หมวด: กรดไหลย้อน · อาการทางหัวใจ · ระบบประสาทอัตโนมัติ
รักษากรดไหลย้อนแล้ว ใจสั่นจะหายไหม: กลไกเส้นประสาทเวกัส Roemheld syndrome วงจรความกังวล วิธีแยกจากโรคหัวใจ และหลักฐานจริงเรื่องกรดไหลย้อนกับจังหวะหัวใจ
AI Overview / คำตอบด่วน (BLUF)
ใจสั่นที่มากับกรดไหลย้อนมักเกิดจากรีเฟล็กซ์ประสาทระหว่างหลอดอาหารกับหัวใจ ลมในกระเพาะดันกะบังลม และความกังวลที่หลั่งอะดรีนาลีน หลายคนดีขึ้นเมื่อคุมกรดไหลย้อนได้ แต่ไม่มีใครรับประกันล่วงหน้า ควรตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) อย่างน้อยหนึ่งครั้งเพื่อแยกหัวใจเต้นผิดจังหวะก่อน
คนที่เป็นกรดไหลย้อน (GERD, NIDDK)แล้วมีใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว เต้นสะดุด หรือแน่นอกร่วมด้วย ·
ถ้ามีเวียนหัวโคลงเคลงร่วมด้วย อ่าน
กรดไหลย้อนกับเวียนหัวและเส้นประสาทเวกัส ·
สัญญาณอันตราย ·
ตารางแยกจากโรคหัวใจ ·
แผนดูแล 4 ขั้น ·
เปรียบเทียบการรักษา ·
FAQ
คำถามจากกลุ่มผู้ป่วยกรดไหลย้อน: มีใครรักษากรดไหลย้อนหายแล้วหัวใจกลับมาเต้นปกติไหม
ตอบสั้น: หลายคนดีขึ้นจริงเมื่อคุมกรดไหลย้อนได้ โดยเฉพาะเมื่อผลตรวจหัวใจปกติและใจสั่นมักเกิดหลังอาหาร ตอนท้องอืด หรือตอนนอนราบ แต่ควรตรวจหัวใจก่อนสรุปว่าเป็นจากกรด
สมาชิกในกลุ่มผู้ป่วยกรดไหลย้อนท่านหนึ่งถามว่า ถ้ารักษากรดไหลย้อนหาย หัวใจจะกลับมาเต้นปกติไหม บทความนี้รวบรวมกลไกที่อธิบายได้ หลักฐานว่าอะไรรู้แล้วและอะไรยังไม่รู้ วิธีแยกจากโรคหัวใจ และแผนดูแลที่ทำได้ โดยไม่ได้ประเมินประวัติของผู้ถามจึงไม่ใช่การวินิจฉัย
สัญญาณอันตราย: อาการแบบนี้อย่าคิดว่าเป็นแค่กรดไหลย้อน
ตอบสั้น: ถ้ามีข้อใดข้อหนึ่ง ให้ไปโรงพยาบาลหรือโทร 1669 ทันที ไม่ต้องรอดูว่ากินยาลดกรดแล้วหายไหม
อาการที่ต้องรีบไปโรงพยาบาล
- เจ็บแน่นอกเหมือนถูกกดทับนานเกินไม่กี่นาที ร้าวไปแขน กราม หรือหลัง มีเหงื่อแตก คลื่นไส้ หรือเหนื่อยหอบ อ่าน แสบร้อนกลางอก กรดไหลย้อนหรือหัวใจขาดเลือด
- หน้ามืดจะเป็นลม วูบ หรือหมดสติ ระหว่างหรือหลังใจสั่น
- ใจเต้นเร็วหรือเต้นไม่สม่ำเสมอต่อเนื่องไม่หยุด แม้นั่งพักแล้ว
- ใจสั่นหรือแน่นอกตอนออกแรง เช่น เดินขึ้นบันได แล้วดีขึ้นเมื่อพัก
- หายใจไม่ทันขณะพัก ขาบวม หรือนอนราบไม่ได้
- มีโรคหัวใจอยู่เดิม หรือคนในครอบครัวเสียชีวิตกะทันหันก่อนอายุ 50 ปี
- อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำ กลืนลำบาก หรือน้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ
อาการกรดไหลย้อนกับโรคหัวใจเกิดพร้อมกันได้ การมีกรดไหลย้อนอยู่แล้วไม่ได้ทำให้ตัดโรคหัวใจออกไป
