หมวด: มะเร็ง · ตัวบ่งชี้มะเร็ง · ตรวจติดตาม
เจาะเลือดค่ามะเร็งขึ้น 33 เยอะไหม: อ่านผล CEA, CA125, CA19-9, CA15-3 ค่าอ้างอิง การผันผวนที่ไม่ใช่มะเร็ง และการดูแนวโน้มร่วมกับภาพถ่ายรังสี
AI Overview / คำตอบด่วน (BLUF)
ค่ามะเร็ง 33 ต้องรู้ชนิดสารก่อน เพราะค่าอ้างอิงของ CEA, CA125, CA19-9 และ CA15-3 ไม่เหมือนกัน
ค่าใกล้เกณฑ์บนอาจยังอยู่ในช่วงที่แล็บกำหนด หรือเป็นผลจากอักเสบ ถุงน้ำ หรือสูบบุหรี่
แพทย์ดูแนวโน้มหลายงวดร่วมกับภาพถ่ายรังสี ไม่ตัดสินจากตัวเลขเดี่ยว
แนวทาง NACB เรื่องตัวบ่งชี้มะเร็ง
และ การอ่านค่า CEA แบบแนวโน้ม
สัญญาณอันตราย ·
ค่า 33 แปลว่าอะไร ·
สาเหตุที่ไม่ใช่มะเร็ง ·
ดูแนวโน้ม ·
ภาพถ่ายรังสี ·
ลดความกังวล ·
FAQ
จากกลุ่มผู้ป่วยมะเร็ง: วันนี้เจาะเลือด ค่ามะเร็งขึ้น 33 เยอะไหม
สมาชิกท่านหนึ่งเล่าว่าเพิ่งได้ผลเจาะเลือดติดตาม และเห็นตัวเลขค่ามะเร็งอยู่ที่ 33 จึงถามว่าถือว่าสูงมากหรือไม่
ความกังวลแบบนี้พบบ่อยหลังจบการรักษาหรือระหว่างติดตาม เพราะตัวเลขบนกระดาษผลแล็บมักถูกอ่านว่าเป็นคำตอบเรื่องโรคกลับมา
คำตอบสั้นๆ คือ ค่า 33 ไม่สามารถตีความได้โดยไม่รู้ชนิดสาร และไม่ควรใช้ตัวเลขครั้งเดียวตัดสินว่าโรคกลับมาหรือไม่
ถ้าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และสนใจเฉพาะ CEA หลังจบการรักษา อ่านเพิ่มที่
มะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะ 3–4 ค่า CEA กลับมาปกติหลังรักษา
สัญญาณอันตราย: เมื่อไรไม่ควรรอถึงวันนัด
คำตอบตรง: ตัวเลขตัวบ่งชี้มะเร็งอย่างเดียวไม่ใช่เหตุฉุกเฉิน แต่ถ้ามีอาการทางกายรุนแรงหรือค่าเลือดเปลี่ยนเร็วมากร่วมกับอาการใหม่ ควรแจ้งทีมรักษาหรือไปโรงพยาบาลก่อนวันนัด
โทร 1669 หรือไปห้องฉุกเฉินทันที
- อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำหรือถ่ายเป็นเลือดปริมาณมาก หรือหมดสติ
- หอบเหนื่อยทันที เจ็บแน่นหน้าอก หรือพูดไม่ครบประโยคเพราะหายใจไม่ทัน
- อ่อนแรงซีกเดียว พูดไม่ชัด ตามัว หรือปวดหัวรุนแรงแบบที่ไม่เคยเป็น
- ไข้สูงหลังคีโมร่วมกับเม็ดเลือดขาวต่ำ ตามที่ทีมรักษาสอนไว้เรื่อง febrile neutropenia
ติดต่อทีมรักษาหรือนัดพบแพทย์ก่อนวันนัด ภายในไม่กี่วัน
- น้ำหนักลดต่อเนื่องโดยไม่ได้ตั้งใจ หรือกินได้น้อยลงมาก
- ปวดท้อง ปวดกระดูก หรือปวดหลังเรื้อรังที่แรงขึ้น
- ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะเข้ม หรือคันทั้งตัว
