หมวดหมู่: สูติศาสตร์ — การสูญเสียการตั้งครรภ์ระยะแรก (Early Pregnancy Loss)
แท้งค้างในครรภ์แรก: เคยเห็นหัวใจเต้นแล้วหยุดโต — เลือกยาหรือ MVA ดูแลตัวเองช่วงรอ และเริ่มต้นใหม่อย่างเข้าใจ
AI Overview / คำตอบด่วน (BLUF)
แท้งค้าง (missed abortion) คือตัวอ่อนหยุดเจริญและหัวใจหยุดเต้น แต่เนื้อเยื่อยังค้างในมดลูก
เพราะฮอร์โมนตั้งครรภ์ยังไม่ลดลง จึงมักไม่มีเลือดออกหรือปวด ราวครึ่งหนึ่งเกิดจากโครโมโซมผิดปกติแบบสุ่ม — ไม่ใช่ความผิดของแม่
ทางเลือกคือรอให้หลุดเอง ใช้ยา หรือดูดโพรงมดลูก (MVA) ซึ่งปลอดภัยทุกวิธี
(ACOG Practice Bulletin 200)
หน้านี้ครอบคลุมอะไร และอ่านคู่กับหน้าไหน
- หน้านี้สำหรับกรณีที่เคยเห็นตัวอ่อนและหัวใจเต้นแล้ว แต่ซาวด์ครั้งหลังไม่พบการเต้นของหัวใจ (แท้งค้าง) — เกณฑ์ยืนยัน ทางเลือกการรักษา การดูแลช่วงรอนัด การฟื้นตัว และการดูแลใจ
- ถ้ายังอยู่ช่วง 6–7 สัปดาห์ เห็นถุงไข่แดงแต่ยังไม่เห็นตัวอ่อน หรือสงสัยท้องลม → อัลตราซาวด์ 6 สัปดาห์ เจอถุงไข่แดงแต่ยังไม่เห็นตัวลูก: ภาวะท้องลม
- อารมณ์ขึ้นลง ซึมเศร้า หรือวิตกกังวลระหว่างตั้งครรภ์ → อารมณ์สวิงและภาวะซึมเศร้าระหว่างตั้งครรภ์
เสียงจากคุณแม่ท้องแรกรายหนึ่ง
ให้เลือกว่าจะใช้ยาหรือดูดออก และนัดอีก 2 สัปดาห์ ตอนนี้ยังช็อกอยู่ ไม่รู้ว่าทำอะไรผิดไป” — คุณแม่ท้องแรกรายหนึ่ง (เล่าแบบไม่ระบุตัวตน)
ถ้าคุณกำลังอยู่ในจุดเดียวกัน ความช็อก ความเสียใจ และคำถามว่า “เราทำอะไรผิด” เป็นปฏิกิริยาที่พบบ่อยมาก
หน้านี้สรุปข้อมูลจากแนวทางและงานวิจัยให้เข้าใจทีละขั้น เพื่อให้คุณมีข้อมูลพอสำหรับคุยกับแพทย์ในนัดถัดไป — และไม่ต้องโทษตัวเอง
สัญญาณอันตราย (Red flags) — ไปโรงพยาบาลทันที ไม่ต้องรอนัด
- เลือดออกชุ่มผ้าอนามัยแผ่นใหญ่ ≥2 แผ่นต่อชั่วโมง ติดต่อกัน ≥2 ชั่วโมง หรือมีลิ่มเลือดก้อนใหญ่ต่อเนื่อง
- เวียนหัวมาก หน้ามืด เป็นลม ใจสั่นเร็ว หรือหายใจเหนื่อย — อาจเสียเลือดมาก
- ไข้ ≥38°C หนาวสั่น หรือตกขาวมีกลิ่นเหม็น — สงสัยติดเชื้อในโพรงมดลูก
- ปวดท้องรุนแรงที่กินยาแก้ปวดแล้วไม่ดีขึ้น หรือปวดท้องมากขึ้นเรื่อย ๆ
- ปวดท้องน้อยข้างเดียวรุนแรง หรือปวดร้าวที่ปลายไหล่ — ต้องแยกภาวะตั้งครรภ์นอกมดลูก โดยเฉพาะถ้ายังไม่เคยยืนยันว่าถุงอยู่ในโพรงมดลูก
1. ภาวะแท้งค้างคืออะไร — เคยเห็นหัวใจแล้วหยุดได้อย่างไร
คำตอบตรง: แท้งค้าง (missed abortion หรือ missed miscarriage) คือการที่ตัวอ่อนหยุดเจริญและหัวใจหยุดเต้น แต่ถุงการตั้งครรภ์ยังค้างในมดลูก ปากมดลูกยังปิด
จัดอยู่ในกลุ่ม early pregnancy loss ซึ่งพบราว 10% ของการตั้งครรภ์ที่ได้รับการยืนยันทางคลินิก และราว 80% ของการแท้งเกิดในไตรมาสแรก
(ACOG 2018)
เคยเห็นหัวใจเต้นแล้ว ทำไมยังหยุดได้
- หัวใจตัวอ่อนเริ่มเต้นให้เห็นได้ราว 6–7 สัปดาห์ การเห็นหัวใจเต้นลดความเสี่ยงแท้งลงมาก แต่ไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงเป็นศูนย์
- ตัวอ่อนที่มีโครโมโซมผิดปกติบางแบบเติบโตได้ช่วงหนึ่ง มีหัวใจเต้นได้ แล้วหยุดพัฒนาเมื่อต้องใช้ยีนชุดที่ผิดปกติในการสร้างอวัยวะขั้นต่อไป
- การที่ขนาดตัวอ่อนเท่ากับราว 8 สัปดาห์ ในวันที่อายุครรภ์ 9 สัปดาห์ 4 วัน แปลว่าการเจริญหยุดไปก่อนหน้านั้นหลายวันถึงราว 1–2 สัปดาห์
ทำไมไม่มีเลือดออกหรือปวดท้องเลย
