หมวด: มะเร็งเต้านม · การรักษาเสริมหลังฉายแสง · การตรวจติดตาม
มะเร็งเต้านมระยะ 2 ฉายแสงจบแล้ว รักษาอะไรต่อ: ยาต้านฮอร์โมน ยามุ่งเป้า HER2 ยาเสริมตามชนิดย่อย และตารางตรวจติดตามหลังรักษา
AI Overview / คำตอบด่วน (BLUF)
หลังฉายแสงครบ การรักษาต่อขึ้นกับชนิดย่อยของมะเร็ง: ตัวรับฮอร์โมนบวกได้ยาต้านฮอร์โมน 5–10 ปี HER2 บวกได้ยามุ่งเป้าจนครบราว 1 ปี ชนิดสามลบที่ยังมีเนื้อร้ายเหลืออาจได้ยาเม็ดเคมีบำบัดต่อ ส่วนการตรวจติดตามคือพบแพทย์ทุก 3–6 เดือนในช่วงแรกและทำแมมโมแกรมปีละครั้ง
ผู้ป่วย มะเร็งเต้านม (NCI) ระยะ 2 ที่ผ่าตัดและฉายแสงครบแล้ว และครอบครัวที่ช่วยดูแล ·
อาการอันตราย ·
ทำไมแต่ละคนรักษาต่างกัน ·
ยาที่ได้ต่อหลังฉายแสง ·
ตารางตรวจติดตาม ·
ฟื้นฟูร่างกายและผลข้างเคียง ·
คำถามที่พบบ่อย
เสียงจากผู้อ่าน: ฉายแสงจบแล้ว รักษาอะไรต่อ และทำไมแต่ละเคสไม่เหมือนกัน
คำตอบสั้นๆ: การฉายแสงครบเป็นหมุดหมายสำคัญ แต่ผู้ป่วยหลายคนยังมีการรักษาเสริมต่อ ซึ่งออกแบบตามผลชิ้นเนื้อของแต่ละคน
สมาชิกในกลุ่มท่านหนึ่งแชร์วิดีโอประสบการณ์รักษามะเร็งเต้านมระยะ 2 ว่าฉายแสงจบแล้ว และย้ำว่าขั้นตอนการรักษาของแต่ละเคสไม่เหมือนกัน บทความนี้สรุปหลักฐานว่าหลังฉายแสงมักมีการรักษาอะไรต่อ ขึ้นกับปัจจัยใด ยาแต่ละกลุ่มใช้นานเท่าไร ผลข้างเคียงที่ต้องเฝ้าระวัง และตารางตรวจติดตามตามแนวทางสากล โดยไม่ได้ประเมินกรณีของบุคคลใด และไม่แทนคำแนะนำของแพทย์เจ้าของไข้
อาการที่ต้องติดต่อแพทย์หรือไปโรงพยาบาลทันที ไม่ต้องรอนัด
คำตอบสั้นๆ: ระหว่างใช้ยาต่อเนื่องหรือช่วงตรวจติดตาม ถ้ามีอาการต่อไปนี้ ให้ติดต่อแพทย์หรือไปโรงพยาบาลทันที กรณีฉุกเฉินโทร 1669
สัญญาณที่ไม่ควรรอ
- น่องบวมแดงปวดข้างเดียว เจ็บหน้าอกเฉียบพลัน หรือหายใจหอบทันที ขณะใช้ tamoxifen อาจเป็นลิ่มเลือดอุดตันในขาหรือปอด
- เหนื่อยง่ายผิดปกติ นอนราบไม่ได้ ขาบวม หรือใจสั่น ขณะได้ยามุ่งเป้า HER2 อาจเป็นสัญญาณหัวใจทำงานลดลง
- ไข้ 38 องศาเซลเซียสขึ้นไป ขณะได้ยาเคมีบำบัดชนิดเม็ดหรือยาที่กดเม็ดเลือด
- ท้องเสียรุนแรงหลายครั้งต่อวันจนอ่อนเพลีย ขณะใช้ยากลุ่ม CDK4/6 inhibitor
- แขนข้างที่ผ่าตัดบวม แดง ร้อน และมีไข้ อาจเป็นการติดเชื้อที่ผิวหนังซึ่งต้องได้ยาฆ่าเชื้อเร็ว
- ไอแห้ง หอบ หรือมีไข้ต่ำๆ ในช่วงราว 1–6 เดือนหลังฉายแสง อาจเป็นปอดอักเสบจากรังสี
- เลือดออกทางช่องคลอดหลังหมดประจำเดือนแล้ว ขณะใช้ tamoxifen ต้องตรวจโพรงมดลูก
- คลำเจอก้อนใหม่ที่เต้านม รักแร้ แผลผ่าตัด หรือเหนือกระดูกไหปลาร้า ปวดกระดูกจุดเดิมไม่หาย ไอเรื้อรัง ปวดหัวรุนแรง ตาเหลือง หรือน้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ
อาการเหล่านี้ไม่ได้แปลว่ามะเร็งกลับมาเสมอ แต่ควรให้แพทย์ตรวจโดยเร็ว อย่ารอถึงวันนัดตรวจติดตามครั้งถัดไป
1. ทำไมการรักษาต่อหลังฉายแสงของแต่ละคนจึงไม่เหมือนกัน
คำตอบสั้นๆ: ระยะ 2 บอกขนาดและการลามของโรค แต่ชนิดย่อยของมะเร็งเป็นตัวกำหนดว่ายาตัวไหนได้ผล แพทย์จึงวางแผนจากผลชิ้นเนื้อหลังผ่าตัดเป็นหลัก
ระยะ 2 หมายถึงอะไร
มะเร็งเต้านมระยะ 2 โดยทั่วไปหมายถึงก้อนขนาดราว 2–5 เซนติเมตรที่ยังไม่ลามต่อมน้ำเหลือง ก้อนเล็กกว่านั้นที่ลามต่อมน้ำเหลืองรักแร้ 1–3 ต่อม หรือก้อนใหญ่กว่า 5 เซนติเมตรที่ยังไม่ลามต่อมน้ำเหลือง โดยยังไม่กระจายไปอวัยวะอื่น โรคระยะนี้รักษาเพื่อหวังผลหายได้ การรักษาเสริมหลังผ่าตัดและฉายแสงมีเป้าหมายเพื่อกำจัดเซลล์มะเร็งขนาดเล็กที่อาจหลงเหลือ และลดโอกาสกลับเป็นซ้ำในระยะยาว
ชนิดย่อยของมะเร็ง: ตัวรับฮอร์โมน HER2 และสามลบ
- ตัวรับฮอร์โมนบวก (ER/PR บวก): เซลล์มะเร็งใช้เอสโตรเจนกระตุ้นการโต จึงตอบสนองต่อยาต้านฮอร์โมน พบมากที่สุด
- HER2 บวก: เซลล์มีโปรตีน HER2 มากผิดปกติ โตเร็ว แต่ตอบสนองดีต่อยามุ่งเป้า HER2
