หมวดหมู่: มะเร็งนรีเวช · มะเร็งในผู้สูงอายุและการดูแลแบบประคับประคอง

คุณยายอายุ 90 กว่า ตรวจพบมะเร็งรังไข่กะทันหัน: มีทางเลือกรักษาอะไรบ้าง และครอบครัวควรเริ่มตรงไหน?

AI Overview / คำตอบด่วน (BLUF)

ความทนต่อการผ่าตัดและเคมีบำบัดในวัย 90 กว่าขึ้นกับสมรรถภาพร่างกายและความเปราะบาง ไม่ใช่ตัวเลขอายุ จึงไม่มีการรักษาที่ดีที่สุดแบบเดียว ให้ยืนยันชนิดและระยะมะเร็ง ประเมินผู้สูงอายุแบบองค์รวม (G8 ≤14 ควรประเมินเต็ม) คุยเป้าหมายของคุณยาย แล้วเลือกทางรักษาโดยมีทีมประคับประคองดูแลคู่กันตั้งแต่ต้น

บทความนี้ครอบคลุมอะไร:
ช่วงแรกหลังผู้สูงอายุวัย 90 กว่าเพิ่งตรวจพบมะเร็งรังไข่ (ovarian cancer) —
ยืนยันการวินิจฉัย ประเมินความพร้อมของร่างกาย เปรียบเทียบ 6 ทางเลือก การดูแลแบบประคับประคอง และคำถามที่ครอบครัวควรถามแพทย์
ถ้าผ่าตัดไปแล้วและกำลังรอผลชิ้นเนื้อ อ่าน
ผ่าตัดก้อนรังไข่แล้วสงสัยมะเร็งระยะ 2–3: รอผลอะไรบ้าง
ถ้าอยากเตรียมคุยเรื่องไม่ยื้อชีวิตและหนังสือแสดงเจตนา อ่าน
เลือกไม่ยื้อไม่ได้แปลว่าไม่รัก: Palliative Care และ Living Will
และตัวอย่างการดูแลผู้สูงอายุระหว่างเคมีบำบัด อ่าน
คุณพ่ออายุ 79 ปี มะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะ 3–4: ดูแลช่วงคีโม ·
สัญญาณแดง ·
6 ทางเลือกการรักษา ·
คำถามที่ควรถามแพทย์

คำถามจริงจากครอบครัว: คุณยายแข็งแรงเกินวัยมาตลอด แต่เพิ่งตรวจพบมะเร็งรังไข่ตอนมีอาการ ควรทำอย่างไรดี

คำตอบตรง: ความตกใจแบบนี้เป็นเรื่องปกติของครอบครัว มะเร็งรังไข่มักไม่มีอาการชัดในช่วงแรก จึงมักพบเมื่อมีอาการ เช่น ท้องอืด ท้องโต อิ่มเร็ว
ขั้นแรกไม่ใช่การรีบเลือกสูตรยา แต่คือยืนยันชนิดและระยะ ประเมินร่างกายคุณยายแบบองค์รวม และถามคุณยายว่าอะไรสำคัญที่สุดสำหรับเธอ

หลานคนหนึ่งเล่าในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งว่า คุณยายอายุ 90 กว่า แข็งแรงเกินวัย ทุกคนคิดว่าท่านจะอยู่อีกนาน แต่เพิ่งตรวจพบมะเร็งรังไข่หลังมีอาการอย่างกะทันหัน
และถามว่ามีใครเคยผ่านประสบการณ์มะเร็งในวัย 90 กว่าบ้าง ควรทำอย่างไร และมีการรักษาที่ดีที่สุดไหม

บทความนี้ตอบตามลำดับ: (1) ทำไมไม่มีการรักษาที่ดีที่สุดแบบเดียว (2) ต้องตรวจอะไรเพื่อยืนยันการวินิจฉัย (3) ประเมินผู้สูงอายุแบบองค์รวมคืออะไร
(4) เปรียบเทียบ 6 ทางเลือก (5) การดูแลแบบประคับประคอง การวางแผนล่วงหน้า และคำถามที่ควรถามแพทย์

1. ทำไมไม่มีการรักษาที่ดีที่สุดแบบเดียว: สมรรถภาพร่างกายสำคัญกว่าตัวเลขอายุ

คำตอบตรง: แผนที่ดีที่สุดคือแผนที่เหมาะกับร่างกายของคุณยายและเป้าหมายของคุณยายเอง อายุอย่างเดียวไม่ได้ตัดสินว่ารักษาได้หรือไม่
ผู้สูงอายุวัย 90 กว่าที่ยังแข็งแรงหลายคนทนการรักษาแบบนุ่มนวลได้ ขณะที่ผู้ที่เปราะบางอาจได้รับผลเสียจากการรักษามากกว่าประโยชน์

≥65 ปี
ASCO แนะนำให้ประเมินผู้สูงอายุแบบองค์รวมทุกคนที่อายุตั้งแต่ 65 ปีและกำลังพิจารณาเคมีบำบัด (Mohile 2018)
G8 ≤14
คะแนนคัดกรอง G8 ที่ถือว่าควรประเมินผู้สูงอายุแบบเต็ม — ไวราว 85% ในการศึกษา 364 ราย (Bellera 2012)
30% · 52% · 83%
โอกาสผลข้างเคียงรุนแรงจากเคมีบำบัดในกลุ่มเสี่ยงต่ำ กลาง สูง ตามเครื่องมือ CARG (Hurria 2011)

ที่มา: Mohile 2018;
Bellera 2012;
Hurria 2011 — ค่าจากงานวิจัยกลุ่มประชากร ไม่ใช่ตัวเลขเฉพาะบุคคล

