หมวด: นรีเวช · เนื้องอกมดลูก · ปัสสาวะถี่ · วัยใกล้หมดประจำเดือน
อายุ 52 พบเนื้องอกมดลูก 3 ก้อน ปัสสาวะถี่ทุก 10 นาที: ผ่าตัดหรือรอหมดประจำเดือน และคอลลาเจนทำให้ก้อนโตจริงไหม
AI Overview / คำตอบด่วน (BLUF)
ปัสสาวะถี่จากเนื้องอกมดลูกมักเกิดเมื่อก้อนอยู่ผนังด้านหน้าและกดกระเพาะปัสสาวะ ตำแหน่งสำคัญกว่าขนาด ก้อนอาศัยเอสโตรเจนจึงมักเล็กลงหลังหมดประจำเดือนแต่ไม่หายทั้งหมด และอายุเฉลี่ยที่ประจำเดือนครั้งสุดท้ายอยู่ราว 52.5 ปี ถ้าต้องใส่ผ้าอ้อมทุกวัน ถือว่ากระทบชีวิตมากพอที่จะคุยเรื่องการรักษาได้เลย ส่วนคอลลาเจนไม่มีหลักฐานว่าทำให้ก้อนโต
แนวทางรักษาเนื้องอกมดลูกที่มีอาการ (ACOG 2021) ·
ทำไมก้อนทำให้ปัสสาวะถี่ · รอหมดประจำเดือนได้แค่ไหน · ทางเลือกเก็บมดลูกและตัดมดลูก · คอลลาเจน กวาวเครือขาว และไอโซฟลาโวน · ดูแลกระเพาะปัสสาวะระหว่างรอ
ข้อมูลพื้นฐานเรื่อง เนื้องอกมดลูก และ กระเพาะปัสสาวะไวเกิน จาก MedlinePlus ·
เมื่อไรต้องพบแพทย์ ·
ก้อนกับปัสสาวะถี่ ·
รอหมดประจำเดือน ·
ทางเลือกรักษา ·
เรื่องคอลลาเจน ·
คำถามที่พบบ่อย
คำถามจากผู้อ่าน: ก้อน 3 ก้อน ปัสสาวะทุก 10 นาที แพทย์สองคนแนะนำไม่เหมือนกัน
สมาชิกในกลุ่มสุขภาพผู้หญิงอายุ 52 ปี ประจำเดือนยังมาปกติ ตรวจพบเนื้องอกมดลูก 3 ก้อน กลางวันปัสสาวะบ่อยทุก 10 นาทีจนต้องใส่กางเกงผ้าอ้อม
แพทย์คนหนึ่งบอกว่าถ้าก้อนโตต้องผ่าตัด อีกคนบอกว่าหมดประจำเดือนแล้วก้อนจะยุบเอง และมีแพทย์บอกว่าการกินคอลลาเจนมากทำให้เกิดก้อน
คำถามนี้มี 3 ส่วน คือ ปัสสาวะถี่เกิดจากก้อนจริงไหม ควรผ่าตัดหรือรอหมดประจำเดือน และ คอลลาเจนเกี่ยวกับก้อนหรือไม่
บทความนี้ตอบทั้ง 3 ข้อด้วยตัวเลขจากงานวิจัย และบอกว่าอาการแบบไหนไม่ควรรอ
เมื่อไรควรพบแพทย์เร็ว (Red Flags)
- ปวดปัสสาวะแต่ปัสสาวะไม่ออก หรือออกทีละหยดร่วมกับท้องน้อยตึงแน่น — ไปห้องฉุกเฉินวันนี้
- ไข้ หนาวสั่น ปวดหลังบริเวณเอว ร่วมกับปัสสาวะแสบขัด — อาจเป็นกรวยไตอักเสบ หรือก้อนกดท่อไตจนไตบวมน้ำ
- เลือดประจำเดือนชุ่มผ้าอนามัยทุก 1–2 ชั่วโมง หน้ามืด ใจสั่น เหนื่อยง่าย ซีด — อาจโลหิตจางจากเลือดออกมาก
- ปัสสาวะเป็นเลือด โดยไม่ใช่ช่วงมีประจำเดือน — ต้องตรวจทางเดินปัสสาวะเพิ่ม ไม่ควรเหมาว่าเป็นเพราะก้อน
- ปวดท้องน้อยรุนแรงเฉียบพลัน ร่วมกับไข้หรืออาเจียน — อาจเป็นก้อนเสื่อมหรือก้อนบิดขั้ว
- ก้อนโตเร็วผิดปกติ ก้อนโตหลังหมดประจำเดือน หรือเลือดออกหลังหมดประจำเดือน — ควรตรวจเพิ่มเพื่อแยกโรคมะเร็งของมดลูก
- ขาบวมข้างเดียว ปวดน่อง หรือหายใจเหนื่อยเฉียบพลัน — ก้อนใหญ่อาจกดหลอดเลือดดำในอุ้งเชิงกราน ไปโรงพยาบาลทันที
