หมวดหมู่: การพยาบาลผู้ป่วยระยะยาว เวชศาสตร์ฟื้นฟู และจิตวิทยาผู้ดูแล (Long-term Care Nursing & Caregiver Wellness)

ถอดรหัสการดูแลผู้ป่วยติดเตียง (เจาะคอ-สายยาง): วิธีเซฟชีวิตผู้ป่วย และเซฟหัวใจคนดูแลไม่ให้พัง

ไทย ·
English ·
Español

คำตอบสั้น (BLUF):
การดูแลผู้ป่วยติดเตียงเจาะคอและใส่สายยางอย่างปลอดภัย ต้องอาศัยการดูดเสมหะด้วยเทคนิคสะอาด ป้องกันการอุดกั้นทางเดินหายใจ พลิกตัวทุก 2 ชั่วโมงเพื่อป้องกันแผลกดทับ และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการปกป้องสุขภาพจิตของผู้ดูแลหลัก (Primary Caregiver) ด้วยการจัดระบบพักครึ่ง (Respite Care) และการสนับสนุนความเข้าใจจากคนในครอบครัว

สัญญาณเตือน — ผู้ป่วยและผู้ดูแล (อย่าเพิกเฉย)

การดูแลที่บ้านต้องแยก “อาการที่ต้องโทรทันที” ออกจาก “อาการที่บันทึกแล้วแจ้งทีมบ้านในรอบถัดไป”
หากพบรายการต่อไปนี้ ให้ติดต่อพยาบาลบ้าน แพทย์ หรือหน่วยฉุกเฉินตามความเร่งด่วน:

สัญญาณเตือนด้านผู้ป่วย

  • หายใจลำบาก หอบ เขียว ริมฝีปากซีด หรือเสียงหายใจผิดปกติผ่านท่อเจาะคอ
  • เสมหะข้น มีเลือด ปริมาณผิดปกติ หรือดูดแล้วไม่ดีขึ้น
  • ท่อเจาะคอ / สายยาง / สายสวนปัสสาวะหลุดหรือเลื่อน — อย่าดันกลับเองหากไม่ผ่านการสอนจากทีม
  • ไข้ หนาวสั่น ปัสสาวะขุ่นมีกลิ่น หรือสงสัยติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ/ปอด
  • แผลกดทับแย่ลง — แดงไม่จางเมื่อกด ผิวแตก มีหนอง กลิ่นเหม็น หรือปวดมากขึ้น
  • สัญญาณสำลัก — ไอระหว่างให้อาหารทางสายยาง อาเจียน เขียว หรือหายใจหอบหลังให้อาหาร

สัญญาณเตือนด้านผู้ดูแลหลัก

  • ทำกิจวัตรประจำวันไม่ได้ นอนไม่หลับเรื้อรัง โกรธ/ร้องไห้ควบคุมไม่ได้ หรือแยกตัวจากทุกคน
  • มีความคิดทำร้ายตนเองหรือรู้สึกว่าทนต่อไปไม่ได้ — นี่คือภาวะวิกฤต ไม่ใช่ “อ่อนแอ”
ติดต่อด่วน:
พยาบาลบ้าน / แพทย์ตามใบจำหน่าย · ฉุกเฉินผู้ป่วย 1669 ·
หากผู้ดูแลอยู่ในภาวะวิกฤตทางจิตใจ โทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323
บทความนี้ให้หลักความปลอดภัยทั่วไปเท่านั้น — ความลึกในการดูดเสมหะ ความดันเครื่องดูด ปริมาณอาหารทางสายยาง และมุมยกหัวเตียง
ต้องทำตามที่ทีมบ้านสอนและเขียนไว้ในแผนดูแล อย่าคัดลอกตัวเลขจากอินเทอร์เน็ตมาเป็นใบสั่ง

1. ก้าวผ่านเดือนแรกแห่งความทรมาน: Adaptation Crisis

เดือนที่ 1–3 หลังจำหน่ายผู้ป่วยติดเตียงที่มีท่อเจาะคอ สายยาง หรือสายสวน มักเป็นช่วง
Adaptation Crisis — ร่างกายและหัวใจของผู้ดูแลหลักยังไม่ทันปรับเข้ากับ “เวร 24 ชั่วโมง”
งานวิจัยเรื่อง
caregiver burden / burnout (PubMed)
และข้อมูลด้านสุขภาพผู้ดูแลของ
CDC Caregiving
ชี้ว่าภาระนี้ส่งผลทั้งต่อการนอน ความเครียดเรื้อรัง และคุณภาพการดูแลผู้ป่วย

