หมวด: มะเร็งเต้านม · ระยะแพร่กระจาย · การดูแลแผล · เคมีบำบัด
มะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจายที่มีแผลแตกและมีกลิ่น: ทำแผลอย่างไรให้ปลอดภัย ลดกลิ่นด้วยอะไรได้บ้าง และหลังคีโมเข็มแรกต้องเฝ้าระวังอะไร
AI Overview / คำตอบด่วน (BLUF)
แผลมะเร็งเต้านมที่แตกและมีกลิ่นเกิดจากเนื้อมะเร็งขาดเลือดจนตายและมีเชื้อไม่ใช้ออกซิเจนเจริญ ให้ล้างเบาๆ ด้วยน้ำเกลือ ปิดด้วยวัสดุดูดซับลดกลิ่นตามที่พยาบาลแนะนำ ห้ามโรยผงหรือสมุนไพร หลังคีโมถ้ามีไข้ 38 องศาขึ้นไปต้องไปโรงพยาบาลทันที เพราะควรได้ยาฆ่าเชื้อภายใน 1 ชั่วโมง
ผู้ป่วย มะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจาย (NCI: Metastatic cancer) ที่มีแผลที่เต้านม และครอบครัวที่ช่วยทำแผล ·
อาการอันตราย ·
ทำแผลและลดกลิ่น ·
ยารักษาและฉายแสง ·
หลังคีโมเข็มแรก ·
ไข้หลังคีโม ·
คำถามที่พบบ่อย
เสียงจากผู้ป่วย: มะเร็งลามไปต่อมน้ำเหลืองที่คอและปอด เพิ่งได้คีโมเข็มแรก แต่แผลที่เต้านมเริ่มมีกลิ่น
คำตอบสั้น: แผลมะเร็งที่มีกลิ่นดูแลให้ดีขึ้นได้ ด้วยการทำแผลที่ถูกวิธีร่วมกับการรักษาตัวมะเร็ง และช่วง 2 สัปดาห์แรกหลังคีโมต้องเฝ้าระวังไข้เป็นพิเศษ
สมาชิกในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งท่านหนึ่งเล่าว่ามะเร็งเต้านมลามไปต่อมน้ำเหลืองที่คอและปอด 2 จุด เพิ่งได้ยาเคมีบำบัดเข็มแรก และแผลที่เต้านมเริ่มมีกลิ่น จึงอยากรู้ว่าคนอื่นที่ผ่านคีโมมาเป็นอย่างไร บทความนี้สรุปสิ่งที่ผู้ป่วยและครอบครัวทำได้ที่บ้านตามหลักฐาน โดยไม่ได้ประเมินประวัติของบุคคลใด และไม่แทนคำแนะนำของแพทย์ผู้รักษา
อาการที่ต้องไปโรงพยาบาลหรือโทร 1669 ทันที
คำตอบสั้น: ระหว่างรับเคมีบำบัด อาการเหล่านี้ ไม่ควรรอถึงวันนัด ให้บอกโรงพยาบาลทุกครั้งว่ากำลังรับคีโม
สัญญาณอันตรายในผู้ป่วยที่มีแผลมะเร็งและรับคีโม
- ไข้ 38 องศาเซลเซียสขึ้นไป หรือหนาวสั่น แม้จะรู้สึกไม่หนักมาก — ห้ามกินยาลดไข้แล้วรอที่บ้าน
- เลือดออกจากแผลไม่หยุดหลังกด 10–15 นาที เลือดพุ่ง หรือเลือดออกมากจนหน้ามืด — โทร 1669