แข็งแรงเกินวัย กับ เปราะบาง ต่างกันอย่างไร

  • แข็งแรงเกินวัย: ทำกิจวัตรเองได้ เดินได้มั่นคง ความจำดี กินได้ น้ำหนักไม่ลดมาก — มักพิจารณาเคมีบำบัดแบบนุ่มนวลได้
  • เริ่มเปราะบาง: ต้องมีคนช่วยบางเรื่อง เคยล้ม น้ำหนักลด หรือมีโรคประจำตัวหลายโรค — มักปรับขนาดหรือตารางยา และเสริมการดูแลด้านอื่นก่อน
  • เปราะบางมาก: นอนติดเตียงเป็นส่วนใหญ่ กินได้น้อยมาก หรือสับสน — การดูแลอาการอย่างเดียวมักให้ประโยชน์มากกว่า

แผนภาพการตัดสินใจ: ครอบครัวควรเริ่มตรงไหน

คำตอบตรง: เริ่มจากยืนยันการวินิจฉัย แล้วประเมินผู้สูงอายุ คุยเป้าหมาย เลือกทางรักษา โดยมีทีมดูแลแบบประคับประคองอยู่ด้วยตลอดทาง — ทั้ง 5 ขั้นมักทำคู่ขนานกันได้ภายในไม่กี่สัปดาห์

2. ยืนยันการวินิจฉัยและระยะก่อนเลือกการรักษา

คำตอบตรง: ก่อนเริ่มเคมีบำบัดควรมี CT ช่องอก ช่องท้อง และอุ้งเชิงกราน ตรวจเลือด CA-125 ร่วมกับ CEA
เพื่อช่วยแยกว่ามะเร็งไม่ได้มาจากลำไส้หรือกระเพาะอาหาร และยืนยันด้วยเนื้อเยื่อหรือเซลล์ เพื่อรู้ระยะ FIGO และชนิดเซลล์
(NCI — ovarian cancer treatment PDQ)

ภาพถ่ายรังสี: CT ช่องอก ช่องท้อง และอุ้งเชิงกราน

ดูขนาดก้อน การกระจายในช่องท้อง น้ำในช่องท้องหรือช่องเยื่อหุ้มปอด และต่อมน้ำเหลือง ช่วยบอกว่าผ่าตัดเอาออกได้แค่ไหนและควรเริ่มด้วยอะไร

ตรวจเลือด: CA-125 และ CEA

CA-125 มักสูงในมะเร็งรังไข่ชนิดเยื่อบุผิวและใช้ติดตามผลการรักษา ส่วน CEA ใช้ช่วยแยกมะเร็งที่มาจากลำไส้หรือกระเพาะอาหารซึ่งกระจายมาที่รังไข่ได้ — ค่าเลือดอย่างเดียวยังวินิจฉัยไม่ได้

ยืนยันด้วยเนื้อเยื่อหรือเซลล์ก่อนให้เคมีบำบัด

ถ้ายังไม่ผ่าตัด มักใช้การเจาะชิ้นเนื้อผ่านภาพนำทาง (อัลตราซาวนด์หรือ CT) หรือตรวจเซลล์จากน้ำในช่องท้องหรือน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด ที่เจาะระบายออกมา ซึ่งมักทำได้โดยใช้ยาชาเฉพาะที่ ไม่ต้องดมยาสลบ

ระยะ FIGO และชนิดเซลล์บอกอะไร

  • High-grade serous — ชนิดที่พบบ่อยที่สุด มักตอบสนองต่อยากลุ่มแพลทินัมดีในช่วงแรก
  • Low-grade serous — โตช้ากว่า ตอบสนองต่อเคมีบำบัดน้อยกว่า และมักมีตัวรับเอสโตรเจน จึงอาจใช้ยาฮอร์โมนได้
  • ชนิดอื่น เช่น clear cell, endometrioid, mucinous — พฤติกรรมและการรักษาต่างกัน ควรถามแพทย์ว่าคุณยายเป็นชนิดใด
  • ระยะ FIGO 1–4 — ระยะ 3 หมายถึงกระจายในช่องท้อง ระยะ 4 หมายถึงกระจายนอกช่องท้อง เช่น น้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดที่มีเซลล์มะเร็ง

3. ประเมินผู้สูงอายุแบบองค์รวม (Geriatric assessment): ตรวจอะไร และทำไมสำคัญ

คำตอบตรง: การประเมินผู้สูงอายุแบบองค์รวมดูกิจวัตรประจำวัน การล้มและการเดิน ความจำ อาหารและน้ำหนัก โรคประจำตัวและยา อารมณ์ และผู้ดูแล
ASCO แนะนำให้ทำในทุกคนที่อายุตั้งแต่ 65 ปีและกำลังพิจารณาเคมีบำบัด เพราะพบปัญหาที่การตรวจทั่วไปมองไม่เห็น
(Mohile 2018)

คัดกรองด้วย G8: คะแนน ≤14 ควรประเมินเต็ม

G8 เป็นแบบคัดกรอง 8 ข้อ (7 ข้อจากแบบประเมินภาวะโภชนาการ Mini Nutritional Assessment ร่วมกับอายุ) คะแนนเต็ม 17 ถ้าได้ตั้งแต่ 14 คะแนนลงมาถือว่าควรได้รับการประเมินผู้สูงอายุแบบเต็ม ในการศึกษาผู้ป่วยมะเร็งอายุเกิน 70 ปี 364 ราย จุดตัด 14 ให้ความไวราว 85% และความจำเพาะราว 65% (Bellera 2012)