ถ้ามีข้อใดข้อหนึ่ง อย่ารอดูอาการจนหมดประจำเดือน และอย่าลดการดื่มน้ำลงมากเพื่อเลี่ยงการเข้าห้องน้ำ
1. ทำไมเนื้องอกมดลูกทำให้ปัสสาวะถี่ และตำแหน่งสำคัญกว่าขนาด
เนื้องอกมดลูก (uterine fibroids หรือ myoma) เป็นก้อนเนื้อไม่ร้ายของกล้ามเนื้อมดลูกที่พบบ่อยมาก การตรวจอัลตราซาวด์ในผู้หญิงอายุ 35–49 ปี 1,364 คน (Baird 2003) ประมาณว่าก่อนอายุ 50 ปี ผู้หญิงผิวขาวเกือบร้อยละ 70 และผู้หญิงผิวดำมากกว่าร้อยละ 80 มีก้อน
การทบทวนอย่างเป็นระบบ (Stewart 2017) พบความชุกตั้งแต่ร้อยละ 4.5 ถึง 68.6 ขึ้นกับวิธีตรวจ การมีก้อน 3 ก้อนจึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติ สิ่งที่ต้องดูคือก้อนก่ออาการแค่ไหน
กระเพาะปัสสาวะอยู่ติดผนังมดลูกด้านหน้า ก้อนที่อยู่ผนังด้านหน้าหรือยอดมดลูกจึงกดกระเพาะปัสสาวะให้จุน้ำได้น้อยลง และกระตุ้นให้ปวดปัสสาวะทั้งที่ยังมีน้ำไม่มาก
การศึกษาที่เวียนนา (Koch 2018) ในผู้หญิง 80 คนพบว่ากลุ่มที่มีก้อนด้านหน้าหรือยอดมดลูกมีคะแนนอาการกระเพาะปัสสาวะไวเกินเฉลี่ย 9.7 เทียบกับ 4.2 ในกลุ่มไม่มีก้อน
แต่ปริมาตรก้อนแทบไม่สัมพันธ์กับคะแนน (ค่าสหสัมพันธ์ 0.072) แปลว่า ตำแหน่งสำคัญกว่าขนาด ก้อนไม่ต้องใหญ่มากก็ทำให้ปัสสาวะถี่ได้
งานวิจัยในฝรั่งเศส (Berujon 2022) ติดตามผู้หญิง 55 คนก่อนผ่าตัดเนื้องอกมดลูก พบว่าร้อยละ 63.6 ปัสสาวะถี่ และร้อยละ 60 ปวดปัสสาวะรีบ
ก้อนที่อยู่ด้านหน้าสัมพันธ์กับอาการรุนแรงกว่า และคะแนนอาการปัสสาวะดีขึ้นชัดตั้งแต่ 6 สัปดาห์หลังผ่าตัด
ปัสสาวะถี่ไม่ได้มาจากก้อนเสมอ ควรตรวจสาเหตุอื่นร่วมด้วย
- การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ โดยเฉพาะคนที่ใส่ผ้าอ้อมหรือแผ่นซับนาน — ตรวจปัสสาวะได้ง่าย
- เบาหวาน ทำให้ปัสสาวะมากและบ่อย — ตรวจน้ำตาลในเลือด
- กระเพาะปัสสาวะไวเกิน และ เยื่อบุช่องคลอดและท่อปัสสาวะบางลงในวัยใกล้หมดประจำเดือน — พบบ่อยขึ้นหลังอายุ 50
- กระบังลมหย่อนหรือกระเพาะปัสสาวะหย่อน — ปัสสาวะไม่สุดและต้องเข้าห้องน้ำซ้ำ
- คาเฟอีน ยาขับปัสสาวะ และการดื่มน้ำมากช่วงสั้นๆ — ดูจากบันทึกการปัสสาวะ
การที่ต้องใส่ผ้าอ้อมเพราะกลั้นไม่ทัน บอกว่ามีอาการปวดรีบจนเล็ดร่วมด้วย ควรให้แพทย์ตรวจปัสสาวะ วัดปัสสาวะค้างหลังถ่าย และอัลตราซาวด์ทางช่องคลอดเพื่อดูตำแหน่งก้อน
ก้อนกดนานๆ อันตรายต่อไตไหม
ก้อนขนาดใหญ่ที่ด้านข้างหรือด้านหลังมดลูกอาจกดท่อไตจนไตบวมน้ำ ซึ่งมักไม่มีอาการชัดเจน แพทย์จึงอาจอัลตราซาวด์ไตร่วมด้วยเมื่อก้อนใหญ่
แต่ยังไม่มีหลักฐานว่าการกดทับกระเพาะปัสสาวะทำให้เกิดการอักเสบระยะยาวของกระเพาะปัสสาวะ สิ่งที่ควรกังวลจริงคือปัสสาวะค้าง การติดเชื้อซ้ำ และไตบวมน้ำ