1. ทำไมกรดไหลย้อนถึงทำให้ใจสั่น: สิ่งที่งานวิจัยรู้แล้ว
ตอบสั้น: หลอดอาหารกับหัวใจอยู่ติดกันและใช้เส้นประสาทอัตโนมัติชุดเดียวกัน กรดในหลอดอาหารจึงส่งผลต่อหัวใจผ่านรีเฟล็กซ์ได้ แต่ข้อมูลส่วนใหญ่มาจากการศึกษาขนาดเล็กหรือการศึกษาเชิงสังเกต
รีเฟล็กซ์ระหว่างหลอดอาหารกับหัวใจ
การศึกษาที่หยดกรดเข้าหลอดอาหาร (Chauhan 1996) พบว่าในผู้ป่วยหลอดเลือดหัวใจตีบ 14 คน การไหลเวียนเลือดหัวใจลดจาก 70.4 เหลือ 46.4 มล./นาที แต่ไม่เปลี่ยนในผู้ปลูกถ่ายหัวใจ 18 คนที่เส้นประสาทหัวใจถูกตัดขาด แสดงว่าเป็นรีเฟล็กซ์ผ่านเส้นประสาท
ข้อควรรู้คือเส้นประสาทเวกัสโดยตรงมักทำให้หัวใจเต้นช้าลง หรือเกิดจังหวะแทรก (รู้สึกหัวใจตุบ สะดุด หรือวูบ) ส่วนหัวใจเต้นเร็วรัวมักมาจากระบบประสาทซิมพาเทติกและอะดรีนาลีนตอนตกใจ ดังนั้นการบอกว่ากรดกระตุ้นเวกัสจนหัวใจเต้นเร็วจึงอธิบายได้ไม่ครบ
กรดไหลย้อนกับหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิด AF: หลักฐานยังไม่ตรงกัน
การศึกษาระดับประเทศในไต้หวัน (Huang 2012) เทียบผู้ป่วยกรดไหลย้อน 29,688 คนกับกลุ่มควบคุม 29,597 คน พบ AF 0.62% เทียบ 0.56% ใน 3 ปี คิดเป็นความเสี่ยง 1.31 เท่า
แต่การศึกษาในสหรัฐฯ 5,288 คน (Bunch 2008) ไม่พบความสัมพันธ์หลังปรับอายุ เพศ ความดัน และหัวใจล้มเหลว
บทความทบทวน (Linz 2017) เสนอกลไกที่เป็นไปได้ ได้แก่ การอักเสบ ระบบประสาทอัตโนมัติ หลอดอาหารที่อยู่ติดหัวใจห้องบนซ้าย และปัจจัยร่วมอย่างน้ำหนักเกินกับหยุดหายใจขณะหลับ และระบุว่ายังต้องมีงานวิจัยไปข้างหน้าเพื่อพิสูจน์ว่ารักษากรดแล้วลด AF ได้
รักษากรดแล้วใจสั่นลดลงไหม
การศึกษานำร่อง (Weigl 2003) ในผู้ป่วยหลอดอาหารอักเสบ 89 คน พบ 18 คนมีหัวใจเต้นผิดจังหวะเป็นพักๆ โดยไม่มีโรคหัวใจอื่น หลังได้ PPI มี 14 คน (78%) ที่อาการใจสั่นอย่างน้อยหนึ่งอาการลดลงหรือหายไป เป็นสัญญาณที่ดี แต่ไม่มีกลุ่มเปรียบเทียบและขนาดเล็ก
2. Roemheld syndrome: เมื่อกระเพาะอืดดันกะบังลมจนใจสั่น
ตอบสั้น: เป็นคำอธิบายกลุ่มอาการ ไม่ใช่ผลตรวจที่ยืนยันได้ด้วยเครื่องมือเดียว ต้องตรวจหัวใจให้ปกติก่อน แล้วดูว่าอาการดีขึ้นเมื่อรักษาทางเดินอาหารหรือไม่
Roemheld syndrome คืออะไร
Roemheld syndrome หรือ gastrocardiac syndrome คือภาวะที่ปัญหาในกระเพาะหรือลำไส้ทำให้เกิดอาการคล้ายโรคหัวใจ บทความทบทวนปี 2024 (Umair Javaid 2024) รวบรวมสาเหตุ เช่น ลมมาก ไส้เลื่อนกระบังลม นิ่วถุงน้ำดี และกรดไหลย้อน อาการได้แก่ แน่นอก ใจสั่น หายใจไม่อิ่ม คลื่นไส้ ท้องอืด และระบุว่าเป็นภาวะที่ยังมีงานวิจัยน้อย ผู้เขียนเพิ่งเสนอเกณฑ์วินิจฉัยใหม่ซึ่งยังไม่เป็นมาตรฐานสากล
