หมวด: มะเร็งเต้านม · ยาเคมีบำบัด · สมุนไพรและอาหารเสริม · ยาตีกัน · โภชนาการผู้ป่วยมะเร็ง

มะเร็งเต้านมระหว่างรับยาเคมีบำบัด กินสมุนไพร อาหารเสริม หรือวิตามินได้ไหม: ยาตีกันผ่านเอนไซม์ตับ สารต้านอนุมูลอิสระขนาดสูง สารคล้ายเอสโตรเจน และ 4 แนวทางโภชนาการที่ปลอดภัย

AI Overview / คำตอบด่วน (BLUF)

สมุนไพรบางชนิดเร่งหรือชะลอเอนไซม์ตับที่กำจัดยาเคมีบำบัด ทำให้ระดับยาต่ำจนได้ผลน้อยลงหรือสูงจนเป็นพิษ สารต้านอนุมูลอิสระขนาดสูงอาจลดฤทธิ์ยา จึงควรแจ้งแพทย์ก่อนใช้ทุกชนิด วิตามินรวมขนาดปกติไม่สัมพันธ์กับผลเสีย อาหารจากถั่วเหลืองกินได้ เน้นโปรตีนพอและอาหารปรุงสุก

บทความนี้ครอบคลุม:
การแพทย์ทางเลือกในผู้ป่วยมะเร็ง (National Cancer Institute, NIH) ·
สิ่งที่ผู้ป่วยมะเร็งควรรู้ก่อนใช้สมุนไพรและอาหารเสริม (NCCIH, NIH) ·
ยาตีกันผ่านเอนไซม์ตับ · สารต้านอนุมูลอิสระ · วิตามินบี 12 และธาตุเหล็ก · ถั่วเหลืองกับกวาวเครือ · อาหาร · เม็ดเลือดขาว · การออกกำลังกาย
·
อาการที่ต้องรีบไปโรงพยาบาล ·
ทำไมต้องระวัง ·
กลไกยาตีกัน ·
สารคล้ายเอสโตรเจน ·
4 แนวทางโภชนาการ ·
คำถามที่พบบ่อย

หมายเหตุ: คำว่า “สมุนไพร” และ “อาหารเสริม” ในบทความนี้หมายถึงผลิตภัณฑ์ชนิดเม็ด แคปซูล ผง ยาต้ม หรือสารสกัดเข้มข้น ไม่ใช่ผักสมุนไพรที่ใช้ปรุงอาหารในปริมาณปกติ

เรื่องจากสมาชิก: คุณแม่เป็นมะเร็งเต้านมระยะที่ 2 กำลังรับคีโม กินสมุนไพรหรือวิตามินได้ไหม

สมาชิกท่านหนึ่งถามว่าคุณแม่เป็นมะเร็งเต้านมระยะที่ 2 และกำลังรับยาเคมีบำบัด จะกินยาสมุนไพร อาหารเสริม หรือวิตามินเพื่อบำรุงได้หรือไม่
เป็นคำถามที่มาจากความห่วงใย เพราะช่วงรับยามักเพลีย เบื่ออาหาร และครอบครัวอยากหาอะไรมาช่วย

บทความนี้ไม่ได้วินิจฉัยท่านใด แต่ตอบคำถามที่ครอบครัวมักสงสัย: ทำไมสมุนไพรบางชนิดถึงตีกับยาเคมีบำบัด
วิตามินชนิดไหนมีสัญญาณน่ากังวล และชนิดไหนไม่พบผลเสีย ถั่วเหลืองกินได้ไหม ควรกินอาหารอย่างไร และ อะไรช่วยได้จริงตามหลักฐาน โดยอ้างอิงงานวิจัยในฐานข้อมูล PubMed

อาการที่ต้องรีบไปโรงพยาบาล (Red Flags)

  • ไข้ตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียส หรือหนาวสั่น ระหว่างรับยาเคมีบำบัด อาจเป็นภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำร่วมกับติดเชื้อ ต้องไปโรงพยาบาลทันที ไม่รอดูอาการที่บ้าน
  • ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีชา หรือคลื่นไส้มากผิดปกติ โดยเฉพาะหลังเริ่มสมุนไพรหรืออาหารเสริมใหม่ อาจเป็นตับอักเสบจากยาหรือสมุนไพร
  • จ้ำเลือดตามตัว เลือดกำเดาไหลไม่หยุด เหงือกเลือดออก หรือถ่ายดำ เกล็ดเลือดอาจต่ำ — โทร 1669 หากเลือดออกมาก
  • อาเจียนหรือท้องเสียจนกินดื่มไม่ได้เกิน 24 ชั่วโมง ปัสสาวะน้อยมาก หรือหน้ามืดเมื่อลุกยืน
  • เหนื่อยหอบ เจ็บหน้าอก ใจสั่นผิดปกติ หรือขาบวมข้างเดียว
  • ผื่นรุนแรง ผิวลอก ปากหรือหน้าบวม หายใจลำบาก หลังใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่
  • ชาปลายมือปลายเท้าจนติดกระดุมหรือเดินลำบาก ให้แจ้งทีมรักษาก่อนรับยารอบถัดไป เพราะอาจต้องปรับขนาดยา
  • ความคิดอยากตาย หรืออยากทำร้ายตัวเอง ทั้งผู้ป่วยและผู้ดูแล — โทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323 หรือ 1669 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

หากน้ำหนักลดเกิน 1 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ หรือกินได้น้อยกว่าครึ่งของปกตินานเกิน 1 สัปดาห์ ให้แจ้งทีมรักษาก่อนวันนัด

1. ทำไมต้องระวังสมุนไพรและอาหารเสริมระหว่างคีโม

ยาเคมีบำบัดมะเร็งเต้านมทำงานอย่างไร

สูตรยาที่ใช้บ่อยในมะเร็งเต้านมระยะที่ 2 คือกลุ่ม AC (doxorubicin ร่วมกับ cyclophosphamide) ตามด้วยยากลุ่ม taxane (paclitaxel หรือ docetaxel) หรือสูตร docetaxel ร่วมกับ cyclophosphamide
ยาเหล่านี้ทำลายเซลล์ที่แบ่งตัวเร็วด้วยกลไกต่างกัน doxorubicin แทรกในดีเอ็นเอและสร้างอนุมูลอิสระ cyclophosphamide ต้องให้ตับเปลี่ยนเป็นรูปออกฤทธิ์ก่อน ส่วนยากลุ่ม taxane หยุดการแบ่งเซลล์และถูกกำจัดทางตับ
ยาเคมีบำบัดมีช่วงขนาดยาที่ได้ผลและปลอดภัยแคบ (Meijerman 2006) การที่ระดับยาเปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อยจึงมีผลทั้งต่อการคุมโรคและผลข้างเคียง