- ชนิดสามลบ (TNBC): ไม่มีตัวรับฮอร์โมนและไม่มี HER2 ยาต้านฮอร์โมนและยามุ่งเป้า HER2 จึงไม่ได้ผล การรักษาหลักคือเคมีบำบัดและยาเสริมเฉพาะกลุ่ม
ค่าในผลชิ้นเนื้อที่แพทย์ใช้ตัดสินใจ
นอกจากชนิดย่อย แพทย์ยังดูจำนวนต่อมน้ำเหลืองที่มีมะเร็ง ขนาดก้อน เกรดของเซลล์ ค่า Ki-67 ซึ่งบอกอัตราการแบ่งตัว การมีเนื้อร้ายเหลือหลังให้ยาก่อนผ่าตัด อายุ ภาวะหมดประจำเดือน และผลตรวจยีน BRCA ในบางราย ผู้ป่วยระยะ 2 สองคนจึงอาจได้แผนต่างกันมาก อ่านวิธีอ่านผลชิ้นเนื้อเพิ่มเติมใน หลังผ่าตัดมะเร็งเต้านม: ดูแลแผล อ่านผลชิ้นเนื้อ และวางแผนการรักษาเสริม
สรุปจากงานวิจัยและแนวทางสากล ใช้ประกอบการพูดคุยกับแพทย์ ไม่ใช่การสั่งยา (บนมือถือแสดงเป็นการ์ด)
| ชนิดย่อยและสถานการณ์ | ยาที่มักพิจารณาต่อ | ระยะเวลาโดยประมาณ | หลักฐานสำคัญ |
|---|---|---|---|
| ตัวรับฮอร์โมนบวก HER2 ลบ ความเสี่ยงไม่สูง | tamoxifen หรือยากลุ่ม aromatase inhibitor ตามภาวะหมดประจำเดือน | อย่างน้อย 5 ปี | tamoxifen ลดการกลับเป็นซ้ำราวครึ่งหนึ่งใน 4 ปีแรก (EBCTCG 2011) |
| ตัวรับฮอร์โมนบวก HER2 ลบ ความเสี่ยงสูง | ยาต้านฮอร์โมน ร่วมกับ abemaciclib เมื่อมีต่อมน้ำเหลือง 4 ต่อมขึ้นไป หรือ 1–3 ต่อมร่วมกับก้อนใหญ่ 5 ซม. ขึ้นไป เกรด 3 หรือ Ki-67 สูง ผู้ที่ยังมีประจำเดือนอาจได้ยากดรังไข่ร่วม | abemaciclib 2 ปี ยาต้านฮอร์โมน 5–10 ปี | monarchE: อัตราปลอดโรคลุกลาม 2 ปี 92.2% เทียบกับ 88.7% |
| HER2 บวก | trastuzumab ต่อจนครบ บางรายร่วมกับ pertuzumab ถ้าตัวรับฮอร์โมนบวกด้วย ได้ยาต้านฮอร์โมนร่วม | รวมราว 1 ปี นับจากเข็มแรก | ลดการกลับเป็นซ้ำเหลือ 0.66 เท่า และการเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมเหลือ 0.67 เท่า (EBCTCG 2021) |
| HER2 บวก ยังมีเนื้อร้ายเหลือหลังยาก่อนผ่าตัด | เปลี่ยนเป็น trastuzumab emtansine (T-DM1) | 14 รอบ ทุก 3 สัปดาห์ | KATHERINE: อัตราปลอดโรคลุกลาม 3 ปี 88.3% เทียบกับ 77.0% |
| ชนิดสามลบ ยังมีเนื้อร้ายเหลือหลังยาก่อนผ่าตัด | ยาเม็ดเคมีบำบัด capecitabine หรือ pembrolizumab ต่อจนครบถ้าเริ่มไว้ก่อนผ่าตัด | capecitabine ราว 6–8 รอบ | CREATE-X: อัตราปลอดโรคกลุ่มสามลบ 69.8% เทียบกับ 56.1% |
| มียีน BRCA ผิดปกติ HER2 ลบ ความเสี่ยงสูง | olaparib | 1 ปี | OlympiA: อัตราปลอดโรคลุกลาม 3 ปี 85.9% เทียบกับ 77.1% |
| หมดประจำเดือนแล้ว (ทุกชนิดย่อย) | ยาเสริมกระดูกกลุ่ม bisphosphonate เช่น zoledronic acid | ราว 2–5 ปี ตามสูตร | ลดการกลับเป็นซ้ำที่กระดูกเหลือ 0.72 เท่า และการเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมเหลือ 0.82 เท่า (EBCTCG 2015) |
2. ยาที่อาจได้ต่อหลังฉายแสง: ยาต้านฮอร์โมน ยามุ่งเป้า และยาเสริมตามความเสี่ยง
คำตอบสั้นๆ: หลังฉายแสง การรักษาเปลี่ยนจากการรักษาเฉพาะที่ เป็นการใช้ยาเพื่อลดโอกาสกลับเป็นซ้ำทั่วร่างกาย ซึ่งบางชนิดต้องใช้หลายปี
ยาต้านฮอร์โมน: tamoxifen ยากลุ่ม aromatase inhibitor และยากดรังไข่
การวิเคราะห์รวม 20 งานวิจัย 21,457 ราย (EBCTCG 2011) พบว่าในผู้ป่วยตัวรับเอสโตรเจนบวก การกิน tamoxifen ราว 5 ปีลดการกลับเป็นซ้ำเหลือ 0.53 เท่าในปีที่ 0–4 และ 0.68 เท่าในปีที่ 5–9 และลดการเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมราวหนึ่งในสามตลอด 15 ปี ส่วนผู้ที่หมดประจำเดือนแล้ว การวิเคราะห์ 31,920 ราย (EBCTCG 2015) พบว่ายากลุ่ม aromatase inhibitor เช่น anastrozole, letrozole และ exemestane ลดการกลับเป็นซ้ำได้มากกว่า tamoxifen ราว 30% ในช่วงที่ใช้ยาต่างกัน อัตราเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมใน 10 ปีอยู่ที่ 12.1% เทียบกับ 14.2%
