและการเผาผลาญที่ผิดปกติ ไม่ใช่แค่กินน้อย
สารอักเสบกดความอยากอาหารและสลายกล้ามเนื้อ
ก้อนมะเร็งและเม็ดเลือดขาวรอบก้อนหลั่งสารอักเสบ เช่น IL-6 และ TNF-alpha สารเหล่านี้ไปกดศูนย์ความอยากอาหารในสมอง ทำให้อิ่มเร็วและไม่อยากกิน
พร้อมกันนั้นยังกระตุ้นการสลายโปรตีนในกล้ามเนื้อและไขมัน ในมะเร็งปากมดลูกยังมีปัจจัยเสริม เช่น เลือดออกเรื้อรังจนซีด ปวดอุ้งเชิงกราน และไตบวมน้ำที่ทำให้ของเสียคั่งจนคลื่นไส้
กล้ามเนื้อที่หายไปมีผลต่อการรักษา
การศึกษาในผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกระยะลุกลามเฉพาะที่ 55 คน (Sánchez 2019) พบว่าไม่มีใครขาดสารอาหารชัดเจนตอนวินิจฉัย
แต่เมื่อจบการฉายแสงร่วมยาเคมีบำบัด 69% ขาดสารอาหาร น้ำหนักลดเฉลี่ย 7.4 กิโลกรัม 34.5% มีอัลบูมินต่ำ และผู้ที่เสียกล้ามเนื้อตั้งแต่ 10% ขึ้นไปมีโอกาสโรคกลับเป็นซ้ำสูงขึ้น (HR 2.96)
อีกการศึกษา (Abe 2022) พบภาวะกล้ามเนื้อน้อย 30.1% ก่อนรักษา เพิ่มเป็น 37.3% หลังรักษา และผู้ที่ดัชนีมวลกายต่ำกว่า 18.5 ก่อนรักษามีผลการรักษาแย่กว่า
ข้อมูลนี้อธิบายว่าทำไมทีมรักษาให้ความสำคัญกับการรักษาน้ำหนักและกล้ามเนื้อก่อนเริ่มการรักษาหลัก
3. ทำไมแพทย์อาจยังไม่ให้ยาเคมีบำบัด และการผ่าตัดใหญ่ในอุ้งเชิงกรานใช้เมื่อไร
ความพร้อมก่อนให้ cisplatin
cisplatin ขับออกทางไต และมีผลข้างเคียงต่อไต เม็ดเลือด และทำให้คลื่นไส้มาก แพทย์จึงมักประเมินก่อนให้ยา ได้แก่ ค่าไต ความเข้มข้นของเลือด การติดเชื้อ
และความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน หากผอมมาก ซีด ติดเชื้อ หรือไตบวมน้ำ แพทย์อาจเลือกแก้ปัญหาเหล่านี้ก่อน เช่น ใส่สายระบายท่อไต ให้เลือด ให้ยาฆ่าเชื้อ และเติมสารอาหาร
หรือเลือกฉายแสงโดยไม่ใช้ยาเคมีบำบัดในช่วงแรก การยังไม่ให้ยาเคมีบำบัดไม่ได้แปลว่าหมดทางรักษา แต่เป็นการเลือกลำดับที่ปลอดภัยกว่าสำหรับร่างกายในขณะนั้น
การผ่าตัดเลาะอวัยวะในอุ้งเชิงกรานคืออะไร
การผ่าตัดที่ผู้ป่วยมักเรียกว่า “ผ่าตัดเปลี่ยนเครื่องใน” มักหมายถึง pelvic exenteration คือการเอามดลูก ช่องคลอด และอาจรวมกระเพาะปัสสาวะหรือลำไส้ตรงออก
แล้วทำทางออกใหม่ของปัสสาวะหรืออุจจาระทางหน้าท้อง แนวทางยุโรปปี 2023 (Cibula 2023) ใช้การผ่าตัดนี้ในผู้ป่วยที่คัดเลือก เช่น มะเร็งลามถึงกระเพาะปัสสาวะหรือลำไส้ตรงโดยยังไม่ลามผนังเชิงกราน
หรือมะเร็งกลับเป็นซ้ำตรงกลางอุ้งเชิงกรานหลังฉายแสง เป้าหมายคือเอาก้อนออกทั้งหมดโดยขอบชิ้นเนื้อไม่มีมะเร็ง ไม่ใช่การตัดก้อนออกให้ได้มากที่สุด
ผลลัพธ์และความเสี่ยงของการผ่าตัดใหญ่