หลังตัวอ่อนหยุดเจริญ ฮอร์โมน hCG และ progesterone ยังไม่ลดลงทันที เยื่อบุมดลูกยังถูกพยุงไว้ ปากมดลูกยังปิด ร่างกายจึง “ยังไม่รู้ตัว”
อาการแพ้ท้องหรือเจ็บเต้านมอาจยังอยู่ หรือค่อย ๆ จางลง บางคนมีมูกหรือคราบสีน้ำตาลซึ่งพบได้ — ถ้าเลือดออกมากขึ้นหรือปวดมาก ให้ดูหัวข้อสัญญาณอันตราย
ศัพท์ที่อาจได้ยินจากแพทย์
- Missed abortion / missed miscarriage — แท้งค้าง ตัวอ่อนหยุดเจริญแต่ยังไม่หลุด
- Early pregnancy loss — การสูญเสียการตั้งครรภ์ในไตรมาสแรก (ก่อน 13 สัปดาห์) ใช้เป็นคำรวม
- Anembryonic pregnancy (ท้องลม) — มีถุงแต่ไม่เคยมีตัวอ่อน ต่างจากแท้งค้างที่เคยเห็นตัวอ่อนแล้ว
- คำว่า “abortion” ในทางการแพทย์หมายถึงการสิ้นสุดการตั้งครรภ์ก่อนทารกมีชีวิตรอดได้ ไม่ได้แปลว่ามีใครตั้งใจทำ
2. แพทย์ยืนยันแท้งค้างจากอะไร — เกณฑ์อัลตราซาวด์ที่ใช้กันทั่วโลก
คำตอบตรง: เกณฑ์ที่ใช้คือตัวอ่อนยาว (CRL) ≥7 มม. แต่ไม่พบการเต้นของหัวใจ จากการซาวด์ทางช่องคลอด หรือไม่พบตัวอ่อนที่มีหัวใจเต้นในระยะเวลาที่กำหนดหลังซาวด์ครั้งก่อน
— เกณฑ์เหล่านี้ตั้งให้เข้มงวดเพื่อป้องกันการวินิจฉัยผิดในครรภ์ที่ยังดีอยู่
(Doubilet PM, NEJM 2013 — SRU consensus)
เกณฑ์ที่ยืนยันว่าครรภ์ไม่เดินหน้า (SRU / ACOG)
- ความยาวตัวอ่อน (crown-rump length, CRL) ≥7 มม. และไม่มีการเต้นของหัวใจ
- ถุงการตั้งครรภ์เฉลี่ย (MSD) ≥25 มม. แต่ไม่มีตัวอ่อน
- ไม่พบตัวอ่อนที่มีหัวใจเต้น ≥2 สัปดาห์หลังซาวด์ที่เห็นถุงแต่ไม่มีถุงไข่แดง
- ไม่พบตัวอ่อนที่มีหัวใจเต้น ≥11 วันหลังซาวด์ที่เห็นถุงและถุงไข่แดง
เมื่อซาวด์ทางช่องคลอดชัดเจนแล้วไม่พบการเต้นของหัวใจ ภาพจึงเข้ากับแท้งค้าง
เมื่อไรการซาวด์ซ้ำก่อนตัดสินใจจึงสมเหตุสมผล
- ผลอยู่ในโซนก้ำกึ่ง เช่น CRL ยังไม่ถึง 7 มม. หรือถุงยังเล็กกว่าเกณฑ์ — ทีมมักนัดซ้ำใน 7–14 วัน
- ซาวด์ทางหน้าท้องหรือภาพไม่ชัด — ขอซาวด์ทางช่องคลอดได้
- ถ้าคุณต้องการความแน่ใจก่อนรักษา การขอซาวด์ยืนยันอีกครั้ง (หรือขอความเห็นแพทย์อีกท่าน) เป็นสิ่งที่ขอได้ และไม่มีอันตรายจากการรอสั้น ๆ ถ้าไม่มีสัญญาณอันตราย
- รายละเอียดเรื่องถุงไข่แดง ท้องลม และลำดับพัฒนาการในไตรมาสแรก → คู่มืออัลตราซาวด์ระยะแรกและภาวะท้องลม
3. ไม่ใช่ความผิดของแม่ — สาเหตุที่แท้จริง และสิ่งที่ไม่ได้ทำให้แท้ง
คำตอบตรง: ราวครึ่งหนึ่ง (~50%) ของการแท้งในไตรมาสแรกเกิดจากโครโมโซมของตัวอ่อนผิดปกติแบบสุ่ม ตั้งแต่ตอนไข่และอสุจิแบ่งตัว
เช่น โครโมโซมเกินหนึ่งแท่ง (trisomy) โครโมโซมเกินทั้งชุด (triploidy) หรือขาดโครโมโซม X หนึ่งแท่ง (monosomy X) — ไม่มีสิ่งใดที่แม่ทำหรือไม่ได้ทำเป็นต้นเหตุ
(ACOG 2018)
สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำให้เกิดแท้งค้าง
- การเดิน ยืนนาน ขึ้นลงบันได หรือทำงานตามปกติ
- การออกกำลังกายระดับปกติที่เคยทำ
- การมีเพศสัมพันธ์
- การยกของหนักทั่วไปในชีวิตประจำวัน
- ความเครียดหรือการทะเลาะครั้งเดียว
- การกินอาหารทั่วไป เช่น ของเผ็ด ของเย็น หรือผลไม้บางชนิดที่คนมักเตือนกัน
ปัจจัยเสี่ยงที่มีจริง (เพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่เพื่อโทษใคร)
- อายุแม่ — ในข้อมูลระดับประเทศของนอร์เวย์ ความเสี่ยงต่ำสุดราว 10% ที่อายุ 25–29 ปี และเพิ่มขึ้นชัดหลัง 35 ปี
(Magnus MC, BMJ 2019) - เคยแท้งมาก่อน
- สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมาก
- เบาหวานหรือโรคไทรอยด์ที่ยังคุมไม่ได้ น้ำหนักตัวต่ำหรือสูงมาก
(Quenby S, Lancet 2021)
คุณมีสิทธิ์ตอบสั้น ๆ ว่า “แพทย์บอกว่าส่วนใหญ่เป็นเรื่องโครโมโซมที่ไม่มีใครควบคุมได้” แล้วพักใจก่อน
4. ทางเลือกการรักษา: รอให้หลุดเอง ใช้ยา หรือดูดโพรงมดลูก (MVA)
คำตอบตรง: มี 3 ทางเลือกที่ปลอดภัยทั้งหมด — รอให้หลุดเอง ใช้ยา mifepristone ร่วมกับ misoprostol หรือดูดโพรงมดลูก (MVA/EVA)
ยาสูตรผสมทำให้หลุดครบ 83.8% เทียบกับ 67.1% เมื่อใช้ misoprostol อย่างเดียว ส่วนการดูดสำเร็จราว 97–99%
การเลือกขึ้นกับความต้องการของคุณร่วมกับปัจจัยทางคลินิก
(Schreiber CA, NEJM 2018;
Ghosh J, Cochrane 2021)
ลำดับการตัดสินใจโดยทั่วไป
ทางเลือกที่ 1: รอให้หลุดเอง (expectant management)
- ไม่ใช้ยาหรือหัตถการ รอให้ร่างกายขับเนื้อเยื่อออกเอง อาจใช้เวลาหลายวันถึงหลายสัปดาห์ และคาดเวลาไม่ได้
- โอกาสสำเร็จในแท้งค้าง (ปากมดลูกปิด ไม่มีเลือดออก) ต่ำกว่าแท้งไม่ครบที่เริ่มมีเลือดออกแล้ว และในการศึกษา MIST กลุ่มรอเองมีการผ่าตัดดูดที่ไม่ได้วางแผนมากกว่า
(Trinder J, BMJ 2006) - เหมาะกับคนที่อยากให้เป็นไปตามธรรมชาติ ไม่มีเลือดออกมาก ไม่ซีด ไม่ติดเชื้อ และเดินทางมาโรงพยาบาลได้เร็วถ้ามีอาการ
ทางเลือกที่ 2: ใช้ยา (medical management)
- สูตรที่ได้ผลดีที่สุด: mifepristone 200 มก. ทางปาก แล้วตามด้วย misoprostol 800 ไมโครกรัมทางช่องคลอดใน 24 ชั่วโมง — หลุดครบหลังยาครั้งเดียว 83.8% เทียบกับ 67.1% และต้องดูดภายหลัง 8.8% เทียบกับ 23.5% (PreFaiR trial)
- ถ้าไม่มี mifepristone: misoprostol 800 ไมโครกรัมทางช่องคลอด ให้ซ้ำได้ตามแผนแพทย์ — ในการศึกษาขนาดใหญ่หลุดครบราว 84% ภายในวันที่ 8
(Zhang J, NEJM 2005) - mifepristone ไม่ได้มีไว้แค่ “ทำให้ถุงหลวม” — ยาต้านฤทธิ์ progesterone ทำให้เยื่อบุมดลูกแยกตัว และทำให้มดลูกตอบสนองต่อ misoprostol ดีขึ้น ส่วน misoprostol ทำให้มดลูกบีบตัวและปากมดลูกนุ่มเปิด
- สิ่งที่คาดได้: ปวดบิดและเลือดออกมากกว่าประจำเดือนเป็นเวลาหลายชั่วโมง มีลิ่มเลือดและเนื้อเยื่อหลุด แล้วเลือดค่อย ๆ น้อยลง ผลข้างเคียงชั่วคราวที่พบได้คือ ไข้ต่ำ ๆ หนาวสั่น คลื่นไส้ ท้องเสีย
- ควบคุมปวดด้วยยากลุ่ม NSAIDs เช่น ibuprofen ตามขนาดที่แพทย์สั่ง (อาจใช้ร่วมกับ paracetamol) กระเป๋าน้ำร้อนช่วยได้ ควรมีคนอยู่ด้วยในวันที่ใช้ยา
- ต้องยืนยันว่าหลุดครบ ด้วยการซาวด์ หรือการตรวจการตั้งครรภ์ทางปัสสาวะราว 3–4 สัปดาห์หลังใช้ยาตามแผนของโรงพยาบาล ถ้ายังไม่ครบอาจให้ยาซ้ำหรือดูด
ทางเลือกที่ 3: ดูดโพรงมดลูก (MVA / EVA — uterine aspiration)
- ใช้ท่อเล็กสอดผ่านปากมดลูกแล้วดูดเนื้อเยื่อออก ด้วยกระบอกสุญญากาศมือ (MVA) หรือเครื่องดูดไฟฟ้า (EVA) มักทำภายใต้ยาชาเฉพาะที่รอบปากมดลูก (paracervical block) ร่วมกับยาแก้ปวดหรือยาคลายกังวล ใช้เวลาราว 10–15 นาที
- สำเร็จราว 97–99% — ในการศึกษาเทียบกับ misoprostol การรักษาไม่สำเร็จในกลุ่มดูดมีเพียง 3%
- ข้อดี: กำหนดวันเวลาได้ จบเร็ว มีการผ่าตัดซ้ำที่ไม่ได้วางแผนน้อยกว่า และเก็บชิ้นเนื้อส่งตรวจพยาธิหรือโครโมโซมได้
- ความเสี่ยงต่ำ: ติดเชื้อ (ในการศึกษา MIST ราว 2–3% ใกล้เคียงทุกวิธี) เลือดออก มดลูกทะลุ (พบน้อยมาก) และพังผืดในโพรงมดลูก (พบน้อยหลังทำครั้งเดียว)