เครื่องมือ CARG: ประเมินโอกาสผลข้างเคียงรุนแรงจากเคมีบำบัด

CARG รวมข้อมูลอายุ ชนิดมะเร็ง สูตรยา ผลเลือด การได้ยิน การล้ม การเดิน และกิจวัตร เพื่อประเมินโอกาสผลข้างเคียงระดับ 3–5 ในการศึกษาผู้ป่วยอายุตั้งแต่ 65 ปี 500 ราย ผลข้างเคียงรุนแรงเกิดราว 30% ในกลุ่มเสี่ยงต่ำ 52% ในกลุ่มเสี่ยงกลาง และ 83% ในกลุ่มเสี่ยงสูง (Hurria 2011)

ตาราง: การประเมินผู้สูงอายุแบบองค์รวม — ด้านที่ตรวจ และความหมายต่อการรักษา

ความรู้ทั่วไป — ทีมรักษาแต่ละแห่งอาจใช้แบบประเมินต่างกัน ครอบครัวช่วยได้มากด้วยการเล่าชีวิตประจำวันของคุณยายตามจริง

Geriatric assessment domains before ovarian cancer treatment at age 90+
ด้านตรวจอะไรทำไมสำคัญ
กิจวัตรประจำวัน (ADL / IADL)อาบน้ำ แต่งตัว เข้าห้องน้ำเองได้ไหม; ทำอาหาร กินยา จัดการเงิน ใช้โทรศัพท์ได้ไหมบอกว่าร่างกายมีกำลังสำรองพอทนการรักษาแค่ไหน และหลังรักษาจะกลับมาทำเองได้หรือไม่
การล้มและการเดินเคยล้มในช่วงที่ผ่านมาไหม เดินและลุกจากเก้าอี้ได้มั่นคงแค่ไหนอ่อนเพลียหรือชาปลายเท้าจากยาเพิ่มโอกาสล้มและกระดูกหัก ซึ่งอันตรายมากในวัยนี้
ความจำและการคิดแบบทดสอบสั้น เช่น Mini-Cog ความสามารถเข้าใจข้อมูลและตัดสินใจช่วยวางแผนให้คุณยายร่วมตัดสินใจ และเตรียมรับมือภาวะสับสนเฉียบพลันหลังผ่าตัดหรือระหว่างให้ยา
อาหารและน้ำหนักน้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ กินได้น้อยลง อิ่มเร็วจากน้ำในท้องภาวะขาดอาหารเพิ่มผลข้างเคียงและลดความทนต่อการรักษา แก้ไขได้บางส่วนด้วยโภชนบำบัด
โรคประจำตัวหัวใจ ไต ปอด เบาหวาน ความดันการทำงานของไตใช้คำนวณขนาดคาร์โบพลาติน ส่วนหัวใจและปอดมีผลต่อความปลอดภัยของการดมยาสลบ
ยาที่ใช้อยู่จำนวนยาทั้งหมด ยาที่ทำให้ง่วงหรือเวียนหัว ยาที่อาจตีกัน สมุนไพรและอาหารเสริมลดยาที่ไม่จำเป็นช่วยลดการล้ม ภาวะสับสน และปฏิกิริยาระหว่างยา
อารมณ์เศร้าซึม วิตกกังวล นอนไม่หลับกระทบการกิน การนอน และแรงใจในการรักษา — ดูแลและรักษาได้
ผู้ดูแลและสังคมอยู่กับใคร ใครพาไปโรงพยาบาล ใครดูแลกลางคืนเคมีบำบัดรายสัปดาห์ต้องมีคนพามาโรงพยาบาลบ่อย และการดูแลที่บ้านต้องแบ่งเวรเพื่อไม่ให้ผู้ดูแลหมดแรง

4. ทางเลือกการรักษา 6 แบบ: เหมาะกับใคร และแลกกับอะไร

คำตอบตรง: ในวัย 90 กว่าการผ่าตัดใหญ่ก่อนถูกเลือกน้อยมาก ทางที่ใช้บ่อยกว่าคือเคมีบำบัดก่อนราว 3 รอบแล้วประเมินใหม่
หรือเคมีบำบัดอย่างเดียวแบบนุ่มนวล ยาฮอร์โมนในบางชนิด หรือดูแลอาการอย่างเดียว — และควรตรวจยีน BRCA/HRDไม่ว่าจะเลือกทางใด

HR 0.98
การรอดชีวิตใกล้เคียงกันระหว่างเคมีบำบัดก่อนผ่าตัด กับผ่าตัดก่อน (EORTC 55971, 670 ราย)
6% เทียบกับ <1%
เสียชีวิตภายใน 28 วันหลังผ่าตัด: กลุ่มผ่าตัดก่อน เทียบกับกลุ่มเคมีบำบัดก่อน (CHORUS)
20%
เสียชีวิตภายใน 60 วันหลังผ่าตัดลดก้อน ในผู้ป่วยอายุเกิน 80 ปี 85 ราย (Moore 2008)