ตัวกระตุ้นที่พบบ่อย
- มื้อใหญ่หรือกินเร็ว กลืนลมมาก
- น้ำอัดลม เบียร์ และเครื่องดื่มที่มีฟอง
- อาหารที่ทำให้ท้องอืดในบางคน เช่น ถั่ว หัวหอม นม ในคนที่ย่อยแล็กโทสไม่ได้
- นอนราบทันทีหลังกิน หรือใส่กางเกงเอวรัด
- ไส้เลื่อนกระบังลม ซึ่งต้องส่องกล้องหรือเอกซเรย์จึงจะทราบ
วินิจฉัยอย่างไร
การวินิจฉัยอาศัยประวัติว่าใจสั่นสัมพันธ์กับมื้ออาหารหรือท้องอืด การตรวจร่างกาย ECG และอาการที่ดีขึ้นหลังรักษาทางเดินอาหาร จึงเป็นการวินิจฉัยหลังตัดโรคหัวใจออกแล้ว ไม่ควรตั้งชื่อนี้ให้ตัวเองก่อนตรวจหัวใจ
3. วงจรความกังวล: เมื่อความกลัวเร่งหัวใจให้เต้นเร็วขึ้นอีก
ตอบสั้น: อาการแสบแน่นอกทำให้ตกใจ ร่างกายหลั่งอะดรีนาลีน หัวใจเต้นเร็วขึ้น ยิ่งจับจ้องการเต้นของหัวใจก็ยิ่งกลัว วงจรนี้ตัดได้ด้วยการตรวจให้รู้ผลชัดและฝึกหายใจ
ทำไมแยกด้วยความรู้สึกไม่ได้
การศึกษาผู้มาห้องฉุกเฉินด้วยเจ็บหน้าอก 338 คน (Greenslade 2017) พบโรคแพนิกเพียง 5.6% ขณะที่ 7.7% มีเหตุการณ์ทางหัวใจที่รุนแรงภายใน 30 วัน และอาการที่ผู้ป่วยเล่าแทบแยกสองกลุ่มไม่ได้ จึงไม่ควรสรุปเองว่าเป็นแค่ความเครียดหรือแค่กรดไหลย้อน
อาการแสบร้อนกลางอกหรือจุกแน่นเข้ากับตัวเองบ่อยแค่ไหน
ปุ่มนี้สำรวจอาการกรดไหลย้อนเท่านั้น ไม่ได้แปลว่าใจสั่นหรือเจ็บหน้าอกเกิดจากกรดเสมอไป หากมีอาการเจ็บแน่นหน้าอก หายใจลำบาก หรือเป็นลมที่สงสัยภาวะฉุกเฉิน ให้โทร 1669 ทันที ก่อนทำแบบประเมิน
วิเคราะห์ระดับความรุนแรงและรับคำแนะนำเฉพาะบุคคลจาก Advisory team ของเรา
4. แยกใจสั่นแน่นอกจากกรดไหลย้อนกับโรคหัวใจ
ตอบสั้น: ลักษณะอาการช่วยชี้ทางได้ แต่ใช้แทนการตรวจไม่ได้ แนวทาง AHA/ACC 2021 แนะนำให้ผู้ที่เจ็บหน้าอกเฉียบพลันได้รับการตรวจ ECG โดยเร็ว
เป็นแนวทางเบื้องต้น อาการซ้อนกันได้ (บนมือถือแสดงเป็นการ์ด)
| ลักษณะ | กรดไหลย้อน / Roemheld syndrome | โรคหัวใจขาดเลือดหรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ | การตรวจที่ช่วยแยก |
|---|---|---|---|
| ช่วงเวลาที่เกิด | หลังอาหาร ท้องอืด ก้มตัว หรือนอนราบ | ตอนออกแรงหรือเครียด หรือเกิดขึ้นเองโดยไม่มีตัวกระตุ้น | จดบันทึกเวลาเกิดอาการเทียบกับมื้ออาหาร |
| ลักษณะเจ็บ | แสบร้อนกลางอก เรอเปรี้ยว แน่นท้อง | แน่นหนักเหมือนถูกกดทับ ร้าวไปแขน กราม หรือหลัง | ECG และตรวจเลือดหาเอนไซม์หัวใจเมื่อเจ็บเฉียบพลัน |