เดือนที่ 1 — ช็อกและเอาตัวรอด

จดจำอุปกรณ์ กลัวท่อหลุด กลัวสำลัก นอนเฝ้าทุกเสียงจากเครื่องและจากผู้ป่วย
เป้าหมายช่วงนี้คือ “ปลอดภัยทีละขั้นตอน” ไม่ใช่ “ทำได้สมบูรณ์แบบทุกอย่างในวันเดียว”

เดือนที่ 2 — ความเหนื่อยสะสม + ความเหงา

ทักษะเริ่มคล่อง แต่คนอื่นในครอบครัวอาจคิดว่า “คุณเก่งแล้ว” จึงลดการช่วย
นี่คือจุดที่ invisible load เริ่มกัด — ต้องเริ่มพูดเรื่องตารางพักครึ่งให้ชัด

เดือนที่ 3 — ทางแยก: ระบบ หรือ Burnout

หากยังไม่มีเวรสำรอง การพักที่แท้จริง และการแบ่งงาน อาการหมดไฟจะชัดขึ้น
หากมีระบบ respite + การสื่อสารในครอบครัว การดูแลจะยังหนัก แต่ “ไม่พังคนเดียว”

คุณไม่ได้ล้มเหลวถ้ายังกลัวในเดือนแรก ความกลัวที่ถูกจัดระบบ (checklist + เบอร์ทีมบ้าน + คนสำรอง)
คือเกราะป้องกันทั้งผู้ป่วยและหัวใจคุณ

2. เทคนิคพยาบาลพื้นฐาน: ดูดเสมหะเจาะคอ + NG tube อย่างปลอดภัย

หลักการบ้านคือ สะอาด (clean technique ตามที่ทีมสอน) + สังเกตอาการ + ไม่เกินขอบเขตที่ผ่านการฝึก
คู่มือผู้ป่วยเรื่องการดูแลท่อเจาะคอของ
MedlinePlus / NIH (Tracheostomy care)
และพื้นฐานการให้อาหารทางสายของ
MedlinePlus / NIH (tube feeding)
เน้นการปฏิบัติตามแผนทีมและการรู้จุดที่ต้องขอความช่วยเหลือทันที

การดูดเสมหะท่อเจาะคอ — หลักความปลอดภัย (ไม่ใช่ใบสั่งตัวเลข)

  • ล้างมือก่อนและหลังทุกครั้ง เตรียมสายดูดสะอาดตามวิธีที่พยาบาลบ้านสาธิต
  • ดูดเมื่อมีสัญญาณอุดกั้นหรือตามแผนที่เขียนไว้ — ไม่ดูด “เผื่อ” บ่อยเกินจำเป็น
  • ความลึก ความดัน และระยะเวลาดูด: ใช้เฉพาะค่าที่ทีมบ้านกำหนด — อย่าเดาจากคลิปหรือโพสต์ออนไลน์
  • ระหว่างดูด สังเกตสีเสมหะ การหายใจ และระดับความตื่นตัวของผู้ป่วย
  • หลังดูด: จัดท่านั่ง/ท่านอนตามแผน เช็ดรอบท่อให้แห้ง และบันทึกสิ่งผิดปกติ

การให้อาหารทางสายยาง (NG) — ลดความเสี่ยงสำลัก

  • ยกหัวเตียงตามมุมที่ทีมกำหนด ก่อนให้อาหารและคงท่าหลังให้อาหารตามเวลาที่สอน
  • ตรวจตำแหน่งสายด้วยวิธีที่พยาบาลบ้านยืนยันแล้วเท่านั้น
  • ให้อาหารช้าๆ ตามอัตราในแผน สังเกตไอ อาเจียน เขียว หรือกระสับกระส่าย
  • หากสงสัยสายเลื่อน สำลัก หรือผู้ป่วยหายใจแย่ — หยุดทันที แล้วติดต่อทีม / 1669 ตามความรุนแรง

