หมวด: นรีเวช · หลังผ่าตัดมดลูก · กระเพาะปัสสาวะ · ลำไส้
ตัดมดลูกมาหลายปีแล้ว เพิ่งท้องผูกและปัสสาวะบ่อย: เกี่ยวกับการผ่าตัดไหม อุ้งเชิงกรานหย่อน ฮอร์โมนที่ลดลง สิ่งที่ควรตรวจ และการดูแลที่มีหลักฐาน
AI Overview / คำตอบด่วน (BLUF)
อาการที่เพิ่งเริ่มหลายปีหลังตัดมดลูกเกี่ยวกับการผ่าตัดได้ เพราะการตัดมดลูกสัมพันธ์กับอุ้งเชิงกรานหย่อนและวัยทองที่มาเร็วขึ้น
แต่การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ เบาหวาน ยา และท้องผูกเองก็ทำให้ปัสสาวะบ่อยได้ ควรให้สูตินรีแพทย์ตรวจภายใน ตรวจปัสสาวะ และจดบันทึกการขับถ่าย 3 วัน
คำถามจากผู้อ่าน: ผ่าตัดมดลูกมานานแล้ว ทำไมเพิ่งมาท้องผูกและปัสสาวะบ่อยตอนนี้
สมาชิกท่านหนึ่งในกลุ่มผู้หญิงที่ผ่าตัดมดลูกเล่าว่า ผ่าตัดมานานแล้ว แต่ช่วงนี้เพิ่งเริ่มท้องผูกและปัสสาวะบ่อยขึ้น และสงสัยว่าจะเกี่ยวกับการผ่าตัดหรือไม่
คำตอบสั้นๆ: เกี่ยวได้ แต่ไม่ได้แปลว่าต้องเป็นจากการผ่าตัดเสมอ การตัดมดลูกเพิ่มโอกาสอุ้งเชิงกรานหย่อนและทำให้วัยทองมาเร็วขึ้นในบางคน
ซึ่งทั้งสองอย่างทำให้ท้องผูกและปัสสาวะบ่อยได้ แต่สาเหตุทั่วไปอื่นก็พบบ่อยและรักษาง่าย จึงควรตรวจแยกก่อน
ถ้าเพิ่งผ่าตัดไม่นานและกังวลเรื่องวัยทองมาเร็ว อ่าน
ตัดมดลูกและท่อนำไข่ แต่เก็บรังไข่ไว้: วัยทองมาเร็วขึ้นไหม
สัญญาณอันตรายที่ไม่ควรรอ
คำตอบตรง: ส่วนใหญ่ท้องผูกและปัสสาวะบ่อยรอนัดตรวจได้ แต่อาการด้านล่างอาจหมายถึงปัสสาวะคั่ง ไตอักเสบ ลำไส้อุดตันจากพังผืด หรือโรคที่ต้องตรวจเร็ว
ไปห้องฉุกเฉินหรือโทร 1669 ทันที
- ปวดปัสสาวะมากแต่ปัสสาวะไม่ออก หรือท้องน้อยโป่งตึงและเจ็บ
- ไข้ หนาวสั่น ปวดเอวหรือหลังด้านข้าง ร่วมกับแสบขัดปัสสาวะ ซึ่งอาจเป็นกรวยไตอักเสบ
- ปัสสาวะเป็นเลือดชัดเจนหรือมีลิ่มเลือด
- ปวดท้องบิดเป็นพักๆ ท้องอืดโต อาเจียน และไม่ผายลม ไม่ถ่าย คนที่เคยผ่าตัดในช่องท้องเสี่ยงลำไส้อุดตันจากพังผืด
- ถ่ายเป็นเลือดสดจำนวนมาก หรืออุจจาระดำเหนียว ร่วมกับหน้ามืด
- ก้อนโผล่จากช่องคลอดที่ดันกลับไม่ได้ มีแผล เลือดออก หรือปัสสาวะไม่ออก
พบแพทย์ภายใน 1–2 สัปดาห์
- ท้องผูกที่เพิ่งเริ่มหลังอายุ 50 ร่วมกับเลือดปนอุจจาระ น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ ซีด หรือมีญาติสายตรงเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่
- เลือดออกทางช่องคลอด หลังตัดมดลูกแล้ว ไม่ว่าจะมากหรือน้อย
- กระหายน้ำมาก ปัสสาวะปริมาณมากทุกครั้ง และน้ำหนักลด ซึ่งอาจเป็นเบาหวาน
- แสบขัดปัสสาวะซ้ำตั้งแต่ 2 ครั้งใน 6 เดือน หรือ 3 ครั้งในหนึ่งปี
- รู้สึกมีก้อนถ่วงในช่องคลอด ปัสสาวะไม่สุด ต้องดันช่องคลอดหรือฝีเย็บเพื่อถ่าย หรือปัสสาวะเล็ด
(Portman 2014)
1. ผ่าตัดมานานแล้ว อาการเพิ่งมาตอนนี้ เกี่ยวกับการผ่าตัดได้ไหม
คำตอบตรง: เกี่ยวได้ การตัดมดลูกสัมพันธ์กับความเสี่ยงอุ้งเชิงกรานหย่อนที่สูงขึ้น แต่ผู้หญิงส่วนใหญ่ที่ตัดมดลูกไม่ได้เกิดภาวะนี้
และความเสี่ยงสะสมเพิ่มขึ้นตามเวลา อาการจึงเริ่มหลังผ่าตัดหลายปีได้
ข้อมูลจากทะเบียนระดับประเทศ
การติดตามผู้หญิงที่ตัดมดลูก 165,260 คน เทียบกับ 479,506 คนที่ไม่เคยตัดในสวีเดน 30 ปี พบการผ่าตัดแก้ปัสสาวะเล็ด 179 เทียบกับ 76 ครั้งต่อ 100,000 คน-ปี
หรือเสี่ยงสูงขึ้น 2.4 เท่า ไม่ว่าจะผ่าตัดวิธีใด
(Altman 2007)
อีกการศึกษาใน 118,601 คนเทียบกับ 579,200 คน พบความเสี่ยงสูงสุดในผู้ที่ตัดมดลูกทางช่องคลอดเพราะมดลูกหย่อน
(ผ่าตัดแก้อุ้งเชิงกรานหย่อนสูงขึ้น 4.9 เท่า)
(Forsgren 2012)
ความเสี่ยงเพิ่มตามเวลา แต่ยังเป็นส่วนน้อย
การติดตามผู้หญิง 17,032 คนในอังกฤษพบอุบัติการณ์อุ้งเชิงกรานหย่อนที่ต้องผ่าตัดหลังตัดมดลูก 3.6 ต่อ 1,000 คน-ปี