2. รอให้หมดประจำเดือนได้ไหม ก้อนจะยุบแค่ไหน และต้องรอนานเท่าไร
คำตอบตรงๆ คือ ก้อนมักเล็กลงหลังหมดประจำเดือนแต่ไม่หายทั้งหมด และคนอายุ 52 ที่ประจำเดือนยังมาสม่ำเสมออาจต้องรออีกหลายปี การรอจึงเหมาะเมื่ออาการทนได้ ไม่ใช่เมื่อต้องใส่ผ้าอ้อมทุกวัน
อายุเฉลี่ยที่ประจำเดือนครั้งสุดท้ายคือ 52.54 ปี
งานวิจัย SWAN (Gold 2013) ติดตามผู้หญิง 3,302 คน พบประจำเดือนครั้งสุดท้ายตามธรรมชาติใน 1,483 คน โดยอายุเฉลี่ย (มัธยฐาน) อยู่ที่ 52.54 ปี
ช่วงก่อนหมดประจำเดือนมักมีสัญญาณเตือน เช่น รอบเดือนห่างหรือกระชั้นขึ้น ถ้าประจำเดือนยังมาสม่ำเสมอทุกเดือน ระยะเวลาที่เหลืออาจเป็นปีหรือหลายปี และฮอร์โมนช่วงนี้ยังขึ้นลงจนก้อนโตต่อได้
ทำไมก้อนเล็กลงแต่ไม่หายทั้งหมด
แนวทาง ACOG 2021 ระบุว่าเนื้องอกมดลูกอาศัยฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน เมื่อรังไข่หยุดทำงาน เซลล์ก้อนจึงหดตัว
แต่เนื้อก้อนส่วนใหญ่เป็นโครงสร้างนอกเซลล์ที่มีคอลลาเจน ไฟโบรเนกติน และโปรตีโอไกลแคนสูง (Islam 2018) ซึ่งไม่ยุบตามฮอร์โมน ก้อนจึงมักเล็กลงแต่ยังอยู่ และอาการกดทับอาจดีขึ้นเพียงบางส่วน
ส่วนก่อนหมดประจำเดือน การติดตามผู้หญิง 122 คน (Mavrelos 2010) พบปริมาตรก้อนโตเฉลี่ยร้อยละ 35.2 ต่อปี และแต่ละก้อนโตไม่เท่ากัน
ตารางช่วยตัดสินใจ: ผ่าตัดหรือรักษาเลย เทียบกับเฝ้าดูรอหมดประจำเดือน
| สถานการณ์ | แนวทางที่มักพิจารณา | เหตุผล |
|---|---|---|
| อาการน้อย ก้อนไม่โตในการตรวจซ้ำ | เฝ้าดู อัลตราซาวด์ซ้ำทุก 6–12 เดือน | ก้อนมักเล็กลงหลังหมดประจำเดือน ไม่ต้องรับความเสี่ยงหัตถการ |
| ปัสสาวะถี่จนต้องใส่ผ้าอ้อม นอนไม่พอ หรือออกนอกบ้านไม่ได้ | คุยทางเลือกรักษาได้เลย ไม่ต้องรอก้อนโต | ACOG ใช้อาการและคุณภาพชีวิตเป็นตัวตัดสิน และอาจต้องรออีกหลายปี |
| เลือดประจำเดือนออกมากจนซีด | รักษาโลหิตจาง ร่วมกับยาหรือหัตถการ | ภาวะซีดเรื้อรังกระทบหัวใจและแรงกาย |
| ไตบวมน้ำ หรือปัสสาวะค้างมาก | รักษาก้อน ไม่ควรรอ | การกดท่อไตนานอาจทำให้ไตเสื่อม |
| ก้อนโตเร็ว หรือโตหลังหมดประจำเดือน | ตรวจเพิ่ม เช่น MRI และพิจารณาผ่าตัด | ต้องแยกมะเร็งซาร์โคมาของมดลูก ซึ่งพบน้อยแต่สำคัญ |
| ประจำเดือนเริ่มห่างชัด อาการพอทนได้ | ดูแลกระเพาะปัสสาวะ อาจใช้ยาระยะสั้นเป็นสะพาน | ใกล้หมดประจำเดือน การรอจึงสั้นและคุ้มกว่า |
สรุปจาก ACOG Practice Bulletin 228 การตัดสินใจจริงขึ้นกับตำแหน่ง ขนาด จำนวนก้อน โรคร่วม และความต้องการของผู้ป่วย
อาการในอุ้งเชิงกรานของคุณอยู่ระดับไหน และอะไรที่ไม่ควรรอ?
