สโตรกครั้งที่ 2 มีสัญญาณเตือนอะไรบ้าง? รู้จัก 6 อาการสำคัญและวิธีป้องกันการเกิดซ้ำ
คำถามที่พบบ่อยคือ คนที่เคยเป็นสโตรกแล้ว ครั้งต่อไปจะมีอาการเตือนแบบเดิมหรือไม่ หน้านี้ตอบเรื่องอาการที่เกิดขึ้นใหม่ทันที การโทร 1669 และวิธีลดโอกาสเกิดซ้ำ โพสต์ต้นทางมีเพียงคำถาม จึงไม่ทราบชนิดของสโตรกครั้งก่อน และไม่ได้สรุปว่าผู้ถามกำลังมีอาการอยู่
คำตอบตรง
สโตรกครั้งที่ 2 อาจมีอาการเหมือนหรือต่างจากครั้งแรก และมักเริ่มด้วยอาการใหม่ที่เกิดขึ้นทันที บางคนไม่มีอาการล่วงหน้า ถ้าสงสัยให้โทร 1669 แม้อาการจะหายเอง
อาการเกิดขึ้นใหม่อย่างฉับพลัน ให้โทร 1669
สิ่งที่ต้องจับให้ได้คืออาการทางระบบประสาทที่เกิดขึ้นใหม่ทันที ไม่ใช่การรอสัญญาณเตือนล่วงหน้าเป็นวัน สโตรกจำนวนมากเริ่มตรงนั้น
โทร 1669 ทันที แม้จะมีเพียงข้อเดียว และแม้จะหายเอง
- เดินเซ หรือทรงตัวไม่อยู่ทันที
- ตามัว มองเห็นภาพซ้อน หรือมองไม่เห็นทันที
- หน้าเบี้ยว ปากตก หรือชาครึ่งหน้า
- แขนหรือขาอ่อนแรงหรือชา โดยเฉพาะข้างเดียว
- พูดไม่ชัด พูดลำบาก หรือฟังคนอื่นไม่เข้าใจทันที
- ปวดศีรษะรุนแรงทันที โดยไม่ทราบสาเหตุ
ถ้าหมดสติหรือหายใจผิดปกติ ให้โทร 1669 แล้วทำตามเจ้าหน้าที่ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ใช้สายด่วนนี้สำหรับเจ็บป่วยฉุกเฉิน
ครั้งที่ 2 อาจเหมือนครั้งแรก หรือต่างออกไป
อาการที่เกิดขึ้นอาจแตกต่างกันตามตำแหน่งสมองที่ได้รับผลกระทบ คนที่เคยหน้าเบี้ยว ครั้งต่อไปอาจมาด้วยเดินเซ ตามองผิดปกติ หรือพูดไม่ชัด สโตรกที่หลอดเลือดด้านหลังของสมองมักมีบ้านหมุน เดินเซ มองภาพซ้อน คลื่นไส้ หรือปวดหัว ส่วนหลอดเลือดด้านหน้ามักมีหน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรง และพูดไม่ชัด (American Stroke Association)
กลไกก็มีผล หลอดเลือดอุดตันกับเลือดออกให้การรักษาคนละทาง แต่ที่บ้านยังแยกสองอย่างนี้ไม่ได้ ครั้งใหม่จึงไม่ได้รุนแรงกว่าครั้งแรกเสมอไป ความรุนแรงของแต่ละครั้งขึ้นกับตำแหน่งและขนาดของความเสียหายในครั้งนั้น
บางเหตุไม่มีอาการให้เห็นชัดจนกว่าจะตรวจภาพสมอง คนที่เคยเป็นแล้วจึงไม่ควรรอให้มีอาการเตือนล่วงหน้าครบแบบเดิมก่อนจึงจะขอความช่วยเหลือ
หกอาการ ใช้หลัก B.E. F.A.S.T. แล้วบวกปวดหัวรุนแรง
