หมวดหมู่: นรีเวช · เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ · ฮอร์โมนและกระดูก

ฉีดยารักษาเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ทุก 3 เดือนจนประจำเดือนหยุด: หนาวสลับร้อนตอนกลางคืน นอนไม่หลับ น้ำหนักขึ้น ท้องอืด แมกนีเซียมช่วยได้แค่ไหน และการดูแลกระดูก

AI Overview / คำตอบด่วน (BLUF)

ยาฉีดทุก 3 เดือนสำหรับเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่มักเป็น medroxyprogesterone acetate หรือ GnRH agonist ทั้งคู่กดรังไข่จนประจำเดือนหยุด เอสโตรเจนที่ต่ำลงทำให้ร้อนวูบวาบ หนาวสั่นกลางคืน หลับยาก และกระดูกบางลง แมกนีเซียมไม่ลดร้อนวูบวาบ ส่วน add-back therapy ช่วยลดอาการและปกป้องกระดูกเมื่อใช้ GnRH agonist

บทความนี้ครอบคลุม:
ยาฉีดสองกลุ่มเทียบกัน,
add-back therapy,
แมกนีเซียมกับร้อนวูบวาบ
และผลต่อกระดูก
สัญญาณอันตราย ·
ยาฉีดชนิดไหน ·
หนาวสลับร้อนและการนอน ·
แมกนีเซียม ·
น้ำหนักและท้องอืด ·
กระดูกและ add-back ·
ตารางเปรียบเทียบ ·
คำถามที่พบบ่อย

จากกลุ่มผู้อ่าน: ฉีดยาทุก 3 เดือน ประจำเดือนหายไป แล้วอาการเหมือนวัยทอง

สมาชิกท่านหนึ่งในวัย 40 ต้นๆ รักษาโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ด้วยยาฉีดทุก 3 เดือน ประจำเดือนไม่มามานาน
ช่วงนี้กลางคืนหนาวสลับร้อน หลับยาก ตื่นกลางดึก อ่อนเพลีย น้ำหนักขึ้น และท้องอืด กำลังกินแมกนีเซียมและรับยาตามนัดสม่ำเสมอ
หลายคนในกลุ่มถามคำถามคล้ายกันว่าอาการเหล่านี้มาจากยาไหม และดูแลตัวเองอย่างไรได้บ้าง

คำตอบสั้นๆ: อาการชุดนี้เข้ากับภาวะเอสโตรเจนต่ำจากยาที่กดรังไข่ ซึ่งคาดการณ์ได้และมีวิธีจัดการ
สิ่งแรกที่ควรรู้คือชื่อยาที่ฉีด เพราะยาสองกลุ่มมีผลต่ออาการและกระดูกต่างกัน อ่านภาพรวมการรักษาด้วยฮอร์โมนเพิ่มเติมได้ที่
ปวดท้องประจำเดือนรุนแรง ช็อกโกแลตซีสต์ และมดลูกโต: ฮอร์โมน GnRH / dienogest และการดูแลหัวใจ

1. ยาฉีดทุก 3 เดือนมีกี่แบบ และทำไมประจำเดือนหยุด

คำตอบตรง: ยาฉีดทุก 3 เดือนสำหรับโรคนี้มีสองกลุ่มหลัก คือโปรเจสตินชนิดฉีด medroxyprogesterone acetate และ GnRH agonist ชนิดออกฤทธิ์นาน 3 เดือน
ทั้งสองกลุ่มลดปวดได้ใกล้เคียงกัน แต่ GnRH agonist กดเอสโตรเจนลึกกว่า จึงร้อนวูบวาบมากกว่าและกระดูกบางเร็วกว่า
(Schlaff 2006,
Crosignani 2006)

กลุ่มที่ 1: medroxyprogesterone acetate (DMPA)

เป็นโปรเจสตินที่ยับยั้งการตกไข่และทำให้รอยโรคเยื่อบุโพรงมดลูกฝ่อ มีทั้งชนิดฉีดเข้ากล้าม 150 มก. และชนิดฉีดใต้ผิวหนัง 104 มก. ทุก 3 เดือน
ในงานวิจัยผู้ป่วย 274 คน ชนิดฉีดใต้ผิวหนังลดปวดได้เทียบเท่า leuprorelin มีอาการขาดเอสโตรเจนน้อยกว่า กระดูกบางลงน้อยกว่า แต่เลือดออกกะปริดกะปรอยมากกว่า
(Schlaff 2006)

กลุ่มที่ 2: GnRH agonist ชนิด 3 เดือน

ได้แก่ leuprorelin 11.25 มก. triptorelin 11.25 มก. หรือ goserelin 10.8 มก. ยากระตุ้นต่อมใต้สมองต่อเนื่องจนตัวรับ GnRH ไม่ตอบสนอง ฮอร์โมน LH และ FSH ลดลง รังไข่หยุดสร้างเอสโตรเจนจนระดับใกล้หญิงหมดประจำเดือน
อาการจึงคล้ายวัยทองมาก และกลับคืนได้หลังหยุดยา
(Hornstein 1998)