| ลักษณะใจสั่น | ตุบสะดุดเป็นครั้งคราว ดีขึ้นเมื่อเรอหรือผายลม | เต้นเร็วต่อเนื่อง ไม่สม่ำเสมอตลอด หรือมีวูบหน้ามืด | Holter 24–48 ชั่วโมง หรือเครื่องบันทึกตอนมีอาการ |
| อาการร่วม | ท้องอืด เรอบ่อย ไอเรื้อรัง เสียงแหบ | เหงื่อแตก เหนื่อยหอบ ขาบวม หมดสติ | ตรวจร่างกาย ความดัน ชีพจร และออกซิเจนในเลือด |
| สิ่งที่ทำให้ดีขึ้น | ยาลดกรด ลุกนั่ง เดินเบาๆ ลดมื้อใหญ่ | พักแล้วดีขึ้น (ขาดเลือด) หรือไม่ดีขึ้นเลย | ทดสอบการออกกำลังกายหรืออัลตราซาวด์หัวใจตามที่แพทย์สั่ง |
| กลุ่มเสี่ยง | น้ำหนักเกิน กินดึก ดื่มกาแฟหรือแอลกอฮอล์มาก | อายุมาก ความดันสูง เบาหวาน ไขมันสูง สูบบุหรี่ ไทรอยด์เป็นพิษ | ตรวจน้ำตาล ไขมัน ไทรอยด์ และเกลือแร่ |
5. แผนดูแล 4 ขั้น ให้ทั้งกระเพาะและจังหวะหัวใจกลับมาสงบ
ตอบสั้น: ตรวจหัวใจให้รู้ผลก่อน แล้วรักษากรดไหลย้อนให้ต่อเนื่อง ลดลมในกระเพาะ และฝึกหายใจ ทำครบทั้ง 4 ขั้นได้ผลกว่าทำอย่างใดอย่างหนึ่ง
ปรับตามคำแนะนำของแพทย์เจ้าของไข้ (บนมือถือแสดงเป็นการ์ด)
| ขั้น | สิ่งที่ทำ | เหตุผล | สิ่งที่คาดหวัง |
|---|---|---|---|
| 1. ตรวจหัวใจ | ECG ความดัน ตรวจเลือดพื้นฐาน และ Holter หากใจสั่นซ้ำ | แยกหัวใจเต้นผิดจังหวะ หัวใจขาดเลือด ไทรอยด์ และโลหิตจาง | ผลปกติช่วยลดความกังวล ซึ่งช่วยลดใจสั่นได้เอง |
| 2. รักษากรดไหลย้อน | กินยาตามแพทย์สั่งให้ครบ เช่น PPI ก่อนอาหาร 30–60 นาที นาน 8 สัปดาห์ | ให้เยื่อบุหลอดอาหารหายอักเสบ ลดการกระตุ้นรีเฟล็กซ์ | หลายคนใจสั่นลดลงเมื่อกรดไหลย้อนดีขึ้นในหลายสัปดาห์ |
| 3. ลดลมและมื้อใหญ่ | แบ่งมื้อเล็ก กินช้า เลี่ยงน้ำอัดลม กินมื้อเย็นก่อนนอนอย่างน้อย 3 ชั่วโมง | ลดแรงดันในกระเพาะที่ดันกะบังลม และลดกรดตอนนอน | ใจสั่นหลังอาหารและตอนนอนราบลดลง |
| 4. ฝึกหายใจและดูแลใจ | หายใจด้วยกะบังลมวันละ 2–3 รอบ ลดคาเฟอีน แอลกอฮอล์ และนอนให้พอ | เสริมกล้ามเนื้อกะบังลมที่ช่วยหูรูด และลดอะดรีนาลีน | ช่วยตัดวงจรความกังวล แต่ไม่ใช่การรักษาหัวใจเต้นผิดจังหวะ |
รักษากรดไหลย้อนให้ต่อเนื่อง
แนวทาง ACG 2022 แนะนำให้ใช้ยา PPI 8 สัปดาห์สำหรับอาการกรดไหลย้อนทั่วไป กินก่อนอาหาร 30–60 นาที ร่วมกับลดน้ำหนักหากน้ำหนักเกิน ยกหัวเตียงหากมีอาการตอนกลางคืน และไม่กินภายใน 2–3 ชั่วโมงก่อนนอน
การศึกษาในญี่ปุ่น (Fujiwara 2005) พบว่าการเข้านอนภายใน 3 ชั่วโมงหลังมื้อเย็นสัมพันธ์กับโอกาสเป็นกรดไหลย้อนสูงขึ้นราว 7.45 เท่า
ระวังยาเพิ่มการบีบตัวในคนที่ใจสั่น
การวิเคราะห์รวมงานวิจัยผู้ป่วย 101,155 คน (Bor 2018) พบว่า domperidone ขนาดเกิน 30 มิลลิกรัมต่อวันสัมพันธ์กับความเสี่ยงเหตุการณ์ทางหัวใจสูงขึ้นราว 3.14 เท่าเมื่อเทียบกับไม่ได้รับยา คนที่ใจสั่นจึงควรแจ้งแพทย์ก่อนได้รับยากลุ่มนี้ และไม่ควรซื้อกินเอง