ความเสี่ยงสะสมเพิ่มจาก 1% ที่ 3 ปีเป็น 5% ที่ 15 ปี และสูงขึ้น 5.5 เท่าถ้าเหตุผลที่ตัดมดลูกคือมดลูกหย่อน
ปัจจัยที่สัมพันธ์ชัดคือจำนวนการคลอด อายุ และน้ำหนัก
(Mant 1997)
การตรวจภายในผู้หญิงสูงวัยที่ตัดมดลูกแล้ว 10,727 คนพบกระเพาะปัสสาวะหย่อน 32.9% และไส้ตรงโป่ง 18.3% ส่วนใหญ่เป็นระดับเล็กน้อยที่ไม่มีอาการ
(Hendrix 2002)
ท้องผูกหลังตัดมดลูก
การติดตามผู้ป่วย 327 คนนาน 4 ปีหลังตัดมดลูกพบท้องผูก 7.8%, 8.2%, 8.6% และ 5.3% ในแต่ละปี และพบอาการถ่ายติดขัดหรือกลั้นไม่อยู่เพิ่มขึ้นจากก่อนผ่าตัด
แต่การศึกษานี้ไม่มีกลุ่มเปรียบเทียบที่ไม่ได้ผ่าตัด
(Kocaay 2017)
และคนส่วนใหญ่ไม่เกิดภาวะหย่อนที่มีอาการ
2. อุ้งเชิงกรานหย่อนทำให้ท้องผูกและปัสสาวะบ่อยได้อย่างไร
คำตอบตรง: เมื่อผนังช่องคลอดด้านหน้าหย่อน กระเพาะปัสสาวะจะตกลงมาและปัสสาวะออกไม่หมด จึงต้องเข้าห้องน้ำบ่อย
เมื่อผนังด้านหลังโป่ง อุจจาระจะไปค้างในกระเปาะ ทำให้ถ่ายไม่สุดและต้องเบ่ง
หลังตัดมดลูก อะไรพยุงช่องคลอดไว้
ช่องคลอดถูกพยุงด้วยเนื้อเยื่อพังผืดรอบอวัยวะในอุ้งเชิงกราน เอ็นที่เคยยึดมดลูก และกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานที่เป็นเหมือนเปลรองรับ
เมื่ออายุมากขึ้น หลังคลอดหลายครั้ง น้ำหนักเกิน ไอเรื้อรัง หรือเบ่งถ่ายนาน ส่วนรองรับเหล่านี้อ่อนแรงลง
กระเพาะปัสสาวะหย่อน (ผนังช่องคลอดด้านหน้าหย่อน)
กระเพาะปัสสาวะที่หย่อนทำให้คอกระเพาะหักมุม ปัสสาวะออกช้า ไม่สุด และมีปัสสาวะค้าง จึงปวดบ่อยและติดเชื้อง่าย
การศึกษาใน 1,912 คนพบว่า การต้องดันช่องคลอดเพื่อให้ปัสสาวะออกเฉพาะเจาะจงต่อการหย่อนด้านหน้าถึง 97%
(Tan 2005)
ไส้ตรงโป่งเข้าช่องคลอด (ผนังช่องคลอดด้านหลังหย่อน)
ไส้ตรงที่โป่งเป็นกระเปาะทำให้แรงเบ่งไปดันผนังช่องคลอดแทนที่จะดันอุจจาระออก ไส้ตรงโป่งขนาดใหญ่ (เกิน 4 cm) มีแนวโน้มทำให้ถ่ายลำบากมากกว่า
แต่บ่อยครั้งอาการมาจากกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานทำงานไม่ประสานกันร่วมด้วย จึงเริ่มจากยาปรับอุจจาระและฝึกขับถ่ายแบบไบโอฟีดแบ็กก่อนผ่าตัด
(Bharucha 2022)
สัญญาณที่บอกว่าน่าจะมีการหย่อน
ความรู้สึกมีก้อนหรือของถ่วงในช่องคลอดเป็นอาการที่ช่วยคัดกรองได้ดี ในการศึกษาเดียวกัน คนที่หย่อนระดับ 2 รายงานอาการนี้ 77%
และการรายงานว่ามีก้อนมีค่าทำนายผลบวก 81%
(Tan 2005)
อาการมักชัดขึ้นตอนเย็น หลังยืนนาน ยกของ หรือเบ่ง และดีขึ้นเมื่อนอนราบ
3. ฮอร์โมนที่ลดลงหลังตัดมดลูกเกี่ยวข้องอย่างไร
คำตอบตรง: แม้เก็บรังไข่ไว้ รังไข่อาจหยุดทำงานเร็วขึ้นหลายปี เมื่อเอสโตรเจนลดลง เยื่อบุท่อปัสสาวะและช่องคลอดบางลง
ทำให้ปวดปัสสาวะบ่อย กลั้นยาก และติดเชื้อซ้ำได้ ซึ่งรักษาได้ด้วยเอสโตรเจนชนิดเหน็บช่องคลอด
รังไข่หยุดทำงานเร็วขึ้น
การติดตามผู้หญิงอายุ 30–47 ปีที่ตัดมดลูกแต่เก็บรังไข่ไว้ 406 คน เทียบกับ 465 คนที่ไม่ได้ตัด พบความเสี่ยงรังไข่หยุดทำงานสูงขึ้น 1.92 เท่า
ภายใน 4 ปีเกิดขึ้น 14.8% เทียบกับ 8.0%
(Moorman 2011)
อีกการศึกษาใน 257 เทียบกับ 259 คน พบว่าเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนเร็วกว่า 3.7 ปี
(Farquhar 2005)
กลุ่มอาการทางเดินปัสสาวะและช่องคลอดจากวัยทอง (GSM)
สมาคมวัยหมดประจำเดือนอเมริกาเหนือและสมาคมสุขภาพทางเพศหญิงนิยาม GSM ว่าเป็นอาการจากเอสโตรเจนลดลงที่ช่องคลอด ท่อปัสสาวะ และกระเพาะปัสสาวะ
ได้แก่ แห้ง แสบ เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ ปวดปัสสาวะรีบ แสบขัด และติดเชื้อซ้ำ
(Portman 2014)
การทบทวนอย่างเป็นระบบ 44 การศึกษาพบว่า เอสโตรเจนชนิดเหน็บช่องคลอดช่วยลดอาการปัสสาวะบ่อยและการติดเชื้อซ้ำได้ ลดปวดรีบ ปัสสาวะเล็ด
และระดับฮอร์โมนในเลือดยังอยู่ในช่วงของวัยหมดประจำเดือน
(Rahn 2014)