ไม่ใช่ห้ามทุกอย่าง แต่ต้องแจ้งแพทย์ก่อนใช้ทุกชนิด

หลักฐานไม่ได้บอกว่าทุกผลิตภัณฑ์อันตรายเท่ากัน การศึกษา SWOG S0221 (Ambrosone 2020) ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านม 1,134 คนที่ได้ cyclophosphamide, doxorubicin และ paclitaxel
พบว่า วิตามินรวมขนาดปกติไม่สัมพันธ์กับผลเสีย แต่สารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินบี 12 และธาตุเหล็กมีสัญญาณที่น่ากังวล ส่วนสมุนไพรส่วนใหญ่ไม่มีข้อมูลความปลอดภัยร่วมกับยาเคมีบำบัดเลย
แนวทางของ Society for Integrative Oncology (Greenlee 2017) สรุปว่าไม่มีหลักฐานหนักแน่นที่สนับสนุนการกินอาหารเสริมเพื่อลดผลข้างเคียงของการรักษามะเร็งเต้านม
ดังนั้นหลักที่ปลอดภัยคือ แจ้งแพทย์ก่อนใช้ทุกชนิด ไม่ใช่ซื้อมาลองเอง

ห้ามใช้แทนการรักษาหลัก

การศึกษาฐานข้อมูลมะเร็งของสหรัฐฯ (Johnson 2018 JNCI) พบว่าผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่เลือกการแพทย์ทางเลือกอย่างเดียวแทนการรักษามาตรฐาน มีความเสี่ยงเสียชีวิตสูงกว่า HR 5.68
อีกการศึกษา (Johnson 2018 JAMA Oncol) พบว่าผู้ใช้การแพทย์ทางเลือกร่วมด้วยปฏิเสธยาเคมีบำบัด 34.1% เทียบกับ 3.2% และความเสี่ยงเสียชีวิตที่สูงขึ้นอธิบายได้จากการปฏิเสธการรักษาหลัก
ความเสี่ยงใหญ่ที่สุดจึงไม่ใช่แค่ยาตีกัน แต่คือการหยุดหรือเลื่อนคีโมเพราะเชื่อว่าสมุนไพรรักษาแทนได้

2. กลไกยาตีกัน: เอนไซม์ตับ สารต้านอนุมูลอิสระ และพิษต่อตับ

เอนไซม์ตับกลุ่ม CYP450: ตัวกำหนดว่ายาอยู่ในเลือดนานแค่ไหน

docetaxel และ paclitaxel ถูกกำจัดผ่านเอนไซม์ CYP3A4 และ CYP2C8 ส่วน cyclophosphamide ต้องอาศัยเอนไซม์ CYP หลายตัวเปลี่ยนเป็นรูปออกฤทธิ์
สารบางชนิดในสมุนไพรกระตุ้นตัวรับในนิวเคลียสของเซลล์ตับ ทำให้ตับสร้างเอนไซม์และตัวขนส่งยาเพิ่มขึ้น ยาจึงถูกกำจัดเร็ว ระดับยาต่ำ และอาจได้ผลน้อยลงโดยไม่มีใครสังเกต
Meijerman 2006 ระบุสารที่อาจเร่งเอนไซม์แบบนี้ เช่น โสม กระเทียมชนิดสกัด วิตามินอี เควอซิทิน เบต้าแคโรทีน และเอ็กไคนาเซีย ในทางกลับกัน สารที่ยับยั้งเอนไซม์ทำให้ยาค้างในเลือดนานขึ้นและผลข้างเคียงรุนแรงขึ้น

หลักฐานในคน: สมุนไพรเซนต์จอห์นเวิร์ตกับ docetaxel

การศึกษาในผู้ป่วยมะเร็ง 10 คน (Goey 2014) ให้สารสกัดเซนต์จอห์นเวิร์ต 300 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง นาน 14 วัน
พบว่าการกำจัด docetaxel เพิ่มจาก 47.2 เป็น 53.7 ลิตรต่อชั่วโมง และปริมาณยาในเลือดรวมลดลงจาก 3,035 เป็น 2,682 หน่วย ผู้วิจัยสรุปว่าควรเลี่ยงการใช้ร่วมกันเพื่อไม่ให้ผู้ป่วยได้รับยาต่ำกว่าที่ควร
สมุนไพรไทยส่วนใหญ่ เช่น ฟ้าทะลายโจร รางจืด หรือเห็ดหลินจือ ยังไม่มีการศึกษาระดับยาเคมีบำบัดในคนแบบนี้ การไม่มีข้อมูลจึงหมายถึง ไม่รู้ว่าปลอดภัยหรือไม่ ไม่ใช่ปลอดภัย

พิษต่อตับ: ตับต้องทำงานหนักอยู่แล้วระหว่างคีโม

รายงานจากโรงพยาบาลรามาธิบดี (Wanmuang 2007) บรรยายผู้ป่วยตับวายเฉียบพลันจนเสียชีวิตหลังเปลี่ยนจากเห็ดหลินจือต้มมาเป็นชนิดผงนาน 1–2 เดือน ร่วมกับยาอื่น
เป็นรายงานผู้ป่วยรายเดียว จึงบอกความถี่ไม่ได้ แต่เตือนว่าผลิตภัณฑ์รูปแบบเข้มข้นต่างจากที่ใช้แบบดั้งเดิม ยาเคมีบำบัดหลายตัวถูกกำจัดทางตับ
ถ้าค่าตับสูงขึ้นระหว่างรักษา แพทย์อาจต้องลดขนาดหรือเลื่อนยา และการแยกว่าตับอักเสบมาจากยาเคมีบำบัดหรือสมุนไพรจะทำได้ยาก

สารต้านอนุมูลอิสระขนาดสูง: ปกป้องเซลล์ปกติ หรือปกป้องมะเร็งด้วย

doxorubicin และยาเคมีบำบัดบางตัวทำลายเซลล์มะเร็งส่วนหนึ่งผ่านอนุมูลอิสระ บทวิเคราะห์ของ Lawenda 2008 พบว่าการศึกษาแบบสุ่มให้ผลขัดแย้งกัน
บางการศึกษาพบว่าสารต้านอนุมูลอิสระลดผลข้างเคียง แต่บางข้อมูลชี้ว่าปกป้องเซลล์มะเร็งด้วย ผู้เขียนจึงแนะนำให้เลี่ยงสารต้านอนุมูลอิสระชนิดเสริมระหว่างคีโมและฉายแสง
ข้อมูลจาก SWOG S0221 ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมจริงสอดคล้องกับความกังวลนี้ ดังภาพด้านล่าง