ฝึกหายใจด้วยกะบังลม
งานวิจัยแบบสุ่ม 19 คน (Eherer 2012) พบว่าฝึกหายใจด้วยกะบังลม 4 สัปดาห์ช่วยลดเวลาที่หลอดอาหารสัมผัสกรดจาก 9.1% เหลือ 4.7% และผู้ที่ฝึกต่อจนครบ 9 เดือนใช้ยา PPI ลดลงจากราว 98 เหลือ 25 มิลลิกรัมต่อสัปดาห์
วิธีทำ: นั่งหรือนอนหงาย มือหนึ่งวางที่หน้าอก อีกมือวางที่ท้อง หายใจเข้าทางจมูก 4 วินาทีให้ท้องป่องโดยหน้าอกนิ่ง หายใจออกทางปาก 6 วินาที ทำ 5–10 นาที วันละ 2–3 รอบ
6. เปรียบเทียบทางเลือกการดูแล: ปรับพฤติกรรม ยา และการดูแลใจ
ตอบสั้น: การรักษากรดไหลย้อนและปรับพฤติกรรมเป็นพื้นฐาน ส่วนยาที่ออกฤทธิ์ต่อหัวใจหรือความกังวลควรใช้เมื่อแพทย์ตรวจพบความจำเป็นเท่านั้น
เปรียบเทียบทางเลือก ใช้ชื่อสามัญและกลุ่มยาเท่านั้น (บนมือถือแสดงเป็นการ์ด)
| ทางเลือก | เหมาะกับใคร | ช่วยอะไร | ข้อควรรู้ |
|---|---|---|---|
| ปรับมื้ออาหาร ลดลม กินเย็นเร็ว | ทุกคน | ลดกรดไหลย้อนและแรงดันในกระเพาะ | ไม่จำเป็นต้องงดอาหารแบบเหมารวม |
| ฝึกหายใจด้วยกะบังลม | กรดไหลย้อนร่วมกับความกังวล | ลดการสัมผัสกรดและลดความตื่นตระหนก | ต้องฝึกต่อเนื่องหลายสัปดาห์ |
| ยาลดกรดชนิดน้ำและแอลจิเนต | อาการเป็นครั้งคราว | บรรเทาเร็วระยะสั้น | กินห่างจากยาอื่นราว 2 ชั่วโมง |
| ยากลุ่ม H2 blocker (famotidine) | อาการน้อยหรือเป็นตอนกลางคืน | ลดการหลั่งกรด | ฤทธิ์อ่อนกว่า PPI |
| ยากลุ่ม PPI (omeprazole, esomeprazole, pantoprazole) | อาการบ่อยหรือหลอดอาหารอักเสบ ตามแพทย์สั่ง | ลดกรดแรงที่สุด ให้เยื่อบุหาย | กินก่อนอาหาร 30–60 นาที ห้ามหยุดเองทันที |
| ยาเพิ่มการบีบตัว (domperidone, metoclopramide) | แน่นอืดมาก กระเพาะบีบตัวช้า ตามแพทย์พิจารณา | เร่งการเคลื่อนของอาหารออกจากกระเพาะ | มีข้อควรระวังทางหัวใจ แจ้งแพทย์หากใจสั่น |
| ดูแลความกังวลหรือแพนิก (จิตบำบัด CBT หรือยาตามจิตแพทย์) | ใจสั่นจากความกลัวซ้ำๆ แม้ผลตรวจหัวใจปกติ | ตัดวงจรความกังวลและอะดรีนาลีน | ทำหลังตรวจหัวใจแล้วเท่านั้น |
| ยาควบคุมจังหวะหัวใจ (เช่น beta-blocker) | แพทย์โรคหัวใจตรวจพบหัวใจเต้นผิดจังหวะ | ลดอัตราการเต้นหรือจังหวะแทรก | ไม่ควรใช้เองเพียงเพราะรู้สึกใจสั่น |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
คำถามที่คนเป็นกรดไหลย้อนถามบ่อยเรื่องใจสั่นและหัวใจ
ทำไมเป็นกรดไหลย้อนแล้วถึงมีอาการใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว?