งานวิเคราะห์รวม 46 การศึกษา 4,417 คน ส่วนใหญ่เป็นมะเร็งปากมดลูก 3,183 คน (Di Donato 2025) พบอัตราเสียชีวิตภายใน 30 วัน 5.1%
สาเหตุหลักคือการติดเชื้อในกระแสเลือด 27.2% และการที่มะเร็งลามผนังเชิงกรานทำให้อัตรารอดชีวิตลดลงชัดเจน
การทบทวนอีกงาน (Sardain 2015) พบว่าการตรวจภาพก่อนผ่าตัดยังประเมินการลามระดับเล็กได้ไม่แม่นยำ และมีเพียงราวครึ่งหนึ่งที่ได้ขอบชิ้นเนื้อปลอดมะเร็ง
ร่างกายที่ขาดสารอาหารจึงเพิ่มความเสี่ยงแผลแยกและติดเชื้อหลังผ่าตัด นี่คือเหตุผลที่การเตรียมโภชนาการก่อนผ่าตัดสำคัญมาก
บางครั้ง “ผ่าตัดใหญ่” อาจเป็นการผ่าตัดเบี่ยงทาง
ในผู้ที่มีรูรั่วระหว่างช่องคลอดกับกระเพาะปัสสาวะหรือลำไส้ หรือมีท่อไตอุดตัน แพทย์อาจผ่าตัดทำทวารเทียมหรือใส่สายระบายปัสสาวะผ่านผิวหนังเพื่อเบี่ยงทางก่อน
เพื่อลดการติดเชื้อ ให้ไตกลับมาทำงาน และทำให้ร่างกายพร้อมรับการฉายแสงหรือยาเคมีบำบัดต่อ การผ่าตัดแบบนี้ต่างจากการผ่าตัดเลาะอวัยวะออกทั้งหมด
หลังผ่าตัดจะฉายแสงหรือให้ยาเคมีบำบัดต่อไหม · ควรเพิ่มน้ำหนักหรือค่าเลือดถึงระดับไหนก่อนผ่าตัด
ระหว่างรอผ่าตัดหรือรอเริ่มรักษา อาการตอนนี้อยู่ในระดับไหน?
แบบประเมินนี้ช่วยดูว่าอาการระหว่างการรักษามะเร็ง เช่น น้ำหนักลด กินไม่ได้ ไข้ เลือดออก หรือปัสสาวะผิดปกติ เข้ากับรูปแบบที่ควรติดต่อทีมรักษาหรือไม่ อยู่ในระดับไหน และสัญญาณใดที่ไม่ควรรอ
วิเคราะห์ระดับความรุนแรงและรับคำแนะนำเฉพาะบุคคลจาก Advisory team ของเรา
คลิกทำแบบประเมินสัญญาณระหว่างการรักษามะเร็ง (ฟรี)
แบบประเมินช่วยจัดระดับความเร่งด่วนเท่านั้น ไม่ใช่เครื่องมือวินิจฉัยโรค
4. 4 แนวทางโภชนาการและเตรียมร่างกายก่อนผ่าตัดหรือก่อนรักษา
แนวทางที่ 1: ตั้งเป้าพลังงานและโปรตีนเป็นตัวเลข
แนวทาง ESPEN (Muscaritoli 2021) แนะนำพลังงานราว 25–30 กิโลแคลอรีต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน และโปรตีน 1.0–1.5 กรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน
สำหรับผู้ที่หนัก 39 กิโลกรัม เท่ากับพลังงานราว 975–1,170 กิโลแคลอรี และโปรตีนราว 39–58 กรัมต่อวัน
ถ้ากินได้ไม่ถึงเป้า ให้เสริมด้วยอาหารทางการแพทย์ชนิดดื่ม ซึ่งงานวิเคราะห์รวม 13 การศึกษาในมะเร็งนรีเวช (Li 2025) พบว่าช่วยให้ค่าทางโภชนาการดีขึ้น
แม้ภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดโดยรวมยังลดลงไม่ชัดเจน (OR 0.85)
แนวทาง ESPEN ด้านการผ่าตัด (Weimann 2021) แนะนำว่าผู้ที่มีความเสี่ยงทางโภชนาการรุนแรงควรได้รับโภชนบำบัดก่อนผ่าตัดใหญ่ราว 7–14 วัน แม้ต้องเลื่อนผ่าตัดออกไป