- ค่าตัวบ่งชี้ขึ้นต่อเนื่องหลายงวด หรือสูงขึ้นเร็วเมื่อเทียบกับค่าเดิมของตัวเอง
- คลำพบก้อนใหม่ บวมขาข้างเดียว หรือท้องโตขึ้นเร็ว
ให้นำใบผลแล็บไปให้แพทย์เจ้าของไข้ดูว่าเป็นสารชนิดใด ค่าเดิมเป็นเท่าไร และต้องตรวจภาพถ่ายเพิ่มหรือไม่
1. ค่า 33 เยอะไหม: ต้องดูชนิดสารก่อน
คำตอบตรง: ตัวเลข 33 ไม่มีความหมายเดียวกันทุกรายการ
CA125 มักใช้เกณฑ์บนราว 35 หน่วย ส่วน CEA คนทั่วไปมักไม่เกินราว 5 หน่วย ดังนั้น CEA ที่ 33 จึงสูงกว่าเกณฑ์มาก
ขณะที่ CA125 หรือ CA15-3 ที่ใกล้ 33 อาจยังใกล้ช่วงอ้างอิงของแล็บนั้น
สารแต่ละชนิดใช้กับโรคอะไร และค่าอ้างอิงต่างกันอย่างไร
แนวทางของ National Academy of Clinical Biochemistry
(Sturgeon 2008)
สรุปว่า CEA ใช้ติดตามมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง CA15-3 หรือ CEA ใช้ติดตามมะเร็งเต้านมระยะลุกลาม และ CA125 ใช้ติดตามมะเร็งรังไข่
แนวทาง ASCO ด้านทางเดินอาหาร (Locker 2006)
แนะนำ CEA หลังผ่าตัดระยะ 2–3 ทุก 3 เดือนอย่างน้อย 3 ปี หากผู้ป่วยยังรับการรักษาเพิ่มได้ และระบุว่า CA19-9 ที่ขึ้นต่อเนื่องในมะเร็งตับอ่อนต้องยืนยันด้วยการตรวจอื่น
ตัวเลขจากการศึกษา NORIP
การศึกษาค่าอ้างอิงในคนสุขภาพดี 498 คนจากโครงการ NORIP
(Bjerner 2008)
พบเกณฑ์บน CA125 ที่ 35.8 kU/L CA19-9 ในผู้ที่สร้างสารได้ที่ 28.3 kU/L และ MUC1 หรือ CA15-3 ขึ้นกับอายุและดัชนีมวลกาย เช่น 31.7 kU/L ที่อายุ 40 ปี และ 37.5 kU/L ที่อายุ 70 ปี ดัชนีมวลกาย 24
CEA สูงขึ้นตามอายุและการสูบบุหรี่ ผู้ไม่สูบบุหรี่อายุ 50 ปีมีเกณฑ์บน 3.59 ไมโครกรัม/ลิตร และอายุ 70 ปีอยู่ที่ 4.12
ดังนั้น ค่า 33 ของ CEA ไม่ใช่การขึ้นเล็กน้อย แต่ถ้าเป็น CA125 ที่ 33 อาจยังอยู่ใกล้เกณฑ์บน
ค่าอ้างอิงของแล็บอาจต่างกัน
แนวทางคุณภาพของการใช้ตัวบ่งชี้มะเร็ง (Sturgeon 2008, quality)
เน้นว่าต้องใช้วิธีตรวจที่ได้มาตรฐาน อ่านค่าอ้างอิงของแล็บนั้น และระวังการสลับยี่ห้อน้ำยาเพราะผลอาจขยับได้แม้โรคไม่เปลี่ยน
เมื่อติดตามระยะยาว ควรเจาะที่แล็บเดิมด้วยวิธีเดิมถ้าทำได้
2. สาเหตุที่ไม่ใช่มะเร็งที่ทำให้ค่าเลือดขยับ
คำตอบตรง: ตัวบ่งชี้มะเร็งไม่ได้จำเพาะต่อเซลล์มะเร็งเพียงอย่างเดียว
อักเสบ ถุงน้ำ โรคตับ ทางเดินน้ำดีอุดตัน แผลหลังผ่าตัด และสูบบุหรี่ ทำให้ค่าขึ้นได้โดยไม่มีโรคกลับมา
CA125
แนวทาง European Group on Tumor Markers