เรื่องการผูกหลอดเลือดแดงมดลูก
ยังไม่มีหลักฐานว่าการผูกหลอดเลือดแดงมดลูกลดเลือดไปรังไข่ได้ถึง 50–70% กลไกที่ทำให้รังไข่หยุดทำงานเร็วขึ้นยังไม่ชัด
ผู้วิจัยเองระบุว่าไม่ทราบว่าเกิดจากตัวการผ่าตัดหรือจากโรคที่เป็นเหตุให้ต้องผ่าตัด
(Moorman 2011)
และการเบ่งที่ไม่ประสานกันมากกว่า
4. สาเหตุอื่นที่ต้องตรวจแยกก่อนโทษการผ่าตัด
คำตอบตรง: ปัสสาวะบ่อยที่เพิ่งเริ่ม ควรตรวจปัสสาวะหาการติดเชื้อและน้ำตาลก่อน และท้องผูกเองก็ทำให้ปัสสาวะบ่อยได้ เพราะลำไส้ที่มีอุจจาระค้างไปกดกระเพาะปัสสาวะ
การติดเชื้อและเบาหวาน
กระเพาะปัสสาวะติดเชื้อทำให้ปวดบ่อย แสบขัด และปัสสาวะขุ่น ส่วนเบาหวานทำให้ปัสสาวะออกมากทุกครั้งร่วมกับกระหายน้ำ ทั้งสองอย่างตรวจได้ง่ายด้วยการตรวจปัสสาวะและน้ำตาลในเลือด
ท้องผูกทำให้ปัสสาวะบ่อย
ในผู้สูงอายุ 52 คนที่ท้องผูกเรื้อรังร่วมกับอาการทางเดินปัสสาวะ การรักษาท้องผูกทำให้จำนวนคนที่ปัสสาวะบ่อยลดจาก 47 เหลือ 25 คน
และปัสสาวะค้างลดจาก 85 เหลือ 30 mL
(Charach 2001)
ทั้งสองอาการจึงควรดูแลพร้อมกัน
ยาที่ทำให้ท้องผูกหรือปัสสาวะบ่อย
ยาที่ทำให้ท้องผูกได้ เช่น ยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์ ธาตุเหล็ก แคลเซียม ยาความดันกลุ่มแคลเซียมแชนเนลบล็อกเกอร์บางตัว และยาต้านโคลิเนอร์จิก
ส่วนยาขับปัสสาวะ กาแฟ ชา และแอลกอฮอล์ทำให้ปัสสาวะบ่อยขึ้น ควรนำรายการยาและอาหารเสริมทั้งหมดไปให้แพทย์ดู
พังผืดในช่องท้อง
พังผืดหลังผ่าตัดไม่ใช่สาเหตุที่พบบ่อยของปัสสาวะบ่อย ความสำคัญของพังผืดคือทำให้ลำไส้อุดตันได้ ซึ่งมาพร้อมปวดบิด ท้องอืด อาเจียน และไม่ผายลม ไม่ใช่ท้องผูกค่อยเป็นค่อยไป
อาการท้องผูก ปัสสาวะบ่อย หรือเชิงกรานหย่อนเข้ากับตัวเองแค่ไหน
วิเคราะห์ระดับความรุนแรงและรับคำแนะนำเฉพาะบุคคลจาก Advisory team ของเรา
5. ควรดื่มน้ำเท่าไร เมื่อปัสสาวะบ่อยแต่ก็ท้องผูก
คำตอบตรง: การดื่มน้ำ 2.5–3 ลิตรต่อวันอาจทำให้ปัสสาวะบ่อยขึ้น ให้ดื่มพอให้ปัสสาวะสีเหลืองอ่อน กระจายทั้งวัน ลดกาแฟและชา
และแก้ท้องผูกด้วยใยอาหารกับยาที่เหมาะสมแทนการดื่มน้ำปริมาณมาก
หลักฐานเรื่องปริมาณน้ำ
ในการทดลองแบบไขว้กลุ่มในผู้ที่กระเพาะปัสสาวะไวเกิน 24 คน การลดน้ำดื่มลง 25% ทำให้ปัสสาวะบ่อย ปวดรีบ และตื่นมาปัสสาวะลดลง
ส่วนการเพิ่มน้ำ 25% และ 50% ทำให้ปัสสาวะกลางวันบ่อยขึ้น
(Hashim 2008)
ไม่ควรลดน้ำจนขาด
การลดน้ำมากเกินไปทำให้ปัสสาวะเข้มข้น ระคายกระเพาะปัสสาวะ และอุจจาระแข็งขึ้น เป้าหมายคือปริมาณที่พอดีกับแต่ละคน ไม่ใช่ตัวเลขเดียวที่ใช้กับทุกคน
ผู้ที่มีโรคหัวใจหรือโรคไตควรถามแพทย์เรื่องปริมาณน้ำโดยตรง
- จดปริมาณน้ำที่ดื่มในบันทึกการขับถ่าย: เพื่อดูว่าดื่มมากเกินหรือน้อยเกิน
- ดื่มทีละแก้วกระจายทั้งวัน: แทนการดื่มรวดเดียวปริมาณมาก
- ลดกาแฟ ชา น้ำอัดลม และแอลกอฮอล์: ทั้งหมดกระตุ้นให้ปัสสาวะบ่อยขึ้น
- ลดน้ำ 2–3 ชั่วโมงก่อนนอน: ถ้าตื่นมาปัสสาวะกลางคืนบ่อย
6. ดูแลท้องผูกโดยไม่ต้องเบ่ง
คำตอบตรง: เริ่มจากใยอาหารชนิดละลายน้ำอย่างไซเลียม ท่านั่งที่ยกเข่าสูง และยาระบายชนิดเพิ่มน้ำในลำไส้ถ้ายังไม่ดีขึ้น
การเบ่งนานซ้ำๆ เพิ่มแรงดันต่ออุ้งเชิงกรานที่อ่อนแรงอยู่แล้ว
ยาที่แนวทางปี 2023 แนะนำ
แนวทางร่วมของสมาคมโรคทางเดินอาหารอเมริกันแนะนำอย่างหนักแน่นให้ใช้ polyethylene glycol และ sodium picosulfate
และแนะนำแบบมีเงื่อนไขสำหรับใยอาหาร magnesium oxide lactulose และ senna
(Chang 2023)
ผู้ที่มีโรคไตควรถามแพทย์ก่อนใช้ magnesium oxide เพราะแมกนีเซียมอาจสะสมในเลือดได้
ท่านั่งขับถ่าย
วางเท้าบนม้านั่งเตี้ยให้เข่าสูงกว่าสะโพก โน้มตัวไปข้างหน้า หายใจออกยาวแทนการกลั้นหายใจเบ่ง และไม่นั่งนานเกิน 5–10 นาที