ไม่ต้องครบทุกข้อ ข้อใดข้อหนึ่งที่เกิดขึ้นใหม่ทันทีก็พอให้โทร 1669 การไม่มีอาการในบางข้อไม่ได้ตัดสโตรกออก
ตารางนี้ช่วยจำอาการ ไม่ได้ใช้แยกเองที่บ้านว่าเป็นของเก่าหรือของใหม่
| ตัวอักษร | อาการที่เกิดขึ้นใหม่ทันที | สิ่งที่ทำ |
|---|---|---|
| B | เดินเซ หรือเสียการทรงตัว | โทร 1669 |
| E | ตามัว มองภาพซ้อน หรือมองไม่เห็น | โทร 1669 |
| F | หน้าเบี้ยว ปากตก หรือชาครึ่งหน้า | โทร 1669 |
| A | แขนอ่อนแรง หรือชา ขาอ่อนแรงหรือชาก็ให้นับด้วย โดยเฉพาะข้างเดียว | โทร 1669 |
| S | พูดไม่ชัด พูดลำบาก หรือฟังไม่เข้าใจ | โทร 1669 |
| ปวดหัว | ปวดศีรษะรุนแรงทันที โดยไม่ทราบสาเหตุ | โทร 1669 |
| T | เวลาที่อาการเริ่ม หรือเวลาสุดท้ายที่ยังปกติ | จดไว้ แล้วบอกเจ้าหน้าที่ |
CDC วันที่ 19 พฤษภาคม 2026 บอกไม่ให้ขับรถไปโรงพยาบาลเอง ให้เรียกรถพยาบาล เพื่อให้การดูแลเริ่มระหว่างทาง
มีอาการใหม่ทันที โทรก่อนอย่างอื่น
เว็บนี้ไม่มีแบบสอบถามสำหรับโรคหลอดเลือดสมอง อาการที่สงสัยสโตรกไม่รอแบบฟอร์ม
อาการหายเอง ยังต้องโทร 1669
TIA คือภาวะที่เลือดไปเลี้ยงสมองส่วนหนึ่งไม่พอชั่วคราว จึงมีอาการคล้ายสโตรก แล้วอาการอาจหายเอง แถลงการณ์ของ AHA/ASA ปี 2009 นิยามว่าเป็นช่วงที่การทำงานของสมอง ไขสันหลัง หรือจอตาผิดไปชั่วคราวจากการขาดเลือด และตรวจแล้วไม่พบเนื้อสมองตาย (DOI 10.1161/STROKEAHA.108.192218, PMID 19423857)
การแยก TIA ออกจากสโตรกชนิดสมองขาดเลือดจึงดูทั้งอาการและหลักฐานว่ามีเนื้อสมองตายหรือไม่ ไม่ใช้ระยะเวลาเป็นตัวตัดสินเพียงอย่างเดียว เกณฑ์เก่าที่ถือว่าอาการหายภายใน 24 ชั่วโมงคือ TIA ไม่ใช่เกณฑ์ที่แถลงการณ์นี้ใช้ แถลงการณ์บอกว่าในเหตุที่เคยถูกเรียกแบบนั้น มีราวร้อยละ 30 ถึง 50 ที่ภาพคลื่นแม่เหล็กพบเนื้อสมองบาดเจ็บ ชั่วโมงที่อาการอยู่จึงแยกสองอย่างนี้ออกจากกันไม่ได้
ที่บ้านไม่ต้องสรุปว่าเป็น TIA หรือสโตรก หน้าที่คือโทร 1669 แม้จะหายแล้ว หน้าอาการของ American Stroke Association ก็บอกให้โทรแม้อาการจะหายไป
อาการหลงเหลือเดิม กับอาการที่เกิดใหม่
ผู้ที่เคยเป็นสโตรกอาจมีแขนอ่อน พูดไม่ชัด หรือเดินลำบากค้างอยู่ทุกวัน อาการแบบนั้นคนละเรื่องกับอาการที่เกิดขึ้นใหม่ทันที หรืออาการเดิมที่แย่ลงทันที