หากกินทางปากไม่ได้จริง การให้อาหารทางสายยางเป็นทางเลือกถัดไป ส่วนการให้อาหารทางหลอดเลือดใช้เมื่อทางเดินอาหารใช้งานไม่ได้
แนวทางที่ 2: กินมื้อเล็ก 5–6 มื้อ เน้นอาหารพลังงานสูงที่ย่อยง่าย
เมื่ออิ่มเร็ว การกินมื้อเล็กบ่อยๆ ได้พลังงานรวมมากกว่ามื้อใหญ่ 3 มื้อ เลือกอาหารที่ให้ทั้งโปรตีนและพลังงานในปริมาณน้อย เช่น ไข่ทั้งฟอง ปลา เต้าหู้ นม ข้าวต้มใส่เนื้อสัตว์ และเติมน้ำมันพืชเล็กน้อย
ไม่จำเป็นต้องกินแต่ไข่ขาว เพราะไข่ทั้งฟองให้พลังงานมากกว่า เว้นแต่แพทย์จำกัดไขมัน การงดน้ำตาลหรือข้าวเพื่อ “ไม่ให้มะเร็งโต” ไม่มีหลักฐานว่าช่วย และอาจทำให้น้ำหนักลดต่อ
แนวทาง ASCO (Roeland 2020) แนะนำให้ได้รับคำปรึกษาด้านอาหารจากนักกำหนดอาหาร เพื่อวางแผนร่วมกับผู้ป่วยและผู้ดูแล
แนวทางที่ 3: คุยกับแพทย์เรื่องยาเพิ่มความอยากอาหาร
แนวทาง ASCO ปี 2020 ระบุว่ายังไม่มียาตัวใดเป็นมาตรฐานสำหรับ cachexia แต่ถ้าแพทย์ตัดสินใจลองใช้ยา ทางเลือกคือยากลุ่มโปรเจสเตอโรนสังเคราะห์และสเตียรอยด์ระยะสั้นไม่กี่สัปดาห์
ฉบับปรับปรุงปี 2023 (Roeland 2023) เพิ่ม olanzapine ขนาดต่ำ ตามการศึกษาแบบสุ่ม 124 คน (Sandhya 2023)
ที่พบน้ำหนักเพิ่มเกิน 5% ใน 60% ของกลุ่มที่ได้ยา เทียบกับ 9% ในกลุ่มยาหลอก และความอยากอาหารดีขึ้น 43% เทียบกับ 13%
ยากลุ่มโปรเจสเตอโรน (megestrol acetate) จากการทบทวนของ Cochrane 35 การศึกษา 3,963 คน (Ruiz Garcia 2013) ช่วยเพิ่มความอยากอาหารและน้ำหนักได้เล็กน้อย
แต่พบบวมน้ำ ลิ่มเลือด และการเสียชีวิตมากขึ้น จึงต้องระวังในมะเร็งอุ้งเชิงกรานที่เสี่ยงลิ่มเลือดอยู่แล้ว
ส่วนโอเมก้า-3 งานวิเคราะห์รวม 12 การศึกษา 1,184 คน (Jin 2022) พบว่าโอเมก้า-3 ไม่ได้ช่วยเพิ่มน้ำหนัก แต่คุณภาพชีวิตดีขึ้น
ข้อมูลจาก Sandhya 2023 ในผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะอาหาร ตับอ่อนทางเดินน้ำดี และปอดที่ได้ยาเคมีบำบัด ยังไม่มีการศึกษาเฉพาะมะเร็งปากมดลูก การใช้ยาต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์
แนวทางที่ 4: เตรียมร่างกายแบบ ERAS ตรวจเลือด และดูแลใจ
แนวทาง ERAS สำหรับการผ่าตัดมะเร็งนรีเวช (Nelson 2019) แนะนำการประเมินและแก้ภาวะขาดสารอาหารและภาวะซีดก่อนผ่าตัด
ไม่งดอาหารนานเกินจำเป็นก่อนผ่าตัด และเริ่มกินทางปากเร็วหลังผ่าตัด การเดินวันละหลายรอบตามแรงที่มีช่วยรักษากล้ามเนื้อ
เรื่องผลเลือด อัลบูมินสะท้อนการอักเสบมากกว่าการกินโปรตีน เพราะเป็นโปรตีนที่ตับสร้างลดลงเมื่อร่างกายอักเสบ (Kim 2017)