1,134ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ตอบแบบสอบถามอาหารเสริมใน SWOG S0221
HR 1.41สารต้านอนุมูลอิสระก่อนและระหว่างคีโม กับการกลับเป็นซ้ำ
HR 1.83วิตามินบี 12 ก่อนและระหว่างคีโม กับการรอดชีวิตปลอดโรคที่แย่ลง
HR 1.79ธาตุเหล็กระหว่างคีโม กับการกลับเป็นซ้ำ

ไม่ได้ใช้ (ค่าอ้างอิง)

HR 1.00
สารต้านอนุมูลอิสระ ก่อนและระหว่างคีโม

HR 1.41
ธาตุเหล็ก ระหว่างคีโม

HR 1.79
วิตามินบี 12 ก่อนและระหว่างคีโม

HR 1.83

ข้อมูลจาก Ambrosone 2020 ความยาวแถบเทียบกับค่าอ้างอิง HR 1.00 ค่า HR 1.41 เกือบถึงนัยสำคัญทางสถิติ (P = 0.06) ส่วนวิตามินบี 12 และธาตุเหล็กถึงนัยสำคัญ ทั้งหมดเป็นการศึกษาเชิงสังเกต จึงบอกความสัมพันธ์ ไม่ได้พิสูจน์ว่าเป็นสาเหตุ

อาหารเสริมที่ตั้งใจให้ช่วย กลับทำให้ชามากขึ้น

การศึกษาแบบสุ่ม SWOG S0715 (Hershman 2013) ให้อะเซทิลแอลคาร์นิทีน 3,000 มิลลิกรัมต่อวัน นาน 24 สัปดาห์ แก่ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม 409 คนที่ได้ยากลุ่ม taxane เพื่อหวังป้องกันอาการชา
ผลกลับพบว่าที่ 24 สัปดาห์ กลุ่มที่ได้อาหารเสริมชามากกว่ายาหลอก คะแนนอาการชาแย่ลง 1.8 คะแนน มีผู้ที่อาการแย่ลงชัดเจน 38% เทียบกับ 28% และอาการชารุนแรงพบ 8 รายเทียบกับ 1 ราย
แนวทาง SIO จึงไม่แนะนำอะเซทิลแอลคาร์นิทีนเพราะอาจเป็นอันตราย ตัวอย่างนี้แสดงว่าสิ่งที่ฟังดูเป็นธรรมชาติและมีเหตุผลทางทฤษฎีก็ยังต้องพิสูจน์ในคนจริง

3. สารคล้ายเอสโตรเจน: ถั่วเหลืองในอาหาร ต่างจากสมุนไพรเข้มข้น

อาหารจากถั่วเหลืองกินได้

หลายครอบครัวกลัวว่านมถั่วเหลืองหรือเต้าหู้จะกระตุ้นมะเร็งเต้านมชนิดไวต่อฮอร์โมน แต่การศึกษาในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่เซี่ยงไฮ้ 5,033 คน (Shu 2009)
พบว่ากลุ่มที่กินโปรตีนถั่วเหลืองมากที่สุดมีความเสี่ยงกลับเป็นซ้ำต่ำกว่า HR 0.68 และเสียชีวิตต่ำกว่า HR 0.71 เมื่อเทียบกับกลุ่มที่กินน้อยที่สุด ทั้งในชนิดที่ตัวรับเอสโตรเจนเป็นบวกและเป็นลบ
การรวมข้อมูลผู้ป่วยสหรัฐฯ และจีน 9,514 คน (Nechuta 2012) พบว่าการได้ไอโซฟลาโวนจากอาหารตั้งแต่ 10 มิลลิกรัมต่อวันสัมพันธ์กับการกลับเป็นซ้ำที่ต่ำลง HR 0.75
ดังนั้น อาหารจากถั่วเหลืองกินได้ ในปริมาณปกติ เช่น นมถั่วเหลือง 1–2 แก้ว หรือเต้าหู้ในกับข้าว

สารสกัดไอโซฟลาโวนชนิดเม็ดเป็นอีกเรื่อง

ข้อมูลข้างต้นมาจากอาหาร ไม่ใช่สารสกัดเข้มข้นชนิดเม็ดหรือแคปซูลซึ่งให้ปริมาณสูงกว่ามาก และยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยเพียงพอในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระหว่างการรักษา จึงควรเลี่ยงจนกว่าแพทย์เจ้าของไข้จะประเมิน

กวาวเครือและตังกุย: ใช้เพื่อเลียนฤทธิ์ฮอร์โมนโดยตรง

กวาวเครือเป็นสมุนไพรไทยที่ใช้แบบดั้งเดิมเพื่อทดแทนฮอร์โมนในวัยทอง การทบทวนงานวิจัย 8 การศึกษาในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน 309 คน (Kongkaew 2018)
พบรายงานเจ็บเต้านมและเลือดออกทางช่องคลอดในอัตราใกล้เคียงกับกลุ่มที่ได้ฮอร์โมนเอสโตรเจน ผลิตภัณฑ์ไม่มีมาตรฐานปริมาณสารสำคัญ และงานวิจัยมีคุณภาพต่ำ
เมื่อเป้าหมายของการใช้คือเลียนฤทธิ์เอสโตรเจน จึงไม่เหมาะกับมะเร็งเต้านมชนิดไวต่อฮอร์โมน ส่วนตังกุยไม่มีข้อมูลความปลอดภัยในผู้ป่วยมะเร็งเต้านม จึงไม่ควรใช้ระหว่างการรักษาเช่นกัน

ระหว่างรับคีโม อาการตอนนี้อยู่ในระดับไหน?