(Sölétormos 2016)
ระบุว่า CA125 ไม่เหมาะใช้คัดกรองในผู้หญิงที่ไม่มีอาการ เพราะความไวในระยะต้นอยู่ราว 50–62% และความจำเพาะราว 94–98.5%
ค่านี้ขึ้นได้จากเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ การอักเสบในอุ้งเชิงกราน และภาวะอื่นของเยื่อบุช่องท้อง จึงต้องอ่านร่วมกับอาการและอัลตราซาวด์หรือภาพถ่ายอื่น
CEA
NORIP ยืนยันว่าสูบบุหรี่และอายุทำให้ CEA สูงขึ้น Duffy สรุปว่าตัวบ่งชี้ในเลือดไม่เหมาะใช้ตรวจหามะเร็งเต้านมระยะต้นเพราะความไวและความจำเพาะไม่พอ
(Duffy 2006)
การอักเสบในลำไส้ โรคตับ และการสูบบุหรี่จึงต้องถูกถามในประวัติทุกครั้งที่ค่า CEA ขยับ
CA19-9
มีรายงานผู้ป่วยนิ่วในท่อน้ำดีและท่อน้ำดีอักเสบเฉียบพลันที่มี CA19-9 สูงถึง 9,586 หน่วย/มล. แล้วลดลงเร็วหลังรักษาสาเหตุ
(Korkmaz 2010)
แสดงว่าค่าสูงมากก็ยังอาจมาจากทางเดินน้ำดีอุดตันหรือตับอ่อนอักเสบได้ ASCO จึงแนะนำให้ยืนยันด้วยการตรวจอื่นเมื่อค่าขึ้นต่อเนื่อง
CA15-3
Duffy ระบุว่า CA15-3 มีประโยชน์หลักในการติดตามการรักษาในมะเร็งเต้านมระยะลุกลามที่ไม่ประเมินด้วยภาพถ่ายได้สะดวก
และค่าที่ขึ้นก่อนภาพถ่ายอาจนำหน้าราว 2–9 เดือน แต่ประโยชน์ทางคลินิกของช่วงเวลานี้อาจยังไม่ชัดในทุกราย การเริ่มหรือเปลี่ยนการรักษาจึงยังต้องอาศัยแพทย์และภาพรวมทั้งคน
อาการระหว่างหรือหลังรักษามะเร็งอยู่ระดับไหน และเมื่อไรไม่ควรรอ
วิเคราะห์ระดับความรุนแรงและรับคำแนะนำเฉพาะบุคคลจาก Advisory team ของเรา แบบประเมินสัญญาณระหว่างการรักษามะเร็งช่วยจัดระดับอาการทางกายและอาการที่ห้ามเพิกเฉย
เป็นระดับเฝ้าดู นัดพบแพทย์ หรือไม่ควรรอ ไม่ใช่การวินิจฉัยโรค และไม่ได้แปลผลตัวเลขตัวบ่งชี้มะเร็งแทนแพทย์
ถ้ามีอาการฉุกเฉิน โทร 1669 ทันทีโดยไม่ต้องรอผลประเมิน
3. ทำไมต้องดูแนวโน้มหลายงวด ไม่ใช่ค่าเดี่ยว
คำตอบตรง: ค่าครั้งเดียวมีโอกาสเตือนผิดพลาดสูง การดูทิศทางขึ้นลงหลายงวดแยกโรคกลับมาได้ดีกว่า
และยังต้องเทียบกับภาพถ่ายรังสีและอาการของคนไข้
ครึ่งชีวิตและอัตราเพิ่มของค่าเลือด
Bidart และคณะ (Bidart 1999)
สรุปว่าการติดตามครึ่งชีวิตหลังรักษาและอัตราเพิ่มของค่าเลือดช่วยแยกโรคไม่ร้ายแรงจากโรคแพร่กระจายได้ดีกว่าการดูจุดเดียว
แต่ผลขึ้นกับชนิดสาร เวลาเจาะ โรคไตหรือตับ และวิธีคำนวณ
หลักฐานจากการศึกษา FACS เรื่อง CEA
การทดลองแบบสุ่ม FACS ในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่หลังรักษาแบบมุ่งหาย 1,202 คน