- หอบเหนื่อยมากขึ้น เจ็บหน้าอก หรือไอเป็นเลือด อาจเกิดจากน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด ลิ่มเลือด หรือปอดติดเชื้อ
- ผิวรอบแผลแดงร้อนลามออกเร็ว ปวดมากขึ้น มีหนองหรือกลิ่นเปลี่ยนไปพร้อมไข้
- หน้า คอ หรือแขนบวมขึ้นเร็ว หรือเส้นเลือดที่คอและหน้าอกโป่ง
- อาเจียนจนกินน้ำไม่ได้เกิน 24 ชั่วโมง ปัสสาวะน้อยมาก หน้ามืดเมื่อลุกยืน
- สับสน ง่วงซึมผิดปกติ หรือปวดหลังร่วมกับขาอ่อนแรง
ถ้าโรงพยาบาลที่ให้คีโมให้เบอร์โทรฉุกเฉินไว้ ให้จดติดตู้เย็นและติดตัว ผู้ดูแลควรรู้วิธีวัดไข้และรู้ว่าต้องไปโรงพยาบาลไหน
1. ทำไมแผลมะเร็งเต้านมถึงแตกและมีกลิ่น
คำตอบสั้น: เนื้อมะเร็งที่ขาดเลือดตายลงและมีเชื้อไม่ใช้ออกซิเจนเจริญ กลิ่นจึงมาจากเชื้อในเนื้อตาย ไม่ใช่เพราะผู้ป่วยดูแลไม่สะอาด
แผลมะเร็งชนิดนี้ (malignant fungating wound) เกิดเมื่อก้อนมะเร็งโตทะลุผิวหนัง เนื้อตรงกลางขาดเลือดและตาย เชื้อแบคทีเรียชนิดไม่ใช้ออกซิเจนเจริญในเนื้อตายและปล่อยสารที่มีกลิ่นแรง ร่วมกับมีน้ำเหลืองซึมมาก เลือดออกง่ายเพราะหลอดเลือดในเนื้อมะเร็งเปราะ และอาจปวดหรือคัน
งานทบทวนวรรณกรรม 72 เรื่อง (J Wound Ostomy Continence Nurs 2024) พบว่าแผลชนิดนี้กระทบทั้งร่างกายและจิตใจ ครอบครัวและพยาบาลที่ดูแลก็เผชิญภาระหนัก และการดูแลที่ช่วยบรรเทาอาการได้มีทั้งวัสดุทำแผลสมัยใหม่ การผ่าตัด การฉายแสง และเคมีบำบัด
2. ทำแผลที่บ้านอย่างไรให้ปลอดภัย และลดกลิ่นด้วยอะไรได้บ้าง
คำตอบสั้น: ล้างเบาๆ ด้วยน้ำเกลือ ปิดด้วยวัสดุไม่ติดแผลและดูดซับดี เปลี่ยนเมื่อซึม และขอให้พยาบาลแผลหรือพยาบาลมะเร็งสอนครั้งแรก
5 ขั้นตอนทำแผล
แนวทางทั่วไป วัสดุที่ใช้จริงขึ้นกับขนาดแผลและคำแนะนำของพยาบาล (บนมือถือแสดงเป็นการ์ด)
| ขั้นตอน | วัสดุ | ควรทำ | ไม่ควรทำ |
|---|---|---|---|
| ล้างแผล | น้ำเกลือปราศจากเชื้อ 0.9% หรือตามที่พยาบาลแนะนำ | รดล้างเบาๆ ให้เนื้อตายและน้ำเหลืองหลุดออก | เช็ดถูแรง ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อแรงๆ ราดซ้ำทุกวันโดยไม่มีคำสั่ง |