แบบประเมินนี้ช่วยดูว่าอาการระหว่างการรักษามะเร็ง เช่น ไข้ คลื่นไส้จนกินไม่ได้ เพลียมาก ชาปลายมือปลายเท้า หรือตัวเหลืองหลังใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่ เข้ากับรูปแบบที่ควรติดต่อทีมรักษาหรือไม่ อยู่ในระดับไหน และสัญญาณใดที่ไม่ควรรอ

วิเคราะห์ระดับความรุนแรงและรับคำแนะนำเฉพาะบุคคลจาก Advisory team ของเรา

คลิกทำแบบประเมินสัญญาณระหว่างการรักษามะเร็ง (ฟรี)

แบบประเมินช่วยจัดระดับความเร่งด่วนเท่านั้น ไม่ใช่เครื่องมือวินิจฉัยโรค

ตารางความเสี่ยงของสมุนไพรและอาหารเสริมที่พบบ่อยระหว่างคีโม

สมุนไพรและอาหารเสริมที่ครอบครัวมักถาม: กลไก ความเสี่ยง และข้อแนะนำระหว่างรับยาเคมีบำบัด
ผลิตภัณฑ์กลไกที่เกี่ยวข้องความเสี่ยงต่อการรักษาข้อแนะนำ
เซนต์จอห์นเวิร์ตเร่งเอนไซม์ CYP3A4ระดับ docetaxel ลดลง (Goey 2014)ไม่ใช้ระหว่างคีโม
โสม กระเทียมสกัด เอ็กไคนาเซียอาจเร่งเอนไซม์และตัวขนส่งยาระดับยาเปลี่ยน คาดเดาไม่ได้ (Meijerman 2006)งดชนิดสกัด แจ้งแพทย์ก่อน
เห็ดหลินจือชนิดผงหรือสกัดมีรายงานพิษต่อตับตับวายเฉียบพลัน (Wanmuang 2007)ไม่ใช้ระหว่างคีโม
ฟ้าทะลายโจร รางจืด ยาต้ม ยาลูกกลอนส่วนผสมและขนาดยาไม่คงที่ไม่มีข้อมูลร่วมกับยาเคมีบำบัดไม่เริ่มเอง นำผลิตภัณฑ์ไปให้แพทย์ดู
วิตามินซี วิตามินอี แคโรทีนอยด์ CoQ10 ขนาดสูงต้านอนุมูลอิสระที่ยาบางตัวใช้ทำลายเซลล์มะเร็งกลับเป็นซ้ำ HR 1.41 (Ambrosone 2020)เลี่ยงชนิดเม็ดขนาดสูง ผักผลไม้กินได้
วิตามินบี 12 ซื้อกินเองยังไม่ทราบกลไกแน่ชัดรอดชีวิตปลอดโรคแย่ลง HR 1.83 (Ambrosone 2020)ใช้เมื่อแพทย์ตรวจพบว่าขาดจริงเท่านั้น
ธาตุเหล็กซื้อกินเองยังไม่ทราบกลไกแน่ชัดกลับเป็นซ้ำ HR 1.79 (Ambrosone 2020)ใช้เมื่อแพทย์ตรวจพบว่าขาดธาตุเหล็กจริง
อะเซทิลแอลคาร์นิทีนหวังป้องกันปลายประสาทอักเสบชามากขึ้น (Hershman 2013)ไม่ใช้ (SIO ไม่แนะนำ)
กวาวเครือสารคล้ายเอสโตรเจนฤทธิ์แรงเจ็บเต้านม เลือดออกทางช่องคลอด (Kongkaew 2018)ไม่ใช้ในมะเร็งเต้านม
ตังกุย และสารสกัดไอโซฟลาโวนชนิดเม็ดอาจมีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนไม่มีข้อมูลความปลอดภัยในมะเร็งเต้านมเลี่ยงระหว่างการรักษา
วิตามินรวมขนาดปกติขนาดใกล้ความต้องการประจำวันไม่สัมพันธ์กับผลเสีย (Ambrosone 2020)แจ้งแพทย์ ใช้ได้ถ้าแพทย์เห็นด้วย
ขิงลดคลื่นไส้ร่วมกับยาแก้อาเจียนวันละ 0.5–1.0 กรัมลดคลื่นไส้เฉียบพลัน (Ryan 2012)ขิงในอาหารใช้ได้ ชนิดเม็ดถามแพทย์ก่อน โดยเฉพาะเมื่อเกล็ดเลือดต่ำ

ใช้ชื่อสามัญทางยาหรือชื่อสมุนไพรเท่านั้น ไม่ใช้ชื่อการค้า ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้อยู่ในตารางไม่ได้แปลว่าปลอดภัย ให้นำผลิตภัณฑ์จริงไปให้แพทย์หรือเภสัชกรโรคมะเร็งประเมิน

จดรายการทุกอย่างที่กินอยู่ รวมยาต้ม ผง และเครื่องดื่มสมุนไพร
ถือขวดจริงไปให้แพทย์หรือเภสัชกรโรคมะเร็งอ่านฉลาก
หยุดสิ่งไม่จำเป็นพักไว้จนจบคีโม ถ้าไม่มีเหตุผลทางการแพทย์
ใช้สิ่งที่มีหลักฐานยาแก้คลื่นไส้ตามสั่ง ขิงในอาหาร ออกกำลังกาย
ทบทวนซ้ำทุกครั้งที่เปลี่ยนสูตรยา หรือเริ่มผลิตภัณฑ์ใหม่

4. 4 แนวทางโภชนาการและการดูแลที่บ้านระหว่างคีโม

แนวทางที่ 1: ตั้งเป้าโปรตีนและพลังงาน ไข่ทั้งฟองกินได้

แนวทาง ESPEN (Muscaritoli 2021) แนะนำโปรตีน 1.0–1.5 กรัม และพลังงาน 25–30 กิโลแคลอรีต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน
ผู้ที่หนัก 55 กิโลกรัมจึงควรได้โปรตีนราว 55–82 กรัม และพลังงานราว 1,375–1,650 กิโลแคลอรีต่อวัน
ไข่ทั้งฟองกินได้ และให้พลังงานมากกว่าไข่ขาวอย่างเดียว ปลานึ่ง ไก่ เต้าหู้ นม และนมถั่วเหลืองเป็นโปรตีนที่ดี ไม่จำเป็นต้องงดเนื้อสัตว์ หากกินได้ไม่ถึงเป้า อาหารทางการแพทย์ชนิดดื่มสูตรครบถ้วนช่วยเติมได้

แนวทางที่ 2: มื้อเล็ก 5–6 มื้อ และรับมือคลื่นไส้

ช่วง 3–5 วันหลังให้ยามักคลื่นไส้ เบื่ออาหาร และรับรสเปลี่ยน การกินทีละน้อยแต่บ่อยได้พลังงานรวมมากกว่า อาหารเย็นหรืออุณหภูมิห้องมีกลิ่นน้อยกว่าอาหารร้อน
ควรกินยาแก้คลื่นไส้ตามเวลาที่แพทย์สั่ง ไม่รอจนอาเจียน การศึกษาแบบสุ่มในผู้ป่วย 576 คน (Ryan 2012) พบว่าขิงวันละ 0.5–1.0 กรัมร่วมกับยาแก้อาเจียนลดคลื่นไส้เฉียบพลันได้
ขิงในอาหารหรือน้ำขิงอ่อนจึงใช้ได้ ส่วนขิงชนิดเม็ดควรถามแพทย์ก่อน