ค่าที่ต่ำบอกความเสี่ยงก่อนผ่าตัด แต่การให้อัลบูมินทางหลอดเลือดเพื่อแก้ตัวเลขไม่ได้ช่วยให้ผลผ่าตัดดีขึ้นชัดเจน ทีมรักษาจึงมักดูน้ำหนัก กล้ามเนื้อ ความเข้มข้นเลือด และค่าไตประกอบกัน
ส่วนจิตใจ ความกังวลและซึมเศร้าทำให้กินได้น้อยลงและนอนไม่หลับ การได้คุยกับนักจิตวิทยาหรือทีมดูแลแบบประคับประคองช่วยให้รับมือได้ดีขึ้น และเป็นส่วนหนึ่งของการรักษา ไม่ใช่เรื่องรอง
| หมวด | ตัวอย่างที่แนะนำ | ประโยชน์ | วิธีกิน |
|---|---|---|---|
| โปรตีน | ไข่ทั้งฟอง ปลา ไก่ เต้าหู้ นม โยเกิร์ต | รักษากล้ามเนื้อ ช่วยสมานแผล | มีโปรตีนทุกมื้อ รวมราว 1.0–1.5 กรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน |
| พลังงาน | ข้าวต้ม โจ๊ก ขนมปัง น้ำมันพืช ถั่วบด อะโวคาโด | ลดการดึงกล้ามเนื้อมาใช้เป็นพลังงาน | เติมน้ำมันหรือถั่วบดในอาหารเพื่อเพิ่มพลังงานโดยไม่เพิ่มปริมาณ |
| อาหารทางการแพทย์ชนิดดื่ม | สูตรครบถ้วน พลังงานและโปรตีนสูง | เติมพลังงานเมื่อกินอาหารปกติได้ไม่ถึงเป้า | จิบระหว่างมื้อ วันละ 1–2 แก้ว หรือตามนักกำหนดอาหาร |
| ธาตุเหล็กและภาวะซีด | เนื้อสัตว์ ตับ ผักใบเขียว | ช่วยร่วมกับการรักษาภาวะซีดของแพทย์ | ภาวะซีดจากเลือดออกมักต้องให้เลือดหรือยาเสริมตามแพทย์ |
| น้ำ | น้ำเปล่า น้ำซุป นม | ช่วยการทำงานของไต โดยเฉพาะก่อนได้ cisplatin | ดื่มสม่ำเสมอ เว้นแต่แพทย์จำกัดน้ำ |
| อาหารที่ควรระวัง | ของดิบ อาหารค้างคืน สมุนไพรเข้มข้น | ลดการติดเชื้อและการทำปฏิกิริยากับยา | แจ้งแพทย์ทุกครั้งก่อนใช้อาหารเสริมหรือสมุนไพร |
สรุปจาก Muscaritoli 2021, Weimann 2021, Roeland 2020 และ Nelson 2019 ปริมาณจริงต้องปรับตามค่าไต น้ำตาลในเลือด และคำแนะนำของนักกำหนดอาหาร
เปรียบเทียบทางเลือกการรักษาและการดูแลโภชนาการ
| ทางเลือก | เป้าหมาย | หลักฐาน | ข้อควรรู้ |
|---|---|---|---|
| ฉายแสงร่วมยาเคมีบำบัด (cisplatin) และฝังแร่ | ควบคุมโรคระยะยาว | รอดชีวิต 5 ปีเพิ่ม 6% HR 0.81 (CCCMAC 2008) | ต้องการไตและเม็ดเลือดที่พร้อม |
| ฉายแสงอย่างเดียว | ควบคุมโรคเมื่อให้ cisplatin ไม่ได้ | เป็นทางเลือกในผู้ที่ไม่พร้อมรับยา (Cibula 2023) | ได้ผลน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการให้ยาร่วม |
| ยาเคมีบำบัดก่อน แล้วผ่าตัด | ลดก้อนก่อนผ่าตัด | ปลอดโรค 5 ปี 69.3% เทียบ 76.7% (Gupta 2018) | ไม่ใช่มาตรฐานของระยะลุกลามเฉพาะที่ |
| ผ่าตัดเลาะอวัยวะในอุ้งเชิงกราน | เอาก้อนออกทั้งหมดในผู้ที่คัดเลือก | เสียชีวิตใน 30 วัน 5.1% (Di Donato 2025) | ต้องไม่ลามผนังเชิงกราน มีทางออกปัสสาวะหรืออุจจาระใหม่ |