ถ้าต้องใช้นิ้วดันช่องคลอดหรือฝีเย็บเพื่อให้ถ่ายออก ควรบอกแพทย์ เพราะเป็นอาการของไส้ตรงโป่งหรือการเบ่งไม่ประสานกัน
เบ่งไม่ประสานกัน: รักษาด้วยการฝึก
ในการทดลองแบบสุ่ม 77 คนที่ท้องผูกจากการเบ่งไม่ประสานกัน การฝึกไบโอฟีดแบ็กแก้ความไม่ประสานกันได้ดีกว่าการฝึกหลอกและการรักษามาตรฐาน
และเพิ่มจำนวนครั้งที่ถ่ายได้เองจนสุด
(Rao 2007)
เมื่อไรจึงผ่าตัดไส้ตรงโป่ง
พิจารณาผ่าตัดเมื่อยาปรับอุจจาระและไบโอฟีดแบ็กไม่ได้ผล ข้อมูลที่ผ่านมาพบว่า อาการถ่ายลำบากดีขึ้นราว 30–50% และพบการโป่งซ้ำ 17% ที่ 2 ปี
(Bharucha 2022)
- ไซเลียมหรือใยอาหารละลายน้ำ: เริ่มจากปริมาณน้อยแล้วค่อยเพิ่มใน 1–2 สัปดาห์เพื่อลดท้องอืด
- อาหารใยสูง: ข้าวโอ๊ต ผัก ถั่ว กีวี และลูกพรุน
- เดินหรือขยับตัวทุกวัน: ช่วยให้ลำไส้เคลื่อนตัว
- เข้าห้องน้ำหลังมื้อเช้า: ใช้จังหวะที่ลำไส้บีบตัวหลังกินอาหาร
7. ฝึกกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานและห่วงพยุง
คำตอบตรง: การฝึกกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานลดอาการหย่อนและปัสสาวะเล็ดได้จริงในการทดลองแบบสุ่ม
แต่การขมิบที่ได้ผลควรเรียนท่าที่ถูกต้องกับนักกายภาพบำบัด เพราะครึ่งหนึ่งทำผิดท่าเมื่อได้รับแค่คำอธิบาย
หลักฐานจากการทดลอง
การทดลอง POPPY ใน 447 คนที่มีอุ้งเชิงกรานหย่อนระดับ 1–3 พบว่าการฝึกเฉพาะบุคคลกับนักกายภาพลดคะแนนอาการหย่อนได้ 3.77 เทียบกับ 2.09 ในกลุ่มที่ได้แค่เอกสารคำแนะนำที่ 12 เดือน
(Hagen 2014)
การทบทวน Cochrane 31 การทดลอง 1,817 คนพบว่า ผู้ที่ปัสสาวะเล็ดขณะไอจามหายจากอาการ 56% เทียบกับ 6% ในกลุ่มที่ไม่ได้ฝึก
(Dumoulin 2018)
จาก Dumoulin 2018 (Cochrane) และ Bump 1991
ท่าที่ถูกสำคัญกว่าจำนวนครั้ง
ใน 47 คนที่ได้รับคำอธิบายสั้นๆ มีเพียง 49% ที่ขมิบได้ถูกต้อง และ 25% ขมิบแบบเบ่งลงซึ่งอาจทำให้ปัสสาวะเล็ดมากขึ้น
(Bump 1991)
โปรแกรมที่ใช้ในการทดลองมักเป็นการขมิบค้าง 6–10 วินาที ชุดละ 8–12 ครั้ง วันละ 3 ชุด ต่อเนื่องอย่างน้อย 12 สัปดาห์ โดยนักกายภาพช่วยตรวจท่า
ห่วงพยุงช่องคลอด (pessary)
ห่วงพยุงใช้ได้แม้ตัดมดลูกแล้ว ในการทดลอง 276 คน กลุ่มที่ใช้ห่วงพยุงร่วมกับฝึกกล้ามเนื้อมีคะแนนความรำคาญจากอาการหย่อนลดลง 29.7 เทียบกับ 4.7 ในกลุ่มที่ฝึกอย่างเดียวที่ 12 เดือน
และภาวะแทรกซ้อนต่ำใกล้เคียงกัน
(Cheung 2016)
- ขอพบนักกายภาพบำบัดอุ้งเชิงกราน: ให้ตรวจว่าขมิบถูกกล้ามเนื้อ
- ขมิบก่อนไอ จาม หรือยกของ: ช่วยลดแรงดันลงที่อุ้งเชิงกราน
- ลดน้ำหนักถ้าเกิน และรักษาอาการไอเรื้อรัง: ลดแรงดันในช่องท้อง
- ยกของหนักโดยงอเข่าและหายใจออก: แทนการกลั้นหายใจเบ่ง
8. ดูแลกระเพาะปัสสาวะบ่อย: บันทึก ฝึก และยา
คำตอบตรง: แนวทางปี 2024 ให้เริ่มจากบันทึกการขับถ่าย ฝึกกลั้นปัสสาวะ และปรับเครื่องดื่ม ก่อนใช้ยา
และไม่ควรซื้อยาลดการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะมาใช้เอง
บันทึกการขับถ่าย 3 วัน
จดเวลาปัสสาวะ ปริมาณ (ตวงด้วยถ้วย) ปริมาณน้ำที่ดื่ม อาการปวดรีบ ปัสสาวะเล็ด และการถ่ายอุจจาระ 3 วัน ข้อมูลนี้ช่วยแยกว่าปัสสาวะบ่อยเพราะดื่มมาก
กระเพาะปัสสาวะไวเกิน หรือปัสสาวะออกไม่สุด
(Cameron 2024)
ฝึกกลั้นปัสสาวะทีละน้อย
เมื่อปวดรีบ ให้หยุดนิ่ง ขมิบเร็วๆ 5–6 ครั้ง หายใจช้าๆ รอให้ความปวดลดลงแล้วค่อยเดินไปห้องน้ำ และค่อยๆ ยืดช่วงห่างระหว่างการปัสสาวะทีละ 15 นาที
ยาสำหรับกระเพาะปัสสาวะไวเกิน
ยามี 2 กลุ่มหลัก คือ ยากระตุ้นตัวรับเบต้า-3 (mirabegron, vibegron) และยาต้านมัสคารินิก (oxybutynin, solifenacin)
การศึกษาใน 58,769 คนที่เป็นสมองเสื่อมเทียบกับ 225,574 คน พบว่าการใช้ยาต้านมัสคารินิกของกระเพาะปัสสาวะปริมาณสะสมสูงสัมพันธ์กับโอกาสสมองเสื่อม 1.65 เท่า