แนวทางที่ 3: อาหารสะอาดและปรุงสุก แต่ไม่ต้องจำกัดจนกินไม่ได้

ช่วงเม็ดเลือดขาวต่ำควรเลี่ยงอาหารดิบหรือสุกไม่ทั่ว เช่น ไข่ลวก ยำกุ้งสด ปลาดิบ นมที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ และล้างผักผลไม้ให้สะอาด
แต่การจำกัดอาหารแบบเข้มงวดไม่ได้ลดการติดเชื้อ การวิเคราะห์ 6 การศึกษา 1,116 คน (Sonbol 2019) และการวิเคราะห์ล่าสุด 15 การศึกษา 4,320 คน (Jamal 2026)
ไม่พบว่าการจำกัดอาหารลดการติดเชื้อรุนแรง (RR 1.02) หลักที่ใช้ได้จริงคือความสะอาดและปรุงสุก ไม่ใช่การงดผักผลไม้จนกินได้น้อยลง

ความจริงเรื่องเม็ดเลือดขาว

อาหารไม่ได้เร่งให้เม็ดเลือดขาวขึ้นโดยตรง เม็ดเลือดขาวมักต่ำสุดราววันที่ 7–14 หลังให้ยาแล้วฟื้นตามเวลาของไขกระดูก การกินพลังงานและโปรตีนให้พอช่วยให้ร่างกายทนการรักษาได้ดีขึ้น
แต่ไม่มีอาหารหรือสมุนไพรใดที่พิสูจน์ว่าเร่งเม็ดเลือดขาวได้ หากค่าเลือดต่ำจนต้องเลื่อนยาบ่อย แพทย์อาจใช้ยากระตุ้นเม็ดเลือดขาวกลุ่ม G-CSF หรือปรับขนาดยา

แนวทางที่ 4: ขยับร่างกายและดูแลใจ ซึ่งมีหลักฐานมากกว่าอาหารเสริม

การศึกษาแบบสุ่มในผู้ป่วยมะเร็งเต้านม 242 คนที่กำลังรับคีโม (Courneya 2007) พบว่าการออกกำลังกายแบบมีแรงต้านช่วยเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ ความแข็งแรง
และอัตราการได้รับยาครบตามแผน โดยไม่เพิ่มแขนบวม การเดินเบาๆ วันละ 10–20 นาทีในวันที่ไม่มีไข้หรือเพลียมากจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี
แนวทาง SIO แนะนำการทำสมาธิ โยคะ ดนตรีบำบัด และการจัดการความเครียดเพื่อลดความวิตกกังวล และแนะนำการกดจุดหรือฝังเข็มเพื่อลดคลื่นไส้
ครอบครัวช่วยได้มากด้วยการไปเป็นเพื่อนในวันให้ยา ช่วยจดอาการ และรับฟังโดยไม่กดดันให้กินมากเกินไป

แผนอาหารและการดูแลสำหรับผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระหว่างรับยาเคมีบำบัด
ด้านการดูแลแนวทางที่แนะนำควรเลี่ยงประโยชน์
โปรตีนไข่ทั้งฟอง ปลานึ่ง ไก่ เต้าหู้ นม นมถั่วเหลืองกินแต่ไข่ขาว หรืองดเนื้อสัตว์โดยไม่จำเป็นรักษากล้ามเนื้อ ทนการรักษาได้ดีขึ้น
พลังงานมื้อเล็ก 5–6 มื้อ ข้าวต้ม โจ๊ก ขนมปังงดแป้งหรือน้ำตาลทั้งหมดเพื่อ “อดมะเร็ง”น้ำหนักไม่ลดระหว่างรักษา
ความสะอาดของอาหารปรุงสุกทั่ว ล้างผักผลไม้ ใช้เขียงแยกไข่ลวก อาหารทะเลดิบ นมไม่ผ่านการฆ่าเชื้อลดการติดเชื้อจากอาหาร
คลื่นไส้ยาแก้คลื่นไส้ตามเวลา ขิงในอาหาร อาหารเย็นอาหารกลิ่นแรง มันจัด มื้อใหญ่กินได้มากขึ้นในช่วงหลังให้ยา
วิตามินและแร่ธาตุผักผลไม้หลากสี วิตามินรวมขนาดปกติถ้าแพทย์เห็นด้วยสารต้านอนุมูลอิสระขนาดสูง บี 12 และเหล็กที่ซื้อกินเองได้สารอาหารโดยไม่รบกวนยา
ถั่วเหลืองนมถั่วเหลือง เต้าหู้ ในปริมาณปกติสารสกัดไอโซฟลาโวนเม็ด กวาวเครือ ตังกุยได้โปรตีน ไม่เพิ่มความเสี่ยงในการศึกษา
น้ำจิบน้ำสะอาดบ่อยๆ น้ำซุปใสเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มสมุนไพรเข้มข้นลดภาระไตและอาการท้องผูก
การเคลื่อนไหวเดินเบาๆ ยืดเหยียด ออกกำลังกายแรงต้านเบาๆออกแรงหนักในวันที่มีไข้หรือเกล็ดเลือดต่ำรักษากล้ามเนื้อ ได้ยาครบตามแผน

สรุปจาก Muscaritoli 2021, Sonbol 2019, Jamal 2026, Ryan 2012 และ Courneya 2007 ปริมาณจริงต้องปรับตามค่าเลือด ค่าตับ ค่าไต น้ำตาลในเลือด และคำแนะนำของนักกำหนดอาหาร

สิ่งที่ควรเตรียมไปวันพบแพทย์: ขวดหรือซองผลิตภัณฑ์ทุกชนิดที่ใช้อยู่ · ขนาดและความถี่ที่กิน · เริ่มกินเมื่อไร · ใครแนะนำ ·
คำถามว่า “ชนิดไหนควรหยุดระหว่างคีโม” “ชนิดไหนใช้ต่อได้” และ “ถ้าขาดวิตามินหรือธาตุเหล็กจริง ควรใช้ขนาดเท่าไร”