ที่มา: Vergote 2010;
Kehoe 2015;
Moore 2008 — HR ใกล้ 1 หมายถึงผลใกล้เคียงกัน

ก. ผ่าตัดลดก้อนก่อน (upfront debulking surgery) — ถูกเลือกน้อยมากในวัย 90 กว่า

การผ่าตัดเปิดหน้าท้องเพื่อเอาก้อนออกให้มากที่สุดแล้วตามด้วยเคมีบำบัด ความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนและการเสียชีวิตหลังผ่าตัดสูงขึ้นชัดตามอายุและความเปราะบาง
ในผู้ป่วยอายุเกิน 80 ปี เสียชีวิตก่อนออกจากโรงพยาบาล 13% ภายใน 60 วัน 20% และ 13% ไม่ได้รับเคมีบำบัดต่อ (Moore 2008)
ส่วนกลุ่มอายุตั้งแต่ 75 ปีที่โรคกระจายมากและสภาพร่างกายหรือโภชนาการไม่ดี การผ่าตัดซับซ้อนมีภาวะแทรกซ้อนถึง 63.6% และได้ประโยชน์ด้านการรอดชีวิตจำกัด (Aletti 2011)
จึงพิจารณาเฉพาะคนที่แข็งแรงมากและผ่านการคัดเลือก

ข. เคมีบำบัดก่อน ราว 3 รอบ แล้วประเมินใหม่ (neoadjuvant chemotherapy)

ให้เคมีบำบัดที่มีคาร์โบพลาตินเป็นหลักราว 3 รอบ แล้วตรวจ CT และ CA-125 ซ้ำ ถ้าก้อนยุบดีและคุณยายยังแข็งแรงพอ จึงพิจารณาผ่าตัดช่วงกลาง (interval surgery) ถ้าไม่พร้อมก็ให้เคมีบำบัดต่อโดยไม่ผ่าตัด
งานวิจัย EORTC 55971 และ CHORUS พบว่าการรอดชีวิตใกล้เคียงกับการผ่าตัดก่อน แต่ภาระจากการผ่าตัดน้อยกว่า — ใน CHORUS ผลข้างเคียงรุนแรงหลังผ่าตัด 14% เทียบกับ 24% และเสียชีวิตใน 28 วัน น้อยกว่า 1% เทียบกับ 6%
(Vergote 2010;
Kehoe 2015)

ค. เคมีบำบัดอย่างเดียว ไม่ผ่าตัด — และทำไมไม่ควรลดเหลือคาร์โบพลาตินตัวเดียวโดยอัตโนมัติ

ใช้คาร์โบพลาตินเป็นหลัก โดยคำนวณขนาดจากการทำงานของไต งานวิจัย EWOC-1 ในผู้หญิงสูงอายุที่เปราะบาง 120 ราย อายุ 70–94 ปี (มัธยฐาน 80 ปี) พบว่า
คาร์โบพลาตินตัวเดียวให้การรอดชีวิตแย่กว่าคาร์โบพลาตินร่วมกับแพคลิแท็กเซลอย่างมีนัยสำคัญ จนคณะกรรมการอิสระให้หยุดการศึกษาก่อนกำหนด
(Falandry 2021)

ทางที่นุ่มนวลกว่าซึ่งมักใช้คือคาร์โบพลาตินขนาดต่ำร่วมกับแพคลิแท็กเซลขนาดต่ำ ให้สัปดาห์ละครั้ง (ใน EWOC-1 ให้วันที่ 1, 8 และ 15 ทุก 4 สัปดาห์)
ในงานวิจัย MITO-7 ตารางรายสัปดาห์ให้ผลคุมโรคใกล้เคียงแบบทุก 3 สัปดาห์ คุณภาพชีวิตคงที่กว่า ไข้ขณะเม็ดเลือดขาวต่ำ 0.5% เทียบกับ 3% และปลายประสาทอักเสบตั้งแต่ระดับ 2 เพียง 6% เทียบกับ 17%
(Pignata 2014) — ข้อแลกเปลี่ยนคือต้องมาโรงพยาบาลบ่อยขึ้น

ง. ยาฮอร์โมน (ยากลุ่ม aromatase inhibitor เช่น letrozole)

ใช้เป็นหลักในมะเร็งชนิด low-grade serous หรือก้อนที่มีตัวรับเอสโตรเจนบวก หรือเมื่อเคมีบำบัดไม่เหมาะ เป็นยาเม็ดกินวันละครั้งที่บ้าน
ได้ผลแบบพอประมาณแต่ทนได้ดี ผลข้างเคียงที่พบได้คือปวดข้อ ร้อนวูบวาบ และกระดูกบาง ในการศึกษาย้อนหลังของชนิด low-grade serous ผู้ที่ได้ยาฮอร์โมนต่อหลังผ่าตัดและเคมีบำบัดมีช่วงปลอดการลุกลามมัธยฐาน 64.9 เดือน เทียบกับ 26.4 เดือนในกลุ่มเฝ้าติดตาม
(Gershenson 2017)

จ. ดูแลอาการอย่างเดียว (best supportive care) — ทางเลือกที่ถูกต้องและได้รับความเคารพ

เหมาะเมื่อร่างกายเปราะบางมาก หรือเมื่อคุณยายเลือกไม่รับการรักษามะเร็งโดยตรง ทีมยังช่วยได้มาก: เจาะระบายน้ำในท้อง
(abdominal tap / paracentesis) และใส่สายระบายค้างถ้าน้ำกลับมาบ่อย ระบายน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด
ดูแลลำไส้อุดตัน คุมปวด คลื่นไส้ อาหาร และอารมณ์ — เป้าหมายคือให้สบายตัวและอยู่ในที่ที่คุณยายอยากอยู่

ฉ. ตรวจยีน BRCA/HRD — แนะนำในมะเร็งรังไข่ชนิด high-grade ทุกอายุ

แนวทาง ASCO แนะนำให้ตรวจยีน BRCA1/2 ทางพันธุกรรมในมะเร็งรังไข่ชนิดเยื่อบุผิวทุกคน และตรวจในชิ้นเนื้อถ้าผลทางพันธุกรรมไม่พบ
(Konstantinopoulos 2020)
ส่วนชนิด high-grade ควรตรวจ HRD ร่วมด้วย ผลตรวจสำคัญต่อลูกสาว หลานสาว และญาติสายเลือด และใช้ดูสิทธิ์ใช้ยากลุ่มยับยั้ง PARP เป็นยาคงสภาพ
ซึ่งในผู้สูงอายุมากต้องเฝ้าระวังโลหิตจางและอ่อนเพลียอย่างใกล้ชิด (NCI — BRCA fact sheet)

