สุขภาพทางเพศ · หลังสัมผัสความเสี่ยง HIV
มีเพศสัมพันธ์ไม่ใส่ถุงยาง กลัวติด HIV ต้องทำอย่างไร? รู้จักยา PEP ภายใน 72 ชั่วโมง

หน้านี้ตอบคำถามหลังมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางแล้วกังวลเรื่อง HIV โพสต์ต้นทางไม่ได้บอกว่าผ่านมากี่ชั่วโมง หรือสถานะ HIV ของคู่สัมผัส จึงไม่ได้สรุปว่าผู้ถามติดเชื้อ
ถ้ายังไม่เกิน 72 ชั่วโมง ให้ไปโรงพยาบาลวันนี้
หากมีการสัมผัสความเสี่ยงต่อ HIV ภายใน 72 ชั่วโมง ให้รีบไปโรงพยาบาลเพื่อประเมิน PEP ทันที ไม่ควรรอตรวจ HIV จนพ้นช่วงเวลารับยา
เหมาะที่สุดคือเริ่มภายใน 24 ชั่วโมงเมื่อมีข้อบ่งชี้ กรมควบคุมโรคบอกให้ปรึกษาแพทย์และรับยาโดยเร็วภายใน 72 ชั่วโมง หน้าเดียวกันมีสายด่วน 1422 ของกรมควบคุมโรค สายนี้ช่วยชี้ทาง แต่ไม่ได้ยืนยันว่าโรงพยาบาลทุกแห่งมียาพร้อมจ่ายในคืนนั้น
คำตอบสั้น
เพศสัมพันธ์ไม่ใช้ถุงยางไม่ได้แปลว่าติด HIV แล้ว ถ้ายังไม่เกิน 72 ชั่วโมงให้ไปโรงพยาบาลวันนี้เพื่อประเมินยา PEP ถ้ามีข้อบ่งชี้ให้เริ่มทันทีและกินครบ 28 วัน ผลลบวันแรกยังตัดการติดจากเหตุการณ์นี้ไม่ได้
ไม่ได้ใช้ถุงยางไม่เท่ากับติดเชื้อแล้ว
การสัมผัสโดยไม่มีถุงยางเป็นเหตุให้ประเมิน ไม่ใช่ผลตรวจ HIV สถานะของคู่สัมผัสรู้ได้จากข้อมูลผลตรวจเท่าที่มี ไม่ใช่จากอาชีพ รูปลักษณ์ หรือการทำงานบริการ หน้านี้ไม่ใช้เรื่องนั้นตัดสินใคร
แนวทาง CDC ปี 2025 ให้พิจารณา PEP เมื่อการสัมผัสมีความเสี่ยงมาก และคู่มี HIV โดยไวรัสยังไม่ถูกกดอย่างต่อเนื่อง หรือไม่ทราบข้อมูลนั้น ถ้าไม่ทราบว่าคู่มี HIV หรือไม่ แพทย์ตัดสินเป็นรายกรณี และไม่หน่วงยาแรกเพื่อไปสืบผลของคู่ก่อน
ความเสี่ยงไม่ได้เท่ากันทุกแบบ แพทย์ดูชนิดของการสัมผัส ของเหลวที่เกี่ยวข้อง มีสิ่งกั้นหรือไม่ และผู้มาตรวจใช้ PrEP อยู่แล้วหรือไม่ หน้านี้จึงไม่บอกว่าทุกครั้งที่ไม่ได้ใช้ถุงยางจะได้ยาเหมือนกัน
PEP คือยาหลังเหตุการณ์ ไม่ใช่ยาที่ซื้อเอง
PEP หรือ post-exposure prophylaxis คือยาต้านไวรัสที่ใช้หลังอาจสัมผัส HIV เพื่อลดโอกาสที่เชื้อจะตั้งหลัก ถ้าแพทย์เห็นว่าควรได้ ให้กินครบ 28 วัน การกินไม่ครบทำให้การป้องกันไม่เป็นไปตามช่วงที่แนวทางกำหนด
สูตรเป็นยาที่แพทย์เลือกจากโรคประจำตัว ยาเดิม การทำงานของไตและตับ และข้อมูลของคู่สัมผัสถ้ามี หน้านี้ไม่พิมพ์ชื่อสูตรหรือขนาดยาสำหรับซื้อกินเอง ถ้าผลตรวจเร็วบอกว่าติด HIV อยู่แล้ว ไม่ใช้ PEP เป็นยาป้องกัน แต่ส่งต่อการดูแลผู้ที่ติดเชื้อ ถ้าเริ่มไปแล้วเพราะผลห้องปฏิบัติการยังไม่ออก แล้วภายหลังยืนยันว่าติดอยู่ก่อน อย่าหยุดเอง