เปรียบเทียบทางเลือกการดูแลระหว่างคีโม: ยามาตรฐาน อาหารเสริม และการปรับวิถีชีวิต

ทางเลือกเป้าหมายหลักฐานข้อควรรู้
ยาเคมีบำบัดตามแผน (เช่น AC ตามด้วย taxane)ลดการกลับเป็นซ้ำการรักษามาตรฐาน การปฏิเสธยาเพิ่มความเสี่ยงเสียชีวิต (Johnson 2018)อย่าเลื่อนหรือหยุดเพราะใช้สมุนไพรแทน
ยาแก้อาเจียน (กลุ่ม 5-HT3 antagonist, NK1 antagonist, dexamethasone)ป้องกันคลื่นไส้อาเจียนใช้เป็นพื้นฐานในทุกการศึกษา รวมถึง Ryan 2012กินตามเวลา ไม่รอให้อาเจียนก่อน
ยากระตุ้นเม็ดเลือดขาวกลุ่ม G-CSFลดไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำ ให้ยาได้ตรงเวลาใช้ตามความเสี่ยงของสูตรยาปวดกระดูกได้ แพทย์เป็นผู้พิจารณา
อาหารทางการแพทย์ชนิดดื่มสูตรครบถ้วนเติมพลังงานโปรตีนเมื่อกินไม่พอแนวทาง ESPEN (Muscaritoli 2021)เลือกสูตรตามค่าน้ำตาลและค่าไต
ขิงในอาหารลดคลื่นไส้เสริมจากยา0.5–1.0 กรัมต่อวัน ในผู้ป่วย 576 คน (Ryan 2012)ชนิดเม็ดถามแพทย์ก่อน
ออกกำลังกายแบบมีแรงต้านและแอโรบิกรักษากล้ามเนื้อ ลดความเพลียได้ยาครบตามแผนมากขึ้น (Courneya 2007)งดในวันที่มีไข้หรือเกล็ดเลือดต่ำ
สมาธิ โยคะ ดนตรีบำบัด กดจุดลดความวิตกกังวลและคลื่นไส้แนวทาง SIO แนะนำ (Greenlee 2017)ทำร่วมกับการรักษาได้
วิตามินรวมขนาดปกติเติมสารอาหารพื้นฐานไม่สัมพันธ์กับผลเสีย (Ambrosone 2020)แจ้งแพทย์ก่อนใช้
สารต้านอนุมูลอิสระขนาดสูง บี 12 เหล็ก ที่ซื้อกินเองผู้ขายอ้างว่าบำรุงหรือลดผลข้างเคียงสัมพันธ์กับผลลัพธ์แย่ลง HR 1.41–1.83 (Ambrosone 2020)ใช้เฉพาะเมื่อแพทย์ตรวจพบว่าขาดจริง
สมุนไพรหรือการแพทย์ทางเลือกแทนคีโมผู้ขายอ้างว่ารักษามะเร็งเสี่ยงเสียชีวิตสูงกว่า HR 5.68 ในมะเร็งเต้านม (Johnson 2018)ไม่ใช้แทนการรักษามาตรฐาน

ใช้ชื่อสามัญทางยาหรือกลุ่มยาเท่านั้น ไม่ใช้ชื่อการค้า การเลือกการรักษาต้องผ่านการประเมินของทีมรักษา

ความเชื่อที่พบบ่อย เทียบกับหลักฐาน

“สมุนไพรมาจากธรรมชาติ จึงไม่มีผลกับยา”

สมุนไพรมีสารออกฤทธิ์ที่ตับต้องกำจัดเหมือนยา บางชนิดเร่งเอนไซม์จนระดับยาเคมีบำบัดลดลง และมีรายงานตับวายจากผลิตภัณฑ์ชนิดผงเข้มข้น

“วิตามินทุกชนิดอันตรายระหว่างคีโม”

วิตามินรวมขนาดปกติไม่สัมพันธ์กับผลเสียในการศึกษา SWOG S0221 สิ่งที่มีสัญญาณน่ากังวลคือสารต้านอนุมูลอิสระขนาดสูง วิตามินบี 12 และธาตุเหล็กที่ซื้อกินเอง

“มะเร็งเต้านมห้ามกินนมถั่วเหลืองและเต้าหู้”

การศึกษากลุ่มใหญ่พบว่าผู้ที่กินอาหารจากถั่วเหลืองมากมีความเสี่ยงกลับเป็นซ้ำต่ำกว่า สิ่งที่ควรเลี่ยงคือสารสกัดเข้มข้นชนิดเม็ดและสมุนไพรที่ใช้เลียนฤทธิ์เอสโตรเจน

“ต้องกินแต่ไข่ขาว และงดเนื้อสัตว์ระหว่างคีโม”

ไข่ทั้งฟองกินได้และให้พลังงานมากกว่า เนื้อสัตว์ที่ปรุงสุกเป็นแหล่งโปรตีนที่ดี การงดอาหารหลายกลุ่มทำให้กินได้ไม่ถึงเป้าและน้ำหนักลด

“กินบำรุงมากๆ แล้วเม็ดเลือดขาวจะขึ้นทันนัด”

เม็ดเลือดขาวฟื้นตามเวลาของไขกระดูก อาหารช่วยให้ร่างกายทนการรักษาได้ แต่ไม่ได้เร่งค่าเลือดโดยตรง เมื่อจำเป็นแพทย์จะใช้ยากระตุ้นเม็ดเลือดขาวหรือปรับขนาดยา

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระหว่างรับยาเคมีบำบัด กินสมุนไพรหรืออาหารเสริมได้ไหม?

ไม่ควรเริ่มใช้เอง และควรแจ้งแพทย์ก่อนใช้ทุกชนิด เพราะสมุนไพรและอาหารเสริมหลายชนิดเปลี่ยนการทำงานของเอนไซม์ตับที่กำจัดยาเคมีบำบัด บางชนิดเป็นพิษต่อตับ และบางชนิดสัมพันธ์กับการกลับเป็นซ้ำที่สูงขึ้น ไม่ได้แปลว่าห้ามทุกอย่าง วิตามินรวมขนาดปกติไม่สัมพันธ์กับผลเสียในการศึกษา SWOG S0221 และแพทย์อาจสั่งวิตามินหรือธาตุเหล็กเมื่อตรวจพบว่าขาดจริง วิธีที่ปลอดภัยคือถือขวดผลิตภัณฑ์จริงทุกชนิดไปให้แพทย์หรือเภสัชกรโรคมะเร็งดูก่อน

ทำไมสมุนไพรบางชนิดถึงทำให้ยาเคมีบำบัดได้ผลน้อยลงหรือเป็นพิษมากขึ้น?