ผู้ที่ยังมีประจำเดือนและความเสี่ยงสูง อาจได้ยาฉีดกดการทำงานของรังไข่กลุ่ม GnRH agonist เช่น goserelin หรือ leuprolide ร่วมด้วย งาน SOFT/TEXT (Francis 2018) พบอัตราปลอดโรค 8 ปีที่ 78.9% เมื่อใช้ tamoxifen อย่างเดียว 83.2% เมื่อใช้ tamoxifen ร่วมกับยากดรังไข่ และ 85.9% เมื่อใช้ exemestane ร่วมกับยากดรังไข่ แลกกับผลข้างเคียงรุนแรงที่มากขึ้น เช่น อาการวัยทองและกระดูกบาง
ทำไมบางคนต้องกินยาต้านฮอร์โมนถึง 10 ปี
การวิเคราะห์ 62,923 ราย (Pan 2017) พบว่าหลังหยุดยาต้านฮอร์โมนที่ 5 ปี ความเสี่ยงที่มะเร็งกลับมาที่อวัยวะอื่นยังเกิดต่อเนื่องทุกปีจนถึงปีที่ 20 ความเสี่ยงสะสมในช่วงปีที่ 5–20 อยู่ที่ราว 19% ในผู้ที่ก้อนขนาด 2–5 ซม. โดยไม่มีต่อมน้ำเหลือง และราว 26% เมื่อมีต่อมน้ำเหลือง 1–3 ต่อม ซึ่งเป็นกลุ่มที่พบบ่อยในระยะ 2 แพทย์จึงอาจพิจารณาให้ยาต่อถึง 7–10 ปีในผู้ที่ความเสี่ยงสูงและทนยาได้
ยามุ่งเป้า HER2: ต่อเนื่องจนครบราว 1 ปี
การวิเคราะห์ 7 งานวิจัย 13,864 ราย (EBCTCG 2021) พบว่าการเพิ่ม trastuzumab เข้ากับเคมีบำบัดลดการกลับเป็นซ้ำเหลือ 0.66 เท่า ลดการกลับเป็นซ้ำใน 10 ปีได้ 9.0% และลดการเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมเหลือ 0.67 เท่า ระยะเวลารวมมักอยู่ที่ประมาณ 1 ปีนับจากเข็มแรกที่ให้พร้อมเคมีบำบัด และให้ต่อระหว่างฉายแสงได้ ผู้ที่ยังมีเนื้อร้ายเหลือหลังให้ยาก่อนผ่าตัด งาน KATHERINE 1,486 ราย (von Minckwitz 2019) พบว่าการเปลี่ยนเป็น trastuzumab emtansine (T-DM1) 14 รอบ เพิ่มอัตราปลอดโรคลุกลาม 3 ปีจาก 77.0% เป็น 88.3% ระหว่างได้ยากลุ่มนี้ แพทย์มักตรวจคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจเป็นระยะ เช่น ราวทุก 3 เดือน
ตัวรับฮอร์โมนบวกที่ความเสี่ยงสูง: ยากลุ่ม CDK4/6 inhibitor
งาน monarchE 5,637 ราย (Johnston 2020) ศึกษาผู้ป่วยตัวรับฮอร์โมนบวก HER2 ลบ ที่มีต่อมน้ำเหลือง 4 ต่อมขึ้นไป หรือ 1–3 ต่อมร่วมกับก้อนขนาด 5 ซม. ขึ้นไป เกรด 3 หรือ Ki-67 ตั้งแต่ 20% พบว่าการเพิ่ม abemaciclib 2 ปีเข้ากับยาต้านฮอร์โมน ลดความเสี่ยงโรคลุกลามเหลือ 0.75 เท่า อัตราปลอดโรค 2 ปี 92.2% เทียบกับ 88.7% ผลข้างเคียงที่พบบ่อยคือท้องเสีย เม็ดเลือดขาวต่ำ และอ่อนเพลีย ต้องเจาะเลือดตามนัด
ชนิดสามลบและผู้ที่มียีน BRCA ผิดปกติ
ชนิดสามลบไม่ได้แปลว่ารอตรวจติดตามอย่างเดียว งาน CREATE-X (Masuda 2017) ในผู้ที่ยังมีเนื้อร้ายเหลือหลังให้ยาก่อนผ่าตัด พบว่ายาเม็ด capecitabine เพิ่มอัตราปลอดโรคในกลุ่มสามลบจาก 56.1% เป็น 69.8% และอัตรารอดชีวิตจาก 70.3% เป็น 78.8% ผลข้างเคียงที่พบบ่อยคือมือเท้าแดงลอก ส่วนผู้ที่มียีน BRCA ผิดปกติและความเสี่ยงสูง งาน OlympiA 1,836 ราย (Tutt 2021) พบว่า olaparib 1 ปีเพิ่มอัตราปลอดโรคลุกลาม 3 ปีจาก 77.1% เป็น 85.9% ผู้ที่ได้ยาภูมิคุ้มกันบำบัด pembrolizumab ร่วมกับเคมีบำบัดก่อนผ่าตัด มักได้ต่อหลังผ่าตัดจนครบตามแผน
ยาเสริมกระดูกในผู้ที่หมดประจำเดือนแล้ว
การวิเคราะห์ 18,766 ราย (EBCTCG 2015) พบว่าในผู้ที่หมดประจำเดือนแล้ว 11,767 ราย ยากลุ่ม bisphosphonate ลดการกลับเป็นซ้ำที่กระดูกเหลือ 0.72 เท่า ลดการเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมเหลือ 0.82 เท่า และลดกระดูกหัก แต่ไม่พบประโยชน์ด้านมะเร็งในผู้ที่ยังมีประจำเดือน ก่อนเริ่มยาควรตรวจฟันและรักษาฟันผุให้เรียบร้อย เพราะยาอาจทำให้กระดูกขากรรไกรตายได้ในส่วนน้อย
กินยาต่อเนื่องให้ครบ สำคัญพอๆ กับการเลือกยา
การติดตามผู้ป่วย 8,769 ราย (Hershman 2010) พบว่า 32% หยุดยาต้านฮอร์โมนก่อนครบภายใน 4.5 ปี และมีเพียง 49% ที่กินยาครบตามกำหนด ผู้ที่อายุน้อยกว่า 40 ปีเสี่ยงหยุดยามากที่สุด ถ้าผลข้างเคียงทำให้ใช้ชีวิตลำบาก ให้บอกแพทย์ เพราะมีทางปรับ เช่น เปลี่ยนยาในกลุ่มเดียวกัน หรือรักษาอาการปวดข้อและร้อนวูบวาบ ไม่ควรหยุดยาเอง
อาการระหว่างใช้ยาต่อเนื่องตอนนี้อยู่ในระดับไหน ควรติดต่อแพทย์เลยหรือรอนัดได้?