แนวทางที่เปิดดูไม่ได้ระบุว่าอาหาร วิตามิน สมุนไพร หรือการล้างอวัยวะเพศใช้แทน PEP ได้
ตรวจ HIV ตั้งต้น แต่ไม่ให้การตรวจทำให้ยาช้า
ผู้ที่มาประเมิน PEP ควรได้รับการตรวจ HIV ตั้งต้นตามแนวทาง เป็นการตรวจเร็ว หรือการตรวจแอนติเจนร่วมกับแอนติบอดีจากห้องปฏิบัติการ หรือทั้งคู่ เป้าหมายคือรู้ว่าติดอยู่ก่อนหรือไม่ โดยไม่ทำให้ยาแรกช้า
ถ้าผลที่ต้องรอจากห้องปฏิบัติการยังไม่พร้อม และแพทย์ประเมินว่ามีข้อบ่งชี้ ให้เริ่ม PEP ทันที ไม่รอจนพ้น 72 ชั่วโมง ภายหลังหยุดยาได้ถ้าพบว่าผู้มาตรวจติด HIV อยู่แล้ว หรือคู่สัมผัสไม่มี HIV การตรวจจากน้ำลายไม่เหมาะกับการประเมินนี้ เพราะไวต่อการติดเชื้อระยะต้นน้อยกว่าการตรวจจากเลือด
ผลลบในวันแรกบอกสถานะที่ตรวจพบได้ ณ เวลานั้น CDC ระบุว่าผลนั้นตรวจการติดจากเหตุการณ์ภายใน 72 ชั่วโมงไม่ได้ จึงต้องมีนัดติดตาม
ไปประเมินก่อน แล้วค่อยวางแผนตรวจตามนัด
ขั้นตอนเร่งด่วนและตารางตรวจอยู่หัวข้อถัดไป ไม่มีแบบฟอร์มให้กรอกก่อนไปโรงพยาบาล
ขั้นตอนเมื่อเสี่ยง HIV และการตรวจติดตาม
- ถ้ายังไม่เกิน 72 ชั่วโมง ให้ไปห้องฉุกเฉินหรือโรงพยาบาลที่ดูแล HIV วันนี้
- บอกเวลาที่เกิดเหตุ ชนิดของการสัมผัส และยาที่ใช้อยู่ รวมถึง PrEP ถ้ามี
- รับการตรวจ HIV ตั้งต้น ถ้าผลห้องปฏิบัติการยังไม่ออกและมีข้อบ่งชี้ ให้เริ่มยาได้เลย
- ถ้าได้ยา ให้กินครบ 28 วัน และไปตรวจตามนัด ไม่หยุดเองเพราะผลวันแรกเป็นลบ
นัด 4–6 สัปดาห์ และ 12 สัปดาห์นับจากจุดไหน
ตารางคำแนะนำของ CDC ปี 2025 ให้ตรวจระหว่างทางที่ประมาณ 4–6 สัปดาห์หลังการสัมผัส และตรวจครั้งสุดท้ายที่ 12 สัปดาห์หลังการสัมผัส โดยใช้ทั้งการตรวจแอนติเจนร่วมกับแอนติบอดีจากห้องปฏิบัติการ และการตรวจสารพันธุกรรม
ข้อความอธิบายในแนวทางเดียวกันเรียกนัดชุดนี้ว่าประมาณ 4–6 สัปดาห์และ 12 สัปดาห์หลังเริ่มยา และบอกว่าครั้งสุดท้ายอยู่ราว 8 สัปดาห์หลังจากกินครบ 28 วัน สองวิธีนับไม่ใช่คนละแผน เพราะยาต้องเริ่มภายใน 72 ชั่วโมงหลังสัมผัส จุดเริ่มจึงห่างกันไม่เกินช่วงนั้น
สิ่งที่อ่านไม่ตรงแนวทางคือกินยาครบ 28 วันแล้วรออีก 12 สัปดาห์ค่อยตรวจครั้งสุดท้าย ผลลบที่นัด 4–6 สัปดาห์ยังไม่ใช้ตัดการติดเชื้อ เพราะยาอาจกดเชื้ออยู่ได้นานกว่า 2 สัปดาห์หลังหยุด ผลระหว่างทางจึงยังไม่ใช่การประเมินครั้งสุดท้าย