สายสวนปัสสาวะ — ความตระหนัก (ไม่ใช่การสอนใส่สายเอง)

ผู้ดูแลบ้านมักรับผิดชอบการสังเกต: ถุงปัสสาวะต่ำกว่าระดับกระเพาะปัสสาวะเสมอ สายไม่พับงอ
ปริมาณ/สี/กลิ่นผิดปกติ มีไข้หรือปวดท้องส่วนล่าง — ซึ่งอาจสัมพันธ์กับการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
การใส่/ถอด/เปลี่ยนสายสวนให้ทำโดยบุคลากรตามแผนเท่านั้น เว้นแต่ทีมได้ฝึกและอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร

กลไกทางวิทยาศาสตร์: ทำไมเทคนิคสะอาดและการจัดท่าจึงสำคัญ

ท่อเจาะคอเปิดทางเชื่อมระหว่างทางเดินหายใจกับสิ่งแวดล้อมภายนอก — เสมหะที่ค้างอาจอุดกั้นการแลกเปลี่ยนก๊าซ
การดูดที่ไม่ถูกวิธีหรือไม่สะอาดเพิ่มโอกาสกระตุ้นทางเดินหายใจและนำเชื้อเข้าสู่ปอด
ส่วนการให้อาหารทางสายยางขณะหัวเตียงต่ำเกินไป เพิ่มโอกาสสำลักเข้าสู่ทางเดินหายใจ (aspiration)
แรงกดค้างที่ปุ่มกระดูกทำให้เลือดไปเลี้ยงผิวหนังลดลง จนเกิด
pressure injury / pressure sores (NIDDK / NIH)
สอดคล้องกับหลักการ repositioning ใน
วรรณกรรม PubMed เรื่องการป้องกันแผลกดทับ
และคู่มือ
AHRQ — Preventing Pressure Ulcers

ทางเดินหายใจเปิด / สายยาง / แรงกด

เทคนิคสะอาด + จัดท่า

ลดอุดกั้น / สำลัก / แผลกดทับ

ผู้ป่วยปลอดภัยขึ้น · ผู้ดูแลเครียดน้อยลง

อธิบายโดย

3. กฎ 2 ชั่วโมงพลิกตัว + Ergonomics สำหรับผู้ดูแล

สำหรับผู้ป่วยที่เคลื่อนไหวได้น้อยหรือติดเตียง การพลิกตัวตามแผน (มักทุก 2 ชั่วโมง)
เป็นหนึ่งในเสาหลักของการป้องกันแผลกดทับ — ไม่ใช่ “งานเสริม” ที่ทำเมื่อมีเวลาว่าง
ใช้หมอนรองจุดกด ตรวจผิวหนังทุกครั้งที่พลิก และเก็บความชื้นจากปัสสาวะ/เหงื่อให้แห้ง

เช็กลิสต์พลิกตัวสั้นๆ

  1. เตรียมหมอน/ผ้าอ้อมสำเร็จรูป/อุปกรณ์ยก ตามแผน ergonomics ที่บ้าน
  2. อธิบายสั้นๆ กับผู้ป่วยก่อนขยับ (แม้ตอบสนองได้น้อย) — ลดการตกใจและเกร็ง
  3. พลิกเป็นด้านซ้าย / หลัง / ขวา ตามตาราง หลีกเลี่ยงท่านอนทับแผลเดิม
  4. ตรวจปุ่มกระดูก: สะโพก ก้นกบ ส้นเท้า ไหล่ ข้อศอก — บันทึกรอยแดงที่ไม่จาง
  5. จัดสายยาง สายสวน และสายออกซิเจนไม่ให้ดึงหรือพับงอหลังพลิก

Ergonomics — เซฟหลังและไหล่ของผู้ดูแล

  • ปรับความสูงเตียง (ถ้าปรับได้) ให้ใกล้ระดับสะโพก ลดการก้มหลัง
  • ยืนแยกเท้าให้มั่นคง ใช้แรงขาและแกนกลางลำตัว ไม่บิดเอวขณะยก
  • ขอคนช่วยเมื่อต้องยกตัวเต็ม — การ “แบกคนเดียว” คือทางลัดสู่บาดเจ็บเรื้อรัง
  • หลังงานหนัก: ยืดหลัง–ไหล่ 1–2 นาที และจดเวลาพักในตารางเวร