แบบประเมินนี้ช่วยดูว่าอาการปวดท้องน้อย เลือดออกผิดปกติ ก้อนกดทับ และอาการทางปัสสาวะของคุณเข้ากับรูปแบบไหน รุนแรงระดับใด และเมื่อไรไม่ควรรอ
วิเคราะห์ระดับความรุนแรงและรับคำแนะนำเฉพาะบุคคลจาก Advisory team ของเรา
คลิกทำแบบประเมินอาการเชิงกราน (ฟรี)
แบบประเมินช่วยจัดระดับอาการเท่านั้น ไม่ใช่เครื่องมือวินิจฉัยโรค
3. ทางเลือกรักษา: ยา หัตถการเก็บมดลูก และการตัดมดลูก
คำตอบตรงๆ คือ การรักษาที่ลดการกดทับได้จริงคือการทำให้ก้อนเล็กลงหรือเอาก้อนออก การทบทวนอย่างเป็นระบบ 32 งานวิจัย (Gupta 2023) พบว่าหลังหัตถการรักษาก้อน คะแนนความทุกข์จากอาการปัสสาวะ (UDI-6) ลดลงเฉลี่ย 18.7 คะแนน และอาการปัสสาวะดีขึ้นในร้อยละ 19.0–87.5 ของผู้ป่วยตามแต่ละงาน
ยาที่ช่วยระหว่างรอหรือก่อนผ่าตัด
ยากลุ่ม GnRH agonist เช่น leuprolide ทำให้เอสโตรเจนต่ำชั่วคราวและก้อนเล็กลง การทบทวน Cochrane 38 การทดลอง 3,623 คน (Lethaby 2017) ยืนยันว่ายานี้ทำให้ก้อนเล็กลงก่อนผ่าตัด
แต่ใช้ระยะยาวไม่ได้เพราะร้อนวูบวาบและกระดูกบาง จึงใช้เป็นช่วงสั้นๆ หรือเป็นสะพานในคนที่ใกล้หมดประจำเดือนมาก
ยารวม relugolix ร่วมกับ estradiol และ norethindrone acetate ในการทดลอง LIBERTY (Al-Hendy 2021) ลดเลือดประจำเดือนได้ตามเป้าในร้อยละ 73 และ 71 เทียบกับร้อยละ 19 และ 15 ในกลุ่มยาหลอก แต่ผลต่อขนาดก้อนน้อย จึงช่วยเรื่องเลือดออกมากกว่าการกดทับ
หัตถการที่เก็บมดลูกไว้
การอุดหลอดเลือดแดงมดลูก (UAE) ทำโดยรังสีแพทย์ผ่านสายสวนทางหลอดเลือด ให้ก้อนขาดเลือดและยุบลง การทบทวน Cochrane 7 การทดลอง 793 คน (Gupta 2014) พบความพึงพอใจใกล้เคียงการผ่าตัด แต่มีโอกาสต้องทำหัตถการซ้ำมากกว่า
การทดลอง FEMME ในผู้หญิง 254 คน (Daniels 2022) พบคะแนนคุณภาพชีวิตที่ 4 ปีดีกว่าในกลุ่มผ่าตัดเลาะก้อนราว 5.0 คะแนน แต่ไม่ต่างอย่างมีนัยสำคัญ
คลื่นเสียงความเข้มสูง (HIFU หรือ MRgFUS) และคลื่นวิทยุ (RFA) ใช้ได้กับก้อนบางตำแหน่งและบางขนาด ส่วนการผ่าตัดเลาะก้อน (myomectomy) เอาก้อนออกโดยเก็บมดลูก แต่ก้อนใหม่เกิดได้
การตัดมดลูกในวัย 52
การตัดมดลูก (hysterectomy) เป็นการรักษาที่จบปัญหาก้อนและเลือดออกได้ถาวร คนที่ไม่ต้องการมีบุตรแล้วและมีหลายก้อนมักพิจารณาทางนี้ โดยทำผ่านกล้องหรือทางช่องคลอดได้ในหลายราย
งานวิจัยในผู้หญิง 3,759 คนที่ตัดมดลูกจากโรคไม่ร้าย (Multinu 2019) พบมะเร็งซาร์โคมาที่ไม่คาดคิดร้อยละ 0.13 แพทย์จึงประเมินก่อนเลือกวิธีผ่าตัด การเก็บหรือตัดรังไข่เป็นอีกเรื่องที่ควรคุยแยกกับแพทย์
ตารางเปรียบเทียบทางเลือกรักษาเนื้องอกมดลูก
| ทางเลือก | เหมาะกับใคร | หลักฐาน | ข้อควรรู้ |
|---|---|---|---|
| เฝ้าดูรอหมดประจำเดือน | อาการน้อย ก้อนไม่โต ใกล้หมดประจำเดือน | ก้อนอาศัยฮอร์โมน มักเล็กลงหลังหมดประจำเดือน | ไม่หายทั้งหมด และอาจต้องรอหลายปีถ้าประจำเดือนยังสม่ำเสมอ |
| ดูแลกระเพาะปัสสาวะ (ลดคาเฟอีน ฝึกกลั้น ขมิบ) | ทุกคนระหว่างรอหรือรอผ่าตัด | ลดคาเฟอีนช่วยอาการปวดรีบ การฝึกกลั้นมีหลักฐานระดับต่ำถึงปานกลาง | บรรเทาอาการ ไม่ได้ลดการกดทับของก้อน |
| GnRH agonist (เช่น leuprolide) | ก่อนผ่าตัด หรือเป็นสะพานเมื่อใกล้หมดประจำเดือนมาก | Cochrane 38 การทดลอง ยืนยันว่าก้อนเล็กลง | ร้อนวูบวาบ กระดูกบาง ใช้ระยะสั้น ก้อนโตกลับเมื่อหยุดยา |