(Primrose 2014)
พบว่าการติดตามด้วย CEA หรือ CT ช่วยให้พบโรคกลับมาที่ผ่าตัดด้วยเจตนาหายได้มากกว่าการติดตามเมื่อมีอาการ
การวิเคราะห์ต่อจากแขนที่เจาะ CEA 582 คน (Shinkins 2017)
พบว่าค่า CEA ครั้งเดียวมีความสามารถแยกโรค AUC 0.74 ที่เกณฑ์ 5 ไมโครกรัม/ลิตร ความไวราว 50% และประมาณ 4 ใน 10 คนที่ไม่มีโรคกลับมาจะมีผลเตือนผิดอย่างน้อย 1 ครั้ง
การตัดสินจากแนวโน้มหลายงวดดีกว่า (AUC 0.85)
ความยาวแท่งสะท้อนค่า AUC จาก Shinkins 2017 ไม่ใช่เปอร์เซ็นต์การหายของโรค
คำถามที่ควรถามแพทย์เมื่อเห็นค่า 33
- สารนี้ชื่ออะไร: CEA, CA125, CA19-9, CA15-3 หรือตัวอื่น
- ค่าเดิมของฉันอยู่ที่เท่าไร และเจาะด้วยแล็บหรือน้ำยาชุดเดิมหรือไม่
- ขึ้นต่อเนื่องกี่งวด หรือเป็นแค่จุดเดียวที่ขยับ
- ต้องทำ CT, MRI หรือ PET หรือยัง และนัดครั้งถัดไปเมื่อไร
4. ภาพถ่ายรังสีและบทบาทของตัวเลขเลือด
คำตอบตรง: ตัวบ่งชี้มะเร็งเป็นสัญญาณเตือนและเครื่องมือติดตาม ไม่ใช่ภาพถ่ายรังสี
การยืนยันโรคกลับมาหรือการตอบสนองต่อการรักษามักใช้ CT, MRI หรือในบางกรณี PET ร่วมกับอาการและการตรวจร่างกาย
ทำไมต้องมีภาพถ่ายร่วม
ASCO แนะนำให้ยืนยันเมื่อ CA19-9 ขึ้นต่อเนื่อง Sturgeon แนะนำใช้ CEA ติดตามร่วมกับแผนการรักษา และ FACS แสดงว่าทั้ง CEA และ CT มีบทบาทในการพบโรคที่ยังผ่าตัดได้
การขอสแกนซ้ำบ่อยโดยไม่มีข้อบ่งชี้ไม่ได้แปลว่าปลอดภัยขึ้นเสมอ และอาจเพิ่มรังสีและความกังวล ควรให้แพทย์เจ้าของไข้เป็นผู้เลือกจังหวะ
สิ่งที่ตัวเลขเลือดทำไม่ได้
ไม่แทนการวินิจฉัย ไม่บอกตำแหน่งก้อน และไม่ใช่เหตุผลเดียวในการเริ่มยาใหม่โดยไม่ดูภาพรวม
ถ้าสนใจจังหวะการลามของโรคโดยรวม อ่านเพิ่มที่
มะเร็งลามจากระยะ 1 ไป 2 ไป 3 เร็วแค่ไหน
5. ลดความกังวลระหว่างรอผลและรอวันนัด
คำตอบตรง: ความกลัวว่าโรคจะกลับมาเป็นปฏิกิริยาที่เข้าใจได้
สิ่งที่ช่วยได้คือรู้ชนิดสาร เทียบค่าเดิม จดอาการ และถามแผนตรวจครั้งถัดไป ไม่ใช่การค้นหาผลแล็บบนอินเทอร์เน็ตทุกคืน
ช่วงรอผล
จำกัดการเปิดดูผลซ้ำๆ ในช่วงกลางคืน นัดเวลาคุยกับทีมรักษา และใช้รายการคำถามด้านบน
ถ้ากังวลจนนอนไม่หลับ กินไม่ได้ หรือคิดวนตลอดวัน ควรบอกแพทย์หรือนักจิตวิทยาในทีมมะเร็งด้วย เพราะเป็นส่วนหนึ่งของการดูแล ไม่ใช่เรื่องที่ต้องทนคนเดียว
เรื่องอาหารเสริมในช่วงโรคสงบ อ่านที่
โรคสงบแล้ว ควรกินอาหารเสริมกันมะเร็งกลับมาไหม