ตาราง: เปรียบเทียบ 6 ทางเลือกสำหรับมะเร็งรังไข่ในวัย 90 กว่า

ใช้ชื่อกลุ่มยาและชื่อสามัญเท่านั้น — ไม่มีตัวเลขการรอดชีวิตเฉพาะบุคคล แผนจริงขึ้นกับทีมมะเร็งนรีเวชที่ดูแลคุณยาย

Ovarian cancer treatment options at age 90+: who it suits, what it involves, burdens and goal
ทางเลือกเหมาะกับใครสิ่งที่ต้องทำภาระหลักเป้าหมาย
ก. ผ่าตัดลดก้อนก่อนน้อยมากในวัย 90 กว่า — เฉพาะคนที่แข็งแรงมาก ผ่านการประเมินผู้สูงอายุ และแพทย์คาดว่าผ่าออกได้มากผ่าตัดใหญ่เปิดหน้าท้อง นอนโรงพยาบาล แล้วตามด้วยเคมีบำบัดภาวะแทรกซ้อนและเสียชีวิตหลังผ่าตัดสูงขึ้นชัดตามอายุและความเปราะบาง ฟื้นตัวช้า บางคนไม่ได้เคมีบำบัดต่อเอาก้อนออกให้มากที่สุด เพื่อคุมโรคระยะยาว
ข. เคมีบำบัดก่อน แล้วประเมินใหม่ทนเคมีบำบัดได้ แต่ผ่าตัดทันทีเสี่ยงสูง หรือโรคกระจายมากเคมีบำบัดที่มีคาร์โบพลาตินเป็นหลักราว 3 รอบ ตรวจซ้ำ แล้วผ่าตัดช่วงกลางเฉพาะถ้ายังแข็งแรงพออ่อนเพลีย เม็ดเลือดต่ำ ชาปลายมือเท้า; ถ้าผ่าตัดทีหลัง ภาระน้อยกว่าผ่าก่อนคุมโรคและอาการ รอดชีวิตใกล้เคียงการผ่าก่อน แต่ภาระผ่าตัดน้อยลง
ค. เคมีบำบัดอย่างเดียวทนเคมีบำบัดได้ แต่ไม่เหมาะกับการผ่าตัดคาร์โบพลาตินคำนวณขนาดจากการทำงานของไต มักร่วมกับแพคลิแท็กเซล; แบบรายสัปดาห์ขนาดต่ำนุ่มนวลกว่ามาโรงพยาบาลบ่อย (รายสัปดาห์) เม็ดเลือดต่ำ อ่อนเพลีย ต้องมีคนพามาคุมโรค ลดน้ำในท้องและอาการ ยืดช่วงเวลาที่ใช้ชีวิตได้ดี
ง. ยาฮอร์โมน (aromatase inhibitor)ชนิด low-grade serous หรือตัวรับเอสโตรเจนบวก หรือเมื่อเคมีบำบัดไม่เหมาะยาเม็ด เช่น letrozole วันละครั้งที่บ้าน ตรวจติดตามเป็นระยะทนได้ดี อาจปวดข้อ ร้อนวูบวาบ กระดูกบางชะลอโรคแบบพอประมาณ โดยรบกวนชีวิตประจำวันน้อย
จ. ดูแลอาการอย่างเดียวเปราะบางมาก หรือคุณยายเลือกไม่รับการรักษามะเร็งโดยตรงเจาะระบายน้ำในท้อง (สายระบายค้างถ้ากลับมาบ่อย) ระบายน้ำในปอด ดูแลลำไส้อุดตัน คุมปวด คลื่นไส้ อาหาร อารมณ์น้อยที่สุด ส่วนใหญ่อยู่บ้านได้ มาโรงพยาบาลเมื่อต้องระบายน้ำหรือมีอาการสบายตัว อยู่ในที่ที่ต้องการ กับคนที่รัก — ทางเลือกที่ได้รับความเคารพ ไม่ใช่การทอดทิ้ง
ฉ. ตรวจยีน BRCA/HRD (ทำคู่กับทุกทางเลือก)มะเร็งรังไข่ชนิดเยื่อบุผิว high-grade ทุกอายุตรวจเลือดหรือน้ำลาย (ทางพันธุกรรม) และ/หรือตรวจชิ้นเนื้อ (BRCA ในก้อนและ HRD)น้อย; ถ้าได้ยายับยั้ง PARP ต้องเฝ้าระวังโลหิตจางและอ่อนเพลียใกล้ชิดข้อมูลความเสี่ยงของลูกสาว หลานสาว ญาติ และสิทธิ์ใช้ยายับยั้ง PARP เป็นยาคงสภาพ

จัดระดับสัญญาณระหว่างการรักษามะเร็งของคุณยาย

ท้องอืดมากขึ้น กินได้น้อย มีไข้ อ่อนเพลียมาก หรือซึมลง — ใช่อาการที่ต้องรีบไหม และเร่งด่วนแค่ไหน?