| ชั้นสัมผัสแผล | วัสดุชนิดไม่ติดแผล | ลดเลือดออกและความเจ็บตอนเปลี่ยนแผล | ปิดผ้าก๊อซแห้งติดเนื้อแผลโดยตรง |
| ลดกลิ่น | วัสดุผสมผงถ่านหรือเงิน ยา metronidazole ตามแพทย์สั่ง | เปลี่ยนเมื่อซึมหรือมีกลิ่น ทิ้งในถุงปิดสนิท | โรยผง แป้ง กาแฟ หรือสมุนไพรลงบนแผล |
| ดูดซับน้ำเหลือง | แผ่นดูดซับหรือโฟม | ใช้ชั้นหนาพอ ป้องกันซึมเปื้อนเสื้อ | ปล่อยวัสดุชุ่มไว้นานจนผิวรอบแผลเปื่อย |
| ยึดวัสดุ | เสื้อชั้นในผ้านุ่มหลวม เทปชนิดอ่อนโยนต่อผิว | ยึดให้อยู่โดยไม่กดแผล | ติดเทปแน่นบนผิวที่เปื่อย ใส่เสื้อชั้นในมีโครงรัดแผล |
ลดกลิ่น: หลักฐานพูดว่าอะไร
การทบทวนของ Cochrane (Adderley 2014) พบการทดลองเพียง 4 เรื่องในผู้ป่วย 164 คน หลักฐานยังอ่อนทุกเรื่อง แผ่นโฟมที่มีเงินช่วยให้กลิ่นลดลงในผู้ป่วยมากกว่าโฟมธรรมดา การทดลอง metronidazole แบบทาเทียบยาหลอกยังไม่พบความต่างที่ชัด และแผ่นปิดแผลเคลือบน้ำผึ้งทางการแพทย์ให้ผลไม่ต่างจากแผ่นเงิน
ในทางปฏิบัติจึงใช้หลายวิธีร่วมกัน ได้แก่ ล้างเอาเนื้อตายออกบ่อยขึ้น วัสดุลดกลิ่น ยาฆ่าเชื้อตามแพทย์สั่งเมื่อกลิ่นแรงหรือมีการติดเชื้อ เปลี่ยนแผลบ่อยขึ้นเมื่อซึม และเปิดหน้าต่างระบายอากาศ
เมื่อแผลมีเลือดออก
ใช้ผ้าก๊อซสะอาดกดเบาๆ แต่ต่อเนื่อง 10–15 นาที ครั้งต่อไปรดน้ำเกลือให้วัสดุนุ่มก่อนลอก และเปลี่ยนเป็นวัสดุชนิดไม่ติดแผล ถ้าเลือดออกซ้ำบ่อย แพทย์อาจใช้วัสดุห้ามเลือดเฉพาะที่ ยากลุ่ม antifibrinolytic หรือการฉายแสงเพื่อห้ามเลือด
กลิ่นกับความรู้สึกของผู้ป่วย
หลายคนอายจนไม่อยากพบใคร ครอบครัวช่วยได้ด้วยการไม่แสดงสีหน้ารังเกียจ ทำแผลในที่เป็นส่วนตัว เปลี่ยนผ้าปูและเสื้อบ่อยขึ้น และบอกทีมรักษาตรงๆ ว่ากลิ่นรบกวนชีวิตแค่ไหน เพราะเป็นอาการที่รักษาได้ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องทน อ่านเพิ่มเติมเรื่อง การดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลามสำหรับครอบครัว
อาการระหว่างคีโมแบบนี้ รอได้หรือต้องไปโรงพยาบาลวันนี้?
ไม่แน่ใจว่าไข้ต่ำๆ แผลมีเลือดซึม หรือคลื่นไส้ที่เป็นอยู่ ต้องรีบไปโรงพยาบาลหรือไม่?