วิธีตรวจใช้ตามแนวทางและความพร้อมของสถานพยาบาล ถ้ายังไม่มีการตรวจสารพันธุกรรม ไม่ได้เป็นเหตุให้ไม่จ่าย PEP ให้ใช้วิธีที่ไวที่สุดที่มี การตรวจ 4–6 สัปดาห์หลังเริ่มยาอาจเลื่อนได้เฉพาะกรณีที่เริ่มภายใน 24 ชั่วโมง ไม่ขาดครั้งที่แพทย์สั่ง และไม่ได้กำลังจะเริ่ม PrEP ซึ่งเป็นการตัดสินใจของแพทย์ ไม่ใช่เหตุให้ข้ามนัดเอง ถ้านัด 12 สัปดาห์ขาด ให้ตรวจในการมาครั้งถัดไปโดยเร็ว
ช่วงที่การตรวจทั่วไปยังอาจไม่พบเชื้อ
CDC อธิบายช่วงนี้ของการตรวจทั่วไปไว้คนละชั้นกับตาราง PEP การตรวจแอนติเจนร่วมกับแอนติบอดีจากเลือดดำในห้องปฏิบัติการมักพบได้ในช่วง 18–45 วัน การตรวจชนิดนี้จากปลายนิ้วมักพบได้ในช่วง 18–90 วัน การตรวจสารพันธุกรรมมักพบได้ในช่วง 10–33 วัน และการตรวจแอนติบอดีมักพบได้ในช่วง 23–90 วัน ตัวเลขนี้ไม่ใช่ตารางแทนนัดของผู้ที่ได้ PEP เพราะยาต้านไวรัสเลื่อนการตรวจพบได้
ตับอักเสบบีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น
แพทย์ตรวจไวรัสตับอักเสบบีตอนเริ่มประเมิน เพื่อดูว่ามีการติดเชื้ออยู่แล้วหรือไม่ มีภูมิคุ้มกันหรือประวัติวัคซีนอย่างไร และเพื่อเลือกสูตรยาได้อย่างปลอดภัย ยา PEP บางตัวออกฤทธิ์ต่อไวรัสตับอักเสบบีด้วย การหยุดยาจึงมีผลต่อผู้ที่ติดเชื้อ HBV อยู่เดิม อาจทำให้ตับอักเสบกำเริบในคนกลุ่มนั้น ไม่ได้เกิดกับทุกคนที่กิน PEP แล้วหยุด
วัคซีนหรือการป้องกันตับอักเสบบีหลังสัมผัสขึ้นกับประวัติภูมิคุ้มกัน สถานะของคู่สัมผัสเมื่อทราบ และแนวทางที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่เข็มเดียวกันสำหรับทุกเหตุการณ์
ซิฟิลิส หนองใน และหนองในเทียม รวมถึงตับอักเสบซี พิจารณาตามชนิดการสัมผัส ไม่ใช่ชุดตรวจบังคับที่เหมือนกันทุกคน การตรวจ creatinine และเอนไซม์ตับใช้ประกอบการเลือกยา แต่ไม่ให้รอผลจนยาแรกช้า การตรวจตั้งครรภ์ทำเมื่อเกี่ยวข้องกับผู้ที่ตั้งครรภ์ได้
PEP กับ PrEP ไม่ใช่ยาเดียวกัน
PEP ใช้หลังเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิด PrEP ใช้ก่อนความเสี่ยงในอนาคต สำหรับคนที่อาจสัมผัสซ้ำ แนวทาง PrEP ประเทศไทย ปี 2568 ของกองโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บอกว่า ถ้าความเสี่ยงครั้งล่าสุดไม่เกิน 72 ชั่วโมง ให้พิจารณา PEP ให้ครบ 28 วันก่อน แล้วจึงเริ่ม PrEP เมื่อผล HIV เป็นลบ โดยไม่ต้องเว้นช่วง