ยาเคมีบำบัดมะเร็งเต้านมหลายตัวถูกเปลี่ยนรูปหรือกำจัดโดยเอนไซม์ในตับกลุ่ม CYP450 เช่น docetaxel และ paclitaxel ใช้ CYP3A4 และ CYP2C8 ส่วน cyclophosphamide ต้องให้ตับเปลี่ยนเป็นรูปออกฤทธิ์ สมุนไพรที่เร่งเอนไซม์ทำให้ยาถูกกำจัดเร็วจนระดับยาต่ำ ในการศึกษาผู้ป่วย 10 คน สมุนไพรเซนต์จอห์นเวิร์ตทำให้การกำจัด docetaxel เพิ่มจาก 47.2 เป็น 53.7 ลิตรต่อชั่วโมง ส่วนสมุนไพรที่ยับยั้งเอนไซม์ทำให้ยาค้างนานและผลข้างเคียงรุนแรงขึ้น ยาเคมีบำบัดมีช่วงขนาดยาที่ได้ผลและปลอดภัยแคบ การเปลี่ยนระดับยาเพียงเล็กน้อยจึงมีความหมาย

วิตามินซี วิตามินอี หรือ CoQ10 ขนาดสูงลดฤทธิ์ยาเคมีบำบัดจริงไหม?

ยังพิสูจน์ไม่ได้ทั้งสองทาง แต่มีสัญญาณที่ควรระวัง doxorubicin และยาเคมีบำบัดบางตัวทำลายเซลล์มะเร็งส่วนหนึ่งผ่านอนุมูลอิสระ จึงมีความกังวลว่าสารต้านอนุมูลอิสระขนาดสูงจะปกป้องเซลล์มะเร็งด้วย การศึกษา SWOG S0221 ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านม 1,134 คนพบว่าการใช้สารต้านอนุมูลอิสระทั้งก่อนและระหว่างคีโมสัมพันธ์กับความเสี่ยงกลับเป็นซ้ำสูงขึ้น HR 1.41 ซึ่งเกือบถึงนัยสำคัญทางสถิติ ผู้ทบทวนงานวิจัยจึงแนะนำให้เลี่ยงสารต้านอนุมูลอิสระชนิดเม็ดขนาดสูงระหว่างคีโม ส่วนผักผลไม้ในอาหารปกติกินได้

วิตามินรวม วิตามินบี 12 และธาตุเหล็กกินได้ไหมระหว่างคีโม?

ในการศึกษา SWOG S0221 วิตามินรวมขนาดปกติไม่สัมพันธ์กับผลการรักษาที่แย่ลง แต่การกินวิตามินบี 12 ทั้งก่อนและระหว่างคีโมสัมพันธ์กับการรอดชีวิตปลอดโรคที่แย่ลง HR 1.83 และธาตุเหล็กระหว่างคีโมสัมพันธ์กับการกลับเป็นซ้ำ HR 1.79 เป็นข้อมูลเชิงสังเกตที่ยังไม่พิสูจน์ว่าเป็นสาเหตุ หลักปฏิบัติจึงเป็นไม่ซื้อกินเอง แต่ถ้าแพทย์ตรวจเลือดพบว่าขาดวิตามินบี 12 หรือขาดธาตุเหล็กจริง การรักษาตามที่แพทย์สั่งยังจำเป็น

มะเร็งเต้านมกินถั่วเหลือง นมถั่วเหลือง หรือเต้าหู้ได้ไหม และกวาวเครือหรือตังกุยอันตรายอย่างไร?

อาหารจากถั่วเหลืองกินได้ การศึกษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านมในเซี่ยงไฮ้ 5,033 คนพบว่ากลุ่มที่กินโปรตีนถั่วเหลืองมากที่สุดมีความเสี่ยงกลับเป็นซ้ำต่ำกว่า HR 0.68 ทั้งในชนิดที่ไวและไม่ไวต่อฮอร์โมน และการรวมข้อมูล 9,514 คนพบผลไปทางเดียวกัน ต่างจากสารสกัดไอโซฟลาโวนเข้มข้นชนิดเม็ดที่ไม่มีข้อมูลความปลอดภัยพอ กวาวเครือถูกใช้เป็นสมุนไพรทดแทนฮอร์โมนเอสโตรเจน มีรายงานเจ็บเต้านมและเลือดออกทางช่องคลอด และไม่มีมาตรฐานปริมาณสารสำคัญ ส่วนตังกุยไม่มีข้อมูลความปลอดภัยในมะเร็งเต้านม จึงไม่ควรใช้ทั้งสองชนิดระหว่างการรักษา

ระหว่างคีโมควรกินโปรตีนเท่าไร และต้องกินแต่ไข่ขาวไหม?

แนวทาง ESPEN แนะนำโปรตีน 1.0 ถึง 1.5 กรัม และพลังงาน 25 ถึง 30 กิโลแคลอรี ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน ผู้ที่หนัก 55 กิโลกรัมจึงควรได้โปรตีนราว 55 ถึง 82 กรัม และพลังงานราว 1,375 ถึง 1,650 กิโลแคลอรีต่อวัน ไข่ทั้งฟองกินได้และให้พลังงานมากกว่าไข่ขาวอย่างเดียว ปลา ไก่ เต้าหู้ นม และนมถั่วเหลืองเป็นโปรตีนที่ดี ถ้ากินได้ไม่ถึงเป้า อาหารทางการแพทย์ชนิดดื่มสูตรครบถ้วนช่วยเติมได้

กินอะไรแล้วเม็ดเลือดขาวจะขึ้นเร็วทันนัดให้ยา?

อาหารไม่ได้เร่งให้เม็ดเลือดขาวขึ้นโดยตรง เม็ดเลือดขาวมักต่ำสุดราววันที่ 7 ถึง 14 หลังให้ยา แล้วไขกระดูกจะฟื้นตามเวลา การกินพลังงานและโปรตีนให้พอช่วยให้ร่างกายทนการรักษาได้ดีขึ้น แต่ไม่มีอาหารหรือสมุนไพรใดที่พิสูจน์ว่าเร่งเม็ดเลือดขาวได้ หากค่าเลือดต่ำจนต้องเลื่อนยาบ่อย แพทย์อาจใช้ยากระตุ้นเม็ดเลือดขาวกลุ่ม G-CSF หรือปรับขนาดยา

อาการแบบไหนต้องรีบไปโรงพยาบาลระหว่างรับยาเคมีบำบัด?