วิเคราะห์ระดับความรุนแรงและรับคำแนะนำเฉพาะบุคคลจาก Advisory team ของเรา

แบบประเมินนี้จัดระดับความเร่งด่วนของอาการระหว่างการรักษามะเร็ง ไม่ใช่การวินิจฉัยโรค และไม่ได้แทนการนัดตรวจกับทีมรักษา — อาการฉุกเฉินให้ดูหัวข้อสัญญาณแดงด้านบน

คลิกทำแบบประเมินสัญญาณระหว่างการรักษามะเร็ง (ฟรี)

5. ดูแลแบบประคับประคองตั้งแต่ต้น และวางแผนดูแลล่วงหน้ากับคุณยาย

คำตอบตรง: ทีมดูแลแบบประคับประคองทำงานควบคู่กับทีมมะเร็งตั้งแต่ต้น และช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น — ไม่ใช่การยอมแพ้
ASCO แนะนำให้ผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลามได้รับการดูแลแบบประคับประคองตั้งแต่ช่วงแรกของโรค ควบคู่กับการรักษา และครอบครัวผู้ดูแลก็รับบริการนี้ได้
(Ferrell 2017;
NCI — palliative care)

ทีมประคับประคองช่วยอะไรได้บ้าง

  • ระบายน้ำในท้องและน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด วางแผนสายระบายค้างถ้าน้ำกลับมาบ่อย
  • ป้องกันและดูแลท้องผูกและลำไส้อุดตัน
  • คุมปวดด้วยยาที่เหมาะกับไตและตับของผู้สูงอายุ และคลื่นไส้อาเจียน (NCI — nausea and vomiting)
  • ปรับอาหารให้กินได้ทีละน้อยแต่บ่อย ตามที่คุณยายอยากกิน
  • ดูแลอารมณ์ ความกลัว และความเหนื่อยของครอบครัวผู้ดูแล

การวางแผนดูแลล่วงหน้า (advance care planning): ถามคุณยายว่าอะไรสำคัญที่สุด

ถ้าคุณยายยังตัดสินใจเองได้ ให้ท่านเป็นผู้ร่วมตัดสินใจหลัก ถามด้วยความเคารพว่าอะไรสำคัญที่สุด
และบันทึกความประสงค์ไว้ (MedlinePlus — advance directives)
อ่านรายละเอียดหนังสือแสดงเจตนาได้ใน คู่มือ Palliative Care และ Living Will

คำถามชวนคุยกับคุณยาย (ค่อย ๆ คุย ไม่ต้องครบในครั้งเดียว)

  • ตอนนี้อะไรสำคัญที่สุดสำหรับคุณยาย — ได้อยู่บ้าน ได้กินของที่ชอบ ได้อยู่กับลูกหลาน หรือไม่อยากนอนโรงพยาบาลนาน
  • คุณยายกังวลหรือกลัวเรื่องอะไรที่สุด
  • ถ้าการรักษาทำให้เหนื่อยมาก คุณยายยอมแลกได้แค่ไหน เพื่อให้มีเวลามากขึ้น
  • ถ้าอาการทรุดหนัก คุณยายอยากเข้าไอซียู ใส่ท่อช่วยหายใจ หรือปั๊มหัวใจไหม
  • ถ้าวันหนึ่งคุณยายตัดสินใจเองไม่ได้ อยากให้ใครเป็นคนตัดสินใจแทน

6. คำถามที่ครอบครัวควรถามแพทย์มะเร็ง

คำตอบตรง: ถามให้ได้ 4 เรื่องหลัก — ระยะและชนิดเซลล์ เป้าหมายของการรักษา ชีวิตระหว่างรักษาหน้าตาเป็นอย่างไร และถ้าไม่ให้เคมีบำบัดจะดูแลอาการอย่างไร จดคำตอบและพาคุณยายเข้าฟังด้วยถ้าท่านพร้อม

เช็กลิสต์คำถามพกไปห้องตรวจ

  • คุณยายเป็นมะเร็งระยะ FIGO เท่าไร และชนิดเซลล์อะไร (high-grade serous, low-grade หรือชนิดอื่น)
  • เป้าหมายของการรักษาคือควบคุมโรค หรือมีโอกาสหายขาด
  • ในวัยของคุณยาย หนึ่งสัปดาห์ระหว่างรักษาเป็นอย่างไร ต้องมาโรงพยาบาลกี่ครั้ง ต้องนอนโรงพยาบาลไหม
  • ผลข้างเคียงที่น่าจะเกิดคืออะไร และป้องกันหรือรับมืออย่างไร
  • ถ้าไม่ให้เคมีบำบัด จะเกิดอะไรขึ้น และคุมอาการอย่างไร
  • ควรตรวจยีน BRCA หรือ HRD ไหม ผลมีความหมายต่อลูกหลานอย่างไร
  • ติดต่อทีมดูแลแบบประคับประคองได้อย่างไร
  • ถ้ามีอาการฉุกเฉินนอกเวลา ควรโทรหาใคร หรือไปที่ไหน

ครอบครัวที่ดูแลผู้สูงอายุระหว่างเคมีบำบัดอ่านเพิ่มได้ใน คู่มือดูแลคุณพ่ออายุ 79 ปีช่วงคีโม

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

อายุ 90 กว่าแล้ว ยังรักษามะเร็งรังไข่ได้ไหม?

ได้ ถ้าร่างกายพร้อม อายุอย่างเดียวไม่ใช่ตัวตัดสิน สิ่งที่ตัดสินคือสมรรถภาพร่างกาย เช่น ทำกิจวัตรเองได้ไหม เดินได้มั่นคงไหม กินได้ไหม และมีโรคประจำตัวอะไร ผู้สูงอายุวัย 90 กว่าที่แข็งแรงหลายคนทนการรักษาแบบนุ่มนวลได้ ส่วนผู้ที่เปราะบางมากอาจได้รับผลเสียจากการรักษามากกว่าประโยชน์ จึงควรประเมินผู้สูงอายุแบบองค์รวมก่อนตัดสินใจ

การรักษามะเร็งรังไข่แบบไหนดีที่สุดสำหรับผู้สูงอายุวัย 90?