(Coupland 2019)
ยาต้านมัสคารินิกยังทำให้ท้องผูกมากขึ้น จึงต้องให้แพทย์เลือกยาให้
เอสโตรเจนชนิดเหน็บหรือทาช่องคลอด
ถ้าตรวจพบเยื่อบุช่องคลอดบางร่วมกับปวดปัสสาวะบ่อยหรือติดเชื้อซ้ำ แพทย์อาจให้ estradiol ชนิดเหน็บหรือครีมทาช่องคลอด ซึ่งดูดซึมเข้าเลือดน้อย
(Rahn 2014)
ผู้ที่มีประวัติมะเร็งเต้านมควรปรึกษาแพทย์มะเร็งก่อนใช้
- ปัสสาวะให้สุด: นั่งเต็มที่ โน้มตัวไปข้างหน้า และลองปัสสาวะซ้ำอีกครั้งหลังลุกยืน 30 วินาที
- ไม่เข้าห้องน้ำ “เผื่อไว้” บ่อยเกินไป: ทำให้กระเพาะปัสสาวะชินกับการเก็บปริมาณน้อย
- รักษาท้องผูกไปพร้อมกัน: ลดแรงกดต่อกระเพาะปัสสาวะ
9. เตรียมพบแพทย์: ควรตรวจอะไร
คำตอบตรง: เริ่มที่สูตินรีแพทย์หรือแพทย์นรีเวชทางเดินปัสสาวะ การตรวจหลักคือตรวจภายในขณะเบ่ง ตรวจปัสสาวะ
วัดปัสสาวะค้างหลังถ่ายด้วยอัลตราซาวนด์ และตรวจน้ำตาลในเลือด
ตรวจภายในขณะเบ่ง
แพทย์จะดูผนังช่องคลอดด้านหน้า ยอดช่องคลอด และผนังด้านหลังขณะเบ่งหรือไอ และให้คะแนนระดับการหย่อนด้วยระบบ POP-Q
พร้อมตรวจความแข็งแรงของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานและเยื่อบุช่องคลอด
การตรวจที่ใช้บ่อย
ตรวจปัสสาวะหาการติดเชื้อ เลือด และน้ำตาล เพาะเชื้อถ้ามีอาการติดเชื้อ วัดปัสสาวะค้างหลังถ่าย ตรวจน้ำตาลและค่าไตในเลือด
การตรวจยูโรไดนามิกไม่จำเป็นในการประเมินครั้งแรก มักใช้เมื่อวางแผนผ่าตัดหรือการรักษาเบื้องต้นไม่ได้ผล
(Cameron 2024)
เมื่อไรต้องส่องกล้องลำไส้ใหญ่
อาการท้องผูกที่เพิ่งเริ่มหลังอายุ 50 ร่วมกับเลือดออกหรือน้ำหนักลดควรส่องกล้องลำไส้ใหญ่ รวมถึงผู้ที่ซีด อุจจาระลำเล็กลงต่อเนื่อง
หรือมีญาติสายตรงเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ และผู้ที่ยังไม่เคยตรวจคัดกรองตามวัย
- ปีที่ผ่าตัด วิธีผ่าตัด และเหตุผล: เช่น เนื้องอก มดลูกหย่อน หรือเลือดออก และเก็บรังไข่ไว้หรือไม่
- บันทึกการขับถ่าย 3 วัน: ปัสสาวะ น้ำดื่ม และอุจจาระ
- รายการยาและอาหารเสริมทั้งหมด: รวมยาความดัน ธาตุเหล็ก แคลเซียม และยาแก้ปวด
- อาการร่วม: ก้อนถ่วงในช่องคลอด ต้องดันเพื่อถ่าย ปัสสาวะเล็ด ร้อนวูบวาบ หรือช่องคลอดแห้ง
ตาราง: อาการแบบไหนชี้ไปที่สาเหตุใด
สรุปจากงานวิจัยในบทความ เพื่อเตรียมคุยกับแพทย์ ไม่ใช่การวินิจฉัย
| สาเหตุที่เป็นไปได้ | อาการที่ชวนสงสัย | การตรวจ | สิ่งที่เริ่มได้ |
|---|---|---|---|
| กระเพาะปัสสาวะหย่อน | ก้อนถ่วงในช่องคลอด ปัสสาวะไม่สุด ต้องดันช่องคลอดให้ปัสสาวะออก | ตรวจภายในขณะเบ่ง (POP-Q) และวัดปัสสาวะค้าง | ฝึกกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานกับนักกายภาพ และถามเรื่องห่วงพยุง |
| ไส้ตรงโป่ง | ถ่ายไม่สุด ต้องเบ่งนาน ต้องดันช่องคลอดหรือฝีเย็บเพื่อถ่าย | ตรวจภายในและทางทวารหนัก | ใยอาหาร ยาระบายชนิดเพิ่มน้ำ ม้านั่งรองเท้า |
| เยื่อบุบางจากวัยทอง (GSM) | ปวดรีบ แสบ ช่องคลอดแห้ง ติดเชื้อซ้ำ | ตรวจภายในดูเยื่อบุ และตรวจปัสสาวะ | สารหล่อลื่น/ให้ความชุ่มชื้น และคุยเรื่องเอสโตรเจนเฉพาะที่ |
| กระเพาะปัสสาวะติดเชื้อ | แสบขัด ปัสสาวะขุ่น มีกลิ่น ปวดท้องน้อย | ตรวจปัสสาวะและเพาะเชื้อ | พบแพทย์เพื่อรับยาที่ตรงเชื้อ |
| เบาหวาน | กระหายน้ำ ปัสสาวะปริมาณมาก น้ำหนักลด | น้ำตาลในเลือดและ HbA1c | ตรวจเลือดก่อนปรับอาหาร |
| โรคลำไส้ใหญ่ | ท้องผูกเพิ่งเริ่มหลังอายุ 50 เลือดปนอุจจาระ ซีด น้ำหนักลด | ส่องกล้องลำไส้ใหญ่ | นัดตรวจโดยไม่รอ |
ตาราง: เปรียบเทียบทางเลือกการดูแล
ใช้ชื่อกลุ่มยาและชื่อสามัญเท่านั้น การเลือกขึ้นกับผลตรวจ โรคประจำตัว และการประเมินของแพทย์
| ทางเลือก | เหมาะกับ | หลักฐาน | ข้อควรระวัง |
|---|---|---|---|
| ฝึกกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานกับนักกายภาพ | อุ้งเชิงกรานหย่อนระดับ 1–3 และปัสสาวะเล็ด | ลดคะแนนอาการหย่อน 3.77 vs 2.09 (POPPY); เล็ดหาย 56% vs 6% (Cochrane) | ต้องฝึกถูกท่าอย่างน้อย 12 สัปดาห์ |
| ห่วงพยุงช่องคลอด | อาการหย่อนที่รบกวน หรือยังไม่พร้อมผ่าตัด | คะแนนความรำคาญลด 29.7 vs 4.7 เมื่อใช้ร่วมกับการฝึก | ต้องนัดตรวจและทำความสะอาดตามกำหนด อาจมีตกขาว |
| ใยอาหาร (psyllium) และยาระบายชนิดเพิ่มน้ำ (polyethylene glycol) | ท้องผูก ถ่ายแข็ง ต้องเบ่ง | polyethylene glycol แนะนำอย่างหนักแน่น ใยอาหารแนะนำแบบมีเงื่อนไข (Chang 2023) | เพิ่มใยอาหารช้าๆ ใช้ magnesium oxide ระวังในโรคไต |
| ฝึกขับถ่ายแบบไบโอฟีดแบ็ก | เบ่งไม่ประสานกัน ถ่ายไม่สุดแม้อุจจาระนิ่ม | ดีกว่าการฝึกหลอกและการรักษามาตรฐาน (Rao 2007) | มีในบางโรงพยาบาลเท่านั้น |
| บันทึกการขับถ่ายและฝึกกลั้นปัสสาวะ | ปัสสาวะบ่อย ปวดรีบ | เป็นขั้นแรกตามแนวทาง AUA/SUFU 2024 | ต้องทำต่อเนื่องหลายสัปดาห์ |
| เอสโตรเจนเฉพาะที่ช่องคลอด (estradiol) | เยื่อบุบาง ปวดรีบ ติดเชื้อซ้ำ | ลดปวดรีบ ปัสสาวะบ่อย และการติดเชื้อซ้ำ (44 การศึกษา) | ประวัติมะเร็งเต้านมต้องปรึกษาแพทย์มะเร็ง |
| ยากระตุ้นเบต้า-3 (mirabegron, vibegron) | กระเพาะปัสสาวะไวเกินที่ไม่ดีขึ้นจากการฝึก | ทางเลือกยาตามแนวทาง AUA/SUFU 2024 | ตรวจความดันเลือดเป็นระยะ |
| ยาต้านมัสคารินิก (oxybutynin, solifenacin) | กระเพาะปัสสาวะไวเกินในบางราย | ลดอาการได้ แต่ปริมาณสะสมสูงสัมพันธ์กับสมองเสื่อม 1.65 เท่า | ทำให้ท้องผูกและปากแห้งมากขึ้น |
| ผ่าตัดแก้อุ้งเชิงกรานหย่อน | หย่อนมาก อาการรบกวนแม้ดูแลแบบไม่ผ่าตัด | ไส้ตรงโป่ง: ถ่ายลำบากดีขึ้นราว 30–50% โป่งซ้ำ 17% ที่ 2 ปี | ควรประเมินร่วมระหว่างนรีแพทย์และศัลยแพทย์ลำไส้ |
ความเชื่อที่พบบ่อยเทียบกับหลักฐาน
ตัดมดลูกแล้วอุ้งเชิงกรานต้องหย่อนในอนาคต
ไม่ใช่ ความเสี่ยงสูงขึ้นจริง แต่ความเสี่ยงสะสมที่ต้องผ่าตัดแก้อยู่ราว 5% ที่ 15 ปี และขึ้นกับการคลอด อายุ น้ำหนัก และการเบ่งเรื้อรังด้วย
ผูกหลอดเลือดแดงมดลูกแล้วเลือดไปรังไข่ลด 50–70%
ยังไม่มีหลักฐานรองรับตัวเลขนี้ สิ่งที่มีหลักฐานคือรังไข่หยุดทำงานเร็วขึ้นในบางคน โดยยังไม่ทราบกลไกแน่ชัด
ดื่มน้ำ 2.5–3 ลิตรช่วยทั้งท้องผูกและปัสสาวะ
ในคนที่ปัสสาวะบ่อยอยู่แล้ว การเพิ่มน้ำทำให้ปัสสาวะกลางวันบ่อยขึ้น ดื่มให้พอดีและแก้ท้องผูกด้วยใยอาหารกับยาที่เหมาะสม
ยิ่งขมิบหลายครั้งยิ่งดี
ท่าที่ถูกสำคัญกว่าจำนวน คนจำนวนมากขมิบแบบเบ่งลงโดยไม่รู้ตัว ควรให้นักกายภาพตรวจท่าก่อน
ลำไส้ขี้เกียจเพราะเอสโตรเจนลด
หลักฐานไม่ชัด ท้องผูกในวัยนี้มักมาจากอาหาร การเคลื่อนไหวน้อย ยา และการเบ่งไม่ประสานกัน ซึ่งแก้ได้ตรงจุดกว่า
ถ้าหย่อนแล้วต้องผ่าตัดเท่านั้น
หลายคนดีขึ้นด้วยการฝึกกล้ามเนื้อ ห่วงพยุง และการดูแลลำไส้ การผ่าตัดเป็นทางเลือกเมื่ออาการยังรบกวนหลังดูแลแบบไม่ผ่าตัด
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ตัดมดลูกมานานแล้ว ทำไมเพิ่งมาท้องผูกและปัสสาวะบ่อยตอนนี้
เพราะความเสี่ยงอุ้งเชิงกรานหย่อนสะสมเพิ่มขึ้นตามเวลา การติดตามผู้หญิง 17,032 คนพบความเสี่ยงต้องผ่าตัดแก้การหย่อนเพิ่มจาก 1% ที่ 3 ปีเป็น 5% ที่ 15 ปีหลังตัดมดลูก และวัยทองที่มาเร็วขึ้นทำให้เยื่อบุทางเดินปัสสาวะบางลง แต่ควรตรวจแยกการติดเชื้อ เบาหวาน และผลข้างเคียงจากยาก่อนเสมอ
กระเพาะปัสสาวะหย่อนและไส้ตรงโป่งหลังตัดมดลูกเกิดได้อย่างไร
เมื่อเนื้อเยื่อพังผืดและกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานที่พยุงช่องคลอดอ่อนแรงจากอายุ การคลอด น้ำหนัก หรือการเบ่งเรื้อรัง ผนังด้านหน้าอาจหย่อนพากระเพาะปัสสาวะลงมา ทำให้ปัสสาวะไม่สุดและบ่อย ส่วนผนังด้านหลังอาจโป่งเป็นกระเปาะ ทำให้อุจจาระค้างและต้องเบ่ง