มี 3 กลไกที่อธิบายได้ คือ กรดในหลอดอาหารกระตุ้นรีเฟล็กซ์ผ่านเส้นประสาทอัตโนมัติไปยังหัวใจ ซึ่งมักทำให้รู้สึกหัวใจเต้นสะดุดหรือมีจังหวะแทรก กระเพาะที่อืดแน่นจากลมหรือมื้อใหญ่ดันกะบังลมขึ้นจนรู้สึกแน่นอกและใจสั่น และอาการแสบแน่นอกทำให้ตกใจจนร่างกายหลั่งอะดรีนาลีน หัวใจจึงเต้นเร็วขึ้นอีก ทั้งนี้ต้องตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจเพื่อแยกโรคหัวใจก่อนสรุปว่าเกิดจากกรดไหลย้อน
ถ้ารักษากรดไหลย้อนหาย หัวใจจะกลับมาเต้นปกติเหมือนเดิมไหม?
หลายคนดีขึ้นเมื่อคุมกรดไหลย้อนได้ โดยเฉพาะเมื่อผลตรวจหัวใจปกติและอาการใจสั่นมักเกิดหลังอาหาร ตอนท้องอืด หรือตอนนอนราบ ในการศึกษานำร่องผู้ป่วยหลอดอาหารอักเสบที่มีหัวใจเต้นผิดจังหวะเป็นพักๆ 18 คน พบว่า 14 คน (78%) อาการใจสั่นลดลงหลังได้ยากลุ่ม PPI แต่เป็นการศึกษาขนาดเล็ก จึงไม่มีใครรับประกันผลล่วงหน้าได้ หากใจสั่นยังเป็นอยู่หลังกรดไหลย้อนดีขึ้น ควรตรวจหัวใจเพิ่ม
กลุ่มอาการโรมเฮลด์ (Roemheld syndrome) คืออะไร และเกี่ยวกับกรดไหลย้อนอย่างไร?
Roemheld syndrome หรือ gastrocardiac syndrome คือภาวะที่ปัญหาในกระเพาะหรือลำไส้ เช่น ลมมาก มื้อใหญ่ ไส้เลื่อนกระบังลม หรือกรดไหลย้อน ทำให้เกิดอาการคล้ายโรคหัวใจ เช่น แน่นอก ใจสั่น หายใจไม่อิ่ม บทความทบทวนปี 2024 ระบุว่าเป็นภาวะที่ยังมีงานวิจัยน้อย การวินิจฉัยอาศัยประวัติ การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และอาการที่ดีขึ้นหลังรักษาทางเดินอาหาร จึงต้องตรวจหัวใจให้ปกติก่อน ไม่ควรวินิจฉัยเอง
แน่นอกใจสั่นจากกรดไหลย้อน ต่างจากโรคหัวใจขาดเลือดอย่างไร?