วิเคราะห์ระดับความรุนแรงและรับคำแนะนำเฉพาะบุคคลจาก Advisory team ของเรา แบบประเมินช่วยผู้ป่วยมะเร็งและครอบครัวจัดระดับสัญญาณที่พบระหว่างหรือหลังการรักษา เช่น ไข้ เหนื่อยหอบ ท้องเสีย หรืออาการที่แย่ลง ว่าดูแลต่อที่บ้านได้ ควรติดต่อแพทย์ หรือควรไปโรงพยาบาลทันที ใช้ร่วมกับสัญญาณอันตรายด้านบน แบบประเมินนี้ไม่ใช่การวินิจฉัยโรค และไม่ได้บอกว่ามะเร็งกลับเป็นซ้ำหรือไม่
3. ตารางตรวจติดตามหลังรักษาครบ: ตรวจอะไร บ่อยแค่ไหน
คำตอบสั้นๆ: หัวใจของการตรวจติดตามคือการพบแพทย์ตามนัด แมมโมแกรมปีละครั้ง และการรีบบอกอาการผิดปกติ ไม่ใช่การสแกนทั้งตัวบ่อยๆ
ความถี่ในการพบแพทย์ตามแนวทาง ASCO
แนวทาง ASCO (Khatcheressian 2013) แนะนำให้ซักประวัติและตรวจร่างกายทุก 3–6 เดือนในปีที่ 1–3 ทุก 6–12 เดือนในปีที่ 4–5 และปีละครั้งหลังจากนั้น ผู้ป่วยควรได้รับข้อมูลว่าอาการแบบใดบ่งว่าโรคอาจกลับมา และควรได้รับการตรวจเต้านมด้วยตนเองเป็นประจำ ผู้ที่มีประวัติครอบครัวชัดเจนควรได้รับคำปรึกษาด้านพันธุกรรม
แมมโมแกรมหลังฉายแสง
ผู้ที่ผ่าตัดสงวนเต้าควรทำแมมโมแกรมครั้งแรกหลังรักษาราว 1 ปีหลังแมมโมแกรมที่ใช้วินิจฉัย และอย่างน้อย 6 เดือนหลังฉายแสงครบ แล้วทำปีละครั้งทั้งเต้าข้างที่รักษาและเต้าอีกข้าง ผู้ที่ตัดเต้าออกทั้งหมดยังต้องทำแมมโมแกรมเต้าอีกข้างปีละครั้ง อัลตราซาวนด์หรือ MRI ใช้เพิ่มเมื่อเต้านมหนาแน่น มีความเสี่ยงทางพันธุกรรม หรือมีอาการ ตามที่แพทย์เห็นสมควร
ทำไมไม่ต้องสแกนทั้งตัวหรือเจาะค่ามะเร็งทุกครั้ง
แนวทาง ASCO ไม่แนะนำให้ตรวจเลือดทั่วไป สแกนกระดูก เอกซเรย์ปอด อัลตราซาวนด์ตับ CT PET-CT MRI หรือค่ามะเร็งในเลือด เช่น CEA และ CA 15-3 เป็นประจำในผู้ที่ไม่มีอาการ เพราะไม่ช่วยให้มีชีวิตยืนยาวขึ้น แต่เพิ่มผลผิดปกติเทียม การตรวจซ้ำ และความกังวล การตรวจเหล่านี้มีบทบาทเมื่อมีอาการผิดปกติ หรือเป็นการตรวจเพื่อติดตามผลข้างเคียงของยาที่ใช้อยู่
การตรวจเฉพาะตามยาที่ใช้
- tamoxifen: ตรวจภายในประจำปี และแจ้งแพทย์ทันทีถ้ามีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด ระวังการตั้งครรภ์และใช้วิธีคุมกำเนิดที่ไม่ใช่ฮอร์โมน
- ยากลุ่ม aromatase inhibitor: ตรวจความหนาแน่นกระดูกก่อนเริ่มยาและเป็นระยะ เสริมแคลเซียมและวิตามินดีตามแพทย์แนะนำ
- ยามุ่งเป้า HER2: ตรวจคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจตามนัดระหว่างได้ยา
- abemaciclib, capecitabine, olaparib: เจาะเลือดดูเม็ดเลือดและการทำงานของตับตามนัด
สรุปตามแนวทาง ASCO 2013 และการติดตามผลข้างเคียงของยา แพทย์อาจปรับตามความเสี่ยงของแต่ละคน (บนมือถือแสดงเป็นการ์ด)
| การตรวจ | ความถี่ | ใครควรตรวจ | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|
| ซักประวัติและตรวจร่างกาย | ทุก 3–6 เดือนในปีที่ 1–3 ทุก 6–12 เดือนในปีที่ 4–5 แล้วปีละครั้ง | ทุกคน | จดอาการผิดปกติและผลข้างเคียงของยาไปบอกแพทย์ทุกนัด |
| แมมโมแกรม | ปีละครั้ง | ทุกคนที่ยังมีเนื้อเต้านม | หลังสงวนเต้า ครั้งแรกอย่างน้อย 6 เดือนหลังฉายแสงครบ |
| ตรวจภายใน | ปีละครั้ง | ผู้ที่ใช้ tamoxifen | เลือดออกผิดปกติให้ไปตรวจทันที ไม่ต้องรอนัด |
| ความหนาแน่นกระดูก | ก่อนเริ่มยาและเป็นระยะ | ผู้ที่ใช้ aromatase inhibitor หรือยากดรังไข่ | ยาเสริมกระดูกช่วยลดกระดูกหักได้ |
| การทำงานของหัวใจ | เป็นระยะระหว่างได้ยา เช่น ราวทุก 3 เดือน | ผู้ที่ได้ยามุ่งเป้า HER2 | เหนื่อยง่าย ขาบวม ให้แจ้งก่อนถึงนัด |