ถ้าเลย 72 ชั่วโมงและไม่มีอาการที่สงสัยการติดเชื้อระยะเฉียบพลัน แนวทางนั้นให้พิจารณา PrEP พร้อมย้ำการตรวจที่เดือนแรก CDC บอกว่าหลักฐานยังไม่พอจะแนะนำให้เริ่ม nPEP หลัง 72 ชั่วโมง แม้จะมีผู้เชี่ยวชาญบางส่วนถกเถียงเรื่องหน้าต่างที่ยาวกว่า คนที่มาช้ากว่านั้นจึงยังควรตรวจ รับคำอธิบายเรื่อง PrEP และมีแผนติดตาม ไม่ใช่การปล่อยผ่าน
คนที่ใช้ PrEP ตรงตามสั่งอยู่แล้ว โดยทั่วไปไม่ต้องเพิ่ม PEP หลังสัมผัสทางเพศ มีข้อยกเว้น เช่น เพิ่งเริ่ม PrEP ยังไม่ถึงช่วงป้องกันสูงสุด กินยาขาด หรือสัมผัสเชื้อที่ดื้อต่อส่วนประกอบของ PrEP ซึ่งแพทย์เป็นผู้ดู หน้านี้ไม่สอนวิธีนับเม็ดยา PrEP
เลย 72 ชั่วโมงแล้วยังมีสิ่งที่ทำได้
ไปตรวจ HIV บอกอาการถ้ามีไข้ ผื่น หรืออาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ในช่วงหลังเหตุการณ์ และถามเรื่องการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ถ้าภายหลังผลยืนยันว่าติด HIV การดูแลระยะยาวเป็นคนละหน้ากับหน้านี้ อ่านต่อที่ อยู่กับ HIV หลังทราบผล เมื่อถึงจุดนั้นเท่านั้น
สิ่งที่ทำได้และสิ่งที่ใช้แทนกันไม่ได้
| สถานการณ์ | สิ่งที่ควรเกิด | สิ่งที่หน้านี้ไม่ให้ทำ |
|---|---|---|
| ยังไม่เกิน 72 ชั่วโมง | ไปโรงพยาบาลวันนี้ ตรวจ HIV ตั้งต้น และเริ่ม PEP ทันทีถ้ามีข้อบ่งชี้ | รอผลห้องปฏิบัติการจนพ้น 72 ชั่วโมง หรือซื้อสูตรยาเอง |
| ได้ PEP แล้ว | กินครบ 28 วัน และตรวจตามนัดที่ประมาณ 4–6 สัปดาห์และ 12 สัปดาห์ตามจุดนับของแนวทาง | นับ 12 สัปดาห์ใหม่หลังจากกินยาครบ 28 วัน |
| เลย 72 ชั่วโมง | ตรวจ รับคำอธิบาย PrEP และนัดติดตาม | สรุปว่าไม่มีอะไรต้องทำ |
| อยากกันครั้งถัดไป | คุยเรื่อง PrEP และถุงยางกับแพทย์หลังจบ PEP เมื่อมีข้อบ่งชี้ | ใช้ PrEP แทน PEP ของเหตุการณ์ที่ยังอยู่ใน 72 ชั่วโมง |
ทำไมเวลาเริ่มยาจึงสำคัญ
ผศ.ดร.นรวิชญ์ ราษฎร์พิบูลย์ อธิบายว่าหลังเชื้อเข้าสู่ร่างกาย มันต้องเข้าเซลล์และสร้างสำเนาก่อนจะตั้งหลักเป็นการติดเชื้อที่ยากจะย้อน ยา PEP ไปลดการสร้างสำเนานั้นถ้าเริ่มทัน ข้อมูลที่แนวทางใช้ชี้ว่าการป้องกันลดลงเมื่อเริ่มช้าลง จึงกำหนดเพดานที่ 72 ชั่วโมง และย้ำให้เริ่มเร็วที่สุด โดยเฉพาะภายใน 24 ชั่วโมง
การตรวจวันแรกยังไม่เห็นการติดจากเมื่อคืน เพราะยังไม่ถึงช่วงที่แอนติเจน แอนติบอดี หรือสารพันธุกรรมจะขึ้นมาให้เจอ และถ้าได้ยาต้านไวรัส ยาอาจกดสัญญาณเหล่านั้นต่ออีกช่วงหนึ่ง ตาราง 12 สัปดาห์จึงเป็นจุดประเมินครั้งสุดท้ายของแนวทาง ไม่ใช่การรอเพิ่มหลังจากกินยาครบ
คำถามที่พบบ่อย
ไม่ได้ใช้ถุงยางแปลว่าติด HIV แล้วหรือไม่?