| ระบายท่อไต หรือผ่าตัดเบี่ยงทาง | แก้ไตบวมน้ำ รูรั่ว การติดเชื้อ | ระบายได้ 88% สัมพันธ์กับผลดีขึ้น (Rose 2010) | ช่วยให้พร้อมรับการรักษาหลัก |
| คำปรึกษาด้านอาหาร และอาหารทางการแพทย์ชนิดดื่ม | เพิ่มพลังงานโปรตีน | ค่าทางโภชนาการดีขึ้น (Li 2025; Roeland 2020) | ผลต่อภาวะแทรกซ้อนยังไม่ชัด |
| โภชนบำบัดก่อนผ่าตัด 7–14 วัน | ลดความเสี่ยงผ่าตัดในผู้ขาดสารอาหารรุนแรง | แนวทาง ESPEN (Weimann 2021) | อาจต้องเลื่อนผ่าตัดเล็กน้อย |
| olanzapine ขนาดต่ำ | เพิ่มความอยากอาหาร | น้ำหนักเพิ่มเกิน 5%: 60% เทียบ 9% (Sandhya 2023) | ง่วง ต้องใช้ตามแพทย์สั่ง |
| megestrol acetate (กลุ่มโปรเจสเตอโรน) | เพิ่มความอยากอาหาร | 35 การศึกษา 3,963 คน (Ruiz Garcia 2013) | เพิ่มลิ่มเลือดและบวมน้ำ |
| สเตียรอยด์ระยะสั้น | เพิ่มความอยากอาหารชั่วคราว | ใช้ได้ไม่กี่สัปดาห์ (Roeland 2020) | น้ำตาลสูง กล้ามเนื้ออ่อนแรงถ้าใช้นาน |
| โอเมก้า-3 | ลดการอักเสบ | ไม่เพิ่มน้ำหนัก คุณภาพชีวิตดีขึ้น (Jin 2022) | แจ้งแพทย์ก่อน เพราะอาจเพิ่มเลือดออก |
| เตรียมร่างกายแบบ ERAS | ฟื้นตัวเร็วหลังผ่าตัด | แนวทางสากล (Nelson 2019) | แก้ซีด ไม่งดอาหารนาน เดินเร็วหลังผ่าตัด |
ใช้ชื่อสามัญทางยาหรือกลุ่มยาเท่านั้น ไม่ใช้ชื่อการค้า การเลือกการรักษาต้องผ่านการประเมินของทีมรักษา
ความเชื่อที่พบบ่อย เทียบกับหลักฐาน
“ผอมเพราะกินน้อย ถ้ากินเยอะขึ้นน้ำหนักจะกลับมาเอง”
cachexia เกิดจากการอักเสบและการเผาผลาญที่ผิดปกติ การกินเพิ่มช่วยชะลอการลดลงได้ แต่ต้องรักษาตัวมะเร็งและการอักเสบร่วมด้วย
“น้ำตาลเลี้ยงมะเร็ง ต้องงดหวานและงดข้าว”
การงดคาร์โบไฮเดรตไม่ได้ทำให้ก้อนเล็กลง แต่ทำให้พลังงานไม่พอและน้ำหนักลดต่อ ผู้ที่เป็นเบาหวานควรคุมน้ำตาลร่วมกับนักกำหนดอาหาร
“แพทย์ไม่ให้คีโม แปลว่าหมดทางแล้ว”
การเลื่อนยาเคมีบำบัดมักเป็นการแก้ไต ภาวะซีด การติดเชื้อ หรือภาวะโภชนาการก่อน หรือเลือกการรักษาอื่นที่ร่างกายรับได้ ควรถามแพทย์ว่าแผนถัดไปคืออะไร
“ผ่าตัดใหญ่คือการตัดมะเร็งออกให้ได้มากที่สุด”
การผ่าตัดเลาะอวัยวะในอุ้งเชิงกรานมุ่งเอาก้อนออกทั้งหมดโดยขอบชิ้นเนื้อปลอดมะเร็งในผู้ที่คัดเลือก ไม่ใช่การลดขนาดก้อน และมีความเสี่ยงสูงที่ต้องคุยให้ชัด
“อัลบูมินต่ำ ต้องให้อัลบูมินทางเส้นเลือด”
อัลบูมินต่ำสะท้อนการอักเสบเป็นหลัก การให้อัลบูมินทางหลอดเลือดเพื่อแก้ตัวเลขไม่ได้ช่วยให้ผลผ่าตัดดีขึ้นชัดเจน การเติมพลังงานโปรตีนและรักษาต้นเหตุสำคัญกว่า
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
มะเร็งปากมดลูกระยะ 3 ทำไมทำให้น้ำหนักลดเร็วและเบื่ออาหาร?