| เจาะเลือดดูเม็ดเลือดและตับ | ตามรอบยา | ผู้ที่ใช้ abemaciclib, capecitabine หรือ olaparib | ใช้ติดตามผลข้างเคียงของยา ไม่ใช่การหามะเร็ง |
| สแกนทั้งตัว ค่ามะเร็งในเลือด | ไม่แนะนำเป็นประจำ | เฉพาะผู้ที่มีอาการผิดปกติ | ไม่ช่วยให้มีชีวิตยืนยาวขึ้นเมื่อไม่มีอาการ |
4. ฟื้นฟูร่างกายหลังฉายแสง: ผิว แขนบวม ผลข้างเคียงของยา และการใช้ชีวิต
คำตอบสั้นๆ: ช่วงหลังฉายแสงคือช่วงฟื้นฟู ดูแลผิว ขยับแขน ออกกำลังกาย และจัดการผลข้างเคียงของยา เพื่อให้ใช้ยาต่อเนื่องได้ครบ
ดูแลผิวบริเวณที่ฉายแสง
ผิวที่ฉายแสงมักแดงคล้ำมากที่สุดราว 1–2 สัปดาห์หลังฉายครบ แล้วค่อยๆ ดีขึ้นในหลายสัปดาห์ ทาครีมให้ความชุ่มชื้นที่ไม่มีน้ำหอม ใส่เสื้อผ้าฝ้ายหลวม และกันแดดบริเวณนั้นอย่างน้อย 1 ปี ระยะยาวเต้านมอาจแข็งหรือเล็กลงเล็กน้อย อ่านวิธีดูแลเพิ่มเติมใน ดูแลรอยดำไหม้และฟื้นฟูผิวหลังฉายแสง
ป้องกันแขนบวม และการยกน้ำหนัก
ผู้ที่ผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองรักแร้ร่วมกับฉายแสงบริเวณรักแร้ เสี่ยงแขนบวมมากขึ้น งานวิจัยใน 141 คนที่มีแขนบวมอยู่แล้ว (Schmitz 2009) พบว่าการยกน้ำหนักแบบค่อยๆ เพิ่มภายใต้ผู้ฝึก ไม่ทำให้แขนบวมมากขึ้น อาการกำเริบลดลงจาก 29% เหลือ 14% และแขนแข็งแรงขึ้น ควรเริ่มน้ำหนักเบา ใส่ปลอกแขนรัดตามที่นักกายภาพแนะนำ ดูแลผิวแขนไม่ให้เป็นแผล และสังเกตแขนบวม หนัก หรือแดงร้อน อ่านท่าบริหารใน หลังผ่าตัดมะเร็งเต้านมและต่อมน้ำเหลือง: ป้องกันแขนบวมและบริหารไหล่
จัดการผลข้างเคียงของยาต้านฮอร์โมน
- ร้อนวูบวาบ: แต่งกายเป็นชั้น เลี่ยงแอลกอฮอล์และอาหารเผ็ดจัด ถ้ารบกวนการนอนมาก แพทย์มียาที่ไม่ใช่ฮอร์โมนช่วยได้
- ปวดข้อจากยากลุ่ม aromatase inhibitor: ออกกำลังกายสม่ำเสมอช่วยได้ ถ้าไม่ดีขึ้นแพทย์อาจพักยาสั้นๆ หรือเปลี่ยนยาในกลุ่มเดียวกัน
- ช่องคลอดแห้ง: ใช้สารหล่อลื่นหรือมอยส์เจอไรเซอร์ชนิดไม่มีฮอร์โมน ปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาที่มีฮอร์โมนทุกชนิด
- ยาที่ใช้ร่วม: แจ้งแพทย์ทุกครั้งถ้าใช้ยาต้านเศร้าบางชนิด เช่น fluoxetine หรือ paroxetine เพราะอาจลดฤทธิ์ของ tamoxifen
ออกกำลังกาย คุมน้ำหนัก และอาหาร
การออกกำลังกายแบบแอโรบิกราว 150 นาทีต่อสัปดาห์ร่วมกับการฝึกกล้ามเนื้อ ช่วยลดอ่อนเพลีย ปวดข้อ และช่วยคุมน้ำหนัก ซึ่งมักเพิ่มขึ้นระหว่างใช้ยาต้านฮอร์โมน อ่านเพิ่มใน ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมน้ำหนักขึ้น เกิดจากอะไร และดูแลอย่างไร ส่วนอาหารจากถั่วเหลืองในปริมาณปกติไม่พบว่าเพิ่มการกลับเป็นซ้ำ อ่านใน ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมทานนมถั่วเหลืองได้ไหม ไม่ควรใช้สมุนไพรหรืออาหารเสริมแทนยา และควรแจ้งแพทย์ก่อนใช้ทุกชนิด
ดูแลใจหลังจบการรักษาหลัก
หลายคนรู้สึกโล่งเมื่อฉายแสงจบ แต่ก็กังวลว่าโรคจะกลับมา โดยเฉพาะช่วงก่อนวันนัดตรวจ การพูดคุยกับกลุ่มผู้ป่วย การกลับไปทำกิจวัตรทีละน้อย และการถามแพทย์ให้เข้าใจแผนการรักษา ช่วยลดความกังวลได้ ถ้ากังวลจนนอนไม่หลับหรือใช้ชีวิตลำบาก ปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
เปรียบเทียบกลุ่มยาและการดูแลหลังฉายแสง ใช้ชื่อสามัญเท่านั้น แพทย์จะเลือกตามผลชิ้นเนื้อและสภาพร่างกาย (บนมือถือแสดงเป็นการ์ด)
| กลุ่มยาหรือการดูแล | ใครมักได้ | ระยะเวลา | ประโยชน์จากงานวิจัย | ผลข้างเคียงที่ต้องเฝ้าระวัง |
|---|---|---|---|---|
| tamoxifen | ตัวรับฮอร์โมนบวก ทั้งก่อนและหลังหมดประจำเดือน | 5–10 ปี | ลดการกลับเป็นซ้ำเหลือ 0.53 เท่าใน 4 ปีแรก | ร้อนวูบวาบ ลิ่มเลือดอุดตัน มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกเพิ่มเล็กน้อยในผู้ที่อายุเกิน 55 ปี |