ตัดมดลูกแต่เก็บรังไข่ไว้ ฮอร์โมนจะลดเร็วขึ้นไหม
เป็นไปได้ การศึกษาแบบติดตามพบความเสี่ยงรังไข่หยุดทำงานเร็วขึ้น 1.92 เท่า และอีกการศึกษาพบว่าเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนเร็วกว่า 3.7 ปี เมื่อเอสโตรเจนลดลงอาจเกิดกลุ่มอาการทางเดินปัสสาวะและช่องคลอดจากวัยทอง ซึ่งทำให้ปวดรีบ ปัสสาวะบ่อย และติดเชื้อซ้ำได้
ควรดื่มน้ำวันละเท่าไรเมื่อทั้งท้องผูกและปัสสาวะบ่อย
ไม่มีตัวเลขเดียวที่เหมาะกับทุกคน การดื่มน้ำ 2.5–3 ลิตรต่อวันอาจทำให้ปัสสาวะบ่อยขึ้น ในการทดลองพบว่าการลดน้ำ 25% ลดปัสสาวะบ่อยและปวดรีบ ให้ดื่มพอให้ปัสสาวะสีเหลืองอ่อน กระจายทั้งวัน ลดกาแฟและชา และแก้ท้องผูกด้วยใยอาหารและยาระบายที่เหมาะสม
ฝึกขมิบช่วยได้จริงไหม และควรทำอย่างไร
ช่วยได้จริง การทดลอง POPPY พบว่าการฝึกกับนักกายภาพลดอาการหย่อนได้มากกว่าเอกสารคำแนะนำ และ Cochrane พบว่าอาการเล็ดขณะไอจามหาย 56% เทียบกับ 6% แต่หลังได้แค่คำอธิบาย มีเพียง 49% ที่ขมิบถูกท่า จึงควรให้นักกายภาพตรวจท่าและฝึกต่อเนื่องอย่างน้อย 12 สัปดาห์
ควรพบแพทย์เฉพาะทางด้านใด และจะตรวจอะไรบ้าง
เริ่มจากสูตินรีแพทย์หรือแพทย์นรีเวชทางเดินปัสสาวะ การตรวจหลักคือตรวจภายในขณะเบ่งเพื่อดูระดับการหย่อน ตรวจปัสสาวะ วัดปัสสาวะค้างหลังถ่าย และตรวจน้ำตาลในเลือด ถ้าท้องผูกเพิ่งเริ่มหลังอายุ 50 ร่วมกับเลือดออกหรือน้ำหนักลด ควรส่องกล้องลำไส้ใหญ่
ใช้ยาลดปัสสาวะบ่อยเองได้ไหม
ไม่ควรซื้อมาใช้เอง ยาต้านมัสคารินิกทำให้ท้องผูกมากขึ้น และการใช้ปริมาณสะสมสูงสัมพันธ์กับสมองเสื่อม 1.65 เท่าในการศึกษาขนาดใหญ่ แนวทางปี 2024 ให้เริ่มจากบันทึกการขับถ่ายและฝึกกลั้นปัสสาวะก่อน และแพทย์อาจเลือกยากลุ่มอื่นหรือเอสโตรเจนเฉพาะที่แทน
อาการแบบไหนต้องไปโรงพยาบาลทันที
ปัสสาวะไม่ออกหรือท้องน้อยโป่งตึง ไข้หนาวสั่นปวดเอว ปัสสาวะเป็นเลือดชัดเจน ปวดท้องบิดร่วมกับท้องอืด อาเจียน และไม่ผายลม ถ่ายเป็นเลือดจำนวนมาก หรือมีก้อนโผล่จากช่องคลอดที่ดันกลับไม่ได้ ให้ไปห้องฉุกเฉินหรือโทร 1669
กลไกทางวิทยาศาสตร์
ระบบพยุงอุ้งเชิงกรานแบบ 3 ชั้น: ยอดช่องคลอดถูกยึดด้วยเอ็นและเนื้อเยื่อพังผืดรอบอวัยวะ ผนังช่องคลอดถูกยึดด้านข้าง
และกล้ามเนื้อยกทวารหนักเป็นพื้นรองรับ เมื่อตัดมดลูก แพทย์จะเย็บยอดช่องคลอดกับเอ็นที่เหลือ แต่เมื่อเวลาผ่านไป การคลอดในอดีต อายุ น้ำหนัก และแรงดันในช่องท้องที่เพิ่มซ้ำๆ
ทำให้ระบบนี้อ่อนแรงลง ความเสี่ยงจึงสะสมเป็นปี
(Mant 1997,
Altman 2007)
เอสโตรเจนกับเยื่อบุทางเดินปัสสาวะ: ช่องคลอด ท่อปัสสาวะ และฐานกระเพาะปัสสาวะมาจากเนื้อเยื่อตัวอ่อนเดียวกันและมีตัวรับเอสโตรเจนมาก
เมื่อเอสโตรเจนลด เยื่อบุบางลง หลอดเลือดใต้เยื่อบุลดลง และแลคโตบาซิลลัสในช่องคลอดลดลง ทำให้รู้สึกปวดรีบและติดเชื้อง่าย
(Portman 2014)
ลำไส้กับกระเพาะปัสสาวะส่งผลต่อกัน: อุจจาระที่ค้างในไส้ตรงกดกระเพาะปัสสาวะและคอกระเพาะ ทำให้ปัสสาวะออกไม่หมด
และทั้งสองอวัยวะใช้เส้นประสาทไขสันหลังส่วนกระเบนเหน็บร่วมกัน เมื่อรักษาท้องผูก ปัสสาวะค้างจึงลดลงได้
(Charach 2001)
เรียบเรียงและตรวจทานโดย ผศ.ดร.นรวิชญ์ ราษฎร์พิบูลย์
เอกสารอ้างอิงทางวิชาการ (E-E-A-T)
- Altman D et al. Hysterectomy and risk of stress-urinary-incontinence surgery: nationwide cohort study. Lancet 2007 (PMID 17964350)
- Forsgren C et al. Vaginal hysterectomy and risk of pelvic organ prolapse and stress urinary incontinence surgery. Int Urogynecol J 2012 (PMID 21850508)
- Mant J, Painter R, Vessey M. Epidemiology of genital prolapse: observations from the Oxford Family Planning Association Study. Br J Obstet Gynaecol 1997 (PMID 9166201)