ตาราง: ค่าอ้างอิงและการอ่านเมื่อตัวเลขอยู่ที่ 33
ค่าอ้างอิงเป็นตัวอย่างจากงานวิจัยและแนวทาง ต้องใช้ช่วงอ้างอิงบนใบผลของแล็บที่เจาะจริงเป็นหลัก
| ชนิดสาร | ใช้บ่อยกับ | ค่าอ้างอิงโดยประมาณ | เมื่อค่าอยู่ที่ 33 | สาเหตุอื่นที่ทำให้ขึ้น |
|---|---|---|---|---|
| CA125 | มะเร็งรังไข่ ติดตามการรักษา | ราว ≤35 U/mL หรือ 35.8 kU/L | มักใกล้เกณฑ์บน ยังไม่ใช่คำตอบเดียวเรื่องโรคกลับมา | เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ อักเสบในอุ้งเชิงกราน |
| CA19-9 | มะเร็งตับอ่อน ทางเดินน้ำดี | มักราว ≤37 U/mL; NORIP 28.3 | อาจใกล้เกณฑ์บน ต้องดูแนวโน้มและภาพถ่าย | ท่อน้ำดีอักเสบ นิ่ว ตับอ่อนอักเสบ |
| CA15-3 | มะเร็งเต้านมระยะลุกลาม | ราว 30–37 kU/L ตามอายุและดัชนีมวลกาย | อาจใกล้เกณฑ์บนของบางแล็บ ต้องเทียบค่าเดิม | โรคตับ โรคปอดบางชนิด ความต่างของน้ำยา |
| CEA | มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง | มัก <5 µg/L; ผู้ไม่สูบ ~3.6–4.1 | สูงกว่าเกณฑ์ชัด ต้องประเมินต่อกับแพทย์ | สูบบุหรี่ อักเสบลำไส้ โรคตับ |
ตาราง: แยกการผันผวนชั่วคราวจากการสงสัยโรคกลับมา
ใช้เตรียมคุยกับแพทย์ ไม่ใช่การวินิจฉัยเอง
| ประเด็น | ผันผวนชั่วคราว | ต้องตรวจเพิ่ม | แนวทางปฏิบัติ |
|---|---|---|---|
| รูปแบบค่าเลือด | ขยับครั้งเดียวแล้วกลับใกล้ค่าเดิม | ขึ้นต่อเนื่องหลายงวด หรือพุ่งเร็ว | เจาะซ้ำด้วยแล็บและวิธีเดิม |
| อาการร่วม | ไม่มีอาการใหม่ หรือมีอาการอักเสบที่อธิบายได้ | น้ำหนักลด ปวดเรื้อรัง ตัวเหลือง ก้อนใหม่ | แจ้งทีมรักษาก่อนวันนัด |
| ปัจจัยภายนอก | สูบบุหรี่ แผลสมานตัว นิ่ว ท่อน้ำดีอักเสบ | ไม่มีปัจจัยภายนอกชัด และค่ายังสูงต่อ | รักษาสาเหตุที่แก้ได้ แล้วดูค่าซ้ำ |
| ภาพถ่ายรังสี | ภาพล่าสุดปกติและอาการคงที่ | ภาพสงสัย หรือยังไม่เคยสแกนตามแผน | ให้แพทย์เลือก CT/MRI/PET ตามข้อบ่งชี้ |
ตาราง: เปรียบเทียบทางเลือกการติดตาม
การเลือกขึ้นกับชนิดมะเร็ง ระยะ แผนรักษาเดิม และแพทย์เจ้าของไข้
| ทางเลือก | ใช้เมื่อ | หลักฐาน | ข้อควรระวัง |
|---|---|---|---|
| เจาะตัวบ่งชี้ตามนัด | ติดตามหลังรักษาตามชนิดโรค | ASCO CEA ทุก 3 เดือนระยะ 2–3 อย่างน้อย 3 ปี | อย่าเปลี่ยนแล็บบ่อยโดยไม่จำเป็น |
| ดูแนวโน้มหลายงวด | ค่าขยับครั้งเดียวหรือใกล้เกณฑ์บน | แนวโน้ม CEA AUC 0.85 ดีกว่าค่าเดี่ยว 0.74 | ยังต้องมีภาพถ่ายเมื่อมีข้อบ่งชี้ |