ถ้าแย่ลงทันที ให้โทร 1669 อาการเดิมที่กำเริบอาจเป็นสโตรกครั้งใหม่ และก็อาจมีเหตุอื่น การแยกเองที่บ้านไม่ใช่เหตุให้รอก่อนโทร ชาครึ่งซีกที่ค่อย ๆ เป็นและสลับกับอาการใจสั่นเป็นคนละคำถาม มีอธิบายใน อีกหน้าหนึ่ง
เมื่อสงสัย ให้ทำตามนี้
- โทร 1669
- จดเวลาที่อาการเริ่ม หรือเวลาสุดท้ายที่ผู้ป่วยยังพูด เดิน และยกแขนได้ตามปกติ
- ไม่ขับรถไปเอง และไม่ให้คนในบ้านขับไปแทนการเรียกรถพยาบาล
- ไม่รอดูว่าอาการจะหาย
- ไม่ป้อนอาหาร น้ำ หรือยา ระหว่างสงสัย โดยเฉพาะถ้ากลืนลำบาก
- ไม่เริ่มยา ไม่เพิ่มยา ไม่หยุดยา และไม่กินแอสไพรินหรือยาต้านการแข็งตัวเพิ่มเอง
- ถ้าหมดสติหรือหายใจผิดปกติ ให้ทำตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่
แนวทางดูแลสโตรกชนิดสมองขาดเลือดเฉียบพลันปี 2026 บอกว่าต้องถ่ายภาพสมองเพื่อแยกเลือดออก ก่อนการรักษาที่ช่วยให้เลือดกลับไปเลี้ยงสมองในคนที่เข้าเกณฑ์ (DOI 10.1161/STR.0000000000000513) ยาละลายลิ่มเลือดและการรักษาด้วยสายสวนมีเงื่อนไขเรื่องเวลาและการเลือกผู้ป่วย คนที่เข้าเกณฑ์ยิ่งได้รับการรักษาเร็วเท่าใด โอกาสได้ประโยชน์ก็ยิ่งมาก มีบางกลุ่มที่แพทย์พิจารณาในช่วงเวลาที่นานกว่านั้นเมื่อภาพสมองเข้าเกณฑ์ ที่บ้านจึงไม่จับเวลาแล้วค่อยออกเดินทาง CDC บอกกับประชาชนว่าการรักษาที่ได้ผลดีต้องรู้จักอาการและได้รับการวินิจฉัยให้ทัน และอาจไม่ได้การรักษาเหล่านั้นถ้าไปถึงช้า
หลังพ้นช่วงฉุกเฉิน การป้องกันซ้ำเป็นอีกเรื่อง
แนวทางปี 2021 ใช้กับคนที่เคยเป็นสโตรกชนิดขาดเลือดหรือ TIA และระบุเองว่าไม่ครอบคลุมเลือดออกในสมอง (DOI 10.1161/STR.0000000000000375) แผนขึ้นกับสาเหตุที่ทีมหาได้ ความดัน เบาหวาน ไขมัน การเลิกบุหรี่ อาหารโซเดียมต่ำ รูปแบบอาหารที่แนวทางยกไว้ และการขยับตัวที่ปลอดภัยตามร่างกาย อยู่ในแผนนี้ สำหรับคนที่อาการทางระบบประสาทนิ่งแล้ว แนวทางอภิปรายเป้าความดันต่ำกว่า 130/80 มิลลิเมตรปรอท เป้าของแต่ละคนให้ทีมกำหนด ไม่ใช่ให้ปรับยาเองตอนมีอาการใหม่
ทีมจะตรวจหาสาเหตุ รวมภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วเมื่อการตรวจชี้ไปทางนั้น ยาต้านเกล็ดเลือดหรือยาต้านการแข็งตัวเป็นคำสั่งตามชนิดของโรคและข้อห้ามของคนนั้น ไม่ใช่ยาที่ผู้เคยเป็นสโตรกทุกคนควรกินเพิ่ม ยาต้านเกล็ดเลือดสองชนิดพร้อมกันไม่ใช่แผนระยะยาวสำหรับทุกคน และใช้เฉพาะบางกรณีตามแพทย์ กินยาตามแผน และไม่หยุดเองเพราะรู้สึกดีขึ้น การคุมปัจจัยเสี่ยงช่วยลดโอกาสเกิดซ้ำในระดับกลุ่ม แต่ไม่ได้สัญญาว่าคนคนหนึ่งจะไม่เป็นอีก