วิเคราะห์ระดับความรุนแรงและรับคำแนะนำเฉพาะบุคคลจาก Advisory team ของเรา แบบประเมินช่วยจัดระดับความเร่งด่วนของอาการระหว่างการรักษามะเร็ง ไม่ใช่การวินิจฉัยโรค และไม่แทนการพบแพทย์ ถ้ามีไข้ 38 องศาขึ้นไปหลังคีโม ให้ไปโรงพยาบาลทันที
3. ยารักษาทั้งระบบและการฉายแสง ช่วยแผลได้แค่ไหน
คำตอบสั้น: ถ้ามะเร็งตอบสนองต่อยา ก้อนและแผลมักดีขึ้น แต่ไม่ได้ได้ผลกับทุกคน และแพทย์จะประเมินผลหลังให้ยาไปราว 2–3 รอบ
ยาที่ใช้ขึ้นกับชนิดของมะเร็ง
แนวทาง ABC 5 (Cardoso 2020) ให้เลือกยาตามผลชิ้นเนื้อ ER, PR และ HER2 มะเร็งชนิดฮอร์โมนบวกและ HER2 ลบส่วนใหญ่เริ่มด้วยยาต้านฮอร์โมนร่วมกับยากลุ่ม CDK4/6 inhibitors ส่วนเคมีบำบัดใช้เมื่อโรคลุกลามเร็ว มีอวัยวะภายในถูกกระทบมาก หรือเป็นชนิด triple-negative ชนิด HER2 บวกใช้ยามุ่งเป้า HER2 ร่วมกับเคมีบำบัด
เป้าหมายของการรักษามะเร็งระยะแพร่กระจายคือควบคุมโรคให้นานที่สุดและให้คุณภาพชีวิตดีที่สุด ซึ่งในคนส่วนใหญ่เป็นการควบคุมระยะยาวมากกว่าการกำจัดมะเร็งให้หมดไป อ่านเพิ่มเติม: มะเร็งเต้านมระยะที่ 4: การรักษาและการใช้ชีวิต
ฉายแสงประคับประคองที่เต้านม
การศึกษาผู้ป่วย 164 คนที่มีอาการจากก้อนที่เต้านมหรือต่อมน้ำเหลือง (Int J Radiat Oncol Biol Phys 2025) ซึ่ง 86% มีการแพร่กระจายไปที่อื่นแล้ว และ 76% มีแผลแตก พบว่า 81% มีอาการดีขึ้นภายใน 3 เดือน และควบคุมโรคเฉพาะที่ได้ 63% ที่ 1 ปี ถ้าแผลยังมีเลือดออก ปวด หรือมีกลิ่นมากแม้ได้ยาแล้ว ถามแพทย์ได้ว่าเหมาะกับการฉายแสงหรือไม่
ใช้ชื่อกลุ่มยาและชื่อสามัญเท่านั้น (บนมือถือแสดงเป็นการ์ด)
| วิธี | ช่วยอะไร | หลักฐาน | ข้อควรรู้ |
|---|---|---|---|
| ยารักษาทั้งระบบ: เคมีบำบัด ยาต้านฮอร์โมนร่วม CDK4/6 inhibitors ยามุ่งเป้า HER2 | ยุบก้อนทั้งที่เต้านม ต่อมน้ำเหลือง และปอด | แนวทางสากล เลือกตามชนิดมะเร็ง | ประเมินผลหลัง 2–3 รอบ แผลมักดีขึ้นช้ากว่าก้อน |
| ฉายแสงประคับประคอง | ลดเลือดออก ปวด น้ำเหลือง และกลิ่น | อาการดีขึ้น 81% ใน 3 เดือน (งานย้อนหลัง) | ผิวบริเวณฉายอาจอักเสบชั่วคราว |
| วัสดุลดกลิ่นผสมเงินหรือผงถ่าน | ลดกลิ่น | หลักฐานอ่อน โฟมผสมเงินดีกว่าโฟมธรรมดา | ต้องเปลี่ยนเมื่อชุ่ม มิฉะนั้นกลิ่นกลับมา |
| metronidazole แบบทาหรือกิน | ลดเชื้อไม่ใช้ออกซิเจนที่ทำให้เกิดกลิ่น | ใช้แพร่หลาย การทดลองเทียบยาหลอกยังไม่ชัด | ใช้ตามแพทย์สั่ง แบบกินห้ามดื่มแอลกอฮอล์ |
| แผ่นปิดแผลเคลือบน้ำผึ้งทางการแพทย์ | ทางเลือกสำหรับน้ำเหลืองและกลิ่น | ไม่ต่างจากแผ่นเงินในการทดลองเล็ก | ต้องเป็นชนิดทางการแพทย์ ไม่ใช่น้ำผึ้งจากครัว |
| ผงยา แป้ง สมุนไพร หรือน้ำยาฆ่าเชื้อแรงๆ | ไม่มีประโยชน์ที่พิสูจน์ได้ | ไม่มีหลักฐานสนับสนุน | อาจเพิ่มการระคายเคือง เลือดออก และการติดเชื้อ |
4. หลังคีโมเข็มแรก: ผลข้างเคียงที่พบบ่อยและช่วงเวลาที่ต้องระวัง