| ยากลุ่ม aromatase inhibitor | หมดประจำเดือนแล้ว หรือใช้ร่วมกับยากดรังไข่ | 5–10 ปี | ลดการกลับเป็นซ้ำมากกว่า tamoxifen ราว 30% ในช่วงที่ใช้ยาต่างกัน | ปวดข้อ กระดูกบาง กระดูกหักใน 5 ปี 8.2% เทียบกับ 5.5% |
| ยากดรังไข่กลุ่ม GnRH agonist | ยังมีประจำเดือนและความเสี่ยงสูง | มักราว 5 ปี | อัตราปลอดโรค 8 ปี 85.9% เมื่อใช้ร่วมกับ exemestane | อาการวัยทอง กระดูกบาง อารมณ์แปรปรวน |
| trastuzumab (บางรายร่วมกับ pertuzumab) | HER2 บวก | รวมราว 1 ปี | ลดการกลับเป็นซ้ำใน 10 ปีได้ 9.0% | หัวใจทำงานลดลง ต้องตรวจหัวใจเป็นระยะ |
| trastuzumab emtansine (T-DM1) | HER2 บวกที่ยังมีเนื้อร้ายเหลือหลังยาก่อนผ่าตัด | 14 รอบ | อัตราปลอดโรค 3 ปี 88.3% เทียบกับ 77.0% | เกล็ดเลือดต่ำ ค่าตับสูง ชาปลายมือปลายเท้า |
| abemaciclib | ตัวรับฮอร์โมนบวก HER2 ลบ ที่ต่อมน้ำเหลืองบวกและความเสี่ยงสูง | 2 ปี | อัตราปลอดโรค 2 ปี 92.2% เทียบกับ 88.7% | ท้องเสีย เม็ดเลือดขาวต่ำ อ่อนเพลีย |
| capecitabine | HER2 ลบ โดยเฉพาะสามลบ ที่ยังมีเนื้อร้ายเหลือ | ราว 6–8 รอบ | อัตราปลอดโรคกลุ่มสามลบ 69.8% เทียบกับ 56.1% | มือเท้าแดงลอก ท้องเสีย เม็ดเลือดต่ำ |
| olaparib | มียีน BRCA ผิดปกติ HER2 ลบ ความเสี่ยงสูง | 1 ปี | อัตราปลอดโรค 3 ปี 85.9% เทียบกับ 77.1% | คลื่นไส้ อ่อนเพลีย ซีด |
| ยาเสริมกระดูกกลุ่ม bisphosphonate | หมดประจำเดือนแล้ว | ราว 2–5 ปี | ลดการกลับเป็นซ้ำที่กระดูกเหลือ 0.72 เท่า | ไข้ปวดเมื่อยหลังฉีดครั้งแรก กระดูกขากรรไกรตายในส่วนน้อย |
| ออกกำลังกายและคุมน้ำหนัก | ทุกคน | ตลอดชีวิต | ยกน้ำหนักแบบค่อยๆ เพิ่มลดอาการแขนบวมกำเริบจาก 29% เหลือ 14% | เริ่มเบา เพิ่มทีละน้อย หยุดเมื่อแขนบวมหรือปวด |
| หยุดยาเอง หรือใช้สมุนไพรแทนยา | ไม่แนะนำ | ไม่มี | ไม่มีหลักฐานว่าใช้แทนยามาตรฐานได้ | เพิ่มโอกาสกลับเป็นซ้ำ และบางชนิดรบกวนฤทธิ์ยา |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
คำถามที่ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะ 2 และครอบครัวมักถามหลังฉายแสงครบ
มะเร็งเต้านมระยะ 2 ฉายแสงจบแล้ว ต้องรักษาอะไรต่อ ทำไมแต่ละคนไม่เหมือนกัน?
การรักษาหลังฉายแสงขึ้นกับผลชิ้นเนื้อเป็นหลัก ได้แก่ ตัวรับฮอร์โมน (ER/PR) สถานะ HER2 จำนวนต่อมน้ำเหลืองที่มีมะเร็ง ขนาดก้อน เกรด ค่า Ki-67 การมีเนื้อร้ายเหลือหลังให้ยาก่อนผ่าตัด อายุ ภาวะหมดประจำเดือน และยีน BRCA คนที่ตัวรับฮอร์โมนบวกมักได้ยาต้านฮอร์โมนหลายปี คนที่ HER2 บวกมักได้ยามุ่งเป้าต่อจนครบราว 1 ปี ส่วนชนิดสามลบอาจได้ยาเสริมเฉพาะเมื่อยังมีเนื้อร้ายเหลือหรือมียีน BRCA ผิดปกติ ระยะ 2 เหมือนกันจึงรักษาต่อไม่เหมือนกันได้
ยาต้านฮอร์โมนต้องกินกี่ปี และมีผลข้างเคียงอะไรบ้าง?
มาตรฐานคืออย่างน้อย 5 ปี และผู้ที่ความเสี่ยงสูง เช่น ก้อนใหญ่หรือมีต่อมน้ำเหลือง อาจได้ต่อถึง 7–10 ปี เพราะงานวิจัย 62,923 ราย พบว่าหลังหยุดยาที่ 5 ปี ความเสี่ยงกลับเป็นซ้ำยังเกิดต่อเนื่องถึงปีที่ 20 ผลข้างเคียงของ tamoxifen ได้แก่ ร้อนวูบวาบ ตกขาว ลิ่มเลือดอุดตัน และมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกซึ่งเพิ่มเล็กน้อยในผู้ที่อายุเกิน 55 ปี ส่วนยากลุ่ม aromatase inhibitor ทำให้ปวดข้อ กระดูกบาง และกระดูกหักได้มากขึ้น ผลข้างเคียงส่วนใหญ่จัดการได้ จึงควรแจ้งแพทย์ก่อนหยุดยาเอง
tamoxifen กับยากลุ่ม aromatase inhibitor ต่างกันอย่างไร คนที่ยังมีประจำเดือนใช้แบบไหน?