สาเหตุหลักคือภาวะ cancer cachexia ซึ่งสารอักเสบจากก้อนมะเร็งกดศูนย์ความอยากอาหารในสมองและเร่งการสลายกล้ามเนื้อ ร่วมกับปัจจัยเฉพาะของมะเร็งปากมดลูก เช่น เลือดออกจนซีด ปวด และไตบวมน้ำจากก้อนกดท่อไต เกณฑ์สากลถือว่าน้ำหนักลดเกิน 5 เปอร์เซ็นต์เข้าข่ายภาวะนี้ น้ำหนักที่ลดจาก 47 เหลือ 39 กิโลกรัมเท่ากับลดราว 17 เปอร์เซ็นต์
การผ่าตัดใหญ่ที่เรียกกันว่าผ่าตัดเปลี่ยนเครื่องในคืออะไร?
มักหมายถึงการผ่าตัดเลาะอวัยวะในอุ้งเชิงกราน คือเอามดลูก ช่องคลอด และอาจรวมกระเพาะปัสสาวะหรือลำไส้ตรงออก แล้วทำทางออกใหม่ของปัสสาวะหรืออุจจาระทางหน้าท้อง แนวทางยุโรปปี 2023 ใช้การผ่าตัดนี้ในผู้ป่วยที่คัดเลือก เช่น มะเร็งลามถึงกระเพาะปัสสาวะหรือลำไส้ตรงโดยยังไม่ลามผนังเชิงกราน หรือมะเร็งกลับเป็นซ้ำหลังฉายแสง บางครั้งคำนี้อาจหมายถึงการผ่าตัดเบี่ยงทางปัสสาวะหรืออุจจาระ จึงควรถามแพทย์ให้ชัด
ทำไมแพทย์ถึงยังไม่ให้ยาเคมีบำบัดในผู้ป่วยที่ผอมมาก?
ยาเคมีบำบัดที่ใช้คู่กับการฉายแสงในมะเร็งปากมดลูกคือ cisplatin ซึ่งต้องอาศัยไตที่ทำงานดี เม็ดเลือดเพียงพอ และร่างกายที่แข็งแรงพอ หากผอมมาก ซีด ติดเชื้อ หรือไตบวมน้ำจากก้อนกดท่อไต แพทย์อาจเลื่อนยา แก้ปัญหาเหล่านี้ก่อน หรือเลือกการรักษาแบบอื่น การยังไม่ให้ยาเคมีบำบัดไม่ได้แปลว่าหมดทางรักษา
ควรกินพลังงานและโปรตีนวันละเท่าไรเพื่อเตรียมร่างกาย?
แนวทาง ESPEN แนะนำพลังงานราว 25 ถึง 30 กิโลแคลอรีต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน และโปรตีน 1.0 ถึง 1.5 กรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน สำหรับผู้ที่หนัก 39 กิโลกรัมเท่ากับพลังงานราว 975 ถึง 1,170 กิโลแคลอรี และโปรตีนราว 39 ถึง 58 กรัมต่อวัน หากกินได้ไม่ถึงเป้า อาหารทางการแพทย์ชนิดดื่มช่วยเติมได้ และควรให้นักกำหนดอาหารปรับตามผลเลือดและการทำงานของไต
มียาช่วยเพิ่มความอยากอาหารไหม?
แนวทาง ASCO ระบุว่ายังไม่มียาตัวใดเป็นมาตรฐาน แต่แพทย์อาจลองใช้ olanzapine ขนาดต่ำ ซึ่งในการศึกษาแบบสุ่ม 124 คนทำให้น้ำหนักเพิ่มเกิน 5 เปอร์เซ็นต์ใน 60 เปอร์เซ็นต์เทียบกับ 9 เปอร์เซ็นต์ในกลุ่มยาหลอก หรือยากลุ่มโปรเจสเตอโรนสังเคราะห์และสเตียรอยด์ระยะสั้น ยาทุกตัวมีผลข้างเคียง โดยยากลุ่มโปรเจสเตอโรนเพิ่มความเสี่ยงลิ่มเลือด จึงต้องใช้ตามแพทย์สั่งเท่านั้น
ควรกินไข่ขาวอย่างเดียว และต้องงดหวานเพราะน้ำตาลเลี้ยงมะเร็งไหม?