| CT ทรวงอก ท้อง เชิงกราน | สงสัยโรคกลับมา หรือตามตารางติดตาม | FACS: CT ช่วยพบโรคที่ผ่าตัดด้วยเจตนาหายได้มากกว่า | รังสีและความกังวลจากการสแกนบ่อยเกินแผน |
| MRI หรือ PET | แพทย์สงสัยตำแหน่งเฉพาะ หรือผลไม่ชัด | ใช้ตามข้อบ่งชี้ของแต่ละโรค ไม่ใช่ทุกราย | ไม่ใช่การตรวจเริ่มต้นเมื่อค่าขยับเล็กน้อยครั้งเดียว |
| รักษาสาเหตุที่ไม่ใช่มะเร็ง | มีนิ่ว ท่อน้ำดีอักเสบ การติดเชื้อ หรือสูบบุหรี่ | CA19-9 สูงมากลดลงหลังรักษาท่อน้ำดี | อย่าสรุปเองว่าเป็นแค่อักเสบโดยไม่พบแพทย์ |
| ปรึกษาทีมจิตสังคม | กังวลจนกระทบการนอน กิน หรือการใช้ชีวิต | เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลผู้ป่วยมะเร็ง | ไม่ใช่การแทนที่การตรวจติดตามทางการแพทย์ |
ความเชื่อที่พบบ่อยเทียบกับหลักฐาน
CA125, CA19-9 และ CA15-3 ใช้เกณฑ์ 35 เหมือนกันทุกตัว
ใกล้เคียงแต่ไม่เหมือนกันทุกแล็บ CA125 มักราว 35 ส่วน CA19-9 และ CA15-3 มีช่วงอ้างอิงต่างกัน และขึ้นกับวิธีตรวจ อายุ หรือดัชนีมวลกาย
CEA ที่ 33 คือขึ้นเล็กน้อยถึงปานกลาง
เกณฑ์บนของ CEA มักราว 5 หน่วย ดังนั้น 33 จึงสูงกว่าเกณฑ์ชัด ต้องให้แพทย์ประเมินต่อ ไม่ใช่ตัวเลขที่ปล่อยผ่าน
ค่าครั้งเดียวบอกได้ว่าโรคกลับมาหรือไม่
บอกไม่ได้ การศึกษา CEA พบว่าแนวโน้มหลายงวดแยกโรคได้ดีกว่าค่าเดี่ยว และยังต้องดูภาพถ่ายกับอาการ
ค่าขึ้นนิดเดียวต้องทำ PET ทันที
ไม่ใช่ทุกราย แพทย์จะเลือกการเจาะซ้ำ CT หรือ MRI ตามชนิดโรคและโอกาสที่โรคจะกลับมา
ถ้ายังไม่เกินเกณฑ์บน แปลว่าปลอดภัย
ค่าที่ยังอยู่ในเกณฑ์แต่พุ่งขึ้นต่อเนื่องจากค่าเดิมของตัวเองก็อาจมีความหมาย แพทย์จึงดูแนวโน้มของแต่ละคน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
เจาะเลือดค่ามะเร็งออกมา 33 ถือว่าสูงมากไหม
ขึ้นกับชนิดสาร หากเป็น CA125 ที่ใกล้ 35 อาจยังใกล้เกณฑ์บน หากเป็น CEA ที่เกณฑ์บนราว 5 หน่วย ค่า 33 สูงกว่าเกณฑ์ชัด ในทุกกรณีต้องเทียบค่าเดิมและปรึกษาแพทย์ ไม่ตัดสินจากตัวเลขเดี่ยว
CA125, CA19-9, CA15-3 และ CEA ค่าอ้างอิงต่างกันอย่างไร
CA125 มักใช้ราว 35 หน่วย CA19-9 มักราว 37 หรือตามแล็บ CA15-3 มักราว 30 ต้นๆ ถึง mid-30s ตามอายุและดัชนีมวลกาย ส่วน CEA มักไม่เกินราว 5 หน่วยและสูงขึ้นในผู้สูบบุหรี่
อะไรที่ไม่ใช่มะเร็งทำให้ค่าขึ้นเป็น 33 ได้