การฟื้นฟูหลังสโตรกอยู่ใน หน้าฟื้นฟูสามเสา การป้องกันซ้ำในผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนอยู่ใน อีกหน้าหนึ่ง เพราะคนละคำถาม
หลอดเลือดอุดตัน กับเลือดออกในสมอง
สโตรกขาดเลือดเกิดเมื่อหลอดเลือดตีบหรืออุดตัน สมองส่วนนั้นจึงได้เลือดไม่พอ สโตรกจากเลือดออกเกิดเมื่อหลอดเลือดแตก เลือดไปกดเนื้อสมอง การรักษาจึงคนละทาง ยาที่กันลิ่มเลือดอาจช่วยคนที่หลอดเลือดอุดตัน และอาจเป็นโทษเมื่อมีเลือดออก หน้านี้จึงไม่ให้สูตรยา และไม่บอกให้กินแอสไพรินระหว่างรอรถ
ตัวเลขจากแหล่งอ้างอิง อ่านเป็นผลของกลุ่ม
แนวทางปี 2021 เขียนว่าในสหรัฐมีสโตรกประมาณ 795,000 ครั้งต่อปี ในจำนวนนั้น 185,000 ครั้งเป็นการเกิดซ้ำ ความเสี่ยงสโตรกซ้ำภายใน 90 วันหลังครั้งแรกอยู่ราวร้อยละ 5 แต่แกว่งได้จากมากกว่าร้อยละ 10 ถึงน้อยกว่าร้อยละ 1 ตามกลไกของโรค เลขนี้ไม่ใช่โอกาสของผู้อ่าน แนวทางเดียวกันอ้างหลักฐานว่าคนที่ยังสูบบุหรี่หลังสโตรกมีความเสี่ยงเกิดซ้ำประมาณสองเท่าของคนไม่สูบ นี่เป็นความสัมพันธ์ในงานที่แนวทางรวบรวม ไม่ใช่คำทำนายรายบุคคล
หน้า TIA ของ American Stroke Association บอกว่าในคนที่สงสัยภาวะนี้ เกือบ 1 ใน 5 มีสโตรกภายใน 90 วัน และเมื่อได้ภาพสมองแล้ว 2 ใน 5 พบว่าเป็นสโตรกจริง ไม่ใช่แค่ภาวะชั่วคราว เลขนี้เป็นของกลุ่มในสหรัฐ และสอดคล้องกับเหตุที่นิยามปี 2009 ไม่ใช้ชั่วโมงเป็นตัวตัดสิน
ช่วงฉุกเฉิน กับช่วงป้องกันซ้ำ
สองช่วงนี้ทำคนละอย่าง การป้องกันไม่ได้แทนการโทร 1669
| สถานการณ์ | ทำ | ไม่ทำ |
|---|---|---|
| อาการใหม่เกิดขึ้นทันที | โทร 1669 และจดเวลา | ไม่รอให้หาย ไม่ขับรถ ไม่กินยาเพิ่ม |
| อาการเดิมที่เป็นอยู่ทุกวัน | บอกทีมตามนัด ถ้าแย่ลงทันทีให้โทร 1669 | ไม่ใช้ความเคยชินเป็นเหตุให้รอ |
| หลังพ้นช่วงฉุกเฉิน และเป็นสโตรกขาดเลือดหรือ TIA | คุมความดัน เบาหวาน ไขมัน เลิกบุหรี่ กินยาตามแผน | ไม่หยุดยาเอง และไม่นำแผนนี้ไปใช้กับเลือดออกในสมอง |
คำถามที่พบบ่อย
สโตรกครั้งที่ 2 มีอาการเหมือนครั้งแรกหรือไม่?