tamoxifen ไปแย่งจับตัวรับเอสโตรเจนที่เซลล์มะเร็ง ใช้ได้ทั้งก่อนและหลังหมดประจำเดือน ส่วนยากลุ่ม aromatase inhibitor เช่น anastrozole, letrozole และ exemestane ลดการสร้างเอสโตรเจนจากไขมัน ใช้ในผู้ที่หมดประจำเดือนแล้ว งานวิจัย 31,920 ราย พบว่าลดการกลับเป็นซ้ำได้มากกว่า tamoxifen ราว 30% ในช่วงที่ใช้ยาต่างกัน ผู้ที่ยังมีประจำเดือนและความเสี่ยงสูงอาจได้ยาฉีดกดการทำงานของรังไข่ร่วมกับ aromatase inhibitor หรือ tamoxifen ซึ่งงาน SOFT/TEXT พบอัตราปลอดโรค 8 ปีที่ 85.9% และ 83.2% เทียบกับ 78.9% เมื่อใช้ tamoxifen อย่างเดียว
HER2 บวก ฉายแสงจบแล้วยังต้องให้ยามุ่งเป้าอีกนานแค่ไหน?
ยามุ่งเป้า trastuzumab มักให้รวมประมาณ 1 ปี นับตั้งแต่เข็มแรกที่ให้พร้อมเคมีบำบัด และให้ต่อได้ระหว่างฉายแสง ไม่ได้เริ่มนับใหม่หลังฉายแสง งานวิจัยรวม 13,864 ราย พบว่าการเพิ่ม trastuzumab ลดการกลับเป็นซ้ำเหลือราว 0.66 เท่า และลดการเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมเหลือราว 0.67 เท่า ผู้ที่ยังมีเนื้อร้ายเหลือหลังให้ยาก่อนผ่าตัด อาจเปลี่ยนเป็น trastuzumab emtansine (T-DM1) 14 รอบ ซึ่งเพิ่มอัตราปลอดโรค 3 ปีจาก 77.0% เป็น 88.3% ระหว่างใช้ยาต้องตรวจการทำงานของหัวใจเป็นระยะ
มะเร็งเต้านมชนิดสามลบ (TNBC) หลังฉายแสงแค่รอตรวจติดตามอย่างเดียวใช่ไหม?
ไม่เสมอไป ถ้าให้ยาก่อนผ่าตัดแล้วไม่มีเนื้อร้ายเหลือ หลายคนตรวจติดตามต่อได้ แต่ถ้ายังมีเนื้อร้ายเหลือ งาน CREATE-X พบว่ายาเม็ดเคมีบำบัด capecitabine เพิ่มอัตราปลอดโรคในกลุ่มสามลบจาก 56.1% เป็น 69.8% ผู้ที่มียีน BRCA ผิดปกติและความเสี่ยงสูงอาจได้ยา olaparib 1 ปี ซึ่งเพิ่มอัตราปลอดโรค 3 ปีจาก 77.1% เป็น 85.9% และผู้ที่ได้ยาภูมิคุ้มกันบำบัด pembrolizumab ก่อนผ่าตัด มักได้ต่อจนครบตามแผน การเลือกยาขึ้นกับผลชิ้นเนื้อหลังผ่าตัดและผลตรวจยีน
หลังรักษาครบ ต้องตรวจติดตามบ่อยแค่ไหน และตรวจอะไรบ้าง?
แนวทาง ASCO แนะนำให้พบแพทย์เพื่อซักประวัติและตรวจร่างกายทุก 3–6 เดือนใน 3 ปีแรก ทุก 6–12 เดือนในปีที่ 4–5 และปีละครั้งหลังจากนั้น ผู้ที่ผ่าตัดสงวนเต้าควรทำแมมโมแกรมครั้งแรกหลังรักษาราว 1 ปีหลังแมมโมแกรมที่ใช้วินิจฉัย และอย่างน้อย 6 เดือนหลังฉายแสงครบ แล้วทำปีละครั้ง ผู้ที่ใช้ tamoxifen ควรตรวจภายในประจำปี ผู้ที่ใช้ aromatase inhibitor ควรตรวจความหนาแน่นกระดูก และผู้ที่ได้ยามุ่งเป้า HER2 ต้องตรวจหัวใจตามนัด
ทำไมแพทย์ไม่สั่งสแกนทั้งตัวหรือเจาะค่ามะเร็งทุกครั้งที่นัด?
แนวทาง ASCO ไม่แนะนำให้ตรวจเลือดทั่วไป สแกนกระดูก เอกซเรย์ปอด อัลตราซาวนด์ตับ CT PET-CT MRI หรือค่ามะเร็งในเลือด เช่น CEA และ CA 15-3 เป็นประจำในผู้ที่ไม่มีอาการ เพราะงานวิจัยไม่พบว่าช่วยให้มีชีวิตยืนยาวขึ้น แต่ทำให้เจอผลผิดปกติเทียม ต้องตรวจซ้ำ และกังวลมากขึ้น การตรวจเหล่านี้มีประโยชน์เมื่อมีอาการผิดปกติ เช่น ปวดกระดูกไม่หาย ไอเรื้อรัง หรือน้ำหนักลด ซึ่งควรแจ้งแพทย์ทันทีโดยไม่ต้องรอนัด
ยกของหรือออกกำลังกายด้วยแขนข้างที่ผ่าตัดได้ไหม จะทำให้แขนบวมไหม?