อาการจากกรดไหลย้อนมักเป็นแสบร้อนกลางอก เกิดหลังอาหารหรือตอนนอนราบ มีเรอเปรี้ยว และดีขึ้นด้วยยาลดกรด ส่วนโรคหัวใจขาดเลือดมักเป็นแน่นหนักเหมือนถูกกดทับ เกิดตอนออกแรงหรือเครียด ร้าวไปแขน กราม หรือหลัง และอาจมีเหงื่อแตก เหนื่อยหอบ แต่อาการสองแบบนี้ซ้อนกันได้ การศึกษาในห้องฉุกเฉินพบว่าอาการที่เล่าไม่สามารถแยกโรคได้ชัด จึงต้องตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หากเจ็บแน่นอกรุนแรงให้โทร 1669 ทันที
ใจสั่นร่วมกับกรดไหลย้อนควรตรวจหัวใจอะไรบ้าง ตรวจ ECG ครั้งเดียวปกติแล้วพอไหม?
ขั้นแรกคือตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) ตรวจความดัน และตรวจเลือดตามที่แพทย์เห็นสมควร เช่น ความเข้มข้นเลือด ไทรอยด์ และเกลือแร่ หาก ECG ปกติแต่ใจสั่นยังเป็นซ้ำ แพทย์อาจให้ติดเครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจ 24–48 ชั่วโมง (Holter) หรือเครื่องบันทึกตอนมีอาการ เพราะ ECG ครั้งเดียวจับได้เฉพาะช่วงเวลาที่ตรวจ บางคนอาจต้องอัลตราซาวด์หัวใจหรือทดสอบการออกกำลังกาย
กรดไหลย้อนทำให้เกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิด AF ได้จริงไหม?
หลักฐานยังไม่ตรงกัน การศึกษาระดับประเทศในไต้หวันที่ติดตามผู้ป่วยกรดไหลย้อน 29,688 คน พบความเสี่ยง AF สูงขึ้นราว 1.31 เท่า แต่การศึกษาในสหรัฐฯ 5,288 คนไม่พบความสัมพันธ์หลังปรับปัจจัยอื่น กลไกที่เสนอคือการอักเสบ ระบบประสาทอัตโนมัติ และหลอดอาหารที่อยู่ติดหัวใจห้องบนซ้าย รวมถึงปัจจัยร่วมอย่างน้ำหนักเกินและหยุดหายใจขณะหลับ หากรู้สึกหัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอตลอด ควรตรวจหัวใจ
ยารักษากรดไหลย้อนหรือยาเพิ่มการบีบตัวของกระเพาะทำให้ใจสั่นได้ไหม?
ยาลดกรดกลุ่ม PPI เช่น omeprazole โดยทั่วไปไม่ได้ทำให้ใจสั่น แต่ยาเพิ่มการบีบตัวบางชนิดต้องระวัง การวิเคราะห์รวมงานวิจัยพบว่า domperidone ขนาดเกิน 30 มิลลิกรัมต่อวันสัมพันธ์กับความเสี่ยงเหตุการณ์ทางหัวใจสูงขึ้น ส่วน metoclopramide ก็มีข้อควรระวัง ควรแจ้งแพทย์ทุกครั้งว่ามีใจสั่น มีโรคหัวใจ หรือใช้ยาอื่นอยู่ และไม่ควรซื้อยาเพิ่มการบีบตัวกินเอง
ฝึกหายใจด้วยกะบังลมช่วยกรดไหลย้อนและใจสั่นได้จริงไหม ทำอย่างไร?