คำตอบสั้น: สัปดาห์แรกมักเป็นเรื่องคลื่นไส้และอ่อนเพลีย สัปดาห์ที่สองเป็นช่วงเม็ดเลือดขาวต่ำ ซึ่งเสี่ยงติดเชื้อที่สุด
ผลข้างเคียงต่างกันตามสูตรยา ถามทีมรักษาว่าสูตรของตัวเองต้องระวังอะไรเป็นพิเศษ (บนมือถือแสดงเป็นการ์ด)
| ผลข้างเคียง | ช่วงที่พบบ่อย | วิธีรับมือ | ไปโรงพยาบาลเมื่อ |
|---|---|---|---|
| คลื่นไส้อาเจียน | 1–5 วันแรก | กินยาแก้คลื่นไส้ตามเวลา กินมื้อเล็กบ่อยๆ จิบน้ำบ่อย | กินน้ำไม่ได้เกิน 24 ชั่วโมง ปัสสาวะน้อย |
| เม็ดเลือดขาวต่ำ | วันที่ 7–14 | ล้างมือบ่อย เลี่ยงคนป่วยและที่แออัด วัดไข้เมื่อรู้สึกไม่สบาย | ไข้ 38 องศาขึ้นไป หรือหนาวสั่น ทันที |
| อ่อนเพลีย | ตลอดรอบยา มากสุดช่วงแรก | เดินเบาๆ วันละ 10–20 นาทีตามไหว นอนกลางวันสั้นๆ | เหนื่อยจนลุกไม่ไหว หอบ ใจสั่น |
| แผลในปาก | สัปดาห์ที่ 1–2 | แปรงฟันขนนุ่ม บ้วนปากด้วยน้ำเกลือหรือน้ำผสมเบกกิ้งโซดา | เจ็บจนกลืนน้ำไม่ได้ |
| ท้องผูกหรือท้องเสีย | สัปดาห์แรก | ดื่มน้ำ ขยับตัว ใช้ยาระบายหรือยาแก้ท้องเสียตามที่สั่ง | ถ่ายเหลวเกิน 6 ครั้งต่อวัน หรือไม่ถ่ายเกิน 3 วันร่วมปวดท้อง |
ไข้หลังคีโม: ทำไมต้องไปโรงพยาบาลทันที
แนวทางของ ASCO และ IDSA (Taplitz 2018) แนะนำให้ผู้ป่วยไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำได้ยาปฏิชีวนะภายใน 1 ชั่วโมงหลังถึงโรงพยาบาล
การศึกษาผู้ป่วย 307 ครั้ง (Rosa 2014) พบว่าทุกชั่วโมงที่ได้ยาช้าลง ความเสี่ยงเสียชีวิตใน 28 วันเพิ่มขึ้น 18% และกลุ่มที่ได้ยาภายใน 30 นาทีเสียชีวิต 3.0% เทียบกับ 18.1% ในกลุ่มที่ได้ยาใน 31–60 นาที
ยาลดไข้อาจกดไข้จนดูดีขึ้นทั้งที่ติดเชื้ออยู่ จึงห้ามกินแล้วรอ อ่านเพิ่มเติม: ไข้หลังคีโมและเม็ดเลือดขาวต่ำ และ ยากระตุ้นเม็ดเลือดขาว G-CSF
คลื่นไส้: ป้องกันดีกว่ารอให้อาเจียน
แนวทางของ ASCO ปี 2020 (Hesketh 2020) แนะนำยาป้องกันคลื่นไส้หลายตัวร่วมกันตามระดับความแรงของสูตรยา เช่น ยากลุ่ม 5-HT3 receptor antagonists, NK1 receptor antagonists, dexamethasone และ olanzapine ให้กินตามเวลาที่สั่งแม้ยังไม่คลื่นไส้ ถ้ายังอาเจียนมาก บอกทีมรักษาเพื่อปรับยาก่อนรอบถัดไป
อาหารและการขยับตัว
การทดลองแบบสุ่มในผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาว 153 คน (Gardner 2008) พบว่าการกินแต่อาหารสุกไม่ได้ลดการติดเชื้อรุนแรงเมื่อเทียบกับการกินผักผลไม้สดได้ (29% เทียบกับ 35%) สิ่งที่สำคัญกว่าคือความสะอาด ล้างและปอกเปลือกผักผลไม้ งดเนื้อสัตว์ ไข่ และอาหารทะเลไม่สุก และกินโปรตีนทุกมื้อ ไม่ต้องงดเนื้อสัตว์
การทบทวนของ Cochrane 56 การศึกษา 4,068 คน (Cramp 2012) พบว่าการออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น การเดิน ช่วยลดความอ่อนเพลียจากมะเร็งได้ทั้งระหว่างและหลังการรักษา
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
คำถามที่ผู้ป่วยและครอบครัวถามบ่อยเรื่องแผลมะเร็งและคีโม
แผลมะเร็งเต้านมที่แตกและมีกลิ่นเกิดจากอะไร?