ทำได้เมื่อแผลหายและแพทย์อนุญาต งานวิจัยใน 141 คนที่มีแขนบวมจากมะเร็งเต้านม พบว่าการยกน้ำหนักแบบค่อยๆ เพิ่มภายใต้ผู้ฝึก ไม่ทำให้แขนบวมมากขึ้น อาการแขนบวมกำเริบลดลงจาก 29% เหลือ 14% และแขนแข็งแรงขึ้น หลักสำคัญคือเริ่มน้ำหนักเบา เพิ่มทีละน้อย ใส่ปลอกแขนรัดตามที่นักกายภาพแนะนำ และหยุดเมื่อแขนบวม หนัก หรือแดงร้อนผิดปกติ
กลไกทางวิทยาศาสตร์ (Scientific mechanism)
สรุปโดย ผศ.ดร.นรวิชญ์ ราษฎร์พิบูลย์:
การผ่าตัดและฉายแสงกำจัดมะเร็งที่เต้านมและต่อมน้ำเหลืองรอบข้าง แต่เซลล์มะเร็งจำนวนน้อยอาจหลุดเข้ากระแสเลือดตั้งแต่ก่อนผ่าตัด และหลบอยู่ในไขกระดูกหรืออวัยวะอื่นในสภาพพักตัวได้หลายปี การรักษาเสริมจึงมุ่งกำจัดหรือกดเซลล์เหล่านี้ทั่วร่างกาย
ในมะเร็งตัวรับฮอร์โมนบวก เอสโตรเจนจับตัวรับในนิวเคลียสแล้วกระตุ้นยีนที่ทำให้เซลล์แบ่งตัว tamoxifen แย่งจับตัวรับนั้น ส่วนยากลุ่ม aromatase inhibitor ยับยั้งเอนไซม์ที่เปลี่ยนฮอร์โมนเพศชายจากต่อมหมวกไตเป็นเอสโตรเจนในเนื้อเยื่อไขมัน ซึ่งเป็นแหล่งเอสโตรเจนหลักหลังหมดประจำเดือน ผู้ที่รังไข่ยังทำงานจึงต้องกดรังไข่ร่วมก่อนใช้ยากลุ่มนี้ เซลล์ที่พักตัวตื่นขึ้นได้ช้า ความเสี่ยงจึงยังมีต่อหลังปีที่ 5
ในมะเร็ง HER2 บวก โปรตีน HER2 ที่มากผิดปกติส่งสัญญาณกระตุ้นการเจริญเติบโตตลอดเวลา trastuzumab จับ HER2 เพื่อปิดสัญญาณและเรียกเซลล์ภูมิคุ้มกันมาทำลาย T-DM1 คือแอนติบอดีเดียวกันที่ติดยาเคมีบำบัดไว้ จึงส่งยาเข้าเซลล์ HER2 บวกได้ตรงจุด
ยากลุ่ม CDK4/6 inhibitor หยุดวงจรเซลล์ที่จุดเปลี่ยนจากระยะ G1 ไป S ซึ่งเซลล์ตัวรับฮอร์โมนบวกพึ่งพาสูง olaparib ยับยั้งเอนไซม์ PARP ที่ซ่อม DNA ทำให้เซลล์ที่ขาดยีน BRCA ซ่อม DNA ไม่ได้จนตาย ส่วน bisphosphonate ลดการสลายกระดูกและทำให้ไขกระดูกเป็นพื้นที่ที่เซลล์มะเร็งฝังตัวได้ยากขึ้น
แหล่งอ้างอิงทางวิชาการ (E-E-A-T)
- Early Breast Cancer Trialists’ Collaborative Group (EBCTCG). Relevance of breast cancer hormone receptors and other factors to the efficacy of adjuvant tamoxifen: patient-level meta-analysis of randomised trials. Lancet 2011.
- EBCTCG. Aromatase inhibitors versus tamoxifen in early breast cancer: patient-level meta-analysis of the randomised trials. Lancet 2015.
- Pan H, et al. 20-Year Risks of Breast-Cancer Recurrence after Stopping Endocrine Therapy at 5 Years. N Engl J Med 2017.
- Francis PA, et al. Tailoring Adjuvant Endocrine Therapy for Premenopausal Breast Cancer (SOFT/TEXT). N Engl J Med 2018.
- EBCTCG. Trastuzumab for early-stage, HER2-positive breast cancer: a meta-analysis of 13 864 women in seven randomised trials. Lancet Oncol 2021.
- von Minckwitz G, et al. Trastuzumab Emtansine for Residual Invasive HER2-Positive Breast Cancer (KATHERINE). N Engl J Med 2019.
- Johnston SRD, et al. Abemaciclib Combined With Endocrine Therapy for the Adjuvant Treatment of HR+, HER2-, Node-Positive, High-Risk, Early Breast Cancer (monarchE). J Clin Oncol 2020.
- Tutt ANJ, et al. Adjuvant Olaparib for Patients with BRCA1- or BRCA2-Mutated Breast Cancer (OlympiA). N Engl J Med 2021.
- Masuda N, et al. Adjuvant Capecitabine for Breast Cancer after Preoperative Chemotherapy (CREATE-X). N Engl J Med 2017.
- EBCTCG. Adjuvant bisphosphonate treatment in early breast cancer: meta-analyses of individual patient data from randomised trials. Lancet 2015.
- Khatcheressian JL, et al. Breast cancer follow-up and management after primary treatment: American Society of Clinical Oncology clinical practice guideline update. J Clin Oncol 2013.
- Hershman DL, et al. Early discontinuation and nonadherence to adjuvant hormonal therapy in a cohort of 8,769 early-stage breast cancer patients. J Clin Oncol 2010.
- Schmitz KH, et al. Weight lifting in women with breast-cancer-related lymphedema. N Engl J Med 2009.
- National Cancer Institute (NCI): Breast Cancer Treatment (PDQ) – Patient Version.
เรียบเรียงและตรวจทานโดย ผศ.ดร.นรวิชญ์ ราษฎร์พิบูลย์ · การวินิจฉัยและการรักษาต้องผ่านแพทย์เจ้าของไข้
ข้อจำกัดความรับผิดชอบทางการแพทย์ (Medical Disclaimer)
บทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อการศึกษาจากงานวิจัยและแนวทางสากล ไม่ใช่การวินิจฉัยโรค ไม่ใช่การสั่งหรือปรับยาเฉพาะบุคคล และไม่แทนการพบแพทย์ แผนการรักษาเสริมหลังฉายแสงของแต่ละคนขึ้นกับผลชิ้นเนื้อ ผลตรวจยีน และสภาพร่างกาย อย่าหยุด ลด หรือเปลี่ยนยาต้านฮอร์โมนหรือยามุ่งเป้าเอง และแจ้งแพทย์ก่อนใช้สมุนไพรหรืออาหารเสริมทุกชนิด หากมีอาการอันตรายตามที่ระบุไว้ ให้ไปโรงพยาบาลทันที หรือโทร 1669