อักเสบ ถุงน้ำ เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ นิ่วท่อน้ำดี ท่อน้ำดีอักเสบ โรคตับ แผลหลังผ่าตัด สูบบุหรี่ และความต่างของน้ำยาตรวจ ทำให้ค่าขยับได้โดยไม่มีโรคกลับมา
ทำไมแพทย์ถึงดูแนวโน้มหลายงวด
ค่าครั้งเดียวมีโอกาสเตือนผิด การวิเคราะห์ข้อมูล CEA จากการศึกษา FACS พบว่าแนวโน้มหลายงวดแยกโรคได้ดีกว่าค่าเดี่ยว และยังต้องยืนยันด้วยภาพถ่ายเมื่อมีข้อบ่งชี้
ต้องทำ CT, MRI หรือ PET เมื่อไร
เมื่อค่าขึ้นต่อเนื่อง มีอาการใหม่ หรือถึงรอบสแกนตามแผนติดตามของโรค ไม่จำเป็นต้องทำ PET ทุกครั้งที่ตัวเลขขยับเล็กน้อยครั้งเดียว
ควรเจาะที่แล็บเดิมไหม
ควรใช้แล็บและวิธีตรวจเดิมถ้าทำได้ เพราะน้ำยาต่างยี่ห้ออาจให้ตัวเลขต่างกันแม้โรคไม่เปลี่ยน
ค่ายังไม่เกินเกณฑ์บนแต่สูงกว่าเดิม ต้องกังวลไหม
อาจมีความหมาย โดยเฉพาะถ้าขึ้นต่อเนื่อง ให้นำผลไปให้แพทย์เทียบกับค่าเดิมของตัวเองและอาการ ไม่สรุปเองว่าปกติเพราะยังไม่เกินเส้นตัด
จะลดความกังวลระหว่างรอผลอย่างไร
จดชื่อสาร ค่าเดิม และคำถามที่จะถามแพทย์ จำกัดการเปิดผลซ้ำตอนกลางคืน และใช้ช่องทางของทีมรักษา หากกังวลจนกระทบการนอนหรือกิน ควรบอกทีมด้วย
กลไกทางวิทยาศาสตร์
สารไกลโคโปรตีนและแอนติเจนตัวอ่อน: CA125, CA19-9 และ CA15-3 เป็นไกลโคโปรตีนที่เยื่อบุหลายชนิดสร้างได้เมื่อมีการอักเสบหรือเพิ่มจำนวนเซลล์
CEA เป็นแอนติเจนก่อนคลอดที่พบได้อีกในเยื่อบุทางเดินอาหารเมื่อมีการอักเสบหรือมะเร็ง จึงไม่ใช่สวิตช์เปิดปิดที่ทำงานเฉพาะเซลล์มะเร็ง
(Sturgeon 2008,
Duffy 2006)
จลนศาสตร์ของค่าในเลือด: หลังการรักษา ระดับสารลดลงตามครึ่งชีวิต หากยังมีเนื้อเยื่อที่สร้างสารอยู่ ค่าจะลดช้าหรือกลับขึ้น
อัตราเพิ่มต่อหน่วยเวลาจึงให้ข้อมูลมากกว่าค่าจุดเดียว แต่การคำนวณต้องระวังโรคไต ตับ และช่วงเวลาเจาะ
(Bidart 1999)
ความคลาดเคลื่อนของแล็บ: แอนติบอดีเฮเทอโรฟิลิก ปรากฏการณ์ hook และความต่างระหว่างชุดน้ำยา ทำให้ตัวเลขเพี้ยนได้
การใช้วิธีเดิม แล็บเดิม และรายงานสะสมจึงสำคัญต่อการติดตามระยะยาว
(Sturgeon 2008, quality)
เรียบเรียงและตรวจทานโดย ผศ.ดร.นรวิชญ์ ราษฎร์พิบูลย์
เอกสารอ้างอิงทางวิชาการ (E-E-A-T)
- Sturgeon CM et al. NACB laboratory medicine practice guidelines for use of tumor markers in testicular, prostate, colorectal, breast, and ovarian cancers. Clin Chem 2008 (PMID 19042984)