- ความจริงที่ควรรู้: การดูดไม่ได้ “ไม่เจ็บเลย” — ส่วนใหญ่ปวดบิดช่วงสั้น ๆ ขณะทำ และไม่ได้ “ป้องกันเลือดออก” ได้ทุกกรณี แต่ช่วยลดช่วงเวลาเลือดออกที่คาดเดาไม่ได้
ใครมักเหมาะกับวิธีไหน
- แพทย์มักแนะนำการดูดเมื่อ: มีเลือดออกมาก ซีดหรือมีโรคเลือด สงสัยติดเชื้อ มีโรคประจำตัวที่เสียเลือดไม่ได้ ต้องการความแน่นอนและจบเร็ว ต้องการส่งชิ้นเนื้อตรวจ หรือใช้ยาแล้วไม่หลุด
- การใช้ยาเหมาะกับคนที่อยากเลี่ยงหัตถการ อยากอยู่บ้าน สัญญาณชีพปกติ ไม่ซีด และมีคนดูแลพร้อมเดินทางมาโรงพยาบาลได้
- ประเด็นอย่าง “ถุงเกาะแน่น” หรือขนาดถุงเป็นการประเมินทางคลินิกของแพทย์ที่ดูแล — ถามได้ตรง ๆ ว่าอะไรในภาพซาวด์ทำให้แพทย์แนะนำวิธีนั้น
ถ้าเลือดกรุ๊ป Rh ลบ (Rh(D)-negative)
ถามทีมเรื่อง anti-D immunoglobulin — แนวทางยังต่างกัน ACOG ปรับคำแนะนำปี 2024 ว่าการแท้งก่อน 12 สัปดาห์อาจงดการให้ได้
(ACOG Clinical Practice Update 2024)
ขณะที่ NICE ยังแนะนำให้เมื่อรักษาด้วยการทำหัตถการ
(NICE NG126)
การตรวจชิ้นเนื้อและโครโมโซม
- หลังแท้งครั้งแรก การตรวจโครโมโซมชิ้นเนื้อเป็นทางเลือก ไม่ใช่ข้อบังคับ บางครอบครัวเลือกตรวจเพื่อคลายความรู้สึกผิด
- ถ้าแท้งตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไป ควรขอประเมินภาวะแท้งซ้ำ (recurrent pregnancy loss) กับสูตินรีแพทย์
ตารางเปรียบเทียบ: รอให้หลุดเอง vs ใช้ยา vs ดูดโพรงมดลูก (MVA/EVA)
| ประเด็น | รอให้หลุดเอง | ใช้ยา (mifepristone + misoprostol) | ดูดโพรงมดลูก (MVA/EVA) |
|---|---|---|---|
| วิธีการ | ไม่ใช้ยาหรือหัตถการ ร่างกายขับออกเอง | mifepristone 200 มก. ทางปาก → misoprostol 800 ไมโครกรัมทางช่องคลอดใน 24 ชั่วโมง | ดูดผ่านปากมดลูกด้วยยาชาเฉพาะที่ ± ยาแก้ปวด/ยาคลายกังวล |
| โอกาสหลุดครบ | ต่ำกว่าวิธีอื่นในแท้งค้าง และคาดเวลาไม่ได้ | 83.8% หลังยาครั้งเดียว (misoprostol อย่างเดียว 67.1%) | ราว 97–99% |
| ระยะเวลา | หลายวันถึงหลายสัปดาห์ | ส่วนใหญ่หลุดภายในไม่กี่ชั่วโมงถึง 1–2 วันหลัง misoprostol | หัตถการราว 10–15 นาที กลับบ้านได้วันเดียวกัน |
| สิ่งที่ต้องเตรียมใจ | เลือดออกและปวดบิดเกิดขึ้นเมื่อไรก็ได้ อาจเกิดนอกบ้าน | ปวดบิดและเลือดออกมากกว่าประจำเดือนหลายชั่วโมง ไข้ต่ำ หนาวสั่น ท้องเสียชั่วคราว | ปวดบิดช่วงสั้นขณะทำ เลือดออกหลังทำมักน้อยกว่า |
| ความเสี่ยงหลัก | ต้องดูดแบบไม่ได้วางแผนบ่อยกว่า ติดเชื้อราว 2–3% | หลุดไม่ครบจนต้องดูด 8.8% ติดเชื้อราว 1–2% | ติดเชื้อราว 2–3% มดลูกทะลุและพังผืดพบน้อยมาก |
| มักเหมาะกับ | อยากเป็นไปตามธรรมชาติ ไม่ซีด ไม่มีเลือดออกมาก | อยากเลี่ยงหัตถการ อยู่บ้านได้ มีคนดูแล | เลือดออกมาก ซีด ติดเชื้อ อยากจบเร็ว ต้องการตรวจชิ้นเนื้อ หรือยาไม่ได้ผล |
| การติดตาม | ซาวด์หรือตรวจการตั้งครรภ์ตามนัด | ซาวด์ หรือตรวจการตั้งครรภ์ทางปัสสาวะราว 3–4 สัปดาห์ | มักไม่ต้องซาวด์ซ้ำถ้าชิ้นเนื้อยืนยันแล้ว ติดตามอาการ |
| ผลต่อการมีบุตรในอนาคต | อัตราคลอดมีชีวิตใน 5 ปีราว 79% | อัตราคลอดมีชีวิตใน 5 ปีราว 79% | อัตราคลอดมีชีวิตใน 5 ปีราว 82% (ไม่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ) |
ตัวเลขมาจาก PreFaiR trial (NEJM 2018),
MIST (BMJ 2006;
BMJ 2009) และ
Zhang J (NEJM 2005) — ผลของแต่ละโรงพยาบาลและแต่ละคนอาจต่างกัน
ช่วงรอนัด อาการแบบนี้ต้องรีบไปโรงพยาบาลไหม?