ไม่เสมอไป อาการขึ้นกับตำแหน่งสมองที่ได้รับผลกระทบ และขึ้นกับว่าหลอดเลือดอุดตันหรือมีเลือดออก ครั้งใหม่อาจคล้ายครั้งแรกหรือต่างออกไป และไม่ได้รุนแรงกว่าทุกครั้ง
สโตรกเกิดขึ้นโดยไม่มีอาการเตือนล่วงหน้าได้ไหม?
ได้ สโตรกจำนวนมากเริ่มด้วยอาการใหม่ที่เกิดขึ้นทันที ไม่ได้ค่อย ๆ เตือนเป็นวัน มีบางครั้งที่ไม่มีอาการให้คนรอบข้างเห็น จนกว่าจะตรวจพบ
แขนชาชั่วครู่แล้วหาย ต้องไปโรงพยาบาลไหม?
ให้โทร 1669 อาการที่หายเองยังต้องได้รับการประเมินฉุกเฉิน อาจเป็นภาวะเลือดไปสมองไม่พอชั่วคราว หรือเป็นสโตรก การแยกสองอย่างนี้ดูอาการและผลตรวจเนื้อสมอง ไม่ใช่ดูแค่ว่าหายภายในกี่ชั่วโมง
พูดไม่ชัดแค่ไม่กี่นาทีเป็นอันตรายไหม?
เป็นเหตุให้โทร 1669 ทันที ระยะเวลาที่สั้นไม่ได้แปลว่าปลอดภัย ทีมฉุกเฉินเป็นผู้ตรวจว่ามีเนื้อสมองตายจากการขาดเลือดหรือไม่
สโตรกครั้งที่ 2 รุนแรงกว่าครั้งแรกหรือไม่?
ไม่ได้รุนแรงกว่าทุกครั้ง ความรุนแรงของแต่ละครั้งขึ้นกับตำแหน่งและขนาดของความเสียหายในครั้งนั้น
ทำอย่างไรเพื่อลดความเสี่ยงเกิดซ้ำ?
หลังพ้นช่วงฉุกเฉิน ให้คุมความดัน เบาหวาน ไขมัน เลิกบุหรี่ ขยับตัวตามแผน และกินยาตามชนิดของโรค แผนหลังสโตรกขาดเลือดหรือ TIA ไม่ใช่แผนของเลือดออกในสมอง และไม่มีวิธีรับประกันว่าจะไม่เกิดซ้ำ
มีอาการใหม่ทันที ควรกินแอสไพรินเพิ่มเองไหม?
ไม่ควรกินเพิ่ม หยุดยา หรือเริ่มยาเอง ยังไม่รู้ว่าหลอดเลือดอุดตันหรือมีเลือดออก ยาต้านเกล็ดเลือดเป็นคำสั่งของแพทย์หลังตรวจแล้วว่าเป็นสโตรกขาดเลือดหรือ TIA และไม่มีข้อห้าม
กลไกที่ผู้เขียนใช้อธิบาย
ผศ.ดร.นรวิชญ์ ราษฎร์พิบูลย์ อธิบายว่า อาการใหม่ที่เกิดทันทีบอกว่าสมองส่วนหนึ่งทำงานผิดไปเฉียบพลัน ตำแหน่งที่ขาดเลือดหรือมีเลือดออกเป็นตัวกำหนดว่าจะเดินเซ มองผิด พูดไม่ชัด หรือแขนขาอ่อน TIA ตามนิยามปี 2009 คือเลือดไปไม่พอชั่วคราวโดยยังไม่พบเนื้อสมองตาย การจะรู้เช่นนั้นต้องตรวจ ไม่ใช่นับชั่วโมงที่บ้าน
แหล่งที่ใช้อ่านประกอบ
ข้อจำกัดทางการแพทย์
หน้านี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ได้วินิจฉัยจากข้อความในกลุ่ม และไม่ได้กำหนดยาของคนคนหนึ่ง ถ้ามีอาการเกิดขึ้นใหม่อย่างฉับพลัน ให้โทร 1669 แม้จะหายเอง ตัวเลขในหน้านี้เป็นผลของกลุ่มวิจัย ไม่ใช่โอกาสของผู้ที่กำลังอ่าน