ไม่มีแบบเดียวที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน แผนที่ดีที่สุดคือแผนที่เหมาะกับสมรรถภาพร่างกายและเป้าหมายของคุณยายเอง ทางเลือกมีตั้งแต่เคมีบำบัดก่อนแล้วค่อยพิจารณาผ่าตัด เคมีบำบัดอย่างเดียวแบบนุ่มนวล ยาฮอร์โมนในบางชนิดของมะเร็ง ไปจนถึงการดูแลอาการอย่างเดียว ซึ่งเป็นทางเลือกที่ได้รับความเคารพเช่นกัน และควรมีทีมดูแลแบบประคับประคองควบคู่ทุกทางเลือก

ผู้สูงอายุวัย 90 ควรผ่าตัดมะเร็งรังไข่เป็นอย่างแรกไหม?

ส่วนใหญ่ไม่ การผ่าตัดใหญ่เพื่อเอาก้อนออกก่อนถูกเลือกน้อยมากในวัย 90 กว่า เพราะภาวะแทรกซ้อนและการเสียชีวิตหลังผ่าตัดสูงขึ้นชัดตามอายุและความเปราะบาง ในการศึกษาผู้ป่วยอายุเกิน 80 ปี มีผู้เสียชีวิตภายใน 60 วันหลังผ่าตัดถึง 20% จะพิจารณาเฉพาะคนที่แข็งแรงมากและผ่านการคัดเลือก ส่วนมากจึงเริ่มด้วยเคมีบำบัดก่อนราว 3 รอบ แล้วประเมินใหม่ว่าควรผ่าตัดหรือไม่

ให้ยาคาร์โบพลาตินตัวเดียวจะเบากว่าและปลอดภัยกว่าไหม?

ไม่เสมอไป งานวิจัย EWOC-1 ในผู้หญิงสูงอายุที่เปราะบาง อายุ 70 ถึง 94 ปี พบว่าคาร์โบพลาตินตัวเดียวให้การรอดชีวิตแย่กว่าคาร์โบพลาตินร่วมกับแพคลิแท็กเซลอย่างมีนัยสำคัญ จนต้องหยุดการศึกษาก่อนกำหนด ทางที่นุ่มนวลกว่าที่มักใช้คือคาร์โบพลาตินขนาดต่ำร่วมกับแพคลิแท็กเซลขนาดต่ำ ให้สัปดาห์ละครั้ง โดยคำนวณขนาดคาร์โบพลาตินจากการทำงานของไต ทั้งนี้แพทย์มะเร็งเป็นผู้เลือกสูตรตามสภาพร่างกาย

ต้องตรวจอะไรบ้างก่อนเริ่มเคมีบำบัด จำเป็นต้องมีชิ้นเนื้อไหม?

ควรมี มักตรวจ CT ช่องอก ช่องท้อง และอุ้งเชิงกราน ตรวจเลือด CA-125 ร่วมกับ CEA เพื่อช่วยแยกว่ามะเร็งไม่ได้มาจากลำไส้หรือกระเพาะอาหาร และยืนยันด้วยเนื้อเยื่อหรือเซลล์ก่อนให้เคมีบำบัด เช่น เจาะชิ้นเนื้อผ่านภาพนำทาง หรือตรวจเซลล์จากน้ำในช่องท้องหรือน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด เพื่อรู้ระยะ FIGO และชนิดเซลล์ ชนิดที่พบบ่อยที่สุดคือ high-grade serous ส่วน low-grade และชนิดอื่นมีพฤติกรรมต่างกัน

คุณยายอายุมากแล้ว ทำไมยังต้องตรวจยีน BRCA?

แนวทาง ASCO แนะนำให้ตรวจยีน BRCA1 และ BRCA2 ในมะเร็งรังไข่ชนิดเยื่อบุผิวทุกคนไม่ว่าอายุเท่าไร และมะเร็งชนิด high-grade ควรตรวจ HRD ในชิ้นเนื้อร่วมด้วย ผลตรวจมีประโยชน์สองทาง ทางแรกคือบอกความเสี่ยงของลูกสาว หลานสาว และญาติสายเลือด ซึ่งตรวจและวางแผนป้องกันได้ ทางที่สองคือใช้ดูสิทธิ์ใช้ยากลุ่มยับยั้ง PARP เป็นยาคงสภาพ ซึ่งในผู้สูงอายุมากต้องเฝ้าระวังโลหิตจางและอ่อนเพลียอย่างใกล้ชิด

ถ้าเลือกดูแลอาการอย่างเดียว ไม่รักษามะเร็งโดยตรง แปลว่ายอมแพ้หรือเปล่า?

ไม่ใช่ การดูแลอาการอย่างเดียวเป็นทางเลือกที่ถูกต้องและได้รับความเคารพ โดยเฉพาะเมื่อตรงกับสิ่งที่คุณยายให้ความสำคัญ เช่น อยากอยู่บ้าน ไม่อยากนอนโรงพยาบาล ทีมยังช่วยได้มาก ทั้งเจาะระบายน้ำในท้อง ระบายน้ำในปอด ดูแลลำไส้อุดตัน คุมปวด คลื่นไส้ อาหาร และอารมณ์ และแม้เลือกรักษามะเร็ง ASCO ก็แนะนำให้มีทีมดูแลแบบประคับประคองควบคู่ตั้งแต่ต้น เพราะช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น

น้ำในท้องกลับมาเรื่อย ๆ จนแน่นท้อง ทำอะไรได้บ้าง?