ช่วงอายุ 40 ต้นๆ ต้องคิดเรื่องวัยทองจริงด้วยไหม

ช่วงอายุนี้รังไข่บางคนเริ่มทำงานลดลงตามธรรมชาติ ระหว่างฉีดยาที่กดรังไข่ การตรวจฮอร์โมนในเลือดแปลผลยาก แพทย์จึงมักดูจากอาการ ระยะเวลาที่ใช้ยา และอาการหลังหยุดยาประกอบกัน
ยาไม่ได้ทำให้เข้าวัยทองถาวร แต่ถ้าอายุใกล้วัยหมดประจำเดือนตามธรรมชาติ ประจำเดือนอาจไม่กลับมาหลังหยุดยา

ข้อแก้ไขจากข้อมูลที่แชร์กันในโซเชียล: ยาฉีดทุก 3 เดือนไม่ได้มีชนิดเดียว ผลข้างเคียงจึงไม่เหมือนกันทุกคน
ยากลุ่ม medroxyprogesterone acetate มีอาการขาดเอสโตรเจนน้อยกว่า GnRH agonist ในการทดลองเปรียบเทียบโดยตรง ก่อนตัดสินใจเรื่องฮอร์โมนเสริมหรือการดูแลกระดูก ต้องรู้ชื่อยาที่ฉีดก่อน

2. หนาวสลับร้อนตอนกลางคืนและนอนไม่หลับ: เกิดจากอะไร

คำตอบตรง: เมื่อเอสโตรเจนต่ำ ศูนย์ควบคุมอุณหภูมิในสมองไวขึ้น ร่างกายขับความร้อนออกทางผิวหนังและเหงื่อทันทีที่อุณหภูมิแกนกลางสูงขึ้นเล็กน้อย
เหงื่อที่ระเหยทำให้หนาวสั่นตามมา จึงรู้สึกหนาวสลับร้อน และอาการตอนกลางคืนปลุกให้ตื่นซ้ำๆ
(NAMS 2023)

อาการแรงแค่ไหนขึ้นกับชนิดยา

ในการทดลองเปรียบเทียบ ผู้ที่ได้ GnRH agonist มีอาการขาดเอสโตรเจนมากกว่าผู้ที่ได้ medroxyprogesterone acetate ชนิดใต้ผิวหนัง
(Schlaff 2006)
ส่วนยารับประทานกลุ่มใหม่อย่าง relugolix ที่ใช้คู่เอสโตรเจนและโปรเจสตินขนาดต่ำในเม็ดเดียว ยังพบร้อนวูบวาบเป็นผลข้างเคียงที่พบบ่อย
(Giudice 2022)

ดูแลการนอนอย่างไร

  • ถ้าตื่นเพราะเหงื่อออกและร้อน การลดอาการร้อนวูบวาบคือการแก้ที่ต้นเหตุ ผู้ที่ได้ GnRH agonist ควรถามแพทย์เรื่อง add-back therapy
  • การบำบัดความคิดและพฤติกรรมสำหรับนอนไม่หลับ (CBT-I) เป็นการรักษาลำดับแรกของนอนไม่หลับเรื้อรังในผู้ใหญ่
    (Qaseem 2016)
  • เข้านอนและตื่นเวลาเดิม ลุกจากเตียงถ้านอนไม่หลับเกิน 20 นาที งดกาแฟหลังเที่ยง และงดแอลกอฮอล์ซึ่งกระตุ้นร้อนวูบวาบได้
  • ห้องนอนเย็น ผ้าห่มบางหลายชั้น เสื้อผ้าระบายเหงื่อ และเตรียมเสื้อสำรองข้างเตียง ช่วยให้กลับไปนอนต่อได้เร็วขึ้น

อ่อนเพลียและอารมณ์

อ่อนเพลียมักตามมาจากการนอนที่ขาดตอน งานทดลองแบบมีกลุ่มควบคุมพบว่าอาการซึมเศร้าเพิ่มขึ้นในผู้หญิงที่ได้ GnRH agonist รักษาโรคนี้ และอาการตอบสนองต่อการรักษาได้
(Warnock 1998)
ถ้าอารมณ์ซึมนานกว่า 2 สัปดาห์ ควรบอกแพทย์ ไม่ใช่ทนจนครบคอร์สยา

3. แมกนีเซียมช่วยได้แค่ไหน: นอน ร้อนวูบวาบ และลำไส้

คำตอบตรง: หลักฐานเรื่องการนอนมีขนาดเล็กและคุณภาพต่ำ ส่วนร้อนวูบวาบ การทดลองขนาดใหญ่พบว่าแมกนีเซียมไม่ได้ผลดีกว่ายาหลอก
แมกนีเซียมช่วยระบายท้องได้จริงเพราะดึงน้ำเข้าลำไส้ ซึ่งเป็นประโยชน์ถ้าท้องผูก แต่ทำให้ท้องเสียได้
(Mah 2021,
Park 2015)

17 นาทีหลับเร็วขึ้นจากแมกนีเซียม (3 การทดลอง 151 คน หลักฐานคุณภาพต่ำ)
289 คนการทดลองแมกนีเซียมกับร้อนวูบวาบ ไม่ต่างจากยาหลอก
6.3%กระดูกสันหลังบางลงใน 1 ปีเมื่อใช้ GnRH agonist โดยไม่มี add-back
5.1 กก.น้ำหนักเพิ่มเฉลี่ยใน 3 ปีของผู้ใช้ DMPA ในงานติดตาม

การนอน

การวิเคราะห์รวม 3 การทดลองในผู้สูงอายุ 151 คน พบว่าแมกนีเซียมทำให้หลับเร็วขึ้น 17.36 นาทีเทียบกับยาหลอก เวลานอนรวมเพิ่ม 16 นาทีแต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ
ทุกการทดลองมีความเสี่ยงอคติปานกลางถึงสูง และยังไม่มีการทดลองในผู้หญิงที่ได้ยากดรังไข่
(Mah 2021)

ร้อนวูบวาบ

การทดลองแบบสุ่มปกปิดสองทางในผู้หญิง 289 คนที่มีร้อนวูบวาบรบกวน ให้ magnesium oxide 800 หรือ 1,200 มก. ต่อวันเทียบกับยาหลอก พบว่าคะแนนและความถี่ของร้อนวูบวาบไม่ต่างกัน
กลุ่มที่ได้แมกนีเซียมท้องเสียมากกว่าและท้องผูกน้อยกว่า
(Park 2015)

ใช้อย่างไรให้ปลอดภัย

  • ปริมาณสูงสุดที่ยอมรับได้จากอาหารเสริมในผู้ใหญ่คือ 350 มก. ต่อวัน ไม่รวมแมกนีเซียมจากอาหาร
    (NIH ODS)
  • ผู้ที่เป็นโรคไตเรื้อรังระยะท้าย ขับแมกนีเซียมได้น้อยลงจนระดับในเลือดสูงเกินได้ ต้องปรึกษาแพทย์ก่อน
    (Cunningham 2012)
  • ถ้าท้องเสีย ให้ลดขนาดหรือหยุด แมกนีเซียมอาจลดการดูดซึมยาบางกลุ่ม เช่น ยาฆ่าเชื้อกลุ่มเตตราไซคลินและควิโนโลน ควรกินห่างกันอย่างน้อย 2 ชั่วโมง
ข้อแก้ไข: แมกนีเซียมไม่ใช่ยากระตุ้นตัวรับ GABA โดยตรง ในห้องทดลองแมกนีเซียมปิดกั้นตัวรับ NMDA ซึ่งเป็นกลไกทางสรีรวิทยา ไม่ได้แปลว่าอาหารเสริมจะทำให้นอนหลับสนิทในคน
การทดลอง 289 คนไม่พบว่าแมกนีเซียมลดร้อนวูบวาบ และหลักฐานเรื่องการนอนยังเป็นคุณภาพต่ำ การกินต่อในขนาดไม่เกินฉลากทำได้ แต่ไม่ควรใช้แทนการปรึกษาแพทย์เรื่อง add-back therapy

ปวดเชิงกราน เลือดออกผิดปกติ หรืออาการข้างเคียงจากยาฮอร์โมน อยู่ระดับไหน?

วิเคราะห์ระดับความรุนแรงและรับคำแนะนำเฉพาะบุคคลจาก Advisory team ของเรา แบบประเมินนี้ช่วยจัดระดับอาการเชิงกรานว่าดูแลตัวเองต่อได้ ควรนัดพบแพทย์ หรือควรรีบไปโรงพยาบาล
ไม่ใช่การวินิจฉัยโรค ถ้ามีอาการในหัวข้อสัญญาณอันตรายด้านบน ให้ไปโรงพยาบาลโดยไม่ต้องรอคะแนน

คลิกทำแบบประเมินอาการเชิงกราน (ฟรี)

4. น้ำหนักขึ้นและท้องอืด: เกี่ยวกับยาฉีดแค่ไหน

คำตอบตรง: น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมีหลักฐานชัดกว่าในยา medroxyprogesterone acetate ส่วนท้องอืดพบบ่อยในโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่เองอยู่แล้ว
(Berenson 2009,
Simons 2024)

น้ำหนักเพิ่มเท่าไร

งานติดตามผู้หญิง 703 คนด้วยเครื่องวัดองค์ประกอบร่างกาย พบว่าผู้ใช้ DMPA น้ำหนักเพิ่ม 5.1 กก. ไขมันเพิ่ม 4.1 กก. และไขมันสะสมที่ลำตัวมากขึ้นใน 36 เดือน มากกว่ากลุ่มยาเม็ดและกลุ่มไม่ใช้ฮอร์โมน
(Berenson 2009)
การทบทวนแบบ Cochrane พบว่าการทดลองส่วนใหญ่มีน้ำหนักเพิ่มเฉลี่ยไม่เกิน 2 กก. ใน 6–12 เดือน และหลักฐานโดยรวมมีคุณภาพต่ำ
(Lopez 2016)
ในการทดลองเปรียบเทียบ DMPA ชนิดใต้ผิวหนังกับ leuprorelin น้ำหนักที่เปลี่ยนไม่ต่างกัน
(Schlaff 2006)

ท้องอืด ท้องผูก

ผู้ป่วยเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่มากถึง 90% มีอาการทางเดินอาหาร เช่น ท้องผูก ท้องอืด คลื่นไส้ และเสี่ยงลำไส้แปรปรวนสูงกว่าผู้หญิงทั่วไป 3–5 เท่า
(Simons 2024)
ท้องอืดจึงอาจมาจากตัวโรค ลำไส้แปรปรวน หรือการกินและการขยับร่างกายที่เปลี่ยนไปเพราะนอนไม่พอ มากกว่ามาจากยาฉีดอย่างเดียว

สิ่งที่ทำได้

  • ชั่งน้ำหนักสัปดาห์ละครั้งเวลาเดิม ถ้าเพิ่มเกิน 2–3 กก. ใน 3 เดือนให้บอกแพทย์ในวันนัดฉีดยา
  • โปรตีนทุกมื้อ ผักและธัญพืชไม่ขัดสี ลดเครื่องดื่มหวาน ซึ่งช่วยเรื่องความอิ่มและการขับถ่าย
  • ออกกำลังกายแบบมีแรงต้านสัปดาห์ละ 2–3 วัน ช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อและเป็นแรงกระตุ้นต่อกระดูก
  • ถ้าท้องอืดร่วมกับถ่ายเป็นเลือด น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ หรืออาเจียนบ่อย ให้พบแพทย์ ไม่ใช่เพิ่มแมกนีเซียมเอง
ข้อแก้ไข: ยังไม่มีหลักฐานว่าน้ำหนักขึ้นระหว่างฉีดยาเกิดจาก “ภาวะดื้ออินซูลินชั่วคราว” ตามที่แชร์กัน
หลักฐานที่มีคือ DMPA สัมพันธ์กับน้ำหนักและไขมันที่เพิ่มขึ้นในบางคน และน้ำหนักลดลงได้บางส่วนหลังหยุดยา

ตาราง: อาการระหว่างฉีดยา สาเหตุ และสิ่งที่ช่วยได้

สรุปจากงานวิจัยในบทความ อาการของแต่ละคนต่างกันตามชนิดยา ระยะเวลา และโรคร่วม

อาการ สาเหตุที่เป็นไปได้ สิ่งที่ช่วยตามหลักฐาน และเมื่อไรต้องบอกแพทย์
อาการสาเหตุที่เป็นไปได้สิ่งที่ช่วยตามหลักฐานเมื่อไรต้องบอกแพทย์
หนาวสลับร้อน เหงื่อออกกลางคืนเอสโตรเจนต่ำ พบมากกับ GnRH agonistadd-back therapy เมื่อใช้ GnRH agonist ห้องนอนเย็นตื่นหลายครั้งทุกคืน หรือมีไข้ร่วม
นอนไม่หลับ ตื่นกลางดึกร้อนวูบวาบปลุก ความกังวล ปวดCBT-I เป็นลำดับแรก แมกนีเซียมหลักฐานคุณภาพต่ำนานกว่า 3 สัปดาห์ หรือง่วงจนขับรถไม่ปลอดภัย
น้ำหนักขึ้นDMPA เพิ่มความอยากอาหารและไขมันในบางคนโปรตีน ลดน้ำหวาน ออกกำลังกายแบบมีแรงต้านเพิ่มเร็วกว่า 2–3 กก. ใน 3 เดือน
ท้องอืด ท้องผูกตัวโรค ลำไส้แปรปรวนร่วม การกินเปลี่ยนใยอาหาร น้ำ การเดิน แมกนีเซียมช่วยระบายถ่ายเป็นเลือด น้ำหนักลด อาเจียนบ่อย
อารมณ์ซึม หงุดหงิดเอสโตรเจนต่ำ นอนไม่พอ ปวดเรื้อรังรักษาได้ด้วยยาหรือการบำบัด ไม่ต้องทนซึมเกิน 2 สัปดาห์ หรือคิดทำร้ายตัวเอง โทร 1323
เลือดออกกะปริดกะปรอยพบบ่อยกับ DMPA ช่วงแรกจดวันและปริมาณ แพทย์อาจปรับยาเลือดออกมากจนชุ่มผ้าทุกชั่วโมง หรือเวียนศีรษะ

5. กระดูกบางลงแค่ไหน และ add-back therapy คืออะไร

คำตอบตรง: GnRH agonist ที่ใช้ 12 เดือนโดยไม่มีฮอร์โมนเสริม ทำให้กระดูกสันหลังบางลง 6.3% ขณะที่กลุ่มที่ได้ add-back therapy ความหนาแน่นกระดูกคงที่
ยา medroxyprogesterone acetate ทำให้กระดูกบางลงช้ากว่าและฟื้นกลับได้หลังหยุดยา
(Hornstein 1998,
Kaunitz 2006)

GnRH agonist ไม่มี add-back 12 เดือน

−6.3%
DMPA ฉีดเข้ากล้ามราว 4.6 ปี

−5.38%
dienogest 12 เดือน

−1.91%
GnRH agonist + add-back 12 เดือน

−1.50%
relugolix ชนิดรวม 24 สัปดาห์

−0.78%

ตัวเลขมาจากคนละการศึกษาและคนละระยะเวลา ใช้ดูแนวโน้ม ไม่ใช่เปรียบเทียบตรง (Hornstein 1998, Kaunitz 2006, Desilets 2026, Giudice 2022)

GnRH agonist: บางเร็ว add-back ช่วยได้

ในการทดลองผู้ป่วย 201 คนที่ได้ leuprorelin ทุก 4 สัปดาห์นาน 1 ปี กลุ่มยาหลอกกระดูกบางลง 6.3% ส่วนกลุ่มที่ได้ norethisterone acetate 5 มก. ต่อวัน หรือร่วมกับเอสโตรเจนขนาดต่ำ ความหนาแน่นกระดูกคงที่ และปวดลดลงเท่ากัน
(Hornstein 1998)
เมื่อติดตามหลังหยุดยา กลุ่มที่ไม่ได้ add-back กระดูกฟื้นช้าและยังไม่กลับถึงค่าเดิมในวันติดตามครั้งสุดท้าย
(Surrey 2002)
แนวทาง ESHRE ปี 2022 จึงแนะนำให้พิจารณาฮอร์โมนเสริมแบบ add-back ร่วมกับ GnRH agonist เพื่อป้องกันกระดูกบางและลดอาการขาดเอสโตรเจน
(ESHRE 2022)

DMPA: บางช้ากว่า และฟื้นได้

ผู้หญิงอายุ 25–35 ปีที่ฉีด DMPA เข้ากล้ามต่อเนื่อง 240 สัปดาห์ กระดูกสะโพกบางลง 5.16% และกระดูกสันหลัง 5.38% หลังหยุดยา 96 สัปดาห์เหลือ −0.20% และ −1.19%
(Kaunitz 2006)
การทบทวน 10 งานพบว่าความหนาแน่นกระดูกกลับสู่ค่าเดิมหรือใกล้เคียงหลังหยุดยาในทุกช่วงอายุ
(Kaunitz 2008)
ฉลากยาในสหรัฐฯ ยังมีคำเตือนกรอบดำเรื่องกระดูกเมื่อใช้ต่อเนื่องเกิน 2 ปี
(Cromer 2006)

add-back therapy คืออะไร

คือการให้ฮอร์โมนขนาดต่ำกลับเข้าไประหว่างใช้ยากดรังไข่ เช่น norethisterone acetate อย่างเดียว หรือเอสโตรเจนขนาดต่ำร่วมกับโปรเจสติน
หลักคิดมาจากสมมติฐานระดับเอสโตรเจน: เนื้อเยื่อแต่ละชนิดไวต่อเอสโตรเจนต่างกัน ระดับที่พอปกป้องกระดูกได้บางส่วนอาจยังไม่กระตุ้นรอยโรคให้กลับมาปวด
(Barbieri 1992)
การวิเคราะห์รวมพบว่า GnRH agonist ที่ใช้ร่วมกับ add-back ยังทำให้กระดูกบางลงเล็กน้อย 0.89% ที่ 6 เดือน และ 1.50% ที่ 12 เดือน
(Desilets 2026)
ผู้ที่เคยมีลิ่มเลือด โรคหลอดเลือดสมอง หรือมะเร็งที่ไวต่อฮอร์โมน ต้องให้แพทย์ประเมินก่อนใช้เอสโตรเจน

แคลเซียม วิตามินดี และวิตามินเคสอง

  • ผู้หญิงอายุ 19–50 ปีควรได้แคลเซียม 1,000 มก. ต่อวัน เริ่มจากอาหารก่อน เช่น นม เต้าหู้แข็ง ปลาเล็กปลาน้อย ผักใบเขียว แล้วเสริมเฉพาะส่วนที่ขาด
    (NIH ODS Calcium)
  • แคลเซียมซิเตรตดูดซึมได้ทั้งตอนท้องว่างและพร้อมอาหาร ส่วนแคลเซียมคาร์บอเนตดูดซึมดีเมื่อกินพร้อมอาหาร ทั้งสองแบบใช้ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นซิเตรตเสมอ
  • วิตามินดีวันละ 600 IU สำหรับผู้ใหญ่ตามค่าแนะนำทั่วไป ผู้ที่ขาดอาจต้องใช้ขนาดสูงกว่าตามผลเลือด
  • วิตามินเคสอง: การทดลองในญี่ปุ่นใช้ menatetrenone 45 มก. ต่อวันซึ่งเป็นยาสั่งโดยแพทย์ ลดการสูญเสียกระดูกจาก leuprorelin ได้บางส่วน จาก −5.25% เหลือ −3.59% ใน 6 เดือน แต่ไม่ได้ป้องกันได้ทั้งหมด
    (Somekawa 1999)
    อาหารเสริมเคสองขนาดต่ำที่ขายทั่วไปยังไม่มีการศึกษาในสถานการณ์นี้ และผู้ที่กินยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิด warfarin ต้องปรึกษาแพทย์ก่อน

ตาราง: แผนดูแลกระดูกตามชนิดยาและระยะเวลา

ตัวเลขจากการทดลองและงานติดตามในบทความ การตรวจความหนาแน่นกระดูก (DEXA) และการให้ add-back ขึ้นกับการประเมินของแพทย์

ยาและระยะเวลา กระดูกที่ลดลง การฟื้นหลังหยุดยา และสิ่งที่ควรคุยกับแพทย์
ยาและระยะเวลากระดูกที่ลดลงหลังหยุดยาสิ่งที่ควรคุยกับแพทย์
GnRH agonist ไม่มี add-back 12 เดือนสันหลัง −6.3% (Hornstein 1998)ฟื้นช้า ยังไม่ถึงค่าเดิมในวันติดตามขอพิจารณา add-back ตั้งแต่เริ่มยา
GnRH agonist + add-back 12 เดือน−1.50% (Desilets 2026)คงที่หรือใกล้ค่าเดิม (Surrey 2002)ข้อห้ามของเอสโตรเจน และ DEXA ถ้าใช้นาน
DMPA ใต้ผิวหนัง 104 มก. 6 เดือนน้อยกว่า leuprorelin ชัดเจนกลับค่าเดิมใน 12 เดือน (Crosignani 2006)อาการเลือดออกกะปริดกะปรอย
DMPA เข้ากล้าม 150 มก. หลายปีสะโพก −5.16% สันหลัง −5.38% ใน 240 สัปดาห์−0.20% และ −1.19% หลัง 96 สัปดาห์ทบทวนเมื่อใช้เกิน 2 ปี และปัจจัยเสี่ยงกระดูก
dienogest 2 มก. 12 เดือน−1.91% (Desilets 2026)ข้อมูลยังจำกัดทางเลือกยารับประทานระยะยาว
relugolix ชนิดรวม 24 สัปดาห์−0.70% ถึง −0.78% (Giudice 2022)กำลังติดตามในงานต่อเนื่องความพร้อมของยาในไทยและค่าใช้จ่าย
ข้อแก้ไข: ตัวเลข “กระดูกบาง 4–6% ต่อปี” ใช้ได้กับ GnRH agonist ที่ไม่มี add-back เท่านั้น ไม่ใช่กับยาฉีดทุกชนิด
DMPA ทำให้กระดูกบางลงราว 5% ในเวลาราว 4–5 ปีและฟื้นได้หลังหยุดยา ส่วนวิตามินเคสองช่วยได้บางส่วนในการทดลองที่ใช้ยาขนาดสูง ไม่ได้ป้องกันกระดูกบางได้ทั้งหมด
รู้ชื่อยาดูจากบัตรนัดหรือถามเภสัชกรว่าเป็น medroxyprogesterone acetate หรือ GnRH agonist
จดอาการร้อนวูบวาบกี่ครั้งต่อคืน ตื่นกี่รอบ น้ำหนัก และอารมณ์ 2 สัปดาห์
ถามเรื่องกระดูกแผนใช้ยานานเท่าไร ควรได้ add-back ไหม และควรตรวจ DEXA ไหม
วางแผนระยะยาวเมื่อครบคอร์ส จะเปลี่ยนเป็นยารับประทานหรือทางเลือกอื่นอย่างไร

6. เปรียบเทียบทางเลือกการรักษาและการดูแลอาการ

ตารางเปรียบเทียบ: ยากดรังไข่ ฮอร์โมนเสริม และการดูแลอาการ

ยาเป็นชื่อสามัญและกลุ่มยาเพื่อการศึกษา การเลือกและเปลี่ยนยาต้องผ่านการประเมินของแพทย์

วิธีใช้ อาการขาดเอสโตรเจน ผลต่อกระดูก และข้อควรรู้
ทางเลือกวิธีใช้อาการขาดเอสโตรเจนผลต่อกระดูกข้อควรรู้
medroxyprogesterone acetate (DMPA)ฉีดเข้ากล้าม 150 มก. หรือใต้ผิวหนัง 104 มก. ทุก 3 เดือนน้อยกว่า GnRH agonistบางช้า ฟื้นได้หลังหยุดเลือดออกกะปริดกะปรอย น้ำหนักเพิ่มในบางคน
GnRH agonist ชนิด 3 เดือนleuprorelin 11.25 มก. triptorelin 11.25 มก. goserelin 10.8 มก.มาก คล้ายวัยทอง−6.3% ใน 1 ปีถ้าไม่มี add-backมักใช้เป็นช่วงเวลาจำกัด
GnRH agonist + add-backnorethisterone acetate อย่างเดียว หรือร่วมกับเอสโตรเจนขนาดต่ำลดลงคงที่หรือลดเล็กน้อยESHRE 2022 แนะนำให้พิจารณา ประเมินข้อห้ามเอสโตรเจน
relugolix ชนิดรวม (ยารับประทาน)relugolix 40 มก. + estradiol 1 มก. + norethisterone acetate 0.5 มก. วันละครั้งยังพบร้อนวูบวาบ−0.70% ถึง −0.78% ใน 24 สัปดาห์ลดปวดประจำเดือนได้ 75% ของผู้ป่วยเทียบกับยาหลอก 27–30%
dienogest 2 มก.ยารับประทานวันละครั้งน้อย−1.91% ใน 12 เดือนนอนไม่หลับและเลือดออกกะปริดกะปรอยได้
แมกนีเซียมอาหารเสริมไม่เกิน 350 มก. ต่อวันไม่ลดร้อนวูบวาบ (Park 2015)ไม่มีหลักฐานในสถานการณ์นี้ช่วยระบาย ระวังในโรคไต
CBT-I และการปรับการนอน4–8 ครั้งกับผู้บำบัด หรือโปรแกรมออนไลน์ลดผลต่อการนอนไม่เกี่ยวลำดับแรกของนอนไม่หลับเรื้อรัง ใช้ร่วมกับยาได้

ความเชื่อที่ควรแก้

ฉีดยาแล้วจะเข้าวัยทองถาวร

ยากดรังไข่เป็นแบบชั่วคราว รังไข่กลับมาทำงานหลังหยุดยา ยกเว้นผู้ที่อายุถึงวัยหมดประจำเดือนตามธรรมชาติพอดีในช่วงนั้น

แมกนีเซียมเป็นยากระตุ้น GABA ทำให้หลับสนิทโดยไม่ต้องใช้ยานอนหลับ

หลักฐานในคนมีแค่ 3 การทดลองขนาดเล็กที่คุณภาพต่ำ หลับเร็วขึ้นราว 17 นาที การนอนไม่หลับเรื้อรังควรเริ่มด้วย CBT-I และแก้ร้อนวูบวาบที่ปลุกให้ตื่น

แมกนีเซียมลดหนาวสลับร้อน

การทดลองแบบสุ่ม 289 คนไม่พบว่า magnesium oxide ลดร้อนวูบวาบมากกว่ายาหลอก ผู้ที่ได้ GnRH agonist ควรถามแพทย์เรื่อง add-back therapy แทน

แคลเซียม D3 K2 ป้องกันกระดูกบางจากยาฉีดได้ครบ

แคลเซียมและวิตามินดีเป็นพื้นฐานที่ควรได้พอ แต่ไม่ได้หยุดการสูญเสียกระดูกจากเอสโตรเจนต่ำ วิตามินเคสองขนาดยาช่วยได้บางส่วน สิ่งที่ปกป้องกระดูกได้ชัดเมื่อใช้ GnRH agonist คือ add-back therapy

อาการข้างเคียงเยอะ ควรเลื่อนหรือหยุดเข็มเอง

การหยุดยาเองอาจทำให้ปวดกลับมา ควรนำบันทึกอาการไปคุยกับแพทย์ ซึ่งมีทางเลือกหลายแบบ ตั้งแต่เพิ่ม add-back เปลี่ยนชนิดยาฉีด จนถึงเปลี่ยนเป็นยารับประทาน

น้ำหนักขึ้นจากยาแก้ไม่ได้

น้ำหนักที่เพิ่มจาก DMPA ต่างกันมากในแต่ละคน การทดลองส่วนใหญ่เพิ่มเฉลี่ยไม่เกิน 2 กก. ในปีแรก และลดลงได้บางส่วนหลังหยุดยา การกินโปรตีนและออกกำลังกายแบบมีแรงต้านยังช่วยได้

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ยาฉีดทุก 3 เดือนรักษาเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่มีชนิดไหน และทำไมประจำเดือนหยุด?

มีสองกลุ่มหลัก คือ medroxyprogesterone acetate ชนิดฉีดเข้ากล้ามหรือใต้ผิวหนัง และ GnRH agonist ชนิดออกฤทธิ์ 3 เดือน เช่น leuprorelin triptorelin goserelin ทั้งสองกลุ่มยับยั้งการตกไข่และทำให้รอยโรคฝ่อ ประจำเดือนจึงหยุด GnRH agonist กดเอสโตรเจนลึกกว่า จึงมีอาการคล้ายวัยทองมากกว่า

ทำไมกลางคืนหนาวสลับร้อนและเหงื่อออก?

เอสโตรเจนที่ต่ำทำให้ศูนย์ควบคุมอุณหภูมิในสมองไวขึ้น เมื่ออุณหภูมิแกนกลางสูงขึ้นเล็กน้อย ร่างกายขยายหลอดเลือดผิวหนังและขับเหงื่อทันที เหงื่อที่ระเหยทำให้หนาวสั่นตามมา อาการพบมากกับ GnRH agonist มากกว่า medroxyprogesterone acetate

นอนไม่หลับและตื่นกลางดึกระหว่างฉีดยา ควรทำอย่างไร?

ถ้าตื่นเพราะร้อนและเหงื่อออก ให้คุยกับแพทย์เรื่องการลดร้อนวูบวาบ เช่น add-back therapy เมื่อใช้ GnRH agonist สำหรับนอนไม่หลับเรื้อรัง การบำบัดความคิดและพฤติกรรม (CBT-I) เป็นการรักษาลำดับแรก ร่วมกับเข้านอนตื่นเวลาเดิม ห้องนอนเย็น งดกาแฟหลังเที่ยงและงดแอลกอฮอล์

แมกนีเซียมช่วยเรื่องนอนและร้อนวูบวาบได้จริงไหม?

เรื่องนอน การวิเคราะห์รวม 3 การทดลอง 151 คนพบว่าหลับเร็วขึ้นราว 17 นาที แต่หลักฐานคุณภาพต่ำ เรื่องร้อนวูบวาบ การทดลองแบบสุ่ม 289 คนไม่พบว่าแมกนีเซียมดีกว่ายาหลอก กินต่อได้ถ้าไม่เกิน 350 มก. ต่อวันจากอาหารเสริมและไม่มีโรคไตระยะท้าย แต่ไม่ควรใช้แทนการรักษาจากแพทย์

น้ำหนักขึ้นและท้องอืดเกี่ยวกับยาฉีดไหม?

น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมีหลักฐานกับ medroxyprogesterone acetate งานติดตาม 3 ปีพบน้ำหนักเพิ่มเฉลี่ย 5.1 กก. แต่การทดลองส่วนใหญ่เพิ่มไม่เกิน 2 กก. ในปีแรก ท้องอืดพบได้ถึง 90% ของผู้ป่วยโรคนี้จากตัวโรคและลำไส้แปรปรวนร่วม ถ้าท้องอืดร่วมกับถ่ายเป็นเลือดหรือน้ำหนักลด ให้พบแพทย์

ยาฉีดทำให้กระดูกบางแค่ไหน และกลับคืนได้ไหม?

GnRH agonist ที่ใช้ 12 เดือนโดยไม่มี add-back ทำให้กระดูกสันหลังบางลง 6.3% และฟื้นช้าหลังหยุดยา medroxyprogesterone acetate ฉีดเข้ากล้ามต่อเนื่องราว 4.6 ปีทำให้บางลงราว 5% และฟื้นเกือบเท่าเดิมใน 96 สัปดาห์หลังหยุดยา

add-back therapy คืออะไร ใครควรได้?

คือฮอร์โมนขนาดต่ำที่ให้ร่วมกับยากดรังไข่ เช่น norethisterone acetate อย่างเดียว หรือร่วมกับเอสโตรเจนขนาดต่ำ ช่วยลดร้อนวูบวาบและป้องกันกระดูกบางโดยไม่ลดผลการรักษาปวด แนวทาง ESHRE 2022 แนะนำให้พิจารณาในผู้ที่ใช้ GnRH agonist ผู้ที่เคยมีลิ่มเลือดหรือมะเร็งที่ไวต่อฮอร์โมนต้องให้แพทย์ประเมินก่อน

ควรกินแคลเซียม วิตามินดี และวิตามินเคสองไหม?

ควรได้แคลเซียมรวม 1,000 มก. ต่อวัน โดยเริ่มจากอาหาร และวิตามินดีให้พอ แคลเซียมซิเตรตหรือคาร์บอเนตใช้ได้ทั้งคู่ วิตามินเคสองขนาดยาช่วยลดการสูญเสียกระดูกจาก leuprorelin ได้บางส่วนในการทดลองเดียว แต่ไม่ได้ป้องกันได้ทั้งหมด และอาหารเสริมขนาดต่ำยังไม่มีการศึกษาในสถานการณ์นี้

กลไกทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Mechanism)

GnRH agonist กดรังไข่อย่างไร: ปกติต่อมใต้สมองได้รับสัญญาณ GnRH เป็นจังหวะ ยา GnRH agonist ที่ปล่อยออกมาต่อเนื่องกระตุ้นตัวรับตลอดเวลา จนเซลล์ลดจำนวนตัวรับและหยุดตอบสนอง
ฮอร์โมน LH และ FSH ลดลง รังไข่จึงหยุดสร้างเอสโตรเจน รอยโรคที่อาศัยเอสโตรเจนฝ่อลง ขณะเดียวกันกระดูก สมอง และผิวหนังก็ขาดเอสโตรเจนไปด้วย
(Hornstein 1998)

DMPA ทำงานต่างกันอย่างไร: medroxyprogesterone acetate เป็นโปรเจสตินที่ยับยั้งการหลั่ง LH ช่วงกลางรอบเดือนจึงไม่ตกไข่ และทำให้เยื่อบุและรอยโรคฝ่อโดยตรง
เอสโตรเจนจึงลดลงแต่ไม่ลึกเท่า GnRH agonist ซึ่งอธิบายว่าทำไมร้อนวูบวาบและกระดูกบางน้อยกว่า
(Crosignani 2006)

กระดูกบางเพราะอะไร และ add-back ช่วยได้อย่างไร: เอสโตรเจนยับยั้งเซลล์สลายกระดูก เมื่อเอสโตรเจนต่ำ การสลายกระดูกเร็วกว่าการสร้าง
สมมติฐานระดับเอสโตรเจนอธิบายว่ากระดูกไวต่อเอสโตรเจนมากกว่ารอยโรคเยื่อบุโพรงมดลูก ฮอร์โมนขนาดต่ำจึงปกป้องกระดูกได้โดยปวดไม่กลับมา
(Barbieri 1992)

หนาวสลับร้อนเกิดอย่างไร: เมื่อเอสโตรเจนต่ำ เซลล์ประสาทกลุ่ม KNDy ในไฮโปทาลามัสส่งสัญญาณ neurokinin B มากขึ้น ช่วงอุณหภูมิที่ร่างกายทนได้แคบลง
อุณหภูมิที่สูงขึ้นเล็กน้อยจึงกระตุ้นการขับความร้อน ตามด้วยหนาวสั่นเมื่อเหงื่อระเหย
(NAMS 2023)

เรียบเรียงและทบทวนโดย

เอกสารอ้างอิงทางวิชาการ (E-E-A-T)

อ่านประวัติผู้เขียน

ข้อจำกัดความรับผิดชอบทางการแพทย์ (Medical Disclaimer)

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไปเพื่อการศึกษาเรื่องผลข้างเคียงของยาฉีดรักษาโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ไม่ใช่การวินิจฉัย การสั่งยา หรือแผนการรักษาเฉพาะบุคคล
ชื่อยาเป็นชื่อสามัญเพื่อการศึกษาเท่านั้น การเลื่อน หยุด หรือเปลี่ยนยาฉีด การใช้ add-back therapy และอาหารเสริมทุกชนิด ต้องปรึกษาแพทย์ผู้รักษา
ในภาวะฉุกเฉินโทร 1669 และสายด่วนสุขภาพจิตโทร 1323