เกิดจากก้อนมะเร็งโตทะลุผิวหนังจนเลือดไปเลี้ยงไม่พอ เนื้อบางส่วนตาย แล้วมีเชื้อแบคทีเรียชนิดไม่ใช้ออกซิเจนเจริญในเนื้อตายนั้น เชื้อปล่อยสารที่มีกลิ่นแรง ร่วมกับมีน้ำเหลืองซึมมาก แผลชนิดนี้ไม่ได้เกิดจากการดูแลไม่สะอาดของผู้ป่วยหรือครอบครัว และมักต้องดูแลร่วมกับการรักษาตัวมะเร็งเอง
ทำแผลมะเร็งเต้านมที่บ้านอย่างไรให้ปลอดภัย?
ล้างมือ แล้วล้างแผลเบาๆ ด้วยน้ำเกลือปราศจากเชื้อหรือรดน้ำเกลืออุ่นๆ แทนการเช็ดถู ซับผิวรอบแผลให้แห้ง แล้วปิดด้วยวัสดุชนิดไม่ติดแผลและวัสดุดูดซับตามที่พยาบาลแนะนำ ทาครีมกันน้ำเหลืองกัดผิวรอบแผล ทิ้งวัสดุเก่าในถุงปิดสนิท ไม่ควรใช้น้ำยาฆ่าเชื้อแรงๆ ราดซ้ำทุกวัน ไม่โรยผง แป้ง หรือสมุนไพร และไม่แกะหรือตัดเนื้อแผลเอง
ลดกลิ่นแผลมะเร็งได้ด้วยอะไรบ้าง?
การทบทวนของ Cochrane พบการทดลองเพียง 4 เรื่องในผู้ป่วย 164 คน หลักฐานยังอ่อน แต่พบว่าแผ่นโฟมที่มีเงินช่วยลดกลิ่นได้มากกว่าโฟมธรรมดา ในทางปฏิบัติแพทย์และพยาบาลมักใช้หลายวิธีร่วมกัน ได้แก่ ล้างเอาเนื้อตายและน้ำเหลืองออกบ่อยขึ้น วัสดุปิดแผลผสมผงถ่านหรือเงิน ยาฆ่าเชื้อ metronidazole แบบทาหรือกินตามแพทย์สั่ง เปลี่ยนแผลบ่อยขึ้นเมื่อซึม และเปิดระบายอากาศในห้อง
เคมีบำบัดช่วยให้ก้อนและแผลยุบได้ไหม?