ตารางที่ 1: Daily Bedridden Nursing Routine vs Clinical Risk Mitigation

งานประจำวันจุดประสงค์ทางคลินิกความเสี่ยงหากข้ามสัญญาณต้องโทรทีม/1669
ดูดเสมหะตามแผนลดการอุดกั้นทางเดินหายใจหายใจลำบาก / ขาดออกซิเจนหอบ เขียว เสมหะมีเลือดข้น
ให้อาหารทางสายยางโภชนาการ + ลดสำลักด้วยการจัดท่าสำลัก / ปอดอักเสบจากอาหารไอ เขียว อาเจียนระหว่างให้อาหาร
พลิกตัวทุก 2 ชม.กระจายแรงกด ป้องกันแผลกดทับPressure injury ลึกขึ้นผิวแตก มีหนอง กลิ่นเหม็น ไข้
ดูแลสายสวน / สังเกตปัสสาวะระบายปัสสาวะ + จับสัญญาณติดเชื้อติดเชื้อทางเดินปัสสาวะไข้ ปัสสาวะขุ่น ปวดท้องล่าง
ตรวจผิวหนัง + ความชื้นจับรอยแดงก่อนกลายเป็นแผลลึกแผลกดทับลุกลามแดงไม่จาง / แผลแย่ลงเร็ว
พักครึ่งผู้ดูแล (respite)ลด burnout คงคุณภาพการดูแลผิดพลาดจากการเหนื่อยล้าผู้ดูแลทำงานไม่ได้ / วิกฤตจิตใจ → 1323

วิเคราะห์ระดับความรุนแรงและรับคำแนะนำเฉพาะบุคคลจาก Advisory team ของเรา

สำหรับผู้ดูแลหลักที่แบกภาระมองไม่เห็น (invisible caregiver load) และสงสัยว่าใกล้ burnout —
แบบประเมินช่วยจัดลำดับสัญญาณสุขภาพจิตและความเร่งด่วน ไม่ใช่การวินิจฉัยโรค และไม่ได้วินิจฉัยภาวะผู้ป่วยติดเตียง

คลิกทำแบบประเมินสัญญาณสุขภาพจิต (ฟรี)

4. Invisible Load: ทำไมแค่ ‘ออกเงิน’ ไม่เท่ากับดูแล 24 ชม.

หลายครอบครัวช่วยด้วยการโอนเงินค่ารักษา ค่าผ้าอ้อม หรือค่าอาหารทางการแพทย์ — สำคัญมากจริง
แต่ผู้ดูแลหลักยังแบกงานที่มองไม่เห็น: นับชั่วโมงการนอนที่ขาด ฟังเสียงหายใจทุกคืน
กลัวท่อหลุดตอนอาบตัว ตัดสินใจฉุกเฉินคนเดียว และแบกรับความรู้สึกผิดเมื่อผู้ป่วยทุกข์

  • ภาระกาย: ยกตัว พลิกตัว ดูดเสมหะ เปลี่ยนผ้าอ้อม — สะสมบาดเจ็บหลัง/ไหล่
  • ภาระรู้คิด: จดจำยาตามแผน ตารางให้อาหาร นัดทีมบ้าน สต็อกอุปกรณ์
  • ภาระอารมณ์: ความกลัว ความโกรธที่กลั้น ความเหงา การสูญเสียบทบาทเดิมในชีวิต
  • ภาระสังคม: เพื่อนหาย งานลด ถูกตัดสินว่า “ต้องอดทนเพราะเป็นลูก/คู่สมรส”
การช่วยที่เท่าเทียมกับการดูแล ไม่ใช่แค่เงิน แต่คือเวลาพักที่คาดการณ์ได้ การรับฟังโดยไม่ตัดสิน
และการยอมรับว่าผู้ดูแลหลักก็เป็นมนุษย์ที่ต้องได้รับการปกป้องเช่นเดียวกับผู้ป่วย

5. 4 กลยุทธ์ป้องกัน Caregiver Burnout

เป้าหมายไม่ใช่ “ไม่เหนื่อยเลย” แต่คือลดโอกาสที่ความเหนื่อยจะพังระบบการดูแลทั้งหมด
อ้างอิงแนวคิดภาระผู้ดูแลใน
PubMed — caregiver burden / burnout
และคำแนะนำสุขภาพผู้ดูแลของ
CDC