ไม่ใช่ เป็นเหตุให้ประเมินความเสี่ยงโดยเร็ว อาชีพหรือรูปลักษณ์ของคู่สัมผัสไม่ใช่ผลตรวจ HIV
ต้องไปโรงพยาบาลเมื่อไร?
ถ้ายังไม่เกิน 72 ชั่วโมง ให้ไปวันนี้เพื่อประเมินยา PEP เหมาะที่สุดคือเริ่มภายใน 24 ชั่วโมงถ้ามีข้อบ่งชี้
ผล HIV เป็นลบในวันแรกแปลว่าปลอดภัยแล้วหรือไม่?
ยังไม่ใช่ ผลวันแรกบอกสถานะที่ตรวจพบได้ ณ เวลานั้น แต่ตัดการติดจากเหตุการณ์ภายใน 72 ชั่วโมงไม่ได้
ซื้อยา PEP กินเองได้หรือไม่?
ไม่ได้ แพทย์เป็นผู้ประเมินและเลือกสูตร ถ้ามีข้อบ่งชี้ให้กินครบ 28 วัน หน้านี้ไม่ให้ชื่อสูตรหรือขนาดยาสำหรับซื้อเอง
PEP กับ PrEP ต่างกันอย่างไร?
PEP ใช้หลังเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดภายใน 72 ชั่วโมง PrEP ใช้ก่อนความเสี่ยงครั้งถัดไป ถ้าได้ PEP ครบและผล HIV เป็นลบ สามารถต่อ PrEP ได้โดยไม่ต้องเว้นช่วงเมื่อมีข้อบ่งชี้
ตรวจติดตามนับจากวันกินยาครบหรือไม่?
ไม่ใช่ ตาราง CDC นับประมาณ 4 ถึง 6 สัปดาห์และ 12 สัปดาห์จากการสัมผัส และข้อความอธิบายเรียกนัดเดียวกันจากวันเริ่มยา ซึ่งห่างกันไม่เกิน 72 ชั่วโมง ครั้งสุดท้ายไม่ใช่การรออีก 12 สัปดาห์หลังกินครบ 28 วัน
ทุกคนที่หยุดยา PEP จะตับอักเสบกำเริบหรือไม่?
ไม่ใช่ แพทย์ตรวจตับอักเสบบีเพื่อดูสถานะการติดเชื้อ ภูมิคุ้มกัน และความปลอดภัยของสูตรยา การหยุดยามีความหมายเป็นพิเศษในคนที่ติด HBV อยู่แล้ว
เลย 72 ชั่วโมงแล้วควรทำอย่างไร?
ยังควรไปตรวจและรับคำแนะนำ แนวทาง CDC บอกว่าหลักฐานยังไม่พอจะแนะนำให้เริ่ม nPEP หลัง 72 ชั่วโมง แต่การตรวจและแผน PrEP ยังมีที่ทาง
แหล่งที่เปิดสำหรับหน้านี้
- CDC, nPEP recommendations, United States, 2025
- CDC, Clinical Guidance for PEP, reviewed 7 October 2026
- CDC, Getting Tested for HIV
- กรมควบคุมโรค, ยาต้านไวรัสเอชไอวี
- กองโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กรมควบคุมโรค. แนวทางการจัดบริการยาป้องกันก่อนการสัมผัสเชื้อเอชไอวี ประเทศไทย ปี 2568
ข้อจำกัดทางการแพทย์
เนื้อหานี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ได้ตรวจร่างกายผู้ถาม และไม่ได้แทนแพทย์ที่ประเมิน PEP ห้ามซื้อยาหรือปรับสูตรเองจากหน้านี้ ถ้ายังไม่เกิน 72 ชั่วโมงหลังสัมผัสความเสี่ยงต่อ HIV ให้ไปโรงพยาบาลวันนี้