- Hendrix SL et al. Pelvic organ prolapse in the Women’s Health Initiative: gravity and gravidity. Am J Obstet Gynecol 2002 (PMID 12066091)
- Kocaay AF et al. Effects of Hysterectomy on Pelvic Floor Disorders: A Longitudinal Study. Dis Colon Rectum 2017 (PMID 28177993)
- Moorman PG et al. Effect of hysterectomy with ovarian preservation on ovarian function. Obstet Gynecol 2011 (PMID 22067716)
- Farquhar CM et al. The association of hysterectomy and menopause: a prospective cohort study. BJOG 2005 (PMID 15957999)
- Portman DJ, Gass ML. Genitourinary syndrome of menopause: new terminology for vulvovaginal atrophy. Menopause 2014 (PMID 25160739)
- Rahn DD et al. Vaginal estrogen for genitourinary syndrome of menopause: a systematic review. Obstet Gynecol 2014 (PMID 25415166)
- Tan JS et al. Predictive value of prolapse symptoms: a large database study. Int Urogynecol J Pelvic Floor Dysfunct 2005 (PMID 15875236)
- Bharucha AE, Knowles CH. Rectocele: Incidental or important? Observe or operate? Neurogastroenterol Motil 2022 (PMID 36102693)
- Hagen S et al. Individualised pelvic floor muscle training in women with pelvic organ prolapse (POPPY): a multicentre randomised controlled trial. Lancet 2014 (PMID 24290404)
- Dumoulin C et al. Pelvic floor muscle training versus no treatment, or inactive control treatments, for urinary incontinence in women. Cochrane Database Syst Rev 2018 (PMID 30288727)
- Bump RC et al. Assessment of Kegel pelvic muscle exercise performance after brief verbal instruction. Am J Obstet Gynecol 1991 (PMID 1872333)
- Cheung RY et al. Vaginal Pessary in Women With Symptomatic Pelvic Organ Prolapse: A Randomized Controlled Trial. Obstet Gynecol 2016 (PMID 27275798)
- Charach G et al. Alleviating constipation in the elderly improves lower urinary tract symptoms. Gerontology 2001 (PMID 11287730)
- Hashim H, Abrams P. How should patients with an overactive bladder manipulate their fluid intake? BJU Int 2008 (PMID 18284414)
- Cameron AP et al. The AUA/SUFU Guideline on the Diagnosis and Treatment of Idiopathic Overactive Bladder. J Urol 2024 (PMID 38651651)
- Coupland CAC et al. Anticholinergic Drug Exposure and the Risk of Dementia: A Nested Case-Control Study. JAMA Intern Med 2019 (PMID 31233095)
- Chang L et al. AGA-ACG Clinical Practice Guideline: Pharmacological Management of Chronic Idiopathic Constipation. Gastroenterology 2023 (PMID 37211380)
- Rao SS et al. Randomized controlled trial of biofeedback, sham feedback, and standard therapy for dyssynergic defecation. Clin Gastroenterol Hepatol 2007 (PMID 17368232)
ข้อจำกัดความรับผิดชอบทางการแพทย์ (Medical Disclaimer)
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไปเรื่องอาการทางเดินปัสสาวะ ลำไส้ และอุ้งเชิงกรานหลังผ่าตัดมดลูก ไม่ใช่การวินิจฉัย ใบสั่งยา หรือแผนการรักษาเฉพาะบุคคล
ชื่อยาเป็นชื่อกลุ่มยาหรือชื่อสามัญเพื่อการศึกษาเท่านั้น ห้ามเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนยาเอง
ถ้าปัสสาวะไม่ออก มีไข้ปวดเอว หรือปวดท้องร่วมกับอาเจียนและไม่ผายลม ให้ไปโรงพยาบาลหรือโทร 1669 ทันที