มีหลักฐานในกรดไหลย้อน งานวิจัยแบบสุ่มขนาดเล็ก 19 คนพบว่าฝึกหายใจด้วยกะบังลม 4 สัปดาห์ช่วยลดเวลาที่หลอดอาหารสัมผัสกรดจาก 9.1% เหลือ 4.7% และผู้ที่ฝึกต่อถึง 9 เดือนใช้ยา PPI ลดลง วิธีทำคือหายใจเข้าทางจมูกช้าๆ ให้ท้องป่อง หายใจออกยาวกว่าหายใจเข้า วันละ 2–3 รอบ รอบละ 5–10 นาที ช่วยลดความตื่นตระหนกได้ แต่ไม่ใช่การรักษาหัวใจเต้นผิดจังหวะ
กลไกทางวิทยาศาสตร์ (Scientific mechanism)
สรุปโดย ผศ.ดร.นรวิชญ์ ราษฎร์พิบูลย์:
หลอดอาหารส่วนล่างอยู่ชิดด้านหลังของหัวใจห้องบนซ้าย และรับเส้นประสาทรับความรู้สึกผ่านเส้นประสาทเวกัสกับเส้นประสาทไขสันหลังระดับอกชุดเดียวกับหัวใจ เมื่อกรดระคายเยื่อบุ สัญญาณประสาทเข้าสู่ก้านสมองและสะท้อนกลับไปปรับการทำงานของหัวใจ
ด้านเวกัสทำให้หัวใจเต้นช้าลงและเปลี่ยนคุณสมบัติไฟฟ้าของหัวใจห้องบน ซึ่งเอื้อต่อจังหวะแทรกหรือ AF ในบางคน ขณะที่ความเจ็บและความกลัวกระตุ้นระบบซิมพาเทติกให้หลั่งนอร์อะดรีนาลีนและอะดรีนาลีน หัวใจจึงเต้นเร็วและรู้สึกแรง
กระเพาะที่ขยายจากลมหรือมื้อใหญ่ดันกะบังลมขึ้นและกระตุ้นตัวรับแรงยืดในกระเพาะ เป็นพื้นฐานของ Roemheld syndrome ส่วนการอักเสบเรื้อรังของหลอดอาหาร โรคอ้วน และหยุดหายใจขณะหลับเป็นปัจจัยร่วมที่เชื่อมกรดไหลย้อนกับหัวใจเต้นผิดจังหวะ เมื่อเยื่อบุหายอักเสบและแรงดันในกระเพาะลดลง สัญญาณกระตุ้นเหล่านี้จึงลดลงตาม
แหล่งอ้างอิงทางวิชาการ (E-E-A-T)
- Katz PO, et al. ACG Clinical Guideline for the Diagnosis and Management of Gastroesophageal Reflux Disease. Am J Gastroenterol 2022.
- Writing Committee. 2021 AHA/ACC/ASE/CHEST/SAEM/SCCT/SCMR Guideline for the Evaluation and Diagnosis of Chest Pain. J Am Coll Cardiol 2021.
- Huang CC, et al. Gastroesophageal reflux disease and atrial fibrillation: a nationwide population-based study. PLoS One 2012.
- Bunch TJ, et al. Long-term risk of atrial fibrillation with symptomatic gastroesophageal reflux disease and esophagitis. Am J Cardiol 2008.
- Weigl M, et al. Reflux esophagitis in the pathogenesis of paroxysmal atrial fibrillation: results of a pilot study. South Med J 2003.
- Linz D, et al. Atrial fibrillation and gastroesophageal reflux disease: the cardiogastric interaction. Europace 2017.
- Chauhan A, et al. Cardioesophageal reflex: a mechanism for “linked angina” in patients with angiographically proven coronary artery disease. J Am Coll Cardiol 1996.
- Umair Javaid M, et al. Exploring Roemheld syndrome: a comprehensive review with proposed diagnostic criteria. Herz 2024.
- Greenslade JH, et al. Panic disorder in patients presenting to the emergency department with chest pain: prevalence and presenting symptoms. Heart Lung Circ 2017.
- Eherer AJ, et al. Positive effect of abdominal breathing exercise on gastroesophageal reflux disease: a randomized, controlled study. Am J Gastroenterol 2012.
- Bor S, et al. A meta-analysis on the cardiac safety profile of domperidone compared to metoclopramide. United European Gastroenterol J 2018.
- Fujiwara Y, et al. Association between dinner-to-bed time and gastro-esophageal reflux disease. Am J Gastroenterol 2005.
เรียบเรียงและทบทวนโดย ผศ.ดร.นรวิชญ์ ราษฎร์พิบูลย์ · ใช้ชื่อสามัญและกลุ่มยาเท่านั้น ไม่ระบุชื่อการค้าของยาหรือผลิตภัณฑ์
ข้อจำกัดความรับผิดชอบทางการแพทย์ (Medical Disclaimer)
บทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อการศึกษาจากงานวิจัยและแนวทางเวชปฏิบัติสากล ไม่ใช่การวินิจฉัย ไม่ใช่การสั่งการรักษา และไม่แทนการพบแพทย์ อาการใจสั่นและแน่นอกอาจเกิดจากโรคหัวใจที่ต้องตรวจด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ อย่าใช้บทความนี้ตัดสินเองว่าเป็นแค่กรดไหลย้อน ห้ามหยุดหรือปรับยาลดกรด ยาหัวใจ หรือยาคลายกังวลเอง หากมีสัญญาณอันตรายให้โทร 1669 หรือไปโรงพยาบาลทันที