- Locker GY et al. ASCO 2006 update of recommendations for the use of tumor markers in gastrointestinal cancer. J Clin Oncol 2006 (PMID 17060676)
- Bast RC Jr et al. 2000 update of recommendations for the use of tumor markers in breast and colorectal cancer. J Clin Oncol 2001 (PMID 11251019)
- Duffy MJ. Serum tumor markers in breast cancer: are they of clinical value? Clin Chem 2006 (PMID 16410341)
- Sölétormos G et al. Clinical use of cancer biomarkers in epithelial ovarian cancer: updated guidelines from the European Group on Tumor Markers. Int J Gynecol Cancer 2016 (PMID 26588231)
- Bidart JM et al. Kinetics of serum tumor marker concentrations and usefulness in clinical monitoring. Clin Chem 1999 (PMID 10508114)
- Sturgeon CM et al. NACB Laboratory Medicine Practice Guidelines for use of tumor markers in clinical practice: quality requirements. Clin Chem 2008 (PMID 18606634)
- Bjerner J et al. Reference intervals for CEA, CA125, MUC1, AFP, NSE and CA19.9 from the NORIP study. Scand J Clin Lab Invest 2008 (PMID 18609108)
- Shinkins B et al. What carcinoembryonic antigen level should trigger further investigation during colorectal cancer follow-up? Health Technol Assess 2017 (PMID 28617240)
- Primrose JN et al. Effect of 3 to 5 years of scheduled CEA and CT follow-up to detect recurrence of colorectal cancer: the FACS randomized clinical trial. JAMA 2014 (PMID 24430319)
- Korkmaz M et al. Extraordinarily elevated serum levels of CA 19-9 and rapid decrease after successful therapy. Turk J Gastroenterol 2010 (PMID 21332006)
ข้อจำกัดความรับผิดชอบทางการแพทย์ (Medical Disclaimer)
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไปเรื่องการอ่านผลตัวบ่งชี้มะเร็งในเลือด ไม่ใช่การวินิจฉัย ใบสั่งยา หรือแผนการรักษาเฉพาะบุคคล
และไม่แทนคำแนะนำของแพทย์เจ้าของไข้ แพทย์รังสีวิทยา หรือทีมมะเร็งที่ดูแลอยู่ ค่าอ้างอิงในบทความเป็นตัวอย่างจากงานวิจัย
ต้องใช้ช่วงอ้างอิงบนใบผลของแล็บที่เจาะจริงเป็นหลัก ห้ามเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนการรักษาเองจากตัวเลขบนอินเทอร์เน็ต
ถ้ามีอาการฉุกเฉิน โทร 1669 ทันที