ช่วยได้ในผู้ป่วยจำนวนมากเมื่อมะเร็งตอบสนองต่อยา ก้อนเล็กลง น้ำเหลืองและกลิ่นลดลง แต่ไม่ได้ได้ผลกับทุกคน และแผลมักดีขึ้นช้ากว่าที่หวัง แพทย์จะประเมินผลหลังให้ยาไปราว 2–3 รอบด้วยการตรวจร่างกายหรือภาพถ่ายรังสี ยาที่ใช้ขึ้นกับชนิดของมะเร็ง เช่น ER, PR และ HER2 ถ้าแผลยังมีเลือดออก ปวด หรือมีกลิ่นมาก การฉายแสงประคับประคองที่เต้านมช่วยบรรเทาอาการได้ในผู้ป่วยราว 4 ใน 5 คน
แผลมะเร็งมีเลือดออก ต้องทำอย่างไร?
ใช้ผ้าก๊อซสะอาดกดเบาๆ แต่ต่อเนื่องที่จุดที่ออก 10–15 นาที ถ้าวัสดุปิดแผลติดแผล ให้รดน้ำเกลือจนนุ่มก่อนลอกออกช้าๆ ครั้งต่อไปใช้วัสดุชนิดไม่ติดแผล ถ้าเลือดไม่หยุดหลังกด เลือดพุ่ง หรือเลือดออกมากจนหน้ามืด ให้ไปห้องฉุกเฉินหรือโทร 1669 ทันที แพทย์อาจใช้ยาห้ามเลือดเฉพาะที่ ยากลุ่ม antifibrinolytic หรือการฉายแสงเพื่อห้ามเลือด
หลังคีโมเข็มแรกจะมีผลข้างเคียงอะไรบ้าง?
ที่พบบ่อยคือคลื่นไส้อาเจียนใน 1–5 วันแรก อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ท้องผูกหรือท้องเสีย แผลในปาก และผมร่วงในราว 2–3 สัปดาห์ ช่วงที่เม็ดเลือดขาวต่ำที่สุดมักอยู่ราววันที่ 7–14 หลังให้ยา ซึ่งเป็นช่วงเสี่ยงติดเชื้อที่สุด ผลข้างเคียงต่างกันตามสูตรยา จึงควรถามทีมรักษาว่าสูตรของตัวเองต้องระวังอะไรเป็นพิเศษ และกินยาแก้คลื่นไส้ตามเวลาที่สั่ง ไม่ต้องรอให้อาเจียนก่อน
มีไข้หลังคีโมต้องทำอย่างไร กินยาลดไข้แล้วรอได้ไหม?
ไม่ควรกินยาลดไข้แล้วรอที่บ้าน ถ้าวัดไข้ได้ 38 องศาเซลเซียสขึ้นไป หรือหนาวสั่น ให้ไปโรงพยาบาลทันทีและบอกว่ากำลังรับเคมีบำบัด แนวทางของ ASCO และ IDSA แนะนำให้ได้ยาปฏิชีวนะภายใน 1 ชั่วโมงหลังถึงโรงพยาบาล งานวิจัยในผู้ป่วย 307 ครั้งพบว่าทุกชั่วโมงที่ได้ยาช้าลง ความเสี่ยงเสียชีวิตใน 28 วันเพิ่มขึ้น 18% ยาลดไข้อาจกดไข้จนดูเหมือนดีขึ้นทั้งที่ติดเชื้ออยู่
ช่วงคีโมต้องงดผักสดหรืออาหารดิบทุกอย่างไหม?