| ยารวม relugolix + estradiol + norethindrone acetate | เลือดประจำเดือนออกมากเป็นปัญหาหลัก | ลดเลือดตามเป้าร้อยละ 71–73 เทียบกับยาหลอกร้อยละ 15–19 | ลดขนาดก้อนได้น้อย มีฮอร์โมนผสม จึงต้องให้แพทย์ประเมินข้อห้ามก่อน |
| อุดหลอดเลือดแดงมดลูก (UAE) | หลายก้อน ไม่ต้องการผ่าตัดใหญ่ ไม่วางแผนมีบุตร | ความพึงพอใจใกล้เคียงการผ่าตัด (Cochrane 793 คน) | ปวดหลังทำ 1–2 วัน โอกาสต้องทำซ้ำสูงกว่าการผ่าตัด |
| คลื่นเสียงความเข้มสูง (HIFU/MRgFUS) หรือคลื่นวิทยุ (RFA) | ก้อนจำนวนน้อย ตำแหน่งและขนาดเหมาะสม | อาการปัสสาวะดีขึ้นได้ ข้อมูลระยะยาวน้อยกว่า | มีในบางโรงพยาบาล ไม่เหมาะกับทุกก้อน |
| ผ่าตัดเลาะก้อน (myomectomy) | ต้องการเก็บมดลูก ก้อนเลาะออกได้ | อาการปัสสาวะดีขึ้นตั้งแต่ 6 สัปดาห์ (Berujon 2022) | ก้อนใหม่เกิดได้ เสียเลือดมากกว่าเมื่อก้อนหลายก้อน |
| ตัดมดลูก (hysterectomy) | หลายก้อน ไม่ต้องการมีบุตร ต้องการจบปัญหา | รักษาก้อนและเลือดออกได้ถาวร | เป็นการผ่าตัดใหญ่ ควรคุยเรื่องเก็บรังไข่และวิธีผ่าตัด |
ใช้ชื่อกลุ่มยาและชื่อสามัญเท่านั้น ทางเลือกที่เหมาะขึ้นกับตำแหน่ง ขนาด จำนวนก้อน และการตรวจของแพทย์ผู้ดูแล
4. คอลลาเจนทำให้เกิดเนื้องอกมดลูกจริงไหม และอาหารเสริมตัวไหนควรระวัง
คำตอบตรงๆ คือ ไม่มีหลักฐานว่าคอลลาเจนที่กินทำให้ก้อนโต สิ่งที่ควรระวังคือส่วนผสมที่มีฤทธิ์คล้ายเอสโตรเจนซึ่งมักผสมมาในผลิตภัณฑ์ “บำรุงผิว” หรือ “บำรุงสตรี”
ทำไมคนเชื่อมโยงคอลลาเจนกับก้อน
เนื้อก้อนเองมีคอลลาเจนสูงมาก (Islam 2018) แต่คอลลาเจนนี้เซลล์ก้อนสร้างขึ้นเองภายใต้การกระตุ้นของเอสโตรเจน โปรเจสเตอโรน และสาร TGF-beta ไม่ได้มาจากอาหาร
คอลลาเจนที่กินถูกย่อยในทางเดินอาหารเป็นกรดอะมิโนและเปปไทด์สายสั้น ไม่มีฤทธิ์ฮอร์โมน และยังไม่มีงานวิจัยที่พบว่าการกินคอลลาเจนสัมพันธ์กับการเกิดหรือการโตของเนื้องอกมดลูก
ส่วนผสมที่มีฤทธิ์คล้ายเอสโตรเจน
กวาวเครือขาว (Pueraria mirifica) เป็นสมุนไพรไทยที่มีไฟโตเอสโตรเจนสูง การทดลองในหนูที่ตัดรังไข่ (Cherdshewasart 2008) พบว่าทำให้เยื่อบุและกล้ามเนื้อมดลูกหนาขึ้นตามขนาดที่ได้ และฤทธิ์ต่างกันตามสายพันธุ์และฤดูเก็บเกี่ยว
ส่วนถั่วเหลือง การวิเคราะห์รวม (Qin 2019) พบว่าการกินอาหารถั่วเหลืองปริมาณสูงในวัยผู้ใหญ่สัมพันธ์กับเนื้องอกมดลูกมากขึ้น (OR 2.50) ในผู้หญิงก่อนหมดประจำเดือน แต่หลักฐานยังไม่แข็งแรง
การกินเต้าหู้หรือนมถั่วเหลืองตามปกติจึงไม่จำเป็นต้องงด แต่ควรเลี่ยงไอโซฟลาโวนแบบสกัดเข้มข้นขณะมีก้อนที่ก่ออาการ
ตารางอาหารเสริมกับเนื้องอกมดลูก
| ผลิตภัณฑ์ | ฤทธิ์คล้ายฮอร์โมน | หลักฐานเกี่ยวกับก้อน | ข้อควรรู้ |
|---|---|---|---|
| คอลลาเจนเปปไทด์ล้วน | ไม่มี | ไม่มีงานวิจัยที่พบว่าทำให้ก้อนโต | ไม่จำเป็นต้องกลัว แต่ตรวจฉลากว่ามีส่วนผสมอื่นไหม |
| กวาวเครือขาว | สูง | ทำให้มดลูกหนาขึ้นในสัตว์ทดลอง | ควรหยุดขณะมีก้อนหรือเลือดออกผิดปกติ |
| ไอโซฟลาโวนถั่วเหลืองแบบสกัดเข้มข้น | ปานกลาง | อาหารถั่วเหลืองปริมาณสูงสัมพันธ์กับก้อนมากขึ้น หลักฐานยังไม่แข็งแรง | เลี่ยงแบบเม็ดหรือผงเข้มข้น |