ไข้ตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียส หรือหนาวสั่น ตัวเหลือง ตาเหลือง หรือปัสสาวะสีชา จ้ำเลือดหรือเลือดออกผิดปกติ อาเจียนหรือท้องเสียจนกินดื่มไม่ได้เกิน 24 ชั่วโมง เหนื่อยหอบหรือเจ็บหน้าอก ผื่นรุนแรงหรือปากบวมหลังใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่ และความคิดอยากทำร้ายตัวเอง ส่วนอาการชาปลายมือปลายเท้าจนติดกระดุมไม่ได้ ให้แจ้งทีมรักษาก่อนรับยารอบถัดไป

กลไกทางวิทยาศาสตร์: ทำไมสิ่งที่ตั้งใจบำรุงจึงไปเปลี่ยนผลของยา

สรุปโดย :
ยาเคมีบำบัดได้ผลเมื่อระดับยาในเลือดสูงพอจะทำลายเซลล์มะเร็งในช่วงเวลาที่กำหนด แต่ต้องไม่สูงจนทำลายไขกระดูกและเส้นประสาทมากเกินไป
สารบางชนิดในสมุนไพรจับกับตัวรับในนิวเคลียสของเซลล์ตับ เช่น pregnane X receptor แล้วสั่งให้ตับสร้างเอนไซม์ CYP3A4 และตัวขนส่งยาเพิ่มขึ้นภายในหลายวัน
ยาจึงถูกกำจัดเร็วขึ้นและระดับยาลดลงโดยไม่มีอาการเตือน ในทางกลับกัน สารที่ยับยั้งเอนไซม์ทำให้ยาค้างในร่างกายนานขึ้นจนเม็ดเลือดขาวต่ำและชามากขึ้น

ส่วนสารต้านอนุมูลอิสระขนาดสูงทำงานในอีกทางหนึ่ง doxorubicin สร้างอนุมูลอิสระเพื่อทำลายดีเอ็นเอและเยื่อหุ้มของเซลล์มะเร็ง สารต้านอนุมูลอิสระปริมาณมากอาจลดความเสียหายนี้ได้ทั้งในเซลล์ปกติและเซลล์มะเร็ง
ขณะที่สารคล้ายเอสโตรเจนจากสมุนไพรเข้มข้นสามารถจับตัวรับเอสโตรเจนบนเซลล์มะเร็งเต้านมชนิดไวต่อฮอร์โมนได้ หลักการดูแลจึงเป็นการเติมพลังงานและโปรตีนจากอาหาร
แก้ภาวะขาดสารอาหารเฉพาะเมื่อตรวจพบ และใช้วิธีที่มีหลักฐานลดผลข้างเคียง แทนการเพิ่มสารออกฤทธิ์ที่ไม่ทราบผลต่อยา

E-E-A-T และแหล่งอ้างอิงทางวิชาการ

เรียบเรียงและทบทวนโดย (Asst. Prof. Dr. Norawit Raatpiboon)
จากงานวิจัยและแนวทางเวชปฏิบัติที่ตีพิมพ์ในฐานข้อมูล PubMed

  1. Ambrosone CB, et al. Dietary supplement use during chemotherapy and survival outcomes of patients with breast cancer enrolled in a cooperative group clinical trial (SWOG S0221). J Clin Oncol. 2020. PubMed 31855498
  2. Lawenda BD, et al. Should supplemental antioxidant administration be avoided during chemotherapy and radiation therapy? J Natl Cancer Inst. 2008. PubMed 18505970
  3. Meijerman I, et al. Herb-drug interactions in oncology: focus on mechanisms of induction. Oncologist. 2006. PubMed 16880233
  4. Goey AK, et al. The effect of St John’s wort on the pharmacokinetics of docetaxel. Clin Pharmacokinet. 2014. PubMed 24068654
  5. Wanmuang H, et al. Fatal fulminant hepatitis associated with Ganoderma lucidum (Lingzhi) mushroom powder. J Med Assoc Thai. 2007. PubMed 17621752
  6. Hershman DL, et al. Randomized double-blind placebo-controlled trial of acetyl-L-carnitine for the prevention of taxane-induced neuropathy in women undergoing adjuvant breast cancer therapy. J Clin Oncol. 2013. PubMed 23733756
  7. Greenlee H, et al. Clinical practice guidelines on the evidence-based use of integrative therapies during and after breast cancer treatment. CA Cancer J Clin. 2017. PubMed 28436999
  8. Shu XO, et al. Soy food intake and breast cancer survival. JAMA. 2009. PubMed 19996398
  9. Nechuta SJ, et al. Soy food intake after diagnosis of breast cancer and survival. Am J Clin Nutr. 2012. PubMed 22648714
  10. Kongkaew C, et al. Efficacy and safety of Pueraria candollei var. mirifica for menopausal women: a systematic review of clinical trials. J Ethnopharmacol. 2018. PubMed 29409850
  11. Ryan JL, et al. Ginger (Zingiber officinale) reduces acute chemotherapy-induced nausea: a URCC CCOP study of 576 patients. Support Care Cancer. 2012. PubMed 21818642
  12. Sonbol MB, et al. Neutropenic diets to prevent cancer infections: updated systematic review and meta-analysis. BMJ Support Palliat Care. 2019. PubMed 30948447
  13. Jamal F, et al. Neutropenic diet versus liberalized diet in patients with cancer: a systematic review and meta-analysis. JCO Oncol Pract. 2026. PubMed 42721418
  14. Muscaritoli M, et al. ESPEN practical guideline: Clinical Nutrition in cancer. Clin Nutr. 2021. PubMed 33946039
  15. Courneya KS, et al. Effects of aerobic and resistance exercise in breast cancer patients receiving adjuvant chemotherapy: a multicenter randomized controlled trial. J Clin Oncol. 2007. PubMed 17785708
  16. Johnson SB, et al. Use of alternative medicine for cancer and its impact on survival. J Natl Cancer Inst. 2018. PubMed 28922780
  17. Johnson SB, et al. Complementary medicine, refusal of conventional cancer therapy, and survival among patients with curable cancers. JAMA Oncol. 2018. PubMed 30027204

ข้อจำกัดความรับผิดชอบทางการแพทย์

บทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อการศึกษา ไม่ใช่การวินิจฉัย ใบสั่งยา หรือคำแนะนำทางการแพทย์รายบุคคล
การเริ่ม หยุด หรือปรับยาเคมีบำบัด ยาแก้คลื่นไส้ ยากระตุ้นเม็ดเลือดขาว วิตามิน ธาตุเหล็ก อาหารเสริม หรือสมุนไพร ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เจ้าของไข้ เภสัชกร และนักกำหนดอาหาร
หากมีอาการในหัวข้ออาการที่ต้องรีบไปโรงพยาบาล ให้ไปโรงพยาบาลโดยเร็ว หากมีความคิดทำร้ายตัวเอง โทร 1323 หรือ 1669