วิเคราะห์ระดับความรุนแรงและรับคำแนะนำเฉพาะบุคคลจาก Advisory team ของเรา
5. ช่วง 2 สัปดาห์ก่อนนัดถัดไป: อะไรปกติ อะไรต้องรีบไป
คำตอบตรง: การรอหลังวินิจฉัยแท้งค้างโดยทั่วไปปลอดภัยถ้าไม่มีสัญญาณอันตราย ร่างกายอาจเริ่มขับเนื้อเยื่อออกเองระหว่างรอ
ให้ไปโรงพยาบาลทันทีถ้าเลือดออกชุ่มผ้าอนามัย ≥2 แผ่นต่อชั่วโมง ติดต่อกัน ≥2 ชั่วโมง มีไข้ ≥38°C หรือปวดมากจนยาแก้ปวดไม่ช่วย
(ACOG — Early Pregnancy Loss FAQ)
สิ่งที่พบได้ระหว่างรอ
- มีคราบหรือมูกสีน้ำตาล เลือดออกเล็กน้อย
- ปวดหน่วงท้องน้อยคล้ายก่อนมีประจำเดือน
- อาการแพ้ท้องหรือเจ็บเต้านมค่อย ๆ หายไป
- บางคนเริ่มมีเลือดออกมากขึ้นและมีเนื้อเยื่อหลุดเองก่อนถึงนัด — ถ้าเลือดไม่มากตามเกณฑ์ด้านล่าง แจ้งโรงพยาบาลเพื่อขอคำแนะนำ
ไปโรงพยาบาลทันทีเมื่อ
- ชุ่มผ้าอนามัยแผ่นใหญ่ ≥2 แผ่นต่อชั่วโมง ติดต่อกัน ≥2 ชั่วโมง หรือมีลิ่มเลือดก้อนใหญ่ต่อเนื่อง
- เวียนหัว หน้ามืด เป็นลม ใจเต้นเร็ว
- ไข้ ≥38°C หนาวสั่น ตกขาวมีกลิ่นเหม็น
- ปวดท้องรุนแรงที่ยาแก้ปวดไม่ช่วย หรือปวดข้างเดียวรุนแรง ปวดร้าวปลายไหล่
เตรียมตัวแบบใช้งานได้จริง
- เตรียมผ้าอนามัยแผ่นใหญ่ (ไม่ใช้ผ้าอนามัยแบบสอด) ภาชนะสะอาดมีฝาปิด และเบอร์โทรห้องคลอดหรือห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลที่ฝากครรภ์
- ถ้ามีเนื้อเยื่อหลุด เก็บใส่ภาชนะ หรือถ่ายรูปไว้ แล้วนำไปให้ทีมดู โดยเฉพาะถ้าต้องการตรวจโครโมโซม
- ถ้ารู้สึกว่ารอไม่ไหวทางใจ ขอเลื่อนนัดให้เร็วขึ้นหรือขอเริ่มรักษาก่อนได้ — การรอไม่ใช่ข้อบังคับ
- ขอให้คู่ชีวิตหรือคนใกล้ชิดรู้แผนและอยู่ใกล้ ๆ ในช่วงนี้
6. การฟื้นตัวหลังรักษา และเมื่อไรเริ่มตั้งครรภ์ใหม่ได้
คำตอบตรง: เลือดมักออกราว 1–2 สัปดาห์ ประจำเดือนมักกลับมาในราว 4–6 สัปดาห์
และไม่มีหลักฐานชัดว่าต้องรอ 2–3 รอบเดือน — การตั้งครรภ์ภายใน 6 เดือนหลังแท้งไม่ได้เพิ่มผลเสีย และมีโอกาสแท้งซ้ำต่ำกว่าเล็กน้อย (RR 0.82)
(Kangatharan C, Hum Reprod Update 2017)
ไทม์ไลน์การฟื้นตัวโดยประมาณ
| ช่วงเวลา | สิ่งที่มักเกิด | สิ่งที่ควรทำ | ติดต่อทีมเมื่อ |
|---|---|---|---|
| วันที่ 0–2 | ปวดบิดและเลือดออกมากที่สุด (ถ้าใช้ยา) หรือปวดบิดเล็กน้อยหลังดูด | พัก ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ตามสั่ง ดื่มน้ำ มีคนอยู่ด้วย | ชุ่มผ้าอนามัย ≥2 แผ่น/ชั่วโมง นาน ≥2 ชั่วโมง เป็นลม ไข้ ≥38°C |
| สัปดาห์ที่ 1–2 | เลือดค่อย ๆ น้อยลงคล้ายปลายประจำเดือน อ่อนเพลีย อารมณ์ขึ้นลง | ใช้ผ้าอนามัยแบบแผ่น เลี่ยงผ้าอนามัยแบบสอดและเพศสัมพันธ์จนเลือดหยุด หรือตามที่ทีมแนะนำ | เลือดกลับมามากขึ้น ตกขาวมีกลิ่น ปวดท้องมากขึ้น |
| สัปดาห์ที่ 2–4 | เลือดหยุด ฮอร์โมน hCG ค่อย ๆ ลดลง | ตรวจการตั้งครรภ์ทางปัสสาวะราว 3–4 สัปดาห์ (ถ้าใช้ยาหรือรอเอง) หรือตามนัดซาวด์ | ผลตรวจการตั้งครรภ์ยังบวกหลังราว 3–4 สัปดาห์ หรือยังเลือดออกต่อเนื่อง |
| ประจำเดือนแรก (ราว 4–6 สัปดาห์) | ประจำเดือนกลับมา บางรอบอาจมากหรือน้อยกว่าปกติ | จดวันแรกของประจำเดือน กินกรดโฟลิกวันละ 400 ไมโครกรัม | ไม่มีประจำเดือนเกิน 8 สัปดาห์ หรือประจำเดือนน้อยผิดปกติมากร่วมกับปวด |
| พร้อมตั้งครรภ์ใหม่ | ร่างกายพร้อมได้เร็ว ใจอาจต้องใช้เวลานานกว่า | เริ่มเมื่อพร้อมทั้งกายและใจ นัดตรวจก่อนตั้งครรภ์ถ้ามีโรคประจำตัว | แท้งตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไป หรือมีโรคเบาหวาน ไทรอยด์ ที่ยังคุมไม่ได้ |
ดูแลร่างกายหลังรักษา
- กินกรดโฟลิก (folic acid) วันละ 400 ไมโครกรัมต่อเนื่อง ถ้าวางแผนตั้งครรภ์อีก
- ถ้าเสียเลือดมาก กินอาหารที่มีธาตุเหล็ก เช่น เนื้อแดง ตับ ไข่แดง ผักใบเขียว และถามแพทย์ว่าควรตรวจความเข้มข้นเลือดหรือเสริมธาตุเหล็กหรือไม่
- กลับไปทำงานหรือออกกำลังกายเบา ๆ ได้เมื่อรู้สึกพร้อม — ร่างกายส่วนใหญ่ฟื้นภายในไม่กี่วัน