| เต้าหู้ นมถั่วเหลือง ตามปกติ | ต่ำ | ปริมาณปกติยังไม่พบว่าเป็นอันตรายชัดเจน | กินได้ตามปกติ ไม่ต้องกินเพิ่มเพื่อหวังผล |
| ผลิตภัณฑ์ “บำรุงสตรี” ผสมสมุนไพร เช่น ตังกุย หรือเรดโคลเวอร์ | ไม่ชัดเจน บางชนิดมีไฟโตเอสโตรเจน | ข้อมูลในคนน้อย | นำฉลากไปให้แพทย์หรือเภสัชกรดู |
| วิตามินดี | ไม่ใช่ฮอร์โมนเพศ | ระดับต่ำสัมพันธ์กับก้อนมากขึ้น ยังรอการทดลองยืนยันผลการรักษา | ตรวจระดับก่อน เสริมเมื่อขาด ไม่ใช่ยารักษาก้อน |
ข้อมูลวิตามินดีจากการทบทวนของ Ciebiera 2026 และปัจจัยเสี่ยงจาก Stewart 2017 อาหารเสริมไม่ใช่การรักษาเนื้องอกมดลูก
5. ระหว่างรอตัดสินใจ: ดูแลกระเพาะปัสสาวะและผิวอย่างไร
การทบทวนงานวิจัย 8 การศึกษา (Park 2023) พบว่าการลดคาเฟอีนช่วยอาการปวดปัสสาวะรีบและกลั้นไม่อยู่ ขณะที่การดื่มน้ำมากขึ้นไม่ได้ช่วยอาการปวดรีบ
การทบทวน Cochrane เรื่องการฝึกกลั้นปัสสาวะ (Funada 2023) รวม 15 การทดลอง 2,007 คน พบว่าช่วยได้ แต่ความน่าเชื่อถือของหลักฐานยังต่ำ วิธีเหล่านี้จึงเป็นตัวช่วย ไม่ใช่การรักษาก้อน
ความเชื่อที่พบบ่อย เทียบกับหลักฐาน
“กินคอลลาเจนมากทำให้เกิดเนื้องอกมดลูก”
ไม่มีหลักฐานรองรับ เนื้อก้อนมีคอลลาเจนสูงก็จริง แต่เซลล์ก้อนสร้างเองจากการกระตุ้นของฮอร์โมน คอลลาเจนที่กินถูกย่อยและไม่มีฤทธิ์ฮอร์โมน ควรตรวจส่วนผสมอื่นในผลิตภัณฑ์แทน
“หมดประจำเดือนแล้ว ก้อนจะยุบจนไม่เหลือ”
ก้อนมักเล็กลงแต่ไม่หายทั้งหมด เพราะโครงสร้างคอลลาเจนในก้อนไม่ยุบตามฮอร์โมน อาการกดทับอาจดีขึ้นเพียงบางส่วน
“ต้องรอให้ก้อนโตก่อนถึงจะผ่าตัด”
แนวทาง ACOG ใช้อาการและคุณภาพชีวิตเป็นตัวตัดสิน ถ้าปัสสาวะถี่จนต้องใส่ผ้าอ้อมทุกวัน ก็มีเหตุผลพอที่จะคุยการรักษาแม้ขนาดก้อนจะเท่าเดิม
“ก้อนเล็ก ไม่น่าทำให้ปัสสาวะถี่”
ตำแหน่งสำคัญกว่าขนาด ก้อนด้านหน้าหรือยอดมดลูกที่ไม่ใหญ่มากก็กดกระเพาะปัสสาวะได้ ส่วนก้อนใหญ่ด้านหลังอาจไม่ทำให้ปัสสาวะถี่เลย
“ทางเลือกมีแค่ผ่าตัดใหญ่หรือรอเท่านั้น”
ยังมียาระยะสั้น การอุดหลอดเลือดแดงมดลูก คลื่นเสียงความเข้มสูง คลื่นวิทยุ และการผ่าตัดผ่านกล้อง ทางเลือกขึ้นกับจำนวนและตำแหน่งก้อน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
เนื้องอกมดลูกทำให้ปัสสาวะถี่ทุก 10 นาทีได้จริงไหม?
ได้ โดยเฉพาะก้อนที่อยู่ผนังมดลูกด้านหน้าหรือยอดมดลูกซึ่งอยู่ติดกระเพาะปัสสาวะ การศึกษาในผู้หญิง 80 คนพบว่ากลุ่มที่มีก้อนตำแหน่งนี้มีคะแนนกระเพาะปัสสาวะไวเกินเฉลี่ย 9.7 เทียบกับ 4.2 ในกลุ่มที่ไม่มีก้อน และปริมาตรก้อนแทบไม่สัมพันธ์กับคะแนน ตำแหน่งสำคัญกว่าขนาด แต่ควรตรวจปัสสาวะและน้ำตาลด้วย เพราะการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ เบาหวาน และกระเพาะปัสสาวะไวเกินก็ทำให้ปัสสาวะถี่ได้
ถ้ารอหมดประจำเดือน ก้อนจะยุบเองไหม และต้องรอนานแค่ไหน?
ก้อนอาศัยเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน จึงมักเล็กลงหลังหมดประจำเดือนแต่ไม่หายทั้งหมด เพราะเนื้อก้อนส่วนใหญ่เป็นโครงสร้างคอลลาเจนที่ไม่ยุบตามฮอร์โมน งานวิจัย SWAN ในผู้หญิง 3,302 คนพบอายุเฉลี่ยที่ประจำเดือนครั้งสุดท้าย 52.54 ปี คนอายุ 52 ที่ประจำเดือนยังมาสม่ำเสมออาจต้องรออีกหลายปี ซึ่งนานเกินไปถ้าอาการกระทบชีวิตประจำวันแล้ว
แพทย์คนหนึ่งบอกให้ผ่าเมื่อก้อนโต อีกคนบอกให้รอหมดประจำเดือน ควรตัดสินใจอย่างไร?