ไม่จำเป็น ไข่ทั้งฟองให้ทั้งโปรตีนและพลังงานมากกว่าไข่ขาวอย่างเดียว เว้นแต่แพทย์จำกัดไขมันหรือคอเลสเตอรอล ส่วนการงดน้ำตาลหรือคาร์โบไฮเดรตไม่ได้ทำให้ก้อนมะเร็งเล็กลง แต่อาจทำให้พลังงานไม่พอและน้ำหนักลดต่อ ผู้ที่เป็นเบาหวานควรคุมน้ำตาลร่วมกับนักกำหนดอาหาร
ค่าอัลบูมินต่ำแปลว่าขาดโปรตีนอย่างเดียวใช่ไหม?
ไม่ทั้งหมด อัลบูมินสะท้อนการอักเสบมากกว่าการกินโปรตีน เพราะเมื่อร่างกายอักเสบ ตับจะลดการสร้างอัลบูมินลง ค่าที่ต่ำจึงเป็นสัญญาณความเสี่ยงก่อนผ่าตัด แต่การให้อัลบูมินทางหลอดเลือดเพื่อแก้ตัวเลขไม่ได้ช่วยให้ผลผ่าตัดดีขึ้นชัดเจน การเพิ่มพลังงานโปรตีน การคุมการอักเสบ และการรักษามะเร็งเองสำคัญกว่า
อาการแบบไหนต้องรีบไปโรงพยาบาล?
เลือดออกทางช่องคลอดมากจนชุ่มผ้าอนามัยทุกชั่วโมง ไข้ 38 องศาขึ้นไปหรือหนาวสั่น ปัสสาวะออกน้อยมากหรือไม่ออก ปวดเอวร่วมกับไข้ มีปัสสาวะหรืออุจจาระออกทางช่องคลอด อาเจียนจนกินดื่มไม่ได้เกิน 24 ชั่วโมง ท้องอืดไม่ผายลม ขาบวมข้างเดียวหรือเจ็บหน้าอกหอบ ซึมหรือสับสน และความคิดอยากทำร้ายตัวเอง
กลไกทางวิทยาศาสตร์: จากก้อนมะเร็งในอุ้งเชิงกรานสู่กล้ามเนื้อที่หายไป
สรุปโดย ผศ.ดร.นรวิชญ์ ราษฎร์พิบูลย์:
ก้อนมะเร็งปากมดลูกที่ลุกลามและเม็ดเลือดขาวรอบก้อนหลั่งสารอักเสบ เช่น IL-6 และ TNF-alpha ซึ่งไปออกฤทธิ์ที่สมองส่วนไฮโปทาลามัส ลดสัญญาณหิวและเพิ่มสัญญาณอิ่ม
ในกล้ามเนื้อ สารเหล่านี้กระตุ้นระบบย่อยสลายโปรตีนและลดการสร้างโปรตีนใหม่ ส่วนในเนื้อเยื่อไขมันจะเร่งการสลายไขมัน ร่างกายจึงเสียทั้งกล้ามเนื้อและไขมันแม้กินได้บางส่วน
มะเร็งปากมดลูกระยะลุกลามยังมีกลไกเสริมเฉพาะตำแหน่ง เลือดออกเรื้อรังทำให้ซีดและเหนื่อยง่าย ก้อนที่กดท่อไตทำให้ของเสียคั่งจนคลื่นไส้และเบื่ออาหาร
และความปวดในอุ้งเชิงกรานลดการเคลื่อนไหว ทำให้กล้ามเนื้อลีบเร็วขึ้น การดูแลจึงต้องทำพร้อมกันหลายด้าน ทั้งรักษาตัวมะเร็ง แก้ไตและภาวะซีด คุมปวด เติมพลังงานโปรตีน และขยับร่างกายตามแรงที่มี
E-E-A-T และแหล่งอ้างอิงทางวิชาการ
เรียบเรียงและทบทวนโดย ผศ.ดร.นรวิชญ์ ราษฎร์พิบูลย์ (Asst. Prof. Dr. Norawit Raatpiboon)
จากงานวิจัยและแนวทางเวชปฏิบัติที่ตีพิมพ์ในฐานข้อมูล PubMed
- Fearon K, et al. Definition and classification of cancer cachexia: an international consensus. Lancet Oncol. 2011. PubMed 21296615
- Muscaritoli M, et al. ESPEN practical guideline: Clinical Nutrition in cancer. Clin Nutr. 2021. PubMed 33946039
- Roeland EJ, et al. Management of Cancer Cachexia: ASCO Guideline. J Clin Oncol. 2020. PubMed 32432946
- Roeland EJ, et al. Cancer Cachexia: ASCO Guideline Rapid Recommendation Update. J Clin Oncol. 2023. PubMed 37467399
- Sandhya L, et al. Randomized double-blind placebo-controlled study of olanzapine for chemotherapy-related anorexia. J Clin Oncol. 2023. PubMed 36977285
- Ruiz Garcia V, et al. Megestrol acetate for treatment of anorexia-cachexia syndrome. Cochrane Database Syst Rev. 2013. PubMed 23543530
- Jin X, et al. Omega-3 polyunsaturated fatty acids improve quality of life and survival, but not body weight in cancer cachexia. Nutr Res. 2022. PubMed 36283229