กลยุทธ์ 1 — Respite ที่จับต้องได้ ไม่ใช่คำปลอบใจ

กำหนดบล็อกเวลาพักในปฏิทิน (เช่น 3–4 ชม./สัปดาห์ หรือเวรกลางคืนสลับ)
พักหมายถึงออกจากบ้านหรือนอนจริง — ไม่ใช่ “พักแต่ยังถือโทรศัพท์รอสัญญาณฉุกเฉินคนเดียว”

กลยุทธ์ 2 — แบ่งงานเป็นโมดูล ไม่ใช่ “ช่วยเมื่อว่าง”

แยกงานเป็น: พลิกตัว, ดูดเสมหะ (เฉพาะคนที่ผ่านการสอน), ให้อาหาร, ซื้อของ, นัดทีมบ้าน, เฝ้ากลางคืน
แต่ละคนรับผิดชอบโมดูลชัดเจน — ดูตารางในส่วนถัดไป

กลยุทธ์ 3 — สายด่วนครอบครัว + สายด่วนวิชาชีพ

มีรายชื่อ 3 คนที่โทรได้ภายใน 15 นาที และเบอร์พยาบาลบ้าน/1669/1323 ติดผนังใกล้เตียง
ลดการตัดสินใจคนเดียวตอนตีสอง

กลยุทธ์ 4 — ตรวจสุขภาพจิตผู้ดูแลเป็นระยะ

หากนอนไม่หลับ โกรธเรื้อรัง หรือรู้สึกหมดความหมาย ให้ใช้
แบบประเมินสัญญาณสุขภาพจิต
เพื่อจัดลำดับความเร่งด่วนกับ Advisory team — ไม่ใช่การวินิจฉัย
หากวิกฤต โทร 1323

ตารางที่ 2: Family Task Allocation & Caregiver Burnout Prevention Matrix

งาน / บทบาทผู้ดูแลหลักสมาชิกครอบครัวอื่นผลต่อ burnout หากไม่มีคนช่วย
เวรกลางคืน / เฝ้าหายใจรับช่วงหลักแต่ต้องมีคืนพักสลับอย่างน้อย 1–2 คืน/สัปดาห์นอนสะสมขาด → ตัดสินใจพลาด
พลิกตัว q2hสอนท่าและตรวจผิวช่วยยก/พลิกตามตารางบาดเจ็บหลัง + ข้ามรอบพลิก
ดูดเสมหะ / สายยางทำเฉพาะคนที่ผ่านการฝึกเรียนสำรองกับทีมบ้านภาระฉุกเฉินคนเดียวทั้งวัน
เงิน / เอกสาร / นัดหมายแจ้งความต้องการจริงรับผิดชอบงบและเอกสารชัดเจนเครียดซ้อนทั้งกายและเงิน
Respite / พักอารมณ์ใช้เวลาพักจริงตามตารางคุ้มครองเวลาพัก ไม่โทรรบกวนเรื่องเล็กInvisible load กัดจนวิกฤต → 1323
สื่อสารกับทีมบ้านรายงานอาการรายวันร่วมประชุมแผนดูแลเป็นระยะรู้สึกโดดเดี่ยว + ตัดสินใจผิดพลาด

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ดูดเสมหะเจาะคอที่บ้านอย่างไรให้ปลอดภัย?

ล้างมือก่อน-หลัง ใช้สายดูดสะอาดตามที่ทีมบ้านสอน ดูดเฉพาะเมื่อมีเสมหะอุดกั้นหรือหายใจลำบากตามแผน
ไม่แทรกสายลึกเกินที่พยาบาลบ้านกำหนด ความดันและระยะเวลาดูดให้ทำตามคำสั่งทีม
ไม่ใช้ตัวเลขจากอินเทอร์เน็ต หากเสมหะข้นมีเลือด หายใจหอบ หรือท่อหลุด ให้โทรทีมบ้านหรือฉุกเฉิน 1669

ให้อาหารทางสายยาง (NG tube) อย่างไรลดการสำลัก?