ทั้งสองแนวทางมีเหตุผล แต่ตัวตัดสินตามแนวทาง ACOG คืออาการและคุณภาพชีวิต ไม่ใช่ขนาดก้อนอย่างเดียว ถ้าอาการน้อยและก้อนไม่โต การเฝ้าดูจนหมดประจำเดือนเหมาะสม ถ้าปัสสาวะถี่จนต้องใส่ผ้าอ้อมทุกวัน เลือดออกมากจนซีด หรือไตบวมน้ำ ควรคุยทางเลือกรักษาได้เลย ไม่จำเป็นต้องรอให้ก้อนโตก่อน
กินคอลลาเจนทำให้เกิดเนื้องอกมดลูกหรือทำให้ก้อนโตไหม?
ไม่มีหลักฐานว่าคอลลาเจนที่กินทำให้ก้อนโต คอลลาเจนถูกย่อยเป็นกรดอะมิโนและเปปไทด์สายสั้นและไม่มีฤทธิ์ฮอร์โมน ความสับสนน่าจะมาจากการที่เนื้อก้อนเองมีคอลลาเจนมาก แต่เซลล์ก้อนสร้างขึ้นเองจากการกระตุ้นของฮอร์โมนและสาร TGF-beta สิ่งที่ควรระวังคือส่วนผสมอื่นในผลิตภัณฑ์ เช่น กวาวเครือขาวหรือไอโซฟลาโวนเข้มข้น
ทางเลือกรักษาที่ไม่ต้องตัดมดลูกมีอะไรบ้าง?
มีหลายทาง ได้แก่ การผ่าตัดเลาะเฉพาะก้อน การอุดหลอดเลือดแดงมดลูก (UAE) การใช้คลื่นเสียงความเข้มสูงหรือคลื่นวิทยุทำลายก้อนในบางราย และยากลุ่ม GnRH ระยะสั้น การทบทวน Cochrane จาก 7 การทดลอง 793 คนพบว่าความพึงพอใจหลัง UAE ใกล้เคียงการผ่าตัด แต่มีโอกาสต้องทำหัตถการซ้ำมากกว่า ทางเลือกขึ้นกับจำนวน ตำแหน่ง และขนาดก้อน
มียาที่ช่วยให้ก้อนเล็กลงระหว่างรอหมดประจำเดือนไหม?
ยากลุ่ม GnRH agonist เช่น leuprolide ทำให้เอสโตรเจนต่ำชั่วคราวและก้อนเล็กลง การทบทวน Cochrane 38 การทดลอง 3,623 คนยืนยันผลนี้ แต่ใช้ระยะยาวไม่ได้เพราะร้อนวูบวาบและกระดูกบาง จึงใช้เป็นช่วงสั้นก่อนผ่าตัดหรือเป็นสะพานในคนที่ใกล้หมดประจำเดือนมาก ส่วนยารวม relugolix ลดเลือดประจำเดือนได้ดี แต่ลดขนาดก้อนได้น้อย
ระหว่างรอตัดสินใจ ทำอะไรได้บ้างเพื่อลดปัสสาวะถี่?
จดบันทึกการปัสสาวะ 3 วัน ลดชา กาแฟ และน้ำอัดลมที่มีคาเฟอีน ดื่มน้ำพอให้ปัสสาวะสีเหลืองอ่อนแทนการอดน้ำ ฝึกกลั้นยืดเวลาทีละ 15 นาที และฝึกขมิบอุ้งเชิงกราน การทบทวนงานวิจัยพบว่าการลดคาเฟอีนช่วยอาการปวดปัสสาวะรีบได้ แต่วิธีเหล่านี้บรรเทาเท่านั้น ถ้าก้อนกดกระเพาะปัสสาวะจริง อาการมักกลับมาจนกว่าจะรักษาก้อน
เนื้องอกมดลูกกลายเป็นมะเร็งได้ไหม และอาการไหนต้องรีบตรวจ?