- Chemoradiotherapy for Cervical Cancer Meta-Analysis Collaboration (CCCMAC). Reducing uncertainties about the effects of chemoradiotherapy for cervical cancer. J Clin Oncol. 2008. PubMed 19001332
- Gupta S, et al. Neoadjuvant chemotherapy followed by radical surgery versus concomitant chemotherapy and radiotherapy in locally advanced cervical cancer. J Clin Oncol. 2018. PubMed 29432076
- Cibula D, et al. ESGO/ESTRO/ESP Guidelines for the management of patients with cervical cancer – Update 2023. Int J Gynecol Cancer. 2023. PubMed 37127326
- Di Donato V, et al. Evaluation of survival and mortality in pelvic exenteration for gynecologic malignancies: a systematic review and meta-analysis. Int J Gynecol Cancer. 2025. PubMed 40373347
- Sardain H, et al. Curative pelvic exenteration for recurrent cervical carcinoma in the era of concurrent chemotherapy and radiation therapy. Eur J Surg Oncol. 2015. PubMed 25922209
- Rose PG, et al. Impact of hydronephrosis on outcome of stage IIIB cervical cancer patients treated with radiation and concurrent chemotherapy. Gynecol Oncol. 2010. PubMed 20181381
- Sánchez M, et al. Deterioration of nutritional status of patients with locally advanced cervical cancer during treatment with concomitant chemoradiotherapy. J Hum Nutr Diet. 2019. PubMed 30938007
- Abe A, et al. Extreme leanness, lower skeletal muscle quality, and loss of muscle mass during treatment are predictors of poor prognosis in cervical cancer. Int J Clin Oncol. 2022. PubMed 35212828
- Nelson G, et al. Guidelines for perioperative care in gynecologic/oncology: ERAS Society recommendations – 2019 update. Int J Gynecol Cancer. 2019. PubMed 30877144
- Weimann A, et al. ESPEN practical guideline: Clinical nutrition in surgery. Clin Nutr. 2021. PubMed 34242915
- Kim S, et al. Hypoalbuminemia and clinical outcomes: what is the mechanism behind the relationship? Am Surg. 2017. PubMed 29183523
- Li W, et al. The impact of nutritional intervention on postoperative prognosis in gynecological cancer patients: a systematic review and meta-analysis. Support Care Cancer. 2025. PubMed 41144033
- Bhatla N, et al. Cancer of the cervix uteri: 2021 update. Int J Gynaecol Obstet. 2021. PubMed 34669203
ข้อจำกัดความรับผิดชอบทางการแพทย์
บทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อการศึกษา ไม่ใช่การวินิจฉัย ใบสั่งยา หรือคำแนะนำทางการแพทย์รายบุคคล
การเลือกฉายแสง ยาเคมีบำบัด หรือการผ่าตัด รวมถึงการใช้ยาเพิ่มความอยากอาหาร อาหารเสริม หรือสมุนไพร ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เจ้าของไข้และนักกำหนดอาหาร
หากมีอาการในหัวข้ออาการที่ต้องรีบไปโรงพยาบาล ให้ไปโรงพยาบาลโดยเร็ว หากมีความคิดทำร้ายตัวเอง โทร 1323 หรือ 1669