ไม่จำเป็นต้องเข้มงวดถึงขั้นงดผักผลไม้สดทั้งหมด การทดลองแบบสุ่มในผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาว 153 คนพบว่าอาหารสุกทั้งหมดไม่ได้ลดการติดเชื้อรุนแรงเมื่อเทียบกับการกินผักผลไม้สดได้ (29% เทียบกับ 35%) สิ่งที่สำคัญกว่าคือความสะอาดของอาหาร ล้างผักผลไม้ให้สะอาด ปอกเปลือก งดเนื้อสัตว์ ไข่ และอาหารทะเลที่ไม่สุก งดอาหารค้างคืนนอกตู้เย็น และกินโปรตีนให้พอทุกมื้อ
กลไกทางวิทยาศาสตร์ (Scientific mechanism)
สรุปโดย ผศ.ดร.นรวิชญ์ ราษฎร์พิบูลย์:
เมื่อก้อนมะเร็งโตเร็วกว่าหลอดเลือดใหม่ที่สร้างขึ้น เนื้อตรงกลางจะขาดออกซิเจนและตาย ผิวหนังด้านบนแตกออกเป็นแผล เนื้อตายเป็นแหล่งอาหารของแบคทีเรียชนิดไม่ใช้ออกซิเจน ซึ่งย่อยโปรตีนแล้วปล่อยกรดไขมันระเหยง่ายและสารกลุ่มซัลเฟอร์ที่มีกลิ่นแรง หลอดเลือดในเนื้อมะเร็งผนังบางและเปราะ จึงมีเลือดออกเมื่อถูกเสียดสี
ยารักษาทั้งระบบทำลายเซลล์มะเร็งที่แบ่งตัว เมื่อก้อนเล็กลง เนื้อตายและน้ำเหลืองลดลง กลิ่นจึงลดตาม ส่วนการฉายแสงทำให้หลอดเลือดเล็กในเนื้อมะเร็งตีบและก้อนยุบเฉพาะที่ จึงช่วยห้ามเลือดได้
เคมีบำบัดยังกดไขกระดูกชั่วคราว เม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิลต่ำสุดราวสัปดาห์ที่สอง ร่างกายจึงสู้เชื้อได้น้อยและอาการติดเชื้ออาจมีเพียงไข้อย่างเดียว ซึ่งเป็นเหตุผลที่ไข้หลังคีโมต้องได้ยาปฏิชีวนะเร็วที่สุด
แหล่งอ้างอิงทางวิชาการ (E-E-A-T)
- Adderley UJ, Holt IG. Topical agents and dressings for fungating wounds. Cochrane Database Syst Rev 2014.
- Caring for Patients With Malignant Fungating Wounds: A Scoping Literature Review. J Wound Ostomy Continence Nurs 2024.
- Outcomes After Palliative Radiation Therapy in Patients With Symptomatic Locoregionally Advanced Breast Cancer. Int J Radiat Oncol Biol Phys 2025.
- Cardoso F, et al. 5th ESO-ESMO international consensus guidelines for advanced breast cancer (ABC 5). Ann Oncol 2020.
- Taplitz RA, et al. Outpatient Management of Fever and Neutropenia in Adults Treated for Malignancy: ASCO and IDSA Clinical Practice Guideline Update. J Clin Oncol 2018.
- Rosa RG, Goldani LZ. Cohort study of the impact of time to antibiotic administration on mortality in patients with febrile neutropenia. Antimicrob Agents Chemother 2014.
- Hesketh PJ, et al. Antiemetics: ASCO Guideline Update. J Clin Oncol 2020.
- Gardner A, et al. Randomized comparison of cooked and noncooked diets in patients undergoing remission induction therapy for acute myeloid leukemia. J Clin Oncol 2008.
- Cramp F, Byron-Daniel J. Exercise for the management of cancer-related fatigue in adults. Cochrane Database Syst Rev 2012.
เรียบเรียงและตรวจทานโดย ผศ.ดร.นรวิชญ์ ราษฎร์พิบูลย์ · ใช้ชื่อสามัญและกลุ่มยาเท่านั้น ไม่ระบุชื่อการค้าของยาหรือวัสดุทำแผล
ข้อจำกัดความรับผิดชอบทางการแพทย์ (Medical Disclaimer)
บทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อการศึกษาจากงานวิจัยและแนวทางสากล ไม่ใช่การวินิจฉัย ไม่ใช่การสั่งยาหรือวัสดุทำแผลเฉพาะบุคคล และไม่แทนการพบแพทย์ วิธีทำแผล สูตรยา และการเฝ้าระวังผลข้างเคียงขึ้นกับชนิดมะเร็งและสภาพแผลของแต่ละคน ให้ทำตามแพทย์และพยาบาลผู้ดูแลเป็นหลัก หากมีไข้หลังคีโมหรือเลือดออกไม่หยุด ให้ไปโรงพยาบาลหรือโทร 1669 ทันที