ยกหัวเตียงตามมุมที่ทีมกำหนดก่อนและหลังให้อาหาร ตรวจตำแหน่งสายตามวิธีที่พยาบาลสอน
ให้อาหารช้าๆ ไม่รีบ และสังเกตอาการไอ เขียว อาเจียน หรือหายใจลำบาก
หากสงสัยสายเลื่อนหรือสำลัก ให้หยุดทันทีแล้วติดต่อทีมบ้าน

ทำไมต้องพลิกตัวผู้ป่วยติดเตียงทุก 2 ชั่วโมง?

แรงกดค้างนานลดการไหลเวียนเลือดที่ผิวหนังและเนื้อเยื่อใต้ผิว ทำให้เกิดแผลกดทับ (pressure injury)
โดยเฉพาะปุ่มกระดูก การพลิกตัวตามแผน (มักทุก 2 ชั่วโมงเมื่อติดเตียง) ช่วยกระจายแรงกด
ลดความชื้นจากปัสสาวะ/เหงื่อ และตรวจผิวได้เร็วขึ้น ตามหลักการใน
AHRQ
และ
NIDDK / NIH

ทำไมแค่ช่วยออกเงินยังไม่พอสำหรับผู้ดูแลหลัก?

การดูแล 24 ชั่วโมงมีภาระที่มองไม่เห็น เช่น การเฝ้าระวังหายใจตอนดึก ความกลัวท่อหลุด
ความเหนื่อยจากการยกตัว และความเหงาทางอารมณ์ การช่วยเงินช่วยเรื่องค่าใช้จ่าย
แต่ไม่ทดแทนเวลาพักครึ่ง (respite) การสลับเวร และการรับฟังผู้ดูแลหลัก

Respite care คืออะไร และครอบครัวจัดเวรอย่างไร?

Respite คือการให้ผู้ดูแลหลักได้พักอย่างแท้จริง เช่น สลับเวรกลางคืน แบ่งงานพลิกตัว/ดูดเสมหะ/ซื้อของ
หรือจ้างผู้ช่วยชั่วคราวตามงบ ควรเขียนตารางชัดเจน ระบุเบอร์ทีมบ้าน และมีคนสำรองเมื่อเกิดฉุกเฉิน
(ดูตาราง Family Task Allocation ด้านบน)

เมื่อไหร่ผู้ดูแลควรมองหาความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต?

เมื่อนอนไม่หลับเรื้อรัง โกรธง่าย แยกตัว รู้สึกไร้ค่า หรือคิดว่าทนต่อไปไม่ได้
ควรขอความช่วยเหลือจากครอบครัว ทีมบ้าน หรือใช้
แบบประเมินสัญญาณสุขภาพจิต
เพื่อจัดลำดับความเร่งด่วน — ไม่ใช่การวินิจฉัยโรค
หากมีความคิดทำร้ายตนเอง โทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323

แหล่งอ้างอิงทางวิชาการ (E-E-A-T)

สังเคราะห์เพื่อการศึกษาโดย

· อัปเดต กันยายน 2026

อ่านประวัติผู้เขียน · Author Hub

ข้อจำกัดความรับผิดชอบทางการแพทย์ (Medical Disclaimer)

เนื้อหาในหน้านี้จัดทำเพื่อการศึกษาและให้ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยติดเตียงที่บ้าน
(ท่อเจาะคอ สายยาง สายสวน การป้องกันแผลกดทับ ergonomics และภาระผู้ดูแล) เท่านั้น
ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะราย ไม่ใช่การวินิจฉัยโรคทางกายหรือทางจิต และไม่ทดแทน
คำสั่งของแพทย์ พยาบาลบ้าน หรือผู้ประกอบวิชาชีพ
บทความนี้ไม่ได้กำหนดความลึกในการดูดเสมหะ ความดันเครื่องดูด ปริมาณอาหาร หรือมุมยกหัวเตียงเป็นใบสั่ง
— ให้ใช้หลักความปลอดภัยทั่วไปและสอบถามทีมดูแลของคุณเสมอ
หากผู้ป่วยหายใจลำบาก ท่อหลุด สำลัก มีไข้ หรือแผลกดทับแย่ลง ให้ติดต่อทีมรักษาหรือโทร 1669 ทันที
หากผู้ดูแลมีภาวะวิกฤตทางจิตใจหรือคิดทำร้ายตนเอง โทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323

© 2026 dr9ohm.com · เรียบเรียงโดย