- ถ้ายังไม่อยากตั้งครรภ์ ไข่อาจตกได้เร็วภายใน 2–3 สัปดาห์ ควรคุยเรื่องการคุมกำเนิดกับทีม
ตั้งครรภ์ครั้งใหม่: หลักฐานว่าอย่างไร
- งานวิเคราะห์รวมข้อมูลกว่า 9 แสนคนพบว่าการตั้งครรภ์ภายใน 6 เดือนหลังแท้งมีโอกาสแท้งซ้ำ (RR 0.82) และคลอดก่อนกำหนด (RR 0.79) ต่ำกว่าการรอนานกว่า 6 เดือน
- WHO เคยแนะนำให้รอ 6 เดือน โดยอิงจากการศึกษาเดียว ขณะที่ ACOG ระบุว่าไม่มีข้อมูลที่ดีสนับสนุนการเลื่อนการตั้งครรภ์ถ้าพร้อม
- การรอให้มีประจำเดือนปกติหนึ่งรอบช่วยให้นับอายุครรภ์ครั้งต่อไปง่ายขึ้น — เป็นเหตุผลเชิงปฏิบัติ ไม่ใช่ข้อห้ามทางการแพทย์
- หลังแท้งหนึ่งครั้ง ความเสี่ยงแท้งครั้งถัดไปเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย และในการศึกษา MIST ผู้หญิงราว 4 ใน 5 มีลูกคลอดมีชีวิตภายใน 5 ปี ไม่ว่าจะรักษาด้วยวิธีใด
(Smith LF, BMJ 2009;
Magnus MC, BMJ 2019)
ไม่มีใครรับประกันผลของการตั้งครรภ์ครั้งต่อไปได้ แต่ข้อมูลส่วนใหญ่ให้ความหวังที่สมเหตุสมผล
7. ดูแลใจหลังการสูญเสีย: ความเศร้าเป็นเรื่องจริง และขอความช่วยเหลือได้
คำตอบตรง: ความช็อก ความเศร้า ความรู้สึกผิด วิตกกังวล และซึมเศร้าพบบ่อยมากหลังแท้งระยะแรก — ในการศึกษาติดตามผู้หญิงหลังแท้งหรือตั้งครรภ์นอกมดลูก
พบอาการเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ 29% ที่ 1 เดือน และ 18% ที่ 9 เดือน วิตกกังวลระดับปานกลางถึงมาก 24% และซึมเศร้า 11% ที่ 1 เดือน
(Farren J, AJOG 2020;
Farren J, BMJ Open 2016)
สิ่งที่หลายคนรู้สึก
- ช็อก ไม่อยากเชื่อ โดยเฉพาะเมื่อไม่มีอาการเตือนเลย
- รู้สึกผิด ย้อนคิดว่าทำอะไรพลาด — ทั้งที่สาเหตุส่วนใหญ่อยู่นอกการควบคุม
- ภาพจอซาวด์ที่ไม่มีหัวใจเต้นวนกลับมา นอนไม่หลับ หรือกลัวการตั้งครรภ์ครั้งต่อไป
- คู่ชีวิตก็เสียใจได้ แต่บางคนแสดงออกต่างกัน เช่น เงียบ หรือมุ่งจัดการเรื่องต่าง ๆ
วิธีดูแลใจที่ช่วยได้
- ให้เวลากับความเศร้า บางครอบครัวตั้งชื่อ เก็บภาพซาวด์ หรือทำพิธีเล็ก ๆ ตามความเชื่อของตัวเอง
- คุยกับคนที่ไว้ใจ หรือกลุ่มคนที่เคยผ่านการแท้ง — การรู้ว่าไม่ได้อยู่คนเดียวช่วยได้มาก
- กำหนดขอบเขตกับคำถามจากคนรอบตัว เช่น เตรียมประโยคสั้น ๆ ไว้ตอบ
- นอนให้พอ กินอาหารให้ครบ ออกไปเดินรับแดด — ร่างกายที่ฟื้นช่วยใจให้ฟื้นตาม
- ถ้าต้องการลาพัก ขอใบรับรองแพทย์ได้
เมื่อไรควรขอความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต
- เศร้า หมดความสนใจ หรือวิตกกังวลต่อเนื่องนานเกิน 2–4 สัปดาห์
- นอนไม่หลับ กินไม่ได้ ทำงานหรือดูแลตัวเองไม่ไหว ภาพเหตุการณ์ผุดขึ้นซ้ำจนรบกวนชีวิต
- มีความคิดทำร้ายตัวเองหรือไม่อยากมีชีวิตอยู่ — โทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323 หรือไปโรงพยาบาลทันที
- อ่านเพิ่มเรื่องอารมณ์และภาวะซึมเศร้าที่เกี่ยวกับการตั้งครรภ์ → คู่มืออารมณ์สวิงและภาวะซึมเศร้าระหว่างตั้งครรภ์
8. เช็กลิสต์คำถามสำหรับนัดถัดไป
คำตอบตรง: จดคำถามไว้ล่วงหน้าและพาคนใกล้ชิดไปด้วย — เพราะเมื่อยังช็อกอยู่ ข้อมูลในห้องตรวจมักจำได้ไม่หมด
- ผลซาวด์ครั้งนี้เข้าเกณฑ์แท้งค้างชัดเจนแล้วหรือไม่ — ขนาดตัวอ่อนเท่าไร จำเป็นต้องซาวด์ซ้ำไหม?
- โรงพยาบาลนี้มีทางเลือกอะไรบ้าง (รอเอง / mifepristone + misoprostol / misoprostol อย่างเดียว / MVA หรือ EVA)?
- อะไรในกรณีของฉันทำให้แพทย์แนะนำวิธีนั้น?
- ถ้าเลือกดูด ใช้ยาชาหรือยาระงับความรู้สึกแบบไหน? ถ้าเลือกยา ควรกินยาแก้ปวดอะไร เมื่อไร?
- ถ้ามีเลือดออกมากก่อนถึงนัด ควรไปที่ไหน โทรเบอร์อะไร?
- กรุ๊ปเลือด Rh ของฉันคืออะไร ต้องได้ anti-D หรือไม่?
- ส่งชิ้นเนื้อตรวจพยาธิหรือโครโมโซมได้ไหม มีค่าใช้จ่ายเท่าไร?
- จะยืนยันว่าหลุดครบด้วยวิธีไหน และนัดติดตามเมื่อไร?
- ฉันเริ่มพยายามตั้งครรภ์ใหม่ได้เมื่อไร ต้องตรวจอะไรเพิ่มก่อนหรือไม่?
- ขอใบรับรองแพทย์เพื่อลาพักได้กี่วัน?