เนื้องอกมดลูกเกือบทั้งหมดไม่ใช่มะเร็ง งานวิจัยในผู้หญิง 3,759 คนที่ตัดมดลูกจากโรคไม่ร้ายพบมะเร็งซาร์โคมาของมดลูกที่ไม่คาดคิดร้อยละ 0.13 สิ่งที่ควรรีบตรวจคือก้อนโตเร็วผิดปกติ ก้อนโตหลังหมดประจำเดือน เลือดออกหลังหมดประจำเดือน หรือปวดท้องน้อยมากผิดปกติ
กลไกทางวิทยาศาสตร์: ฮอร์โมน คอลลาเจนในก้อน และแรงกดต่อกระเพาะปัสสาวะ
สรุปโดย ผศ.ดร.นรวิชญ์ ราษฎร์พิบูลย์:
เนื้องอกมดลูกเกิดจากเซลล์กล้ามเนื้อเรียบของมดลูกที่แบ่งตัวผิดปกติจากเซลล์ต้นกำเนิดเดียว เอสโตรเจนเพิ่มตัวรับโปรเจสเตอโรน และโปรเจสเตอโรนกระตุ้นการแบ่งตัวของเซลล์ก้อน
ขณะเดียวกัน สาร TGF-beta และแอคทิวิน-เอ ทำให้เซลล์ก้อนสร้างคอลลาเจนและโปรตีนโครงสร้างนอกเซลล์จำนวนมาก ก้อนจึงแข็งและมีเนื้อเป็นพังผืดสูง
เมื่อก้อนอยู่ผนังด้านหน้าหรือยอดมดลูก แรงกดทำให้กระเพาะปัสสาวะขยายตัวได้น้อยลงและกระตุ้นตัวรับแรงยืดที่ผนังกระเพาะปัสสาวะเร็วกว่าปกติ จึงปวดปัสสาวะบ่อยทั้งที่น้ำยังน้อย
หลังหมดประจำเดือน ฮอร์โมนที่ลดลงทำให้เซลล์ก้อนหดตัว แต่โครงสร้างคอลลาเจนยังอยู่ ก้อนจึงเล็กลงเพียงบางส่วน
คอลลาเจนที่กินถูกย่อยเป็นกรดอะมิโนก่อนดูดซึม ไม่มีตัวรับใดในก้อนที่ตอบสนองต่อคอลลาเจนจากอาหาร ต่างจากไฟโตเอสโตรเจนที่จับกับตัวรับเอสโตรเจนได้โดยตรง
E-E-A-T และแหล่งอ้างอิงทางวิชาการ
เรียบเรียงและทบทวนโดย ผศ.ดร.นรวิชญ์ ราษฎร์พิบูลย์ (Asst. Prof. Dr. Norawit Raatpiboon)
จากงานวิจัยและแนวทางเวชปฏิบัติที่ตีพิมพ์ในฐานข้อมูล PubMed
- Baird DD, et al. High cumulative incidence of uterine leiomyoma in black and white women: ultrasound evidence. Am J Obstet Gynecol. 2003. PubMed 12548202
- Stewart EA, et al. Epidemiology of uterine fibroids: a systematic review. BJOG. 2017. PubMed 28296146
- American College of Obstetricians and Gynecologists. Management of Symptomatic Uterine Leiomyomas: Practice Bulletin No. 228. Obstet Gynecol. 2021. PubMed 34011888
- Gold EB, et al. Factors related to age at natural menopause: longitudinal analyses from SWAN. Am J Epidemiol. 2013. PubMed 23788671
- Islam MS, et al. Extracellular matrix in uterine leiomyoma pathogenesis: a potential target for future therapeutics. Hum Reprod Update. 2018. PubMed 29186429
- Berujon E, et al. Impact of uterine fibroid surgery on lower urinary tract symptoms. J Gynecol Obstet Hum Reprod. 2022. PubMed 35296450
- Koch M, et al. Association of uterine leiomyoma and overactive bladder syndrome. Int J Gynaecol Obstet. 2018. PubMed 29862495
- Gupta A, et al. Changes in pelvic floor symptoms after procedural interventions for uterine leiomyomas: a systematic review. Obstet Gynecol. 2023. PubMed 37411023
- Gupta JK, et al. Uterine artery embolization for symptomatic uterine fibroids. Cochrane Database Syst Rev. 2014. PubMed 25541260
- Daniels J, et al. Uterine artery embolization or myomectomy for women with uterine fibroids: four-year follow-up of a randomised controlled trial (FEMME). Eur J Obstet Gynecol Reprod Biol X. 2022. PubMed 34877531
- Al-Hendy A, et al. Treatment of uterine fibroid symptoms with relugolix combination therapy (LIBERTY 1 and 2). N Engl J Med. 2021. PubMed 33596357
- Lethaby A, et al. Preoperative medical therapy before surgery for uterine fibroids. Cochrane Database Syst Rev. 2017. PubMed 29139105
- Qin H, et al. High soy isoflavone or soy-based food intake and risk of uterine fibroids in premenopausal women: a meta-analysis. Nutr Res. 2019. PubMed 31668644
- Cherdshewasart W, et al. Variance of estrogenic activity of the phytoestrogen-rich plant (Pueraria mirifica). Maturitas. 2008. PubMed 18980816
- Park J, et al. Effectiveness of fluid and caffeine modifications on symptoms in adults with overactive bladder: a systematic review. Int Neurourol J. 2023. PubMed 37015722
- Funada S, et al. Bladder training for treating overactive bladder in adults. Cochrane Database Syst Rev. 2023. PubMed 37811598
- Multinu F, et al. Incidence of sarcoma in patients undergoing hysterectomy for benign indications: a population-based study. Am J Obstet Gynecol. 2019. PubMed 30447212
- Mavrelos D, et al. The natural history of fibroids. Ultrasound Obstet Gynecol. 2010. PubMed 20069541
- Ciebiera M, et al. Vitamin D and uterine fibroids: insights into pathophysiology and therapeutic potential. Endocr Rev. 2026. PubMed 41632032
ข้อจำกัดความรับผิดชอบทางการแพทย์
บทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อการศึกษา ไม่ใช่การวินิจฉัย ใบสั่งยา หรือคำแนะนำทางการแพทย์รายบุคคล
การเลือกเฝ้าดู ใช้ยา หรือทำหัตถการขึ้นกับตำแหน่ง ขนาด จำนวนก้อน ผลตรวจ และความต้องการของแต่ละคน ควรตัดสินใจร่วมกับสูตินรีแพทย์ผู้ดูแล
ก่อนหยุดหรือเริ่มอาหารเสริมหรือยาใด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร หากมีอาการในหัวข้อเมื่อไรควรพบแพทย์เร็ว ให้รีบไปโรงพยาบาล