แพทย์เจาะระบายน้ำในช่องท้องได้ เป็นหัตถการที่ใช้ยาชาเฉพาะที่และช่วยให้หายใจสบายและกินได้มากขึ้นเร็ว ถ้าน้ำกลับมาบ่อยจนต้องมาเจาะซ้ำหลายครั้ง อาจใส่สายระบายค้างไว้เพื่อระบายที่บ้านได้ ถ้าคุณยายตอบสนองต่อเคมีบำบัด น้ำมักลดลงด้วย แต่ถ้าท้องโตเร็วร่วมกับหายใจเหนื่อย อาเจียนซ้ำ หรือไม่ถ่ายไม่ผายลม ให้ไปห้องฉุกเฉิน

กลไกทางวิทยาศาสตร์ (Scientific mechanism)

ทำไมความเปราะบางสำคัญกว่าอายุ: เมื่ออายุมากขึ้น อวัยวะแต่ละระบบยังทำงานได้ในภาวะปกติ แต่กำลังสำรองทางสรีรวิทยา (physiologic reserve) ลดลงไม่เท่ากันในแต่ละคน
เมื่อเจอความเครียดจากการผ่าตัดใหญ่หรือเคมีบำบัด คนที่กำลังสำรองน้อยจะเสียสมดุลง่าย เช่น สับสนเฉียบพลัน ล้ม ติดเชื้อ หรือกลับมาทำกิจวัตรเองไม่ได้
การประเมินผู้สูงอายุแบบองค์รวมจึงทำนายผลข้างเคียงได้ดีกว่าอายุหรือการประเมินสมรรถภาพทั่วไปอย่างเดียว (Hurria 2011)

ทำไมคำนวณขนาดคาร์โบพลาตินจากไต: คาร์โบพลาตินถูกขับออกทางไตเป็นหลัก ขนาดยาจึงคำนวณจากอัตราการกรองของไตให้ได้ปริมาณยาในเลือด (AUC) ตามเป้า
ในวัย 90 กว่าไตมักกรองได้ลดลง แม้ค่าครีแอตินินในเลือดดูปกติเพราะมวลกล้ามเนื้อน้อย ถ้าประเมินไตสูงเกินจริง ยาจะมากเกินและกดไขกระดูกรุนแรงขึ้น

ทำไมเคมีบำบัดก่อนผ่าตัดลดภาระ: มะเร็งรังไข่ชนิด high-grade serous มักไวต่อยากลุ่มแพลทินัม ก้อนและจุดกระจายบนเยื่อบุช่องท้องจึงยุบได้ใน 3 รอบแรก
ทำให้การผ่าตัดทีหลังเล็กลง ใน EORTC 55971 เหลือก้อนไม่เกิน 1 ซม. ได้ 80.6% หลังเคมีบำบัดก่อน เทียบกับ 41.6% เมื่อผ่าตัดก่อน (Vergote 2010)

ทำไมเกิดน้ำในท้องและลิ่มเลือด: เซลล์มะเร็งบนเยื่อบุช่องท้องหลั่งสารที่ทำให้หลอดเลือดรั่ว และอุดทางระบายน้ำเหลืองใต้กะบังลม น้ำจึงสะสมในช่องท้อง
ขณะเดียวกันเซลล์มะเร็งกระตุ้นระบบการแข็งตัวของเลือด ก้อนในอุ้งเชิงกรานกดหลอดเลือดดำ และการนอนนาน ๆ ทำให้เลือดไหลช้า ความเสี่ยงลิ่มเลือดในมะเร็งรังไข่จึงสูง

ทำไมผล BRCA/HRD ใช้เลือกยายับยั้ง PARP: เซลล์ที่ยีน BRCA หรือกลไกซ่อม DNA แบบ homologous recombination บกพร่อง ต้องพึ่งเอนไซม์ PARP ซ่อม DNA
เมื่อยายับยั้ง PARP ปิดทางนี้ เซลล์มะเร็งจึงตาย (synthetic lethality) แต่ยายังกระทบไขกระดูกได้ จึงต้องเฝ้าระวังโลหิตจางในผู้สูงอายุมาก
(Konstantinopoulos 2020)

เรียบเรียงและทบทวนโดย

แหล่งอ้างอิงวิชาการ (E-E-A-T)

อ่านโปรไฟล์ผู้เขียน

ข้อจำกัดความรับผิดชอบทางการแพทย์

บทความนี้ให้ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับทางเลือกการรักษามะเร็งรังไข่ในผู้สูงอายุ การประเมินผู้สูงอายุแบบองค์รวม และการดูแลแบบประคับประคอง
ไม่ใช่การวินิจฉัย ใบสั่งยา หรือแผนการรักษาเฉพาะบุคคล — การเลือกผ่าตัด สูตรยา ขนาดยา และการตรวจยีนต้องเป็นไปตามแพทย์มะเร็งนรีเวชและทีมที่ดูแลคุณยายโดยตรง
ตัวเลขมาจากงานวิจัยกลุ่มประชากร หากมีอาการในหัวข้อสัญญาณแดง เช่น อาเจียนซ้ำ ไม่ถ่ายไม่ผายลม หายใจเหนื่อยเฉียบพลัน หรือไข้ตั้งแต่ 38.0°C ระหว่างเคมีบำบัด ให้ไปห้องฉุกเฉินหรือโทร 1669 ทันที