กลไกทางวิทยาศาสตร์ (สังเคราะห์โดยผู้เขียน)
สังเคราะห์โดย
ผศ.ดร.นรวิชญ์ ราษฎร์พิบูลย์:
ในไตรมาสแรก การตั้งครรภ์ถูกพยุงด้วย progesterone จากคอร์ปัสลูเทียมในรังไข่ ซึ่งถูกกระตุ้นด้วย hCG จากเซลล์รก
ความผิดปกติของจำนวนโครโมโซม (aneuploidy) ส่วนใหญ่เกิดจากการแยกโครโมโซมผิดพลาดระหว่างการแบ่งเซลล์ไข่ (meiotic nondisjunction) ซึ่งพบมากขึ้นตามอายุ
ตัวอ่อนเหล่านี้อาจเติบโตและมีหัวใจเต้นได้ช่วงหนึ่ง แต่หยุดพัฒนาเมื่อต้องสร้างอวัยวะที่ซับซ้อนขึ้น
หลังตัวอ่อนหยุดเจริญ เซลล์รกยังสร้าง hCG ต่อไปอีกระยะ progesterone จึงยังพยุงเยื่อบุมดลูกและปากมดลูกยังปิด — นี่คือเหตุผลที่ไม่มีเลือดออกหรือปวด
จนกว่าฮอร์โมนลดลง เยื่อบุมดลูกหลั่ง prostaglandin และมดลูกเริ่มบีบตัว
mifepristone เป็นยาต้านตัวรับ progesterone ทำให้เยื่อบุมดลูกแยกตัวและเพิ่มความไวของกล้ามเนื้อมดลูกต่อ prostaglandin
ส่วน misoprostol เป็นอนุพันธ์ prostaglandin E1 ที่ทำให้มดลูกบีบตัวและปากมดลูกนุ่ม — ยาสองตัวจึงเสริมกัน อธิบายว่าทำไมสูตรผสมหลุดครบมากกว่า
การดูดโพรงมดลูกนำเนื้อเยื่อออกทางกล โดยไม่ต้องรอการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน จึงคาดเวลาได้และสำเร็จสูง
ด้านจิตใจ การสูญเสียที่ไม่มีสัญญาณเตือนและการเห็นภาพซาวด์โดยตรง เข้าข่ายเหตุการณ์สะเทือนใจที่กระตุ้นระบบตอบสนองความเครียด จึงอธิบายอาการคล้ายภาวะเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจที่พบได้บ่อย
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
แท้งค้าง (missed abortion) คืออะไร?
แท้งค้างคือภาวะที่ตัวอ่อนหยุดเจริญเติบโตหรือหัวใจหยุดเต้นแล้ว แต่ถุงการตั้งครรภ์และเนื้อเยื่อยังค้างอยู่ในมดลูกและปากมดลูกยังปิด เพราะฮอร์โมนตั้งครรภ์ยังไม่ลดลงทันที จึงมักไม่มีเลือดออกหรือปวดท้อง หลายคนรู้ครั้งแรกจากการอัลตราซาวด์ตามนัด ภาษาอังกฤษเรียกว่า missed miscarriage และจัดอยู่ในกลุ่ม early pregnancy loss ซึ่งพบราว 10% ของการตั้งครรภ์ที่ได้รับการยืนยันทางคลินิก
แท้งค้างเป็นความผิดของแม่หรือไม่?
ไม่ใช่ ราวครึ่งหนึ่งของการแท้งในไตรมาสแรกเกิดจากโครโมโซมของตัวอ่อนผิดปกติแบบสุ่มตั้งแต่ตอนปฏิสนธิ การเดิน ยืนนาน ทำงานตามปกติ ออกกำลังกายระดับปกติ มีเพศสัมพันธ์ ยกของทั่วไป ความเครียดครั้งเดียว หรือกินอาหารทั่วไป ไม่ได้ทำให้เกิดแท้งค้าง ปัจจัยเสี่ยงที่มีจริง เช่น อายุแม่ที่มากขึ้น เคยแท้งมาก่อน สูบบุหรี่ หรือเบาหวานและไทรอยด์ที่คุมไม่ได้ เป็นเพียงความเสี่ยงทางสถิติ ไม่ใช่เหตุผลที่จะโทษตัวเอง
ใช้ยากับดูดโพรงมดลูก (MVA) ต่างกันอย่างไร และเหมาะกับใคร?
ทั้งสองวิธีปลอดภัย สูตรยาที่ได้ผลดีคือ mifepristone 200 มก. ทางปาก ตามด้วย misoprostol 800 ไมโครกรัมทางช่องคลอดใน 24 ชั่วโมง ทำที่บ้านได้และไม่ต้องทำหัตถการ แต่จะปวดบิดและเลือดออกมากกว่าประจำเดือนหลายชั่วโมง และบางรายยังต้องดูดภายหลัง ส่วนการดูดโพรงมดลูก (MVA) ทำภายใต้ยาชาเฉพาะที่ ใช้เวลาราว 10–15 นาที สำเร็จราว 97–99% กำหนดวันเวลาได้ และเก็บชิ้นเนื้อส่งตรวจได้ มักเลือกเมื่อมีเลือดออกมาก ซีด ติดเชื้อ อยากให้จบเร็วและแน่นอน หรือยาไม่ได้ผล การเลือกขึ้นกับความต้องการของคุณร่วมกับการประเมินของแพทย์
หลังแท้งค้างควรรอนานแค่ไหนก่อนตั้งครรภ์ใหม่?
ไม่มีหลักฐานชัดว่าต้องรอ 2–3 รอบเดือน งานวิเคราะห์รวมข้อมูลกว่า 9 แสนคนพบว่าการตั้งครรภ์ภายใน 6 เดือนหลังแท้งไม่ได้เพิ่มผลเสีย และมีโอกาสแท้งซ้ำกับคลอดก่อนกำหนดต่ำกว่าเล็กน้อย ACOG ระบุว่าไม่มีข้อมูลที่ดีสนับสนุนการเลื่อนการตั้งครรภ์ ถ้าพร้อมทั้งกายและใจ แม้ WHO เคยแนะนำให้รอ 6 เดือน การรอให้มีประจำเดือนปกติหนึ่งรอบช่วยให้นับอายุครรภ์ครั้งต่อไปง่ายขึ้น และควรกินกรดโฟลิกวันละ 400 ไมโครกรัมต่อเนื่อง
การดูดโพรงมดลูก (MVA) ทำให้มีลูกยากในอนาคตไหม?
โดยทั่วไปไม่ การศึกษาแบบสุ่ม MIST ที่ติดตาม 5 ปีพบว่าอัตราการมีลูกคลอดมีชีวิตใกล้เคียงกันทั้งกลุ่มรอให้หลุดเอง ใช้ยา และผ่าตัดดูด คือราว 79–82% พังผืดในโพรงมดลูกหลังดูดครั้งเดียวพบได้น้อย ความเสี่ยงสูงขึ้นเมื่อทำหลายครั้งหรือมีการติดเชื้อ ความกังวลเรื่องการมีบุตรในระยะยาวจึงไม่จำเป็นต้องเป็นเหตุผลหลักในการเลือกวิธีรักษา
การดูดโพรงมดลูกหรือการใช้ยาเจ็บไหม?
ทั้งสองวิธีมีความเจ็บได้ แต่ควบคุมได้ การใช้ยาทำให้ปวดบิดคล้ายปวดประจำเดือนแรง ๆ มักมากที่สุดช่วงที่เนื้อเยื่อหลุด ยากลุ่ม NSAIDs เช่น ibuprofen ช่วยได้ดี ส่วนการดูดโพรงมดลูกมักฉีดยาชารอบปากมดลูก ร่วมกับยาแก้ปวดหรือยาคลายกังวล บางแห่งให้ยาระงับความรู้สึก ส่วนใหญ่ปวดบิดช่วงสั้น ๆ ขณะทำ ไม่มีวิธีไหนที่รับประกันว่าไม่เจ็บเลย แต่บอกทีมได้เสมอว่าต้องการยาแก้ปวดเพิ่ม
ต้องตรวจโครโมโซมของชิ้นเนื้อหรือไม่?
หลังแท้งครั้งแรกไม่จำเป็นเสมอไป เพราะส่วนใหญ่เป็นความผิดปกติแบบสุ่มที่ไม่ได้บอกว่าครั้งหน้าจะเกิดซ้ำ แต่บางครอบครัวอยากรู้คำตอบเพื่อคลายความรู้สึกผิด ซึ่งขอได้ถ้าโรงพยาบาลมีบริการ การดูดโพรงมดลูกทำให้เก็บชิ้นเนื้อส่งตรวจได้ง่ายกว่า ถ้าแท้งตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไป ควรขอประเมินภาวะแท้งซ้ำ ซึ่งอาจรวมการตรวจโครโมโซมพ่อแม่ ฮอร์โมน รูปร่างโพรงมดลูก และภาวะเลือดแข็งตัวผิดปกติบางชนิด
ถ้าเลือดกรุ๊ป Rh ลบ ต้องได้ anti-D หรือไม่?
ควรถามทีมรักษา เพราะแนวทางต่างกัน ACOG ปรับคำแนะนำปี 2024 ว่าการแท้งก่อน 12 สัปดาห์อาจงดการให้ anti-D immunoglobulin ได้ เพราะโอกาสสร้างภูมิต่อ Rh ต่ำมาก ขณะที่ NICE ยังแนะนำให้ anti-D เมื่อรักษาด้วยการทำหัตถการ คนไทยส่วนใหญ่มีเลือด Rh บวก แต่ถ้ารู้ว่าตัวเองเป็น Rh ลบ ให้บอกแพทย์ก่อนเริ่มรักษา
E-E-A-T และการอ้างอิงวิชาการ
เรียบเรียงโดย ผศ.ดร.นรวิชญ์ ราษฎร์พิบูลย์ (Asst. Prof. Dr. Norawit Raatpiboon) — สังเคราะห์จากแนวทาง ACOG / NICE / SRU และงานวิจัยบน PubMed
- ACOG Practice Bulletin No. 200: Early Pregnancy Loss. Obstet Gynecol 2018 (PMID 30157093)
- Doubilet PM, et al. Diagnostic criteria for nonviable pregnancy early in the first trimester. N Engl J Med 2013 (PMID 24106937)
- Schreiber CA, et al. Mifepristone pretreatment for the medical management of early pregnancy loss (PreFaiR). N Engl J Med 2018 (PMID 29874535)
- Zhang J, et al. A comparison of medical management with misoprostol and surgical management for early pregnancy failure. N Engl J Med 2005 (PMID 16120856)
- Ghosh J, et al. Methods for managing miscarriage: a network meta-analysis. Cochrane Database Syst Rev 2021 (PMID 34061352)
- Trinder J, et al. Management of miscarriage: expectant, medical, or surgical? (MIST trial). BMJ 2006 (PMID 16707509)
- Smith LF, et al. Incidence of pregnancy after expectant, medical, or surgical management of first trimester miscarriage (MIST follow-up). BMJ 2009 (PMID 19815581)
- Kangatharan C, et al. Interpregnancy interval following miscarriage and adverse pregnancy outcomes: systematic review and meta-analysis. Hum Reprod Update 2017 (PMID 27864302)
- Magnus MC, et al. Role of maternal age and pregnancy history in risk of miscarriage. BMJ 2019 (PMID 30894356)
- Quenby S, et al. Miscarriage matters: the epidemiological, physical, psychological, and economic costs of early pregnancy loss. Lancet 2021 (PMID 33915094)
- Farren J, et al. Post-traumatic stress, anxiety and depression following miscarriage or ectopic pregnancy. BMJ Open 2016 (PMID 27807081)
- Farren J, et al. Posttraumatic stress, anxiety and depression following miscarriage and ectopic pregnancy: a multicenter prospective cohort study. Am J Obstet Gynecol 2020 (PMID 31953115)
- ACOG Clinical Practice Update: Rh D immune globulin administration after abortion or pregnancy loss at less than 12 weeks of gestation. Obstet Gynecol 2024 (PMID 39255498)
- NCBI Bookshelf — StatPearls: Early Pregnancy Loss (Spontaneous Abortion) (PMID 32809356)
- NICE NG126 — Ectopic pregnancy and miscarriage: diagnosis and initial management
- ACOG — Early Pregnancy Loss (patient FAQ)
ข้อจำกัดความรับผิดชอบทางการแพทย์ (Medical Disclaimer)
เนื้อหานี้ให้ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับภาวะแท้งค้าง ทางเลือกการรักษา การฟื้นตัว และการดูแลใจ —
ไม่ใช่คำวินิจฉัย คำสั่งการรักษา หรือคำรับประกันผลการตั้งครรภ์ครั้งต่อไป ตัวเลขจากงานวิจัยเป็นค่าของกลุ่มผู้ป่วยที่มีเกณฑ์คัดเลือกเฉพาะ
ขนาดยาที่กล่าวถึงเป็นข้อมูลจากงานวิจัยเพื่อความเข้าใจ ห้ามซื้อหรือใช้ยาเองโดยไม่มีแพทย์ดูแล การเลือกวิธีรักษาขึ้นกับการประเมินของสูตินรีแพทย์และความต้องการของคุณ
หากมีเลือดออกมาก เป็นลม หรือมีไข้ ให้ไปห้องฉุกเฉินหรือโทร 1669 ทันที