หมวดหมู่: มะเร็งวิทยา · ศัลยกรรมลำไส้ใหญ่ · การดูแลทวารเทียม
มะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะ 4 หมอแนะนำผ่าตัดใส่ถุงหน้าท้อง: ทำไมต้องทำ ชั่วคราวหรือถาวร เตรียมตัวก่อนผ่า และใช้ชีวิตหลังมีถุงอย่างไร?
AI Overview / คำตอบด่วน (BLUF)
ก้อนมะเร็งที่ตีบหรือใกล้อุดตันลำไส้ เลือดออก หรือก่ออาการรุนแรง ทำให้อุจจาระผ่านไม่ได้อย่างปลอดภัย การทำทวารเทียม (สโตมา) พาอุจจาระออกทางหน้าท้องก่อนถึงก้อน ช่วยให้กินได้ ฟื้นตัว และกลับไปรับยาต่อ ไม่ใช่สัญญาณหยุดรักษา ถุงอาจชั่วคราวหรือถาวร ก่อนผ่าให้ขอทำเครื่องหมายตำแหน่งถุง
ช่วงที่แพทย์เพิ่งแนะนำผ่าตัดทำทวารเทียมในมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะ 4 และยังไม่ได้ผ่า —
ทำไมต้องทำ ทางเลือกอื่น ชนิดของถุง เตรียมตัวก่อนผ่า และใช้ชีวิตหลังมีถุงหน้าท้อง (ostomy)
ถ้าผ่าตัดไปแล้วและอยากรู้เรื่องเปลี่ยนถุงหรือปิดถุง อ่าน
ผ่าตัดมะเร็งลำไส้ตรงกับถุงหน้าท้อง: ขั้นตอนเปลี่ยนถุง ภาวะขาดน้ำจาก ileostomy และการปิดถุง
ถ้าอยากเข้าใจยาในระยะ 4 อ่าน
มะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะ 4 ผ่าตัดไม่ได้: คีโม ยามุ่งเป้า และ Conversion Therapy ·
สัญญาณแดง ·
เตรียมตัวก่อนผ่า ·
ตารางเปรียบเทียบทางเลือก ·
คำถามที่พบบ่อย
เสียงจากครอบครัวผู้ป่วย: หมอจะผ่าตัดใส่ถุงหน้าท้อง ผู้ป่วยนอนเครียดมาก
คำตอบตรง: การผ่าตัดใส่ถุงหน้าท้องในมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะ 4 มักเป็นการผ่าตัดเพื่อแก้ปัญหาจากก้อนและเปิดทางให้รักษาต่อ ไม่ใช่การยอมแพ้
ความเครียดก่อนผ่าเป็นเรื่องปกติ สิ่งที่ช่วยได้มากคือเข้าใจเหตุผล รู้ว่าถามอะไร และเตรียมตัวให้พร้อมก่อนวันผ่าตัด
ญาติผู้ป่วยคนหนึ่งเล่าว่าแพทย์แนะนำผ่าตัดใส่ถุงหน้าท้องให้คนในครอบครัวที่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะ 4 ผู้ป่วยนอนเครียดมาก
ส่วนครอบครัวก็ให้กำลังใจกันว่าจะผ่านไปด้วยกัน บทความนี้เขียนสำหรับช่วงเวลานี้ — ก่อนวันผ่าตัด
(5) ใช้ชีวิตกับถุงอย่างไร (6) ปัญหาที่พบบ่อย (7) กลับไปรับยาเมื่อไร และยาแบบไหนเหมาะกับใคร
สัญญาณแดงหลังผ่าตัดใส่ถุงหน้าท้อง — ไปโรงพยาบาลทันที
คำตอบตรง: หลังผ่าตัด ถ้าสโตมาเปลี่ยนสี หยุดทำงานพร้อมปวดท้องและอาเจียน มีของเสียออกมากจนขาดน้ำ เลือดออกมาก มีไข้หรือแผลติดเชื้อ หรือมีไข้ระหว่างคีโม ให้ติดต่อทีมผ่าตัดหรือไปห้องฉุกเฉินทันที ไม่ต้องรอนัด
อาการที่ไม่ควรรอ
- สโตมาเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ ดำ หรือซีดมาก (สโตมาปกติสีแดงชมพู ชุ่มชื้น คล้ายเนื้อในกระพุ้งแก้ม) — อาจเป็นสัญญาณเลือดไปเลี้ยงไม่พอ
- หลังสโตมาเริ่มทำงานแล้ว ไม่มีอุจจาระหรือลมออกทางสโตมาราว 6–12 ชั่วโมง ร่วมกับปวดบีบ ท้องอืด คลื่นไส้ หรืออาเจียน — สงสัยลำไส้อุดตัน
- ileostomy มีของเสียออกมากเกินราว 1.5–2 ลิตรต่อวัน หรือมีเวียนศีรษะ ปัสสาวะน้อยหรือสีเข้มมาก กระหายน้ำมาก — ภาวะขาดน้ำ
- เลือดออกมากจากในสโตมา หรือเลือดไม่หยุดเมื่อกดเบา ๆ (เลือดซึมเล็กน้อยจากผิวสโตมาตอนเช็ดพบได้)
- สโตมายุบลึกลงไปใต้ผิว ยื่นยาวออกมามาก หรือผิวรอบสโตมาแยกออกจากกัน
- ไข้ แผลผ่าตัดแดง บวม มีหนอง หรือปวดท้องรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
- กำลังได้รับเคมีบำบัดแล้วมีไข้ตั้งแต่ 38.0°C — ไปห้องฉุกเฉินทันที อ่าน ไข้หลังคีโม (Febrile Neutropenia)
1. ทำไมมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะ 4 ต้องผ่าตัดใส่ถุงหน้าท้อง
คำตอบตรง: ในระยะ 4 การทำทวารเทียมเป็นการผ่าตัดเพื่อบรรเทาอาการและเปิดทางให้รักษาต่อ ไม่ใช่สัญญาณว่าหยุดรักษา
เป้าหมายคือให้อุจจาระออกได้อย่างปลอดภัย กินได้ ฟื้นตัว และเริ่มหรือกลับไปรับยาเคมีบำบัดหรือยามุ่งเป้าได้
เหตุผลทางการแพทย์ที่พบบ่อย
- ก้อนตีบจนลำไส้อุดตันหรือใกล้อุดตัน — ท้องอืด ปวดบีบ ถ่ายไม่ออก ไม่ผายลม อาเจียน อ่านเรื่องท้องอืดจากลำไส้อุดตันเพิ่มใน ท้องอืดไม่หาย: ลำไส้อุดตันหรือน้ำในช่องท้อง
- เสี่ยงลำไส้ทะลุ เมื่อลำไส้เหนือก้อนโป่งพองมาก
- เลือดออกจากก้อน จนซีดหรือต้องให้เลือดบ่อย
- เกิดรูทะลุ (fistula) จากลำไส้ไปกระเพาะปัสสาวะ ช่องคลอด หรือผิวหนัง
- ก้อนที่ทวารหนักส่วนล่าง ทำให้ปวดมาก เบ่งถ่ายตลอดแต่ไม่สุด หรือกลั้นอุจจาระไม่ได้
- ให้ร่างกายพร้อมรับยา — กินได้ น้ำหนักไม่ลดต่อ และไม่ต้องหยุดยาเพราะลำไส้อุดตันกลางคัน
ลำไส้อุดตันพบบ่อยแค่ไหน
สัดส่วนผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักที่มาด้วยลำไส้ใหญ่อุดตัน — เป็นส่วนน้อย ไม่ใช่ทุกคน (WSES 2018)
ก้อนที่ทำให้อุดตันอยู่ในลำไส้ใหญ่ด้านซ้าย (ต่ำกว่าส่วนโค้งม้าม) โดยเฉพาะลำไส้ส่วนซิกมอยด์ (WSES 2018)
ขดลวดเป็นทางเลือกที่ ESGE แนะนำก่อนสำหรับบรรเทาการอุดตัน — แต่ไม่เหมาะกับทุกคน (ดูหัวข้อที่ 2)
แนวทางของสมาคมศัลยกรรมฉุกเฉินโลก (WSES) ระบุว่าลำไส้ใหญ่อุดตันพบราว 15–30% ของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
(Pisano 2018)
คนส่วนใหญ่จึงไม่ได้มาด้วยลำไส้อุดตัน การที่แพทย์แนะนำถุงหน้าท้องในรายนี้ จึงมักมีเหตุผลเฉพาะตัว ควรถามให้ชัดว่าเหตุผลหลักคืออะไร
อ่านเพิ่ม มะเร็งระยะที่ 4 ไม่เท่ากับระยะสุดท้าย
2. ทางเลือกที่ศัลยแพทย์ชั่งน้ำหนัก: ขดลวด ถุงหน้าท้อง หรือผ่าตัดก้อนออก
คำตอบตรง: ศัลยแพทย์เลือกวิธีตามตำแหน่งก้อน ความแข็งแรงของผู้ป่วย และแผนยาที่จะใช้ต่อ
ทางเลือกหลักมี 3 แบบ: ใส่ขดลวดขยายลำไส้ ทำทวารเทียมอย่างเดียว หรือผ่าตัดก้อนออกโดยต่อลำไส้หรือไม่ต่อก็ได้
ขดลวดขยายลำไส้ (colonic stent)
แนวทางของสมาคมส่องกล้องทางเดินอาหารยุโรป (ESGE) ปี 2020 แนะนำขดลวดเป็นทางเลือกแรกสำหรับบรรเทาการอุดตันจากก้อนมะเร็งลำไส้ใหญ่ในบริบทการรักษาแบบประคับประคองอาการ (palliation)
และใช้เมื่อมีอาการและภาพเอกซเรย์ยืนยันการอุดตันแล้ว ไม่ใส่ป้องกันล่วงหน้า
(van Hooft 2020)
แต่ขดลวดมีความเสี่ยงลำไส้ทะลุ แนวทาง ESGE ปี 2014 จึงยกเว้นผู้ที่ได้รับหรือกำลังจะได้รับยาต้านการสร้างหลอดเลือด เช่น bevacizumab
(van Hooft 2014)
และแนวทาง WSES แนะนำให้พิจารณาทางเลือกอื่นแทนขดลวดเมื่อวางแผนใช้ bevacizumab โดยให้แพทย์มะเร็งร่วมตัดสินใจ — งานวิเคราะห์รวมที่ WSES อ้างพบลำไส้ทะลุ 12.5% ในผู้ที่ได้ bevacizumab เทียบกับ 9.0% ในผู้ที่ไม่ได้รับยาร่วม
ขดลวดยังไม่เหมาะกับก้อนที่ทวารหนักส่วนล่างใกล้หูรูด และอาจอุดตันซ้ำได้
ทำทวารเทียมอย่างเดียว (diverting stoma)
ผ่าตัดนำลำไส้เหนือก้อนมาเปิดที่หน้าท้อง มักใช้เวลาไม่นาน ไม่ต้องตัดก้อน ฟื้นตัวเร็วกว่าการผ่าตัดใหญ่ และเริ่มยาได้เร็ว
เหมาะเมื่อขดลวดไม่เหมาะหรือไม่มีผู้เชี่ยวชาญ ก้อนอยู่ต่ำ หรือจะใช้ยาต้านการสร้างหลอดเลือด
ผ่าตัดก้อนออก: ต่อลำไส้ หรือไม่ต่อแล้วทำถุง
บางรายผ่าตัดก้อนต้นทางออก เช่น เมื่อก้อนเลือดออกหรือทะลุ แล้วต่อลำไส้เลย (anastomosis) หรือไม่ต่อแล้วทำถุงปลายเปิด (end stoma)
ขึ้นกับสภาพลำไส้ ความแข็งแรง และความเสี่ยงรอยต่อรั่ว การผ่าตัดใหญ่ใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่า จึงอาจเลื่อนเวลาเริ่มยาออกไป
คำถามที่ครอบครัวควรถามศัลยแพทย์
- ในกรณีของเรา ทำไมเลือกถุงหน้าท้องแทนขดลวดหรือการผ่าตัดก้อนออก?
- จะเป็น colostomy หรือ ileostomy แบบห่วงหรือปลายเปิด และอยู่ด้านไหนของท้อง?
- ตั้งใจให้เป็น ชั่วคราวหรือถาวร และอะไรคือเงื่อนไขที่จะปิดถุงได้?
- จะมีพยาบาลออสโตมีทำเครื่องหมายตำแหน่งและสอนดูแลถุงก่อนผ่าไหม?
- คาดว่าจะกลับไปรับยาได้เมื่อไร และแผนยาจะใช้ bevacizumab ไหม?
- ผลตรวจก้อน RAS, BRAF, MSI/MMR และ HER2 ตรวจแล้วหรือยัง?
3. ถุงหน้าท้องมีกี่แบบ: colostomy กับ ileostomy ชั่วคราวหรือถาวร
คำตอบตรง: colostomy ทำจากลำไส้ใหญ่ อุจจาระข้นกว่า มักอยู่ท้องด้านซ้าย ส่วน ileostomy ทำจากลำไส้เล็ก ของเสียเหลวกว่าและเสี่ยงขาดน้ำ มักอยู่ท้องด้านขวา
ถุงจะถาวรเมื่อตัดทวารหนักและหูรูดออก หรือการปิดถุงไม่ปลอดภัย ในระยะ 4 หลายรายใช้ถุงระยะยาว
ตาราง: ชนิดของทวารเทียม ลักษณะของเสีย โอกาสปิดถุง และการดูแลระยะยาว
ใช้คุยกับศัลยแพทย์และพยาบาลออสโตมี — ชนิดจริงขึ้นกับการผ่าตัดของแต่ละคน
| ชนิด | ใคร / เมื่อไร | ลักษณะของเสีย | โอกาสปิดถุง | การดูแลระยะยาว |
|---|---|---|---|---|
| Colostomy (จากลำไส้ใหญ่) | ก้อนในลำไส้ใหญ่ส่วนปลายหรือทวารหนัก; มักอยู่ท้องด้านซ้าย | ข้นถึงเป็นก้อน ออกเป็นช่วง ๆ | ขึ้นกับว่าเป็นแบบห่วงหรือปลายเปิด และการคุมโรค | ดูแลผิว ป้องกันท้องผูก ระวังไส้เลื่อนข้างสโตมา |
| Ileostomy (จากลำไส้เล็ก) | เลี่ยงลำไส้ใหญ่ทั้งหมด หรือพักรอยต่อ; มักอยู่ท้องด้านขวา | เหลวถึงข้นเหลว ออกบ่อย มีน้ำย่อยที่ระคายผิว | มักตั้งใจให้ชั่วคราว แต่ขึ้นกับการคุมโรค | ดื่มน้ำเพิ่ม ใช้เกลือแร่เมื่อ output สูง เคี้ยวละเอียด ระวังอาหารอุดตัน |
| แบบห่วง (loop stoma) | ทำทวารเทียมอย่างเดียวโดยไม่ตัดก้อน หรือพักรอยต่อ | มี 2 รูในสโตมาเดียว อุจจาระออกทางรูต้นทาง | มักตั้งใจให้ชั่วคราว — ปิดได้บางรายเมื่อโรคคุมได้ | สโตมามักใหญ่กว่า อาจยื่นยาว (prolapse) ได้ |
| แบบปลายเปิด (end stoma) | หลังตัดลำไส้ส่วนหนึ่งออกโดยไม่ต่อ หรือหลังตัดทวารหนักและหูรูด (APR) | รูเดียว | หลังตัดหูรูดออกเป็นถาวร; หลังผ่าตัดแบบ Hartmann อาจต่อกลับได้บางราย | สโตมาเล็กกว่า ติดแป้นได้ง่ายกว่า |
| ถุงที่ตั้งใจให้ชั่วคราว | เมื่อคาดว่าจะต่อลำไส้กลับได้ในอนาคต | ตามชนิดลำไส้ที่ใช้ | ในระยะ 4 ปิดได้บางราย ขึ้นกับการคุมโรค ความแข็งแรง และกายวิภาค — ไม่มีใครสัญญาได้ | ดูแลเหมือนถุงถาวรจนกว่าจะปิด ปิดถุงต้องผ่าตัดอีกครั้ง |
| ถุงถาวร | ตัดทวารหนักและหูรูดออก หรือการปิดถุงไม่ปลอดภัย | ตามชนิดลำไส้ที่ใช้ | ไม่ปิด | ชีวิตปกติได้ ทำงาน อาบน้ำ เดินทาง อ่าน ทวารเทียมถาวร: คู่มือดูแลถุง |
ปิดถุงได้ไหม: ตอบตามจริง
การปิดถุงขึ้นกับ (1) โรคคุมได้ดีแค่ไหน (2) ร่างกายแข็งแรงพอผ่าตัดอีกครั้งหรือไม่ (3) สภาพลำไส้และหูรูดที่เหลือ
ถ้าตัดทวารหนักและหูรูดออก (APR) ถุงจะเป็นแบบถาวร อ่านเรื่องปิดถุงในมะเร็งลำไส้ตรงเพิ่มใน
มะเร็งลำไส้ตรงระยะลุกลามเฉพาะที่: TNT และการเก็บหูรูด
อาการระหว่างรอผ่าตัดหรือระหว่างรักษา เร่งด่วนแค่ไหน?
วิเคราะห์ระดับความรุนแรงและรับคำแนะนำเฉพาะบุคคลจาก Advisory team ของเรา
แบบประเมินช่วยจัดระดับความเร่งด่วนของอาการระหว่างการรักษามะเร็ง — ไม่ใช่การวินิจฉัยโรค ถ้ามีอาการในหัวข้อสัญญาณแดง ให้ไปโรงพยาบาลทันที
4. เตรียมตัวก่อนผ่าตัด: สิ่งที่ครอบครัวทำได้ตั้งแต่วันนี้
คำตอบตรง: ขอให้พยาบาลดูแลแผลและออสโตมี (ET/WOC nurse) ทำเครื่องหมายตำแหน่งถุงก่อนผ่าตัด
เลือกจุดที่ผู้ป่วยมองเห็นเองได้ อยู่บนผิวเรียบ ห่างจากรอยพับ แผลเป็น สะดือ และแนวเข็มขัด ช่วยลดถุงรั่วและปัญหาผิว
ทำไมการทำเครื่องหมายตำแหน่งถุงสำคัญ
แนวทางการผ่าตัดทำทวารเทียมของสมาคมศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักอเมริกัน (ASCRS)
(Davis 2022)
และแถลงการณ์ร่วมของ WOCN กับ ASCRS
(Salvadalena 2015)
แนะนำให้ทำเครื่องหมายตำแหน่งสโตมาและสอนผู้ป่วยก่อนผ่าตัด พยาบาลจะให้ผู้ป่วยนั่ง ยืน และนอน เพื่อหาจุดที่ไม่พับเมื่อนั่ง และผู้ป่วยมองเห็นเพื่อเปลี่ยนถุงเองได้
งานวิจัยผู้ป่วย 105 รายพบว่ากลุ่มที่ทำเครื่องหมายก่อนผ่าตัดมีคุณภาพชีวิตดีกว่าใน 18 จาก 20 ข้อ พึ่งพาตัวเองได้มากกว่า และภาวะแทรกซ้อนน้อยกว่า
(Person 2012)
ถ้าเป็นการผ่าตัดฉุกเฉินอาจไม่มีเวลาทำ แต่ถ้ามีนัดล่วงหน้า ควรขอ
เช็กลิสต์ก่อนวันผ่าตัด
- ขอพบพยาบาลออสโตมี เพื่อทำเครื่องหมายตำแหน่งและดูตัวอย่างถุง แป้น และวิธีเท
- จดคำถามไปถามศัลยแพทย์ (ดูหัวข้อที่ 2) และขอให้อธิบายชนิดถุงที่ตั้งใจทำ
- กินให้พอ — ถ้ายังกินได้ เน้นโปรตีนและพลังงาน ถ้ามีอาการอุดตันบางส่วน ให้ทำตามที่ทีมสั่ง (อาจต้องกินอาหารเหลวหรืองดอาหาร)
- เดินหรือขยับตัวเท่าที่ไหว ช่วยให้ฟื้นตัวหลังผ่าตัดเร็วขึ้น
- นำรายการยาทั้งหมดไปด้วย โดยเฉพาะยาละลายลิ่มเลือด ยาเบาหวาน และยาเคมีบำบัดชนิดกิน
- คุยเรื่องความรู้สึก — ความกลัวเรื่องภาพลักษณ์ กลิ่น และความสัมพันธ์เป็นเรื่องปกติ บอกทีมได้
เส้นทางโดยรวม: จากก่อนผ่าตัดถึงกลับไปรับยา
5. ใช้ชีวิตกับถุงหน้าท้อง: เท เปลี่ยน ดูแลผิว กลิ่น และกิจวัตร
คำตอบตรง: เทถุงเมื่อเต็มราว 1/3–1/2 เปลี่ยนแป้นทุก 3–5 วันโดยทั่วไป ตัดรูแป้นให้ใหญ่กว่าสโตมาเพียง 1–2 มม.
และวัดขนาดใหม่บ่อย ๆ เพราะสโตมายุบลงในช่วง 6–8 สัปดาห์แรก ส่วนใหญ่อาบน้ำ ทำงาน แต่งตัว และเดินทางได้ตามปกติ
กิจวัตรการดูแลถุง
- เทถุงเมื่อเต็มราว 1/3–1/2 — ถุงหนักเกินไปจะดึงแป้นให้หลุดและรั่ว
- เปลี่ยนแป้นทุก 3–5 วันโดยทั่วไป หรือตามชนิดผลิตภัณฑ์และคำแนะนำของพยาบาล ileostomy อาจต้องเปลี่ยนบ่อยกว่า และต้องเปลี่ยนทันทีเมื่อเริ่มรั่วหรือคันแสบใต้แป้น ไม่ควรรอจนรั่ว
- สโตมายุบลงในช่วง 6–8 สัปดาห์แรก เมื่ออาการบวมหลังผ่าตัดลดลง ให้วัดด้วยแผ่นวัดทุกครั้งที่เปลี่ยนในช่วงนี้ และตัดรูใหม่
- ช่องเปิดของแป้นใหญ่กว่าสโตมาเพียง 1–2 มม. ล้างผิวด้วยน้ำอุ่น ซับให้แห้ง ใช้ผลิตภัณฑ์ปกป้องผิวตามที่พยาบาลแนะนำ
กลิ่นและการรั่ว
ถุงสมัยใหม่ทำจากวัสดุกันกลิ่น และหลายแบบมีแผ่นกรองคาร์บอนระบายลม ควบคุมกลิ่นได้ดีเมื่อติดถูกขนาดและปิดสนิท มักได้กลิ่นเฉพาะตอนเทหรือเปลี่ยนถุง
แต่ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีกลิ่นเลยทุกกรณี ถ้าได้กลิ่นตลอดเวลา ให้สงสัยว่ารั่ว การรั่วเกิดได้และแก้ได้ด้วยการวัดขนาดใหม่ เลือกแป้นชนิดนูน (convex) หรือวงแหวนเสริม หรือเปลี่ยนชนิดอุปกรณ์กับพยาบาลออสโตมี
คนส่วนใหญ่ใส่ถุงใต้เสื้อผ้าปกติได้โดยไม่มีใครสังเกต
อาบน้ำ ทำงาน แต่งตัว เดินทาง และการยกของ
- อาบน้ำฝักบัวหรือแช่น้ำได้ ทั้งตอนใส่ถุงและตอนถอดเปลี่ยน น้ำไม่ไหลเข้าไปในสโตมา
- กลับไปทำงานและแต่งตัวตามปกติได้เมื่อฟื้นตัว พกอุปกรณ์สำรองติดตัวเสมอ โดยเฉพาะตอนเดินทาง
- ช่วงหลายสัปดาห์แรกหลังผ่าตัด เลี่ยงการยกของหนัก เพื่อลดความเสี่ยงไส้เลื่อนข้างสโตมา ระยะเวลาให้ถามศัลยแพทย์
ถ้าเป็น ileostomy: น้ำ เกลือแร่ และอาหาร
- ดื่มน้ำเพิ่มทุกวัน ถ้าของเสียออกมาก ทีมอาจให้ดื่มสารละลายเกลือแร่ (ORS) และจำกัดน้ำเปล่าปริมาณมาก — อย่าปรับเองโดยไม่ปรึกษา
- ภาวะขาดน้ำเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของการกลับมานอนโรงพยาบาลหลังทำ ileostomy แบบห่วง: 43.1% ของผู้ที่ต้องกลับมานอนใน 60 วัน (Messaris 2012) และ output สูงช่วงแรกพบ 16% ของ ileostomy (Baker 2011)
- เคี้ยวอาหารให้ละเอียด และเริ่มอาหารกากใยสูงทีละน้อยในช่วงแรก เช่น ข้าวโพด ถั่ว เปลือกผลไม้ เห็ด เพื่อลดอาหารอุดตัน
ใจและความสัมพันธ์
การทบทวนงานวิจัย 14 เรื่องพบว่าการมีทวารเทียมกระทบคุณภาพชีวิต เช่น เรื่องเพศ ความรู้สึกเศร้า ลม ภาพลักษณ์ เสื้อผ้า และการเดินทาง
(Vonk-Klaassen 2016)
การรู้สึกแย่ในช่วงแรกจึงเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่ความอ่อนแอ พยาบาลออสโตมี กลุ่มผู้มีทวารเทียม และทีมประคับประคองช่วยได้
ครอบครัวช่วยได้ด้วยการฟังโดยไม่ตัดสิน และให้ผู้ป่วยได้ลองดูแลถุงเองเมื่อพร้อม
6. ปัญหาถุงหน้าท้องที่พบบ่อย: สาเหตุ วิธีแก้เบื้องต้น และเมื่อไรต้องโทรหาทีม
คำตอบตรง: ปัญหาส่วนใหญ่ เช่น ถุงรั่ว ผิวแดงแสบ และกลิ่น แก้ได้ด้วยการวัดขนาดใหม่และเลือกอุปกรณ์ให้เหมาะ
แต่ภาวะขาดน้ำ ลำไส้อุดตัน และสโตมาเปลี่ยนสีต้องติดต่อทีมทันที
ตาราง: ปัญหาที่พบบ่อยของทวารเทียม
ข้อมูลเบื้องต้นเพื่อคุยกับพยาบาลออสโตมี — อาการในหัวข้อสัญญาณแดงให้ไปโรงพยาบาลทันที
| ปัญหา | สาเหตุที่พบบ่อย | ป้องกัน / ทำเบื้องต้น | เมื่อไรต้องโทรหาพยาบาลหรือทีม |
|---|---|---|---|
| ถุงรั่ว แป้นหลุด | รูแป้นไม่พอดี สโตมายุบแล้วไม่ได้วัดใหม่ ผิวมีรอยพับ ถุงเต็มเกิน | วัดและตัดรูใหม่ เทถุงที่ 1/3–1/2 เปลี่ยนแป้นทันทีเมื่อรั่ว | รั่วบ่อยกว่าวันละครั้งหรือหลายวันติด — อาจต้องใช้แป้นนูนหรือวงแหวนเสริม |
| ผิวรอบสโตมาแดง แสบ ถลอก | ของเสียสัมผัสผิว (โดยเฉพาะ ileostomy) แพ้กาว ลอกแป้นแรง | รูแป้นใหญ่กว่าสโตมาเพียง 1–2 มม. ลอกแป้นเบา ๆ ใช้ผงหรือสเปรย์ปกป้องผิวตามที่แนะนำ | แผลเปิด มีตุ่มหนอง ผื่นลาม หรือไม่ดีขึ้นใน 2–3 วัน |
| กลิ่นหรือลมในถุงมาก | แป้นรั่ว แผ่นกรองเปียกหรืออุดตัน อาหารที่ทำให้เกิดลม | เช็กการรั่ว เปลี่ยนถุงหรือแผ่นกรอง ลองลดอาหารที่ทำให้มีลมทีละอย่าง | ได้กลิ่นตลอดเวลาแม้เปลี่ยนแล้ว — ให้พยาบาลตรวจการติดถุง |
| อาหารอุดตัน (ileostomy) | อาหารกากใยสูงที่เคี้ยวไม่ละเอียด เช่น ข้าวโพด ถั่ว เปลือกผลไม้ | เคี้ยวละเอียด เพิ่มอาหารกากใยทีละน้อย ดื่มน้ำอุ่น เดินเบา ๆ | ไม่มีของเสียออกราว 6–12 ชั่วโมงร่วมกับปวดบีบ ท้องอืด หรืออาเจียน — ไปโรงพยาบาล |
| ของเสียออกมาก / ขาดน้ำ | ileostomy ช่วงแรก ติดเชื้อ ยาบางชนิด ดื่มน้ำเปล่าปริมาณมาก | ดื่มสารละลายเกลือแร่ จดปริมาณที่เทแต่ละวัน | เกินราว 1.5–2 ลิตรต่อวัน หรือเวียนศีรษะ ปัสสาวะน้อย — ติดต่อทีมทันที |
| ไส้เลื่อนข้างสโตมา (นูนรอบสโตมา) | ผนังหน้าท้องอ่อนแรงรอบสโตมา ยกของหนัก ไอเรื้อรัง น้ำหนักขึ้น | เลี่ยงยกของหนักช่วงแรก ใช้เข็มขัดพยุงตามที่แนะนำ | ก้อนนูนแข็ง เจ็บมาก ดันกลับไม่ได้ ร่วมกับอาเจียน — ไปโรงพยาบาลทันที |
| สโตมายื่นยาว (prolapse) หรือยุบลึก (retraction) | พบบ่อยกว่าในสโตมาแบบห่วง แรงดันในช่องท้อง | ใช้ถุงที่ใหญ่พอ ปรับแป้นกับพยาบาล อ่าน ลำไส้ยื่นจากถุงหน้าท้อง Loop Colostomy | สโตมาเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำหรือดำ หรือยุบลงใต้ผิว — ไปโรงพยาบาลทันที |
7. หลังผ่าตัด: กลับไปรับยาเมื่อไร และยาแบบไหนเหมาะกับใคร
คำตอบตรง: มักกลับไปรับยาได้ราว 2–4 สัปดาห์หลังผ่าตัด เมื่อฟื้นตัว กินได้ และแผลเริ่มหาย โดยทีมรักษาเป็นผู้ตัดสิน
bevacizumab ไม่ควรเริ่มก่อนอย่างน้อย 28 วันหลังผ่าตัดใหญ่และแผลต้องหายดี ส่วนการเลือกยาขึ้นกับผลตรวจก้อน RAS, BRAF, MSI/MMR และ HER2
ช่วงเวลาเริ่มยาหลังผ่าตัด
เอกสารกำกับยา bevacizumab ระบุว่าไม่ควรเริ่มยาก่อนอย่างน้อย 28 วันหลังผ่าตัดใหญ่ และต้องรอให้แผลหายดี เพราะยาต้าน VEGF ชะลอการสร้างหลอดเลือดที่ใช้สมานแผล
งานวิจัยในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะแพร่กระจายพบว่า เมื่อเริ่ม bevacizumab 28–60 วันหลังผ่าตัด แผลมีปัญหา 1.3% เทียบกับ 0.5% ในกลุ่มที่ไม่ได้ยานี้ ซึ่งไม่ต่างอย่างชัดเจน
แต่ถ้าผ่าตัดใหญ่ระหว่างที่ได้ยาอยู่ แผลมีปัญหา 13% เทียบกับ 3.4%
(Scappaticci 2005)
ผลตรวจก้อนที่กำหนดยา
- ยาเคมีบำบัดหลัก — กลุ่ม fluoropyrimidine (5-FU หรือ capecitabine) ร่วมกับ oxaliplatin หรือ irinotecan ใช้เป็นแกนหลักของคนส่วนใหญ่
- ยาต้าน VEGF (bevacizumab) — ใช้ร่วมกับเคมีบำบัดได้กว้าง ไม่ขึ้นกับยีน RAS
- ยาต้าน EGFR (cetuximab, panitumumab) — ใช้เฉพาะเมื่อก้อนเป็น RAS ปกติ (wild-type) และได้ประโยชน์มากกว่าในก้อนลำไส้ใหญ่ด้านซ้าย
- ภูมิคุ้มกันบำบัด (เช่น pembrolizumab) — ได้ผลเด่นเฉพาะก้อนชนิด MSI-H/dMMR ซึ่งพบเพียงราว 5% ของมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะแพร่กระจาย
- BRAF V600E และ HER2 — ถ้าพบ มียามุ่งเป้าเฉพาะในบางแผนการรักษา แนวทาง ESMO แนะนำให้ตรวจ RAS, BRAF และ MSI/MMR ตั้งแต่เริ่มวางแผน และแนะนำการตรวจ HER2 (Cervantes 2023)
ภูมิคุ้มกันบำบัด: ได้ผลดีมาก แต่กับกลุ่มเล็ก ๆ
(Venderbosch 2014)
สำหรับกลุ่มนี้ งานวิจัย KEYNOTE-177 พบว่า pembrolizumab เป็นยาแรกให้ระยะโรคสงบนานกว่าเคมีบำบัด (มัธยฐาน 16.5 เทียบ 8.2 เดือน) และผลข้างเคียงรุนแรงน้อยกว่า (22% เทียบ 66%)
(André 2020)
แต่ก้อนส่วนใหญ่เป็นชนิด MSS/pMMR ซึ่งภูมิคุ้มกันบำบัดเดี่ยวยังไม่ใช่มาตรฐาน — ควรถามแพทย์ว่าตรวจ MSI/MMR แล้วหรือยัง
ระยะ 4 ดูแลแบบโรคเรื้อรัง และทีมประคับประคองตั้งแต่เนิ่น ๆ
มะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะ 4 จำนวนมากดูแลแบบโรคเรื้อรังด้วยยาต่อเนื่องและปรับสูตรเมื่อจำเป็น บางรายที่ลามเฉพาะตับหรือปอดอาจกลับมาผ่าตัดได้เมื่อก้อนยุบ (conversion)
อ่าน มะเร็งลำไส้ใหญ่ลามตับและเยื่อบุช่องท้อง: Conversion Therapy ตามจริง
การดูแลแบบประคับประคองตั้งแต่เนิ่น ๆ ช่วยคุมปวด คลื่นไส้ การกิน และความเครียดควบคู่กับการรักษา ไม่ได้หมายถึงหยุดรักษา
8. ตารางเปรียบเทียบ: ทางเลือกเมื่อก้อนระยะ 4 อุดตัน และยาตามผลตรวจก้อน
คำตอบตรง: ขดลวด ถุงหน้าท้อง และการผ่าตัดก้อนออก ต่างกันที่ความเร็วในการฟื้นตัว ความเสี่ยง และผลต่อแผนยา
ส่วนยาหลังผ่าตัดเลือกตามผลตรวจก้อน — ไม่มีสูตรเดียวที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน
ตาราง: เปรียบเทียบทางเลือกการผ่าตัด ยา และการดูแลแบบประคับประคอง
สรุปจากแนวทาง ESGE, WSES, ASCRS และ ESMO — การเลือกจริงขึ้นกับทีมสหสาขาที่ดูแล
| ทางเลือก | เหมาะกับใคร | ข้อดีหลัก | ข้อจำกัด / ความเสี่ยง | ตัวเลขที่ควรรู้ |
|---|---|---|---|---|
| ขดลวดขยายลำไส้ (colonic stent) | อุดตันจากก้อนในลำไส้ใหญ่ ยืนยันด้วย CT ไม่มีลำไส้ทะลุ | ไม่ต้องผ่าตัด อาจไม่ต้องมีถุง นอนโรงพยาบาลสั้นกว่า | ลำไส้ทะลุ ขดลวดเลื่อนหรืออุดซ้ำ; ไม่เหมาะเมื่อได้หรือจะได้ bevacizumab และก้อนทวารหนักส่วนล่าง | ลำไส้ทะลุ 12.5% กับ bevacizumab เทียบ 9.0% (ข้อมูลที่ WSES อ้าง) |
| ทำทวารเทียมอย่างเดียว (diverting stoma) | ขดลวดไม่เหมาะ ก้อนอยู่ต่ำ อาการจากก้อนทวารหนักส่วนล่าง จะใช้ยาต้านการสร้างหลอดเลือด | ผ่าตัดเล็กกว่า ฟื้นตัวเร็ว เริ่มยาได้เร็ว | ต้องดูแลถุง ก้อนยังอยู่ อาจยังมีเลือดหรือมูกออกทางทวารหนัก | เริ่มเคมีบำบัดมักราว 2–4 สัปดาห์หลังผ่าตัด |
| ผ่าตัดก้อนออกและต่อลำไส้ | ร่างกายแข็งแรง ลำไส้สภาพดี ก้อนเลือดออกหรือก่ออาการมาก | เอาก้อนต้นทางออก อาจไม่ต้องมีถุง | ผ่าตัดใหญ่ รอยต่อรั่วได้ ฟื้นตัวนานกว่า อาจเลื่อนเวลาเริ่มยา | bevacizumab อย่างน้อย 28 วันหลังผ่าตัดใหญ่และแผลหายดี |
| ผ่าตัดก้อนออกโดยไม่ต่อลำไส้ + ถุงปลายเปิด | ผ่าตัดฉุกเฉิน ลำไส้บวมมากหรือติดเชื้อ ความเสี่ยงรอยต่อรั่วสูง | ไม่มีรอยต่อที่เสี่ยงรั่ว | มีถุง การต่อกลับต้องผ่าตัดใหญ่อีกครั้ง และหลายรายไม่ได้ต่อกลับ | การต่อกลับขึ้นกับการคุมโรค ความแข็งแรง และกายวิภาค |
| ยาเคมีบำบัดหลัก | ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ร่างกายรับยาได้ | fluoropyrimidine + oxaliplatin หรือ irinotecan เป็นแกนของแผนยา | เม็ดเลือดขาวต่ำ ท้องเสีย ชาปลายมือปลายเท้า | ไข้ตั้งแต่ 38.0°C ระหว่างคีโม ไปห้องฉุกเฉิน |
| ยาต้าน VEGF (bevacizumab) | ใช้ร่วมกับเคมีบำบัดได้กว้าง ไม่ขึ้นกับยีน RAS | เสริมการคุมโรคร่วมกับเคมีบำบัด | แผลหายช้า เลือดออก ความดันสูง เสี่ยงลำไส้ทะลุ | ผ่าตัดระหว่างได้ยา แผลมีปัญหา 13% เทียบ 3.4% |
| ยาต้าน EGFR (cetuximab, panitumumab) | RAS wild-type เป็นหลักในก้อนลำไส้ใหญ่ด้านซ้าย | เพิ่มการตอบสนองของก้อนในกลุ่มที่เหมาะ | ไม่ได้ผลเมื่อมี RAS กลายพันธุ์; ผื่นคล้ายสิว แมกนีเซียมต่ำ | ต้องตรวจ RAS (KRAS/NRAS) ก่อนใช้ |
| ภูมิคุ้มกันบำบัด (pembrolizumab) | เฉพาะก้อน MSI-H/dMMR | ระยะโรคสงบนานกว่าเคมีบำบัดเมื่อใช้เป็นยาแรก | ไม่ใช่มาตรฐานในก้อน MSS/pMMR; ผลข้างเคียงจากภูมิคุ้มกัน | dMMR 5.0% ของมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะแพร่กระจาย; ระยะโรคสงบ 16.5 เทียบ 8.2 เดือน |
| การดูแลแบบประคับประคอง (Palliative care) | ทุกคนที่มีอาการหรือความเครียด ตั้งแต่เนิ่น ๆ ควบคู่การรักษา | คุมปวด คลื่นไส้ การกิน นอน และช่วยครอบครัววางแผน | มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นการหยุดรักษา | ใช้ร่วมกับยาได้ ไม่ต้องรอระยะสุดท้าย |
9. ครอบครัวช่วยผู้ป่วยที่เครียดก่อนผ่าตัดได้อย่างไร
คำตอบตรง: รับฟังความกลัวโดยไม่รีบปลอบว่าไม่เป็นไร ช่วยจดคำถาม ไปพบพยาบาลออสโตมีด้วยกัน และแบ่งหน้าที่ในบ้าน
ผู้ป่วยหลายคนกลัวเรื่องภาพลักษณ์ กลิ่น และการเป็นภาระ ซึ่งเป็นความรู้สึกที่เข้าใจได้
- ถามว่า “กังวลเรื่องไหนมากที่สุด” แล้วช่วยหาคำตอบจากทีม แทนการบอกให้เลิกคิด
- ให้ญาติอย่างน้อย 1 คนเรียนการเปลี่ยนถุงด้วย แต่ให้ผู้ป่วยได้ลองทำเองเมื่อพร้อม เพื่อคงความรู้สึกควบคุมชีวิตได้
- ผู้ดูแลก็เหนื่อยได้ — พักบ้าง ขอความช่วยเหลือจากคนอื่น และบอกทีมถ้ารู้สึกหมดแรง อ่าน คู่มือผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลาม
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
มะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะ 4 ทำไมแพทย์แนะนำผ่าตัดใส่ถุงหน้าท้อง แปลว่าหยุดรักษาแล้วใช่ไหม?
ไม่ใช่ การทำทวารเทียมในระยะ 4 เป็นการผ่าตัดเพื่อแก้ปัญหาจากก้อนและเปิดทางให้รักษาต่อ เหตุผลที่พบ ได้แก่ ก้อนตีบจนลำไส้อุดตันหรือใกล้อุดตัน เสี่ยงลำไส้ทะลุ เลือดออก เกิดรูทะลุไปอวัยวะอื่น หรือก้อนที่ทวารหนักส่วนล่างทำให้ปวด เบ่งถ่ายตลอด หรือกลั้นอุจจาระไม่ได้ ลำไส้อุดตันพบในส่วนน้อย ราว 15 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก เมื่ออุจจาระออกทางหน้าท้องได้ ผู้ป่วยจะกินได้ ฟื้นตัว และกลับไปรับยาเคมีบำบัดหรือยามุ่งเป้าได้อย่างปลอดภัยกว่า
ถุงหน้าท้องแบบนี้เป็นแบบชั่วคราวหรือถาวร จะได้ปิดถุงไหม?
ขึ้นกับชนิดการผ่าตัดและการคุมโรค ถ้าตัดทวารหนักและหูรูดออก หรือการปิดถุงไม่ปลอดภัย ถุงจะเป็นแบบถาวร ส่วนสโตมาแบบห่วงมักตั้งใจให้ชั่วคราว แต่ในมะเร็งระยะ 4 หลายรายยังคงใช้ถุงระยะยาว การปิดถุงเป็นไปได้ในบางราย ขึ้นกับว่าโรคคุมได้ดีแค่ไหน ร่างกายแข็งแรงพอผ่าตัดอีกครั้งหรือไม่ และสภาพลำไส้ที่เหลือ จึงไม่มีใครสัญญาล่วงหน้าได้ ควรถามศัลยแพทย์ตรง ๆ ว่าตั้งใจให้เป็นแบบไหน และเงื่อนไขอะไรที่จะทำให้ปิดถุงได้
ทำไมไม่ใส่ขดลวดขยายลำไส้หรือผ่าตัดก้อนออกแทนการใส่ถุง?
ศัลยแพทย์ชั่งหลายทางเลือกตามตำแหน่งก้อน ความแข็งแรง และแผนยา ขดลวดขยายลำไส้เป็นทางเลือกที่แนวทาง ESGE แนะนำเป็นอันดับแรกสำหรับบรรเทาการอุดตันจากก้อนในลำไส้ใหญ่ แต่ขดลวดมีความเสี่ยงลำไส้ทะลุ แนวทาง ESGE ปี 2014 จึงยกเว้นผู้ที่ได้รับหรือกำลังจะได้รับยาต้านการสร้างหลอดเลือด เช่น bevacizumab และแนวทาง WSES แนะนำให้พิจารณาทางเลือกอื่นแทนขดลวดในกรณีนี้ ขดลวดยังไม่เหมาะกับก้อนที่ทวารหนักส่วนล่างมาก การผ่าตัดก้อนออกอาจต่อลำไส้หรือไม่ต่อก็ได้ คำถามที่ดีคือ ในกรณีของเรา ทำไมเลือกถุงหน้าท้องแทนขดลวดหรือการผ่าตัดก้อนออก
ก่อนผ่าตัดใส่ถุงหน้าท้อง ครอบครัวควรเตรียมอะไรและถามแพทย์อะไรบ้าง?
สิ่งสำคัญที่สุดคือขอให้พยาบาลดูแลแผลและออสโตมีทำเครื่องหมายตำแหน่งถุงก่อนผ่าตัด โดยเลือกจุดที่ผู้ป่วยมองเห็นเองได้ อยู่บนผิวเรียบ ห่างจากรอยพับ แผลเป็น สะดือ และแนวเข็มขัด แนวทาง ASCRS และแถลงการณ์ร่วม WOCN กับ ASCRS แนะนำเรื่องนี้ งานวิจัย 105 รายพบว่ากลุ่มที่ทำเครื่องหมายมีคุณภาพชีวิตดีกว่าและภาวะแทรกซ้อนน้อยกว่า นอกจากนี้ควรขอเรียนการดูแลถุงก่อนผ่า ถามว่าจะเป็น colostomy หรือ ileostomy ชั่วคราวหรือถาวร จะกลับไปรับยาเมื่อไร และมีผลตรวจยีน RAS BRAF MSI แล้วหรือยัง กินอาหารให้พอ และเดินเท่าที่ไหว
มีถุงหน้าท้องแล้ว คนรอบข้างจะได้กลิ่นไหม?
โดยทั่วไปไม่ได้กลิ่นเมื่อติดถุงถูกขนาดและปิดสนิท ถุงสมัยใหม่ทำจากวัสดุกันกลิ่นและหลายแบบมีแผ่นกรองคาร์บอนระบายลม มักได้กลิ่นเฉพาะตอนเทหรือเปลี่ยนถุง แต่ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีกลิ่นเลยทุกกรณี ถ้าได้กลิ่นตลอดเวลาให้สงสัยว่าแป้นรั่วหรือช่องเปิดไม่พอดี ซึ่งแก้ได้ด้วยการวัดขนาดใหม่หรือเปลี่ยนชนิดอุปกรณ์กับพยาบาลออสโตมี คนส่วนใหญ่ใส่ถุงใต้เสื้อผ้าปกติได้โดยไม่มีใครสังเกต
มีถุงหน้าท้องแล้ว อาบน้ำ ทำงาน หรือเดินทางได้ไหม?
ได้ อาบน้ำฝักบัวหรือแช่น้ำได้ทั้งตอนใส่ถุงและตอนถอดเปลี่ยน เพราะน้ำไม่ไหลเข้าไปในสโตมา กลับไปทำงาน แต่งตัวตามปกติ และเดินทางได้เมื่อฟื้นตัว ควรพกอุปกรณ์สำรองติดตัวเสมอ ช่วงหลายสัปดาห์แรกหลังผ่าตัดควรเลี่ยงการยกของหนักเพื่อลดความเสี่ยงไส้เลื่อนข้างสโตมา ระยะเวลาให้ถามศัลยแพทย์ ถ้าเป็น ileostomy ให้ดื่มน้ำเพิ่มและเคี้ยวอาหารให้ละเอียด
หลังผ่าตัดใส่ถุง จะกลับไปให้คีโมหรือยามุ่งเป้าได้เมื่อไร?
มักกลับไปรับยาได้เมื่อฟื้นตัว กินได้ และแผลเริ่มหาย โดยทั่วไปราว 2 ถึง 4 สัปดาห์หลังผ่าตัด แต่ทีมรักษาเป็นผู้ตัดสิน สำหรับ bevacizumab เอกสารกำกับยาระบุว่าไม่ควรเริ่มก่อนอย่างน้อย 28 วันหลังผ่าตัดใหญ่และแผลต้องหายดี งานวิจัยพบว่าการเริ่มยา 28 ถึง 60 วันหลังผ่าตัดไม่เพิ่มปัญหาแผลอย่างชัดเจน ส่วนการเลือกยาขึ้นกับผลตรวจก้อน ได้แก่ RAS BRAF MSI และ HER2
หลังผ่าตัดใส่ถุงหน้าท้อง อาการแบบไหนต้องไปโรงพยาบาลทันที?
ไปโรงพยาบาลทันทีถ้าสโตมาเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ ดำ หรือซีดมาก ไม่มีอุจจาระหรือลมออกทางสโตมาราว 6 ถึง 12 ชั่วโมงร่วมกับปวดบีบ ท้องอืด คลื่นไส้ หรืออาเจียน ileostomy มีของเสียออกมากเกินราว 1.5 ถึง 2 ลิตรต่อวัน หรือมีเวียนศีรษะ ปัสสาวะน้อย กระหายน้ำมาก มีเลือดออกมากจากในสโตมา สโตมายุบลึก ยื่นยาวมาก หรือผิวรอบสโตมาแยก มีไข้ แผลแดงหรือมีหนอง ปวดท้องรุนแรง และถ้ากำลังได้รับเคมีบำบัดแล้วมีไข้ตั้งแต่ 38.0 องศาเซลเซียส ให้ไปห้องฉุกเฉิน
กลไกทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Mechanism)
สรุปกลไกโดย ผศ.ดร.นรวิชญ์ ราษฎร์พิบูลย์:
เมื่อก้อนมะเร็งตีบลำไส้ใหญ่ ลำไส้ส่วนเหนือก้อนจะโป่งพองจากอุจจาระและลม แรงดันในผนังลำไส้สูงขึ้นจนเลือดไปเลี้ยงลดลง
ถ้าลิ้นระหว่างลำไส้เล็กกับลำไส้ใหญ่ปิดสนิท ลำไส้จะกลายเป็นวงปิด (closed loop) ที่เสี่ยงทะลุ โดยเฉพาะที่ลำไส้ใหญ่ส่วนต้น
ทวารเทียมพาอุจจาระออกก่อนถึงจุดตีบ จึงลดแรงดันและเปิดทางให้กินอาหารและรับยาได้
ลักษณะของเสียต่างกันเพราะลำไส้ใหญ่ดูดน้ำกลับ: colostomy ผ่านลำไส้ใหญ่มาแล้วอุจจาระจึงข้น ส่วน ileostomy ข้ามลำไส้ใหญ่ทั้งหมด ของเสียจึงเหลวและเสียน้ำกับโซเดียมง่าย
สโตมาหลังผ่าตัดบวมจากการผ่าตัดและค่อย ๆ ยุบในช่วง 6–8 สัปดาห์ จึงต้องวัดขนาดแป้นใหม่
ยา bevacizumab ยับยั้ง VEGF ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างหลอดเลือดใหม่ในแผล จึงต้องเว้นระยะหลังผ่าตัดใหญ่
ยาต้าน EGFR ออกฤทธิ์ที่ตัวรับบนผิวเซลล์ แต่ถ้ายีน RAS ซึ่งอยู่ปลายทางของสัญญาณกลายพันธุ์ สัญญาณจะเปิดค้างเองและยาไม่ได้ผล
ส่วนก้อน MSI-H/dMMR มีการกลายพันธุ์จำนวนมาก สร้างโปรตีนแปลกปลอม (neoantigen) ที่ระบบภูมิคุ้มกันจดจำได้เมื่อปลดเบรก PD-1 ด้วย pembrolizumab
E-E-A-T และการอ้างอิงทางวิชาการ
เรียบเรียงโดย ผศ.ดร.นรวิชญ์ ราษฎร์พิบูลย์ (Asst. Prof. Dr. Norawit Raatpiboon) — สังเคราะห์จากแนวทาง ESGE, WSES, ASCRS, WOCN, ESMO และงานวิจัยบน PubMed
- van Hooft JE, et al. Self-expandable metal stents for obstructing colonic and extracolonic cancer: ESGE Guideline – Update 2020. Endoscopy 2020 (PMID 32259849)
- van Hooft JE, et al. Self-expandable metal stents for obstructing colonic and extracolonic cancer: ESGE Clinical Guideline. Endoscopy 2014 (PMID 25325682)
- Pisano M, et al. 2017 WSES guidelines on colon and rectal cancer emergencies: obstruction and perforation. World J Emerg Surg 2018 (PMID 30123315)
- Davis BR, et al. The American Society of Colon and Rectal Surgeons Clinical Practice Guidelines for Ostomy Surgery. Dis Colon Rectum 2022 (PMID 35616386)
- Salvadalena G, et al. WOCN Society and ASCRS Position Statement on Preoperative Stoma Site Marking for Patients Undergoing Colostomy or Ileostomy Surgery. J Wound Ostomy Continence Nurs 2015 (PMID 25695929)
- Person B, et al. The impact of preoperative stoma site marking on the incidence of complications, quality of life, and patient’s independence. Dis Colon Rectum 2012 (PMID 22706131)
- André T, et al. Pembrolizumab in Microsatellite-Instability-High Advanced Colorectal Cancer (KEYNOTE-177). N Engl J Med 2020 (PMID 33264544)
- Cervantes A, et al. Metastatic colorectal cancer: ESMO Clinical Practice Guideline for diagnosis, treatment and follow-up. Ann Oncol 2023 (PMID 36307056)
- Venderbosch S, et al. Mismatch repair status and BRAF mutation status in metastatic colorectal cancer patients: a pooled analysis of the CAIRO, CAIRO2, COIN, and FOCUS studies. Clin Cancer Res 2014 (PMID 25139339)
- Scappaticci FA, et al. Surgical wound healing complications in metastatic colorectal cancer patients treated with bevacizumab. J Surg Oncol 2005 (PMID 16118771)
- Messaris E, et al. Dehydration is the most common indication for readmission after diverting ileostomy creation. Dis Colon Rectum 2012 (PMID 22228161)
- Baker ML, et al. Causes and management of a high-output stoma. Colorectal Dis 2011 (PMID 19888956)
- Vonk-Klaassen SM, et al. Ostomy-related problems and their impact on quality of life of colorectal cancer ostomates: a systematic review. Qual Life Res 2016 (PMID 26123983)
- MedlinePlus (NIH) — Ostomy
- MedlinePlus (NIH) — Colorectal Cancer
ข้อจำกัดความรับผิดชอบทางการแพทย์ (Medical Disclaimer)
เนื้อหานี้จัดทำเพื่อให้ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการผ่าตัดทำทวารเทียมในมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะ 4 ไม่ใช่การวินิจฉัย การพยากรณ์โรค หรือแผนการรักษาเฉพาะบุคคล
การเลือกระหว่างขดลวด ถุงหน้าท้อง หรือการผ่าตัดก้อน ชนิดของถุง การปิดถุง และสูตรยา ขึ้นกับศัลยแพทย์ แพทย์มะเร็ง และทีมสหสาขาที่ดูแลผู้ป่วยโดยตรง
ห้ามหยุดหรือปรับยาเอง หากมีอาการในหัวข้อสัญญาณแดง ให้ติดต่อทีมรักษาหรือไปห